
วัดนี้สวยและดูคลาสสิคมาก
ผมน่าจะมาเที่ยวตั้งนานแล้วนะ
นั่นเป็นความรู้สึกครั้งแรกที่ได้มาเห็นบรรยากาศโบราณสถานอันเก่า
แก่อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดอยุธยา ณ ดินแดนที่เรียกว่า กรุงอโยธยา
เมืองหลวงเก่าของไทยในอดีต ก่อนที่พระเจ้าอู่ทองมหากษัตริย์
ไทยในสมัยนั้นจะอพยพผู้คนหนีโรคห่า(อหิวาตกโรค) ้ามแม่น้ำเข้ามาตั้งบ้านเรือนและสร้างเมืองใหม่ในเกาะชั้นในซึ่งเป็นที่ตั้งของ
อำเภอเมืองในปัจจุบัน
3 มกราคม 2541 เป็นวันที่ผมและญาติๆตกลงกันว่าจะไปเที่ยวปีใหม่กันที่จังหวัดอยุธยาซึ่งก็ไม่ไกลจากกรุงเทพนักและสะดวกที่
จะพาญาติผู้ใหญ่ที่อายุมากแล้วมาเที่ยวเปิดหูเปิดตาเปลี่ยนบรรยากาศที่ต้องอยู่บ้านนานๆโดยกำหนดการคร่าวๆว่าจะออกจากกรุงเทพ
ตอนเช้า นมัสการพระมงคลบพิตรเที่ยวชมโบราณสถานสักแห่งสองแห่ง จากนั้นก็จะเดินทางต่อไปที่จังหวัดสิงห์บุรีเพื่อลองลิ้มชิมรส
ปลาช่อนแม่ลาเผา ที่มีชื่อ แล้วก็กลับกรุงเทพในวันเดียวกัน
จากกรุงเทพขับรถไปตามถนนสายเอเชียซึ่งเป็นถนนสายหลักที่มุ่งสู่จังหวัดต่างๆทางภาคเหนือ
การจราจรวันนี้ถือว่าคล่องตัวมาก
ถนนจึงโล่งตลอด รืออาจเป็นเพราะผ่านพ้นวันปีใหม่มาแล้วก็ได้ไม่นานนักก็มาถึงทางแยกเข้าจังหวัดอยุธยาแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน
ของจังหวัด ผมไม่ได้แวะเข้ามาในจังหวัดอยุธยานานแล้ว รู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมไม่น้อย
ถนนที่เคยคับแคบเมื่อแยกจาก
ถนนใหญ่ก็ขยายให้กว้างขึ้น ตึกรามบ้านช่องหลังเล็กๆสองข้างทางที่เห็นเมื่อก่อนนี้
ก็กลายเป็นตึกใหญ่โตจนบดบังสถานที่สำคัญ
ต่างๆที่เคยสังเกตเห็นขณะขับรถผ่านเมื่อหลายปีก่อน
ป้ายทางแยกข้างหน้าที่ดูสะดุดตา วัดใหญ่ชัยมงคล
เป็นป้ายใหญ่ของทางหลวงและมีลูกศรชี้ไปทางซ้ายตรงสามแยกเล็กๆ วัดนี้
ผมยังไม่เคยไปเที่ยวเลยจึงอยากจะลองแวะดูสักหน่อยก่อนที่จะไปไหว้พระมงคลบพิตรตามที่คิดไว้แต่แรก ญาติที่มาด้วยกันเอ่ยปาก
บอกว่า สวยเหมือนกับวัดอื่นๆ ในอยุธยา และมีพวกฝรั่งต่างชาติมาเที่ยวกันแยะ
็เป็นอันว่าผมตัดสินใจเลี้ยวซ้ายทันที ซึ่งกะว่า
น่าจะใช้เวลาไม่นานนัก
ไม่เกิน 1 กม.เราก็มาถึงยังวัดใหญ่ชัยมงคล เจดีย์องค์ใหญ่สามารถมองเห็นได้ขณะรถวิ่งอยู่บนท้องถนนก่อนที่จะเลี้ยวรถเข้าไปด้วย
ซ้ำ เจดีย์ที่เห็นองค์นี้แหละที่สูงที่สุดในจังหวัดอยุธยาเลยนะ
เดิมทีเมื่อมาจากกรุงเทพจะสังเกตเห็นเจดีย์องค์ใหญ่ก่อนที่จะเข้ามาใน
ตัวเมืองอยุธยา ญาติคนหนึ่งเอ่ยปากขึ้นมาขณะเลี้ยวรถเข้าไปที่ลานจอด
ผมพยายามที่จะนึกภาพ อยุธยา ย้อนหลังไปหลายๆปีก่อน พอจะจำได้ว่าเมื่อใกล้จะถึงจังหวัดอยุธยาก็จะเห็นเจดีย์เก่าๆเอียงๆมอง
เห็นมาแต่ไกลเหมือนกับจะตั้งอยู่กลางท้องทุ่งด้วยซ้ำ แต่ระยะหลังๆนี้เมื่อขับรถผ่านมาทีไรก็ไม่เห็นเจดีย์เก่าๆที่ว่านี้แล้ว เอกลักษณ์ที่
