พฤศจิกายน
2542
ในช่วงประมาณปลายเดือนตุลาคมของทุกปี
มักเป็นเวลาที่ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทย
ซึ่ง
หมายความว่าบ้านเรากำลังย่างเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ท้องฟ้าในเวลานั้นจะปลอดโปร่งแจ่มใสและไร้เมฆ ตื่นมาตอนเช้าๆก็จะพบกับ
ลมหนาวที่พัดกรรโชกเย็นๆ เหมือนเป็นเครื่องเตือนให้เตรียมตัวรับลมหนาวกัน
การเปลี่ยนแปลงของฤดูการณ์เช่นนี้ มักสังเกต
ได้ในทุกๆปี
หลายครั้งที่ผมมักใช้ช่วงเวลานั้นจัดโปรแกรมเดินทางออกเที่ยวไปในต่างจังหวัดด้วยรถส่วนตัว เพราะคิดว่าเป็นเวลาเหมาะสมที่จะมี
โอกาสได้เห็นความเขียวขจีตลอดสองข้างทาง ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูสดชื่นของรอยต่อช่วงปลายฤดูฝนกับต้นฤดูหนาว
ยิ่งถ้าออก
เดินทางกันแต่เช้ามืดเพื่อเปิดฟ้ารับอรุณกันละก้อ จะได้พบภาพสวยๆงามๆ ห็นพระอาทิตย์ดวงโตๆกำลังโผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า
ในขณะที่รถกำลังแล่นออกนอกเมือง
ฤดูฝนปีนี้ค่อนข้างยาวนานกว่าทุกปี นี่ก็ย่างเข้าต้นเดือนพฤศจิกายนแล้ว แต่ยังมีฝนกันไม่เว้น เป็นที่น่าสังเกตว่าในระยะปีหลังๆ
นี้สภาพอากาศดูจะผิดปกติต่างจากปีก่อนๆมาก เมืองไทยมี่ฝนตกชุกเป็นประจำ
ทำให้ข่าวเรื่องฝนแล้งที่เคยรุนแรงในอดีตกลับเงียบ
หายไปจนน่าแปลกใจ ในทางกลับกันก็มีข่าวฝนตกหนักในหลายท้องที่ แต่คนกรุงเทพฯยังพออุ่นใจได้บ้างที่ปีนี้เขื่อนป่าสักสร้างเสร็จ
พอดี ปัญหาน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นคงพอทุเลาลงไปได้บ้าง
ข่าวคราวของเขื่อนป่าสักในขณะนั้นมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆกันมาก
ทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ รวมทั้งยังสอดแทรกเรื่องราว
ของเขื่อนและทุ่งทานตะวันในรายการต่างๆทางทีวีด้วย ขื่อนป่าสักดูเหมือนจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่หลายคนให้ความ
สนใจ และอยากไปเที่ยวพร้อมๆกับชมทุ่งดอกทานตะวันไปในตัว โดยเฉพาะนักถ่ายภาพต่างใจจดใจจ่อติดตามข่าวสารกันอย่าง
ใกล้ชิด ยิ่งมีข่าวว่าได้ขยายพื้นที่ปลูกมากกว่าเดิมและเตรียมจัดงาน
"เทศกาลทานตะวันบาน" กันอย่างคึกคัก ก็ยิ่งทำให้เพิ่มความสนใจ มากขึ้น
ผมโทรติดต่อหาเจ้าติ๊กเพื่อนคู่หูแต่ก็อ่อนวัยกว่า ชวนมาเที่ยวสระบุรีในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นเพื่อนเดินทาง
เพื่อนคุยและ
เพื่อนเที่ยวไปในตัว ซึ่งทุกครั้งที่ชวนเจ้าติ๊กก็ไม่เคยปฏิเสธ
เพราะนั่นหมายความว่าจะได้เที่ยวฟรีๆกินฟรี โดยไม่ต้องจ่ายตังค์
