|
วัดไหล่หิน (2) (คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)
วัดทีมีที่มาทางประวัติศาสตร์มายาวนาน กรมศิลป์จึงต้องขึ้นทะเบียนไว้เพื่อการอนุรักษ์ เป็นการป้องกันการทำลายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็มีหลายแห่งที่ไม่สามารถต้านทานได้ เพราะขาดการตรวจตราที่เข้มงวด
วัดไหล่หินได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติไว้แล้ว ดังนั้นการที่ทางวัดจะกระทำการใดๆเช่นการซ่อมบูรณะหรือการเสริมแต่งขึ้นมาใหม่จึงต้องได้รับความยินยอมจากกรมศิลปากรเสียก่อน หลายสิ่งที่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ก่อนที่จะขึ้นทะเบียนไว้ทางกรมศิลป์ได้แนะนำให้รื้อถอนเพราะเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ทำมาในภายหลัง บอกไม่ไช่ของดั่งเดิม และให้ทางวัดคงสภาพเดิมให้มากที่สุด
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ดูแล้วน่าจะทำให้วัดไหล่หินยังคงสภาพความเก่าแก่ไว้มาจนถึงทุกวันนี้ นั่นก็คือ คำสาป ตามความเชื่อของคนโบราณ ที่ทุกครั้งเมื่อมีการบูรณปฏิสังขรณ์ทีไรก็มักเกิดเหตุอาเพธ แม้แต่พระที่วัดนี้ก็ไม่เว้น เกิดป่วยอาพาธและมรณะภาพในเวลาต่อมา คนสมัยก่อนเรียกว่า ขึด ก็คือเป็นเรื่องแปลกประหลาด เป็นเรื่องอาเพธ หรือเรื่องอาถรรพ์ไป ซึ่งชาวบ้านบอกว่าเคยมีพระรูปหนึ่งได้ตั้งสัจจะวาจาไว้ก่อนตายว่า ถ้าตายไปแล้วจะไม่ไปไหน จะอยู่เฝ้าคอยปกปักรักษาวัดแห่งนี้
และสิ่งนี้ ก็เป็นที่รู้และบอกเล่าสืบทอดกันมาจากคนรุ่นก่อนๆ ดังนั้นจึงไม่มีช่างฝีมือหรือจะมีชาวบ้านคนไหนขันอาสาไปรื้อถอนซ่อมแซมศาสนสถานแห่งนี้อีก เพราะอาจต้องคำสาปจนต้องมีอันเป็นไป
หากจำเป็นจริงๆแล้วก็ต้องทำพิธีแก้ขึด หรือแก้อาถรรพ์ กันตามประเพณีแบบโบราณ
ผมออกจากวัดในเย็นวันนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย สิ่งหนึ่งนั้นก็คือดีใจทีมีโอกาสได้มาเห็นวัดเก่าแก่และมีโอกาสได้ ถ่ายภาพตามที่ต้องการ จะถือว่าเป็นบุญก็ไม่ผิดนัก หลายครั้งที่ผ่านเส้นทางสายนี้แต่ก็ไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าจะมีสิ่งดีๆอยู่ที่นี่ เพียงเลี้ยวรถเข้ามาอีกประมาณ 6-7 กิโลเมตร ก็จะพบกับโบราณสถานอันล้ำค่า
  
ผมตื่นแต่เช้าเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดีๆสำหรับการถ่ายภาพบรรยากาศภายในวัด ของเช้าวันที่ 15 สิงหาคม 2547 ซึ่งตรงกับวันพระ ที่หลวงพ่อบอกว่าจะมีชาวบ้านมาทำบุญตักบาตร เป็นวันที่คึกคักกว่าทุกวัน ก็คิดไว้ในใจว่า น่าจะได้ภาพที่สะท้อนถึงสังคมชนบทเล็กๆของที่นี่
วัดเล็กๆของหมู่บ้านในเช้าวันนี้ดูอากาศค่อนข้างอืมครืมทำท่าว่าจะมีฝน เห็นชาวบ้านต่างก็ทะยอยกันมา หิ้วปิ่นโต ถือถุงพลาสติก หรือบ้างก็อุ้มขันเงินใบใหญ่ ตามธรรมเนียมของชาวบ้านทางภาคเหนือ