มีความหมายเก่าแก่ของอดีตถูกอาคารใหม่ๆสร้างบดบังทัศนีย์ภาพเดิมๆไปจนหมดสิ้น คิดแล้วก็น่าเสียดายที่จังหวัดนี้ซึ่งมีความเป็น
มาทางประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายร้อยปี และมีโบราณสถานมากมาย แต่ไม่อาจจัดวางผังเมืองให้สอดคล้องกับโบราณสถานที่สำคัญๆของจังหวัดได้ เช่นเดียวกับที่วัดพนัญเชิงซึ่งมีแม่น้ำอันเก่าแก่ไหลผ่าน
แต่ฝั่งตรงข้ามกับวัดกลับยินยอมให้เอกชนสร้างโรง
แรมใหญโตสูงสิบกว่าชั้นทำให้ดูขัดตาและตัวอาคารก็ไม่ได้ออกแบบให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมแถวนั้นเลยแม้แต่น้อย
เมื่อมาในเขตวัดก็รู้สึกได้ทันทีถึงความตระการตากับภาพที่เห็น
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมนักท่องเที่ยวต่างชาติจึงมากมาย
และดูเหมือนจะมากกว่าคนไทยด้วยซ้ำไป อาณาบริเวณของวัดไม่ได้ใหญ่โตมากนักแต่ก็มีเสน่ห์ชวนมองในทุกจุด
ผมรู้สึกทึ่งกับ
สถานที่แห่งนี้มาก ซากปรักหักพังทั้งที่บูรณะแล้วและที่ยังปล่อยให้เป็นไปตามสภาพเดิมดูแแล้วมีมนต์ขลัง ครั้นเดินเข้าไปข้างในก็
เหมือนกับได้สัมผัสกลิ่นอายแห่งอดีตกาลเมื่อหลายร้อยปีก่อน ซึ่งพอจะมโนภาพได้ว่าในอดีตนั้นจะมีความรุ่งเรืองเพียงใด
ซากปรัก
หักพังที่ดูออกใหญ่โตนั้นย่อมแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของยุคกรุงศรีอยุธยาได้เป็นอย่างดี
จากประตูทางเข้ามีทางเดินเล็กๆตรงเข้าไปภายในบริเวณ สิ่งที่เห็นเด่นชัดและสะดุดตามากก็คือความสะอาดและการดูแลรักษาสถาน
ที่โดยรอบเป็นไปอย่างเรียบร้อยแทบจะไม่มุมใดที่ดูรกตาเลย ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำหรือจุดสำคัญๆที่นักท่องเที่ยวอาจปีนป่ายจนอาจทำ
ความเสียหายและเป็นการลบหลู่สถานที่ ทางวัดก็จัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด
ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ดูมีคุณค่ายิ่งขึ้น
วันนี้แดดจ้าท้องฟ้าสดใสแต่อากาศก็ค่อยไม่ร้อนเพราะยังเป็นช่วงฤดูหนาว
มีลมพัดเย็นสบายเป็นระยะๆขณะยืนชมภายในบริเวณ
วันนี้ผมคิดว่าเป็นวันแห่งการท่องเที่ยวที่ดูจะมีคุณค่าต่อตัวเองไม่น้อยที่ได้มาเห็นมาสัมผัสกับโบราณสถานที่สำคัญแห่งอดีต คิดว่า
คนไทยที่มีโอกาสผ่านมาจังหวัดอยุธยาควรจะเข้ามาสัมผัสบรรยากาศแบบนี้บ้าง
ได้มารับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แม้เพียง
เศษเสี้ยว ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจต่อบรรพบุรุษซึ่งเป็นต้นตระกูลของเราในอดีตไม่น้อย
เจดีย์เก่าแก่องค์ใหญ่ที่อยู่ด้านขวามือประตูทางเข้า
มีผ้าสีเหลืองคล้ายจีวรพันรอบเจดีย์ ดูเหมือนจะเพิ่มความขลังยิ่งขึ้นไปอีก เป็นจุด
สนใจที่ดูโดดเด่นอย่างมากเมื่อเดินเข้ามาในเขตวัด ผมปล่อยให้ญาติที่มาด้วยกันเดินล่วงหน้าเข้าไปในวัดก่อน ส่วนผมนั้นขอเวลาซึม
ซับประทับใจกับเจดีย์เก่าๆที่ตั้งอยู่กลางลานหญ้าสีเขียวสักพักหนึ่ง