เจ้าติ๊ก... ผมชอบนิสัยอยู่อย่างหนึ่งคือเป็นคนไม่ค่อยบ่น ให้ทำอะไรก็จะทำทุกอย่างโดยไม่เกี่ยง และเออออห่อหมกไปด้วยทุกครั้ง
นานแล้วที่ไม่ได้ชักชวนเจ้าติ๊กไปไหนด้วยกัน เพราะภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย
ทำให้รู้สึกห่างเหินกันนานทีเดียว
วันนี้ผมกับเจ้าติ๊กนั่งรถมาที่จังหวัดสระบุรี ก็เพราะอยากมาเที่ยวจังหวัดที่ไม่ห่างจากกรุงเทพนัก
จะได้เห็นความเขียวขจีของ
ธรรมชาติในช่วงปลายฤดูฝน โดยเลือกที่จะมาอำเภอมวกเหล็กก็เพราะเห็นว่าเส้นทางสายนี้มีความเป็นชนบท และดูเป็นธรรมชาติ
มากกว่าเส้นทางอื่น พร้อมกันนี้ก็ถือโอกาสสำรวจไร่ทานตะวันที่กำลังจะบาน
จะได้หมายตาเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อมาถ่ายภาพในวัน
ที่ดอกบานเต็มที่ ที่จะมาถึงอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้
เจ้าติ๊กนั่งจ้อมาตลอดทางเพราะไม่ได้เจอกันนาน มีเรื่องเล่าสารพัด
จนผมเหนื่อยแทนเพราะพูดจนน้ำลายแตกฟอง บางเรื่อง
ก็ไม่น่าฟัง จนผมต้องเบรคอยู่บ่อยๆ มาวันนี้แทนที่จะพูดถึงเรื่องเที่ยวที่กำลังเดินทางไป
กลับต้องมานั่งฟังปัญหาชีวิตที่จุกจิก
และเป็นเรื่องส่วนตัว เราแวะทานอาหารเช้าแถวย่านรังสิตกันก่อนจากนั้นก็เดินทางต่อไปยังสระบุรีด้วยถนน
8 เลนที่ราบเรียบ คุยกันเพลินๆเผลอ
แผลบเดียวก็เข้าเขตสระบุรีในเวลาไม่นานนัก ผมขับรถผ่านกลางเมืองเพื่อออกไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์
และจังหวัดลพบุรีในเส้น
ทางเดียวกัน ซึ่งเป็นเส้นทางที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะถ้ามาทุ่งทานตะวันแล้วจะต้องผ่านมาเส้นทางนี้ก่อนทุกครั้ง
พอขับรถพ้นช่อง "เขาขาด" ก็ต้องพบกับถนนที่กำลังก่อสร้างเพื่อขยายเป็นถนนมาตรฐาน
4 เลน จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
ตามไหล่ทางระหว่างก่อสร้าง มีกองดิน กองทรายเรียงถี่ยิบ ทำให้รถวิ่งช้าลง
และยิ่งมาเจอฝนตกพรำๆกันแบบวันนี้ ยิ่งทำให้ถนน
ดูเละเทะไปหมด
กว่าจะพ้นเนินเขาลงมาถึงทางลาดได้ก็ต้องนั่งลุ้นกันนานเพราะถนนถูกบีบให้แคบและห้ามแซงตลอดทางเป็นระยะที่ไกลพอสมควร
แต่พอขับพ้นช่วงเนินเขามาได้ไม่นาน ก็พอจะมองเห็นทุ่งทานตะวันอยู่ข้างหน้าให้ตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง ครั้นจอดรถลงไปดู ปรากฏ
ว่าทั้งต้นและดอกแคระแกน ต้นเตี้ยและดอกเล็ก เหมือนปลูกแล้วทิ้งมากกว่า
จะเป็นเพราะขาดการ ดูแลเอาใจใส่หรือดินไม่ดีเพราะ
ขาดปุ๋ยก็ไม่ทราบได้ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นเล็กๆสูงระดับเอว ิดแล้วก็น่าเสียดายที่คงลงทุนไปมากแต่ได้ผลออกเพียงน้อยนิด