ทุกวันพระบางหมู่บ้านมักจะมีชาวบ้านหรือคนเฒ่าคนแก่มากันประปราย แต่ที่นี่ค่อนข้างจะมากกว่าที่เคยเห็น ทุกคนที่มาก็ถือเป็นภาระหน้าที่ โดยมีพลังของความศรัทธาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ วันพระจึงเหมือนเป็นวันที่ชาวบ้านจะต้องมาชุมนุมกันที่วัด มีโอกาสพบปะพูดคุย และทางผู้นำชุมชนก็ถือโอกาสนี้ แจ้งข่าวสารต่างๆให้กับชาวบ้านได้ทราบ
ที่บริเวณนอกวิหารจะมีชาวบ้านจุดธูปจุดเทียนสักการะ จากนั้นก็จะเข้าไปสักการะพระพุทธรูปที่อยู่ด้านใน มีดอกไม้ธูปเทียนที่เตรียมกันมาจากบ้านตามที่จะหาได้ โดยไม่ต้องซื้อหาหรือต้องมีพิธีรีตองอะไรมากนัก
  
การจุดธูปจุดเทียนบูชาที่หน้าวิหารก็เป็นวิธีการเรียบง่ายแบบท้องถิ่น คือปักธูปเทียนกันบนทรายหน้าวิหาร พับเพียบพนมมือ กราบไหว้กันบนพื้นทราย โดยไม่กลัวเปื้อนหรือถือเนื้อถือตัวกันแม้แต่น้อย อาจเป็นเรื่องน่าแปลกสำหรับผู้พบเห็นที่ไม่เคยเจอ อะไรแบบนี้ แต่ที่นี่เค้าถือเป็นเรื่องปกติ และทุกคนที่มาก็ปฏิบัติเหมือนๆกัน ผมใช้เวลาบันทึกภาพบริเวณหน้าวัดค่อนข้างนานเพราะมีชาวบ้านทะยอยมาเรื่อยๆ ถ่ายภาพไปก็รู้สึกดีใจเหมือนได้บุญไปในตัว เป็นสิ่งที่ไม่เคยเจอะเจอว่าจะได้เห็นภาพท้องถิ่นชนบทที่ยังมีศรัทธาแรงกล้าต่อพุทธศาสนา เป็นศรัทธาบริสุทธ์ ที่น้อยนักจะได้เห็นภาพแบบนี้ในสังคมไทย
ที่ศาลาประกอบพิธี
วันนี้ผมกลายเป็นคนแปลกหน้าของชาวบ้านที่อยู่ภายในศาลานี้ไปโดยปริยาย แต่ก็พยายามไม่ทำให้ชาวบ้านเค้าเสียสมาธิ หรือหันความสนใจกับผมมากจนเกินไป การถ่ายภาพภายในศาลานี้จึงใช้ไฟแฟลชเท่าที่จำเป็น ค่อยๆขยับตัวโดยไม่ให้รบกวนชาวบ้านหรือให้เค้ามาสนใจเรามากนัก ถึงกระนั้นก็ไม่วาย แค่ยกกล้องเล็ง แม่อุ้ยที่อยู่ใกล้ๆก็ดูจะตื่นเต้นจนต้อง กระซิบเบาๆ ว่าไม่ต้องสนใจผม ให้สวดไปตามปกติ
รองเจ้าอาวาสที่ผมสนทนากับท่านเมื่อวันวาน คงกลัวชาวบ้านสงสัยว่าผมเป็นใคร ซึ่งร้อยวันพันปีก็คงไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้ ซึ่งชาวบ้านหลายคนก็เห็นผมป้วนเปี้ยนที่วัดกันตั้งแต่เช้า ท่านก็กรุณาพูดผ่านไมค์ให้ชาวบ้านคลายข้อสงสัยโดยแจ้งให้ชาวบ้านที่อยู่ภายในศาลาได้ทราบเป็นภาษาคำเมือง
อั้น ป่อแม่ปี้น้อง วันนี้ก็มีช่างภาพเปิ้นมาถ่ายฮูป หมู่เฮา เปิ้นจะไปออกทีวีช่องเจ็ด ช่องเก้า ช่องสาม อาหยั๋งของเปิ้นก็บ่อฮู้นะ เปิ้นจะเอาไปทำสารคดีเกี่ยวกับวัดเฮา เอาไปเผยแพร่
เปิ้นมาตั้งกะตะวา จนปอค่ำ เลยบอกว่าฮื้อมาวันนี้ วันตี่หมู่เฮามาทำบุญกั๋นนักๆ
  
ยุ่งเลยเรา แค่เราถ่ายภาพด้วยกล้องถ่ายภาพธรรมดาๆ แต่หลวงพ่อกลับประกาศว่าเป็นช่างภาพโทรทัศน์ของช่อง 7 ช่อง 9 เพื่อนำเอาภาพไปออกทีวี อะไรทำนองนั้น
ก็ต้องเลยตามเลย และคงไม่ต้องไปแก้แทนหลวงพ่อ
หลังจากที่พิธีทางศาสนากันได้เสร็จสิ้นไปบางช่วงแล้ว จากนั้นก็จะเป็นบทสวดเหมือนเป็นคำถวายข้าวพระ ซึ่งชาวบ้านที่นั่งอยู่ทุกคนก็จะหยิบกระติ๊บข้าวและแก้วน้ำ ยกขึ้นพนมพร้อมกัน
จากนั้นชาวบ้านก็ลุกขึ้นออกไปตักบาตรข้าวสุกและข้าวสารทางด้านหน้าที่เตรียมภาชนะไว้ ส่วนกับข้าวได้แยกส่วนไว้ต่างหาก โดยนำไปรวมกันอยู่ในถาดใบใหญ่ตรงอาสนะที่พระนั่งอยู่
  