ก่อนที่จะตามเข้าไป
เจดีย์เก่าๆที่พันผ้าเหลืองนั้นเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนต้องหยุดถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก ผมยืนหลบแดดใต้ต้นไม้บริเวณ
ใกล้ๆกันเพื่อดูทำเลถ่ายภาพที่เห็นว่าเหมาะที่สุด จุดที่ผมยืนอยู่นั้นมีคนพลุกพล่านเกินไปเพราะอยู่ติดทางคนเดินถ้าถ่ายภาพเจดีย์ที่
มุมนั้นก็คงจะมีภาพคนที่เดินไปมานั้นติดเข้าไปในภาพด้วย จึงเปลี่ยนมุมไปยืนชิดแนวทางเดินริมสนามหญ้าซึ่งมีต้นไม้เตี้ยๆปลูกเป็นแนวรั้วไว้ มุมนี้เห็นเจดีย์ตั้งโดดเด่นอยู่กลางสนามหญ้าที่เรียบเขียวขจี โดยมีท้องฟ้าสีเข้มเป็นฉากหลัง
ของจริงที่เห็นกับตานั้นช่างสวยจริงๆ
แล้วเราจะถ่ายภาพออกมาให้เหมือนกับที่ตาเห็นได้หรือไม่
มันเป็นความรู้สึกที่ผมเองก็
หวั่นใจอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตามก็ยังมั่นใจและพยายามบันทึกภาพอย่างช้าๆและใจเย็น ซึ่งน้อยครั้งที่จะบันทึกภาพด้วยความรู้สึกดีๆเช่นนี้
จากนั้นก็เดินต่อเข้าไปด้านใน เห็นญาติโบกมือไหวๆ
บอกให้ช่วยถ่ายภาพหน้าเจดีย์ข้างในด้วย ผมเดินตามเข้าไปในอาณาเขตชั้นใน
เรียกว่าเขตวิหารหลวงโดยมีกำแพงอิฐเตี้ยๆสูงไม่เกินหน้าอกล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งกินบริเวณกว้างขวางพอสมควร
พระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่เนื้อปูนสูงประมาณ 2 เมตร ราวร้อยกว่าองค์นั่งเรียงชิดติดกำแพงด้านในทั้ง
4 ด้านอย่างเป็นระเบียบดูแล้วเหมือนทำให้ใจเราสงบไม่น้อย ทุกองค์หันหน้าเข้าหาเจดีย์ชัยมงคลซึ่งอยู่ตรงกลาง
พระพุทธรูปแต่ละองค์มีผ้าสีเหลืองพาดเฉียงที่บ่า ทำให้ดูมีสีสันและมีชีวิตชีวาในท่ามกลางซากปรักหักพังของเขตวิหารหลวงแห่งนี้ ทางเดินรอบวิหารปูด้วยอิฐก้อนใหญ่ๆแบบสมัยก่อนดูเหมือนกับเป็นลานกว้างที่สามารถเดินได้รอบฐานเจดีย์ ขณะที่เดินรอบวิหารหลวงนั้นก็อดที่จะนึกไม่ได้ว่าลานรอบเจดีย์แห่งนี้คงผ่านรอยเท้าผู้คนนับไม่ถ้วนมาหลายชั่วอายุคนแล้ว และในอดีตนั้น ก็คิดว่าถ้าใครได้มีโอกาสมาสักการะพระเจดีย์แห่งนี้นี้ก็ถือว่าเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง เพราะดูเหมือนจะมีท้องพระโรงคล้ายกับพระราชวังในอดีต คล้ายกับจะเป็นทั้งวัดและพระราชวังไปในตัว
เจดีย์ชัยมงคล ตามพงศาวดารแล้ว สมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดให้สร้างพระเจดีย์ชัยมงคลเฉลิมพระเกียรติ คราวชนะสงครามยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราชา พ.ศ. 2135 ซึ่งนับว่ามีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์เป็นอันมาก และเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะ
หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2112
จากนั้นอีก 13 ปี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็สามารถกอบกู้เอก