เจ้าติ๊กลงจากรถมาพร้อมกับสะพายกระเป๋ากล้องเดินตามมาด้วย และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เจ้าติ๊กมาเห็นทุ่งดอกทานตะวัน
ซึ่งออกจะ
ตื่นเต้นที่เห็นพื้นที่ปลูกเป็นบริเวณกว้างนับร้อยไร่ไปจนถึงเนินเขา
โดยหารู้ไม่ว่าที่เห็นนั้นเป็นแปลงดอกทานตะวันที่ แย่ที่สุด
พี่จะถ่ายรูปหรือเปล่า เจ้าติ๊กถามขึ้นมาที่เห็นผมดูไม่ค่อยสนใจกับดอกทานตะวันมากนัก
"ติ๊กขึ้นรถดีกกว่า ต้นไม่ค่อยสมประกอบเลย มีแต่ต้นกระจิ้ดทั้งนั้น
แบบนี้หาภาพดีๆไม่ได้หรอก"
ผมพูดพลางก็เดินนำไปขึ้นรถ เมื่อขับรถไปได้ไม่นานฝนก็ตกลงมาอีกทำเอาหมดอารมณ์ไปเหมือนกัน
แต่เมื่อขับรถผ่านไปข้างหน้าไปอีกราวสองกิโลเมตร ก็พบทานตะวันดอกใหญ่
บานสะพรั่งเต็มแปลง คราวนี้ดูดอกโตและสมบูรณ์มาก นึกในใจว่าสงสัยได้จอดรถนานแน่

"เฮ้ยติ้ก..คราวนี้เอาแน่เตรียมหิ้วกระเป๋ากล้องลงได้เลย
อย่าลืมเอาขาตั้งกล้องที่เบาะหลังลงด้วยนะ" ผมกำชับเจ้าติ๊กเพราะคิดว่างานนี้เจอของจริงแล้ว
ผมหิ้วกระเป๋ากล้องลงจากรถ ส่วนเจ้าติ้กหิ้วกระเป๋าใส่ฟิล์มใบเล็กๆและขาตั้งกล้องเดินตามไป แปลงนี้ดอกค่อนข้างโตและสมบูรณ์แต่ยังไม่เต็มที่นัก รอไปอีกหนึ่งอาทิตย์น่าจะกำลังพอดี
ท้องฟ้าขณะนั้นยังดูขมุกขมัว ไม่น่าถ่ายภาพนัก แต่เอาละ..ไหนๆมาแล้ว
ลองหามุมกันหน่อยเผื่อได้ภาพดีๆบ้าง
" ดอกใหญ่ๆ ....เจอแล้ว ดอกโตฟอร์มสวยด้วย
ติ๊ก
ตามขึ้นมาเลย"
ผมขึ้นเนินดินนำหน้าไปก่อน ส่วนเจ้าติ๊กเห็นกำลังสาละวนวุ่นวายอยู่กับการ ดึงดอกหญ้าที่ติดตามกางเกงยีนส์
ผมหยิบกล้องแล้วลองเล็งไปที่ดอก แต่พอโฟกัสให้ชัดๆแล้วเห็นเป็นจุดดำๆที่กลีบดอกเต็มไปหมด
ดอกอื่นๆก็เป็นจุดดำเช่นกัน
" เอ
แบบนี้ถ่ายไปคงไม่ไหวแน่ ดอกสวยดีแต่มีตำหนิเหมือนมีจุดด่างดำขี้แมงวันเต็มใบหน้า"
ผมยืนบ่นกับเจ้าติ๊ก
" ดอกมีแมลงกินหรือเปล่าพี่ " เจ้าติ๊กถามด้วยความสงสัย
" สงสัยจะโดนฝนสาดมากกว่า สาดแรงจนกลีบดอกช้ำและเป็นจุดดำตามมา"
ผมตอบเจ้าติ๊กไปตามที่คาดคะเน
ฝนเจ้ากรรมเริ่มลงเม็ดถี่มาอีกแล้ว ผมจึงรีบถ่ายภาพแบบมุมกว้างไปได้
4-5 ภาพ ก่อนจะขึ้นรถเห็นมีนักท่องเที่ยวอยู่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งจอดรถอยู่ใกล้ๆกำลังถ่ายภาพกันที่ในแปลงดอก
คนในรถก็ตะโกนเร่งให้ถ่ายเร็วๆเพราะฝนไล่ตามมาแล้ว
จากนั้นเราออกเดินทางกันต่อ และตลอดเส้นทางก็ไม่เห็นทุ่งทานตะวันกันอีกเลย
นึกในใจว่าคงต้องขับยาวจนถึงเขื่อนป่าสัก
เสียละมั้ง
แต่ครั้นไปอีกไม่ไกลนักเห็นไร่เกษตรแปลงใหญ่ มีพืชไร่อะไรก็ไม่ทราบได้สีเขียวสด ขึ้นคลุมดินจนแน่นเป็นบริเวณกว้าง
ความสูงที่สังเกตเห็นเพียงแค่ระดับเอว ดูไกลๆแล้วเห็นใบออกสีเขียวปนเหลือง
ชาวบ้านเกือบยี่สิบคนกำลังมะรุมมะตุ้มอยู่กลางไร่