ราชให้กลับคืนมาได้ และอีก 2 ปีต่อมาก็ได้สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีอีกครั้งหนึ่ง
หลังจากที่ได้ถ่ายภาพให้กับญาติๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ผมก็แยกตัวเพื่อหามุมถ่ายภาพโดยได้นัดแนะให้ไปเจอกันที่รถหลังจากถ่าย
ภาพเสร็จแล้ว ผมใช้เวลาในการบันทึกภาพอย่างจุใจภายในบริเวณวัด เพราะโอกาสที่เราจะกลับมาและได้เห็นบรรยากาศที่เหมาะแก่การบันทึกภาพเหมือนแช่นวันนี้อาจหายากเต็มที
วัดใหญ่ชัยมงคล สถานที่ผมยืนถ่ายภาพอยู่นี้ในอดีตนั้นมีความสำคัญอยู่ไม่ใช่น้อย และเชื่อว่านักท่องเที่ยวคนไทยส่วนใหญ่คงไม่มีใครทราบประวัติความเป็นมาของสถานที่สำคัญแห่งนี้ จึงได้แต่เดินดูและรู้แต่เพียงว่าเป็นโบราณสถานอันเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยาเท่านั้นเอง รายละเอียดต่างๆและประวัติความเป็นมา น้อยคนนักที่จะทราบ
ผิดกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีไกด์อธิบายให้ฟังในจุด
สำคัญๆไปตลอดทางว่ามีความเป็นมาและเกี่ยวข้องกับกษัตริย์ไทยในอดีตนั้นอย่างไร ทำให้น่าเป็นห่วงว่าคุณค่าแก่ควรจดจำเหล่านี้
ขาดหายไปจากคนไทยไม่น้อย และน่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เห็นสถานโบราณต่างๆทั่วประเทศ
ถูกนักท่องเที่ยวคนไทยด้วยกันนี้ทำลายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งคำว่า "รู้เท่าไม่ถึงการณ์" ดูเหมือนจะเป็นข้อแก้ตัวที่ทำให้ทุกอย่างยุติโดยไม่มีข้อตำหนิอื่นใดๆเลย
ซึ่งสิ่งนี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า การท่องเที่ยวในความเข้าใจของคนไทยส่วนใหญ่แล้วยังต้องพัฒนาความคิดความเข้าใจอีกไม่น้อย
ในขณะที่กำลังถ่ายภาพอยู่นั้นก็เกิดความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า ในช่วงเทศกาลสำคัญที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมกันมากๆทางวัดน่าจะร่วมมือกับโรงเรียนในละแวกนั้นจัดทำโครงการ ไกด์อาสาสมัคร ให้นักเรียนมาอบรมศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของวัดอย่าง
ละเอียดและสามารถเป็นไกด์พานักท่องเที่ยวคนไทยกลุ่มเล็กๆเที่ยวชมได้อย่างมีคุณค่าและได้ประโยชน์ โดยเฉพาะเยาวชนตัวเล็กๆที่มากับครอบครัว นักท่องเที่ยวอาจเสียค่าธรรมเนียมบ้างตามสมควร ็น่าจะเกิดประโยชน์และช่วยสร้างรายได้ให้กับเด็กนักเรียนเหล่านั้น เป็นการฝึกฝนให้นักเรียนในท้องถิ่นรู้จักอาชีพมัคคุเทศก์ ซึ่งอาจเป็นอาชีพถาวรให้กับเด็กๆเหล่านั้นได้ในอนาคต
ที่สำคัญจะทำ
ให้เยาวชนเหล่านั้นมีความรู้สึกผูกพันธ์และหวงแหนโบราณสถานในท้องถิ่นของตนเองอีกด้วย
เพื่อให้เรื่องราววัดใหญ่ขัยมงคล มีความสมบูรณ์มากขึ้น
จึงขอคัดย่อเรื่องบางส่วนที่เห็นว่าน่าสนใจมาเล่าสู่กันฟัง จากหนังสือ
วัดใหญ่ชัยมงคล ที่ซื้อมาจากแม่ชีคนหนึ่งของวัดนี้ ดังนี้
..