" เค้าทำอะไรกันนะ" ผมพูดเปรยๆขึ้นมาให้เจ้าติ๊กฟัง
" ไม่รู้สิครับพี่แต่เหมือนกับพวกเค้ากำลังถอนต้นมันขึ้นมานะ
รู้สึกจะถอนง่ายจัง...." เจ้าติ๊กพูดพลางก็จ้องไปที่แปลงพืช
ผมค่อยๆขับรถอย่างช้าๆพร้อมกับจ้องมองไปที่จุดนั้น
ซึ่งยังหาคำตอบไม่ได้ จึงจอดรถสังเกตการณ์สักพัก แต่จุดที่จอดดูนั้น
ค่อนข้าง
จะห่างพอสมควรจึงยากจะคาดเดาได้ว่าเป็นพืชอะไร ทั้งที่แถวนี้ผมผ่านมาค่อนข้างบ่อยและคุ้นเคยกับพืชไร่ย่านนี้ดีพอสมควร
" ดูๆแล้วน่าจะเป็นต้นถั่วเหลืองนะ เพราะต้นจะไม่สูงนัก
" ผมออกความเห็นแต่ก็ยังไม่แน่ใจ
แต่เท่าที่เคยเห็นมานั้น การเก็บถั่วเหลือง เค้าจะปล่อยให้ทั้งต้นและฝักแห้งสนิทก่อน
แล้วจึงเก็บเกี่ยว ไม่น่าจะเก็บกันกลางฝนพรำๆ
แบบนี้ และที่เห็นนี้ทั้งต้นทั้งใบยังเขียวสดอยู่เลย หรือว่าเก็บขึ้นมาก่อนแล้วค่อยนำไปตากแดดภายหลัง
จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ มองสภาพทั่วไปแล้วแล้วน่าจะมีมุมภาพดีๆให้ถ่ายได้บ้าง
คิดได้อย่างนั้น จึงดับเครื่องรถยนต์และบอกเจ้าติ๊ก
ให้เตรียมตัวทันที
" พี่จะลงเหรอ ฝนยังตกอยู่นะ จะเอาร่มไปหรือเปล่า "
เจ้าติ๊ก ชักลังเลใจว่าผมจะลุยเข้าไปในไร่ขณะที่ยังมีฝนตกไม่ขาดเม็ด
" ตกนิดหน่อยคงไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพี่จะใส่หมวก ไม่อยากเอาร่มไปเพราะมันเกะกะและถ่ายภาพลำบาก"
" พี่มีหมวกมาเผื่อนะจะเอาหรือเปล่า" เจ้าติ๊กคงไม่ชอบใส่หมวกเลยปฏิเสธ
" คราวนี้เราคงอยู่นานแน่ "
ผมบอกให้เจ้าติ๊กให้รู้ตัว
และคงไม่คอยให้ฝนหาย เพราะยังไงมันคงตกๆหยุดๆแบบนี้ไปอีกนานแน่
ผมเลยเลิกสนใจเรื่องฝน หากสนใจมากนักพาลจะหงุดหงิดรำคาญเปล่าๆ อีกอย่างหนึ่งเห็นว่าถ้าชักช้าก็อาจพลาดโอกาสดีๆได้
" ต้นถั่วลิสง ถั่วต้มที่เราซื้อกินนี่แหละ
นั่นไงเค้ากำลังดึงฝักถั่วออกจากราก " ผมเฉลยคำตอบให้เจ้าติ๊กทราบ
ผมรู้ว่าเป็นต้นถั่วลิสงหลังจากที่เดินเข้าไปใกล้ และยิ่งเข้าไปใกล้ก็ยิ่งเห็นมุมดีๆให้กดชัตเตอร์กันหลายครั้ง
โดยใช้เลนส์ซูมดึง
ภาพในระยะไกล เพราะต้องการให้ชาวบ้านทำงานไปตามปกติโดยไม่ต้องประหม่าเมื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกถ่ายภาพ
"ถ่ายไปทำอะไรเร้อะ
" เป็นคำถามที่ถูกถามเมื่อเห็นผมสะพายกล้องเดินไปใกล้พวกเค้าพร้อมกับเจ้าติ๊ก
"ถ่ายไปลงหนังสือพิมพ์นะ " ผมตอบโดยไม่ลังเล
และมักตอบเชิงเท็จแบบนี้เป็นประจำ
แม้จะไม่ไช่ความเป็นจริงแต่ก็ได้ผลที่เป็นใบเบิกทางให้ได้รับความร่วมมือให้ถ่ายภาพได้
สะดวกยิ่งขึ้นตอบตรงไปตรงมาๆคนฟังอาจสับสนและไม่เข้าใจเปล่าๆ ครั้งนี้อีกเช่นกันที่ได้รับความร่วมมือด้วยดีจากชาวบ้าน
ทำให้การถ่ายภาพไม่มีอุปสรรคแต่อย่างใด ในช่วงเวลาอาหารมื้อเที่ยง แปลงถั่วที่เห็นก็คือโต๊ะอาหารของพวกเค้านั่นเอง กินข้าวไปในท่ามกลางเม็ดฝนที่ยังพอหลงเหลืออย่าง
ไม่ทุกข์ร้อน กับข้าวที่เตรียมมาก็จัดแบ่งลงใส่จานนั่งกินด้วยกันแบบง่ายๆ

ผู้หญิงบางคนมีเด็กอ่อนมาด้วยก็หลบไปปักหลักกางเต้นท์
ด้วยผ้ายางแบบชั่วคราวใกล้ๆกันนั้นเอง แม่ก็ทำหน้าที่ไกวแปล และ
ดูแลลูกน้อย ปล่อยให้สามีตัวเองทำงานร่วมกับเพื่อนบ้านกลางไร่ เห็นลูกน้อยนอนลืมตาแป๋วอยู่ในเปลที่แม่นั่งไกวในเต้นท์เล็กๆ
ขณะมีฝนตกประปราย ดูช่างแตกต่างจากชีวิตในเมืองอย่างสิ้นเชิง
วิถีชีวิตดูเรียบง่ายมีต้นทุนที่ต่ำ ต่างกันลิบลับกับผมและ
เจ้าติ้ก ซึ่งตกลงกันว่ามื้อเที่ยงนี้ จะไปกินสะเต็กชิ้นโตๆกับกะหรี่พัพเจ้าอร่อยกันที่อำเภอมวกเหล็ก
จากนั้นผมก็ออกเดินทางต่อไปยังอำเภอ พัฒนานิคม
จังหวัด ลพบุรี และผ่านเลยไปยังอำเภอ วังม่วง เพื่อสำรวจทุ่งทานตะวันบนถนน
เส้นนี้พร้อมกับแวะชมเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน ขณะนั้นตัวเขื่อนสร้างเสร็จสมบูรณ์และประตูระบายน้ำได้เปิดใช้
แล้ว เหลือแต่เพียงการทำถนนและตกแต่งสถานที่ภายนอกให้เรียบร้อยสวยงามเพื่อเตรียมงานรับเสด็จ
ซึ่งพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในกลางเดือนพฤศจิกายนนี้
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หรือที่คนทั่วไปเรียกสั้นๆว่า "เขื่อนป่าสัก"
เป็นเขื่อนในโครงการพระราชดำริ อยู่ในเขตติดต่อของจังหวัด
สระบุรีและลพบุรี มื่อสร้างเสร็จแล้วจะเป็นอ่างกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่จะช่วยบรรเทายับยั้งไม่ให้น้ำจากแม่น้ำป่าสักไหลหลากลง
มาท่วมพื้นที่กรุงเทพฯย่านชานเมืองและอย่างรวดเร็วเหมือนเช่นที่ผ่านมา
เขื่อนแห่งนี้จึงได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไป
เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชาวบ้านแถบนี้ต่างได้รับประโยชน์จากเขื่อนกันอย่างถ้วนหน้า ทั้งด้านการเกษตรและด้านประมง
วันนั้นมีนักท่องเที่ยวแวะมาเที่ยวเขื่อนกันมากมายเหมือนมีมหกรรมกันเลยทีเดียว ทั้งๆที่บริเวณภายในหลายแห่งยังไม่เสร็จเรียบ
ร้อยดีนัก ถนนหนทางภายในเขื่อนอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่กระแสข่าวจากสื่อมวลชนทำให้ผู้คนทั่วสารทิศต่างมาเที่ยวชมกัน
อย่างล้นหลามก่อนพิธีเปิดอย่างเป็นทางการจะเริ่มขึ้น
ชาวบ้านแถบนี้เลยได้รับประโยชน์ถ้วนหน้า ถนนหนทางในตำบลที่เคย
เงียบเหงากลับคึกคักอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เขื่อนและมีที่ดินว่างติดถนนก็ปรับพื้นที่ให้เป็นร้านค้าร้านเช่า