.จากสภาพทางภูมิศาสตร์บ่งบอกให้ทราบว่า วัดใหญ่ชัยมงคลตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับวัดแพนงเชิง
วัดมเหยงคณ์ วัดกุฎีดาว
วัดสมณโกศ และวัดอโยธยา และซากปรักหักพังที่เหลือให้เห็นล้วนแต่แสดงถึงความใหญ่โตมโหฬารในอดีตทั้งสิ้น
จึงเชื่อได้ว่า
วัดใหญ่ชัยมงคลคงเป็นสำนักที่มีสงฆ์อยู่มาก่อนสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1(พระเจ้าอู่ทอง)ทรงสถาปนากรุงเทพทราวดีศรีอยุธยาเป็นแน่
เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงสถาปนากรุงเทพทราวดีศรีอยุธยาแล้ว
7 ปี (พ.ศ. 1900 ) โปรดกล้าให้ขุดศพเจ้าแก้ว เจ้าไท ี่ออกอหิวาตกโรคตาย ขึ้นพระราชทานเพลิงศพที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ แล้วสถาปนาพระเจดีย์วิหารเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามว่า
วัดป่าแก้ว (จากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา)
เนื่องจากวัดนี้เป็นพระอารามหลวงสมัยกรุงศรีอยุธยา
และมีบริเวณกว้างขวาง มีสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตและมีจำนวนพระสงฆ์มาก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า วัดใหญ่ มาแต่แรกสร้าง ต่อมาสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงสร้างเจดีย์ชัยมงคลที่วัดนี้ชาวบ้านจึงนำเอานามพระเจดีย์มาประกอบกับชื่อวัด และเรียกกันสืบมาว่า วัดใหญ่ชัยมงคล
.ต่อมาปรากฏเรื่องวัดพระยาไทยอีก คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดเกล้าฯให้เสริมสร้างต่อเติมพระเจดีย์วัดเจ้าพระยาไทย
องค์เดิมให้สูงขั้นไปอีก เป็นการประกาศชัยชนะยุทธหัตถีที่ทรงมีแก่พระมหาอุปราชา
ประมาณว่าสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เส้น
10 วา และโอกาสเดียวกันก็โปรดเกล้าให้ก่อพระเจดีย์ไว้ที่ตำบลหนองสาหร่ายอันเป็นที่ทรงทำยุทธหัตถี
1 องค์ ปัจจุบันเรียกกันว่า
เจดีย์ยุทธหัตถี ที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี
ผมนำเรื่องราวของวัดใหญ่ชัยมงคลมาให้ทราบพอสังเขปเท่านั้น ซึ่งในหนังสือของทางวัดมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมายและน่าศึกษา
อ่านแล้วก็สามารถเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่สำคัญๆในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี
ใครสนใจก็ค้นคว้าหาอ่านกันเองนะครับ
เมื่อได้เวลาอันควรผมก็ออกจากวัดเพื่อไปยังลานจอดรถ ขณะที่เดินออกมาก็สวนกับนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ขาดระยะส่วนมากแล้วจะมาเป็นกลุ่มใหญ่ๆ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นน่าจะมากกว่าเพื่อนมีทั้งวัยหนุ่มสาวและผู้ใหญ่
ที่สังเกตเห็นนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นจะนิยมใส่
หมวกสีขาวหรือสีครีมเป็นส่วนใหญ่ น่าจะเป็นพวกที่บริษัทท่องเที่ยวแจกไว้เผื่อผลัดหลงจะได้สังเกตได้ง่าย
ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบ 11 โมงแล้วจึงตกลงกันว่าคงยกเลิกที่จะไปเที่ยววัดอื่นๆตามที่ตั้งใจไว้ แค่วัดเดียวก็คงจะเหนื่อยและร้อนมากพออยู่แล้ว เป็นอันว่าจากนี้ก็มุ่งสู่จังหวัดสิงห์บุรีเพื่อชิมปลาช่อนแม่ลาเผากันเลย
ผมคงหยุดเที่ยววัดใหญ่ชัยมงคลแต่เพียงแค่นี้โดยไม่ได้พาไปทานปลาช่อนแม่ลาด้วยกัน
เพราะไม่ได้ถ่ายภาพอะไรไว้เลย แต่ก็ขอ
บอกผู้อ่านเพื่อเรียกน้ำย่อยกันหน่อยนะว่า ควรหาโอกาสทาน ปลาช่อนแม่ลาย่าง กันสักครั้งหนึ่งเพราะเป็นปลาธรรมชาติที่รสชาติอร่อยมาก ทานกับใบสะเดาย่างจากเตาถ่านออกเกรียมๆยิ่งอร่อยมาก ปลาช่อนแม่ลาที่แท้จริงนั้นเนื้อจะออกสีน้ำตาลไม่ขาวจั๊วะเหมือนปลาช่อนทั่วไป การย่างปลาก็ย่างด้วยเตาถ่านธรรมดาๆนี้แหละ
และไม่ได้คลุกเกลือตามที่เห็นดาษดื่นแต่อย่างใด
ผมชักหิวแล้วละ
สวัสดีครับ
Web master
Photoontour.Com
ดูภาพวัดใหญ่ชัยมงคลชุดล่าสุด ถ่ายเมื่อเดือนตุลาคม 2549