รวมทั้ง
ลานจอดรถ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอีกจำนวนมากที่จะเดินทางมาเที่ยวเขื่อนในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้
ผมกับเจ้าติ้กมีโอกาสเข้าชมเขื่อนเป็นครั้งแรกในวันนั้นเอง ทางเข้าไปภายในเขื่อนมีรถวิ่งผ่านเข้าออกจนฝุ่นตลบ นักท่องเที่ยว
โดยเฉพาะจากกรุงเทพฯต่างขับรถเข้ามาชมอย่างไม่ขาดสาย ลานดินที่ปรับให้เป็นที่จอดรถแบบชั่วคราวก็มีรถจอดแน่นเต็มไป
หมด จนแทบจะไม่มีที่ว่าง ร้านค้าร้านอาหารซึ่งปลูกเป็นเพิงชั่วคราวก็ขายดีแบบเทน้ำเทท่า ถึงขนาดห้องน้ำห้องส้วมยังต้อง
เข้าคิวกันยาวนับสิบคน ใครมาเห็นก็คงต้องบอกว่า "อะไรกันจะปานนี้เชียวหรือ
"
กว่าจะเดินจากที่จอดรถมายังตัวเขื่อนก็ต้องฝ่าด่านร้านค้ามากมายซึ่งส่วนใหญ่จะขายของที่เป็นผลผลิตจากเขื่อน ไม่ว่าจะเป็นปลา
ชนิดต่างๆเช่นปลาแดดเดียวที่กำลังลงกระทะทอดหรือที่ผึ่งแดดชั่งขายเป็นกิโล
ปลาแห้ง ปลากรอบที่แขวนหน้าร้านก็หลากชนิด
ล้วนขายดีถ้วนหน้า พวกปลาสดๆปลาเป็นๆหรือที่ปรุงเสร็จเช่นทอดมันปลากราย ก็เห็นทอดกันหลายกระทะกลิ่นตลบอบอวนยั่ว
น้ำลายยิ่งนัก จนผมกับเจ้าติ๊กเกือบเปลี่ยนใจมานั่งกินให้เป็นเรื่องเป็นราวแล้ว
แต่เมื่อนึกถึงสะเต็กที่ตั้งใจจะไปนั่งกินที่มวกเหล็ก
เลยต้องเปลี่ยนใจ จากเขื่อนป่าสักผมขับรถมาตามเส้นทางที่จะไปยังอำเภอมวกเหล็กจังหวัดสระบุรี ตลอดสองข้างทางจะเห็นทุ่งทานตะวันที่ยัง
เป็นยอดสีเขียวอ่อนๆขึ้นแน่นอยู่กลางแปลง คะเนด้วยสายตาแล้วคงทยอยออกดอกทันรับเสด็จอีกสิบกว่าวันนี้แน่
ผมเริ่มหมายตา
และจดจำแปลงดอกที่เห็นว่ามีความสมบูรณ์ เพื่อจะมาถ่ายภาพในวันหลัง
เมื่อขับมาถึงอำเภอมวกเหล็กก็แวะทานสะเต๊กกับร้านเจ้าเก่าตามที่ตั้งใจไว้
ตอนขากลับได้แวะซื้อกระหรี่พับจากร้านที่ขึ้นชื่อกลาง
ตลาดมวกเหล็กติดไม้ติดมือกลับบ้าน จากนั้นได้เวลาเดินทางกลับกรุงเทพราวๆบ่ายสามโมง แต่กว่าจะถึงกรุงเทพก็ทุลักทุเลเพราะ
ฝนตกหหนักตลอดทางและรถติดกันระนาว โดยเฉพาะถนนช่วง มวกเหล็ก
- สระบุรี ี่กำลังก่อสร้าง มีรถสิบล้อและสิบแปดล้อ
วิ่งแซงกันอย่างน่าหวาดเสียว ส่วนเจ้าติ๊กก็นอนหลับไม่รู้เรื่อง ปล่อยให้ผมนั่งฟังเพลงคนเดียวในรถจนมาถึงกรุงเทพ
เป็นอันว่าการเดินทางไปจังหวัดสระบุรีคราวนี้ได้ชุ่มฉ่ำไปกับฝนเกือบตลอดทางทั้งขาไปและขากลับ
ความเขียวชอุ่มและ เขียวขจี
ของธรรมชาติในพื้นที่เขตอำเภอมวกเหล็กและตำบลใกล้เคียงที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไป
เป็นบรรยากาศ ที่ดีที่
นักท่องเที่ยวจากเมืองหลวงควรหาเวลามาแวะเที่ยวและตักตวงเอาความสดชื่นกลับไป
สวัสดีครับ
Web master |