ชาวบ้านที่ตักบาตรกันเสร็จแล้วก็จะมานั่งรับศีลรับพร และแผ่เมตตา ซึ่งเป็นอันเสร็จพิธี ในบทแผ่เมตตานี้ทุกคนจะสวดพร้อมกันด้วยภาษาพื้นเมืองที่มีความไพเราะยิ่ง ทั้งคำสวดและน้ำเสียงที่เป็นภาษาท้องถิ่น จนมีความรู้สึกว่าอยากจะบันทึกเทปไว้ให้คนอื่นฟังจัง
เมื่อพิธีการต่างๆได้เสร็จสิ้นแล้ว ผมก็ปลีกตัวออกมาข้างนอก เพื่อรอเก็บภาพบรรยากาศที่ชาวบ้านกำลังทยอยออกจากศาลา ขณะที่กำลังหามุมภาพอยู่ลานวัดหน้าศาลานั้น ก็มีหญิงชาวบ้านคนหนึ่งรีบตามออกมา
ตุ้เจ้า เปิ้นบอกว่า ฝั้งกลับเตื้อ บอกว่ากำเดียวฮื้อกิ๋นข้าวตวยกั๋น
ผมพยักหน้ารับคำ และบอกว่ายังไม่กลับ ยังอยู่อีกนาน ที่ออกมาข้างนอกเพื่อต้องการถ่ายภาพเท่านั้นเอง
ตุ๊เจ้า ก็หมายถึง พระ ในที่นี้ก็คือรองเจ้าอาวาส (องค์กลาง)การเชิญชวนให้ผมอยู่รับประทานอาหารก็เป็นน้ำใจที่ถือเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยโดยเฉพาะในต่างจังหวัด การรับคำเชื้อเชิญก็หมายถึงการตอบรับน้ำใจไมตรี หากปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลอันควรก็อาจทำให้ผู้เชื้อเชิญรู้สึกผิดหวัง ทุกครั้งที่ผมมาเที่ยวต่างจังหวัดและหากเจอสภาพแบบเดียวกันนี้ ก็มักตอบรับโดยมักไม่ค่อยปฏิเสธ เพราะถือเป็นการให้เกียรติกัน และเป็นสิ่งที่ผู้ให้มีความรู้สึกพออกพอใจ
ทุกวันพระชาวบ้านจะทะยอยมาที่วัดกันอีกครั้งหนึ่งในช่วงบ่ายถึงเย็น มาฟังเทศฟังธรรมจนถึงกลางคืนและนอนค้างกันที่วัดรอบระเบียงคดภายในวิหาร มาอยู่มากินภายในวัดกันถึงเช้า อาหารที่ชาวบ้านนำมาถวายพระในเช้านี้ ก็จะเป็นอาหารในมื้อกลางวันและมื้อเย็นไปในตัว
หลังจากที่ทานกันเสร็จแล้ว ผมก็ถ่ายภาพต่อ โดยมี ลุงเป็ง อินตะที่นั่งทานข้าวด้วยกันเป็นไกด์พาชมและอธิบายถึงเรื่องราวของวัดครั้งแรกจะนิมนต์หลวงพ่อ แต่เนื่องจากติดภารกิจกับวัดที่อยู่ใกล้กันจึงไม่มีโอกาสได้พบหลวงพ่ออีกนับจากเสร็จพิธีตอนเช้านี้แล้ว
ตรงเสาวัดที่เป็นปูนซีเมนต์กลมๆของเดิมจะเป็นไม้สัก ชาวบ้านรุ่นก่อนๆจึงเสริมปูนให้แข็งแรงขึ้น
ลุงเป็งชี้ให้ผมดูเสาปูนรูปกลมเกลี้ยงภายในวิหารที่ไม่มีการเขียนลวดลายใดๆ ทำให้นึกถึงวิหารหลังใหญ่ของวัดพระธาตุลำปาง หลวงที่เป็นเสาปูนขนาดใหญ่ และมีการเขียนลายไทยสีทองรอบเสาทุกต้น อันเป็นจุดเด่นของวิหารหลวงหลังใหญ่
ส่วนพระพุทธรูปองค์เล็กๆที่อยู่ภายในวิหารคด ได้ทำขึ้นมาทีหลังซึ่งทางกรมศิลปากรเคยบอกว่าทางวัดควรเอาออกเพราะไม่ใช่ของเก่าดั้งเดิม
ลุงเป็งบอกว่าทางกรมศิลป์ไม่ให้สร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมา บอกให้ทางวัดรักษาของเก่าไว้ให้มากที่สุด
มาถึงตรงนี้ผมก็ถือโอกาสพูดเสริมให้ลุงเป็งฟัง อยากให้ลุงเป็งช่วยบอกกับพระและกรรมการของด้วยนะ ว่าถ้าอยากให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยววัดกันมากขึ้น ก็ควรทำตาม
คำแนะนำของกรมศิลป์ เพราะจะทำให้วัดไหล่หินได้รักษาคุณค่าที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ หากไปสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมาก็จะไม่เห็นของเก่าดั่งเดิม คุณค่าที่มีอยู่ก็จะหมดไป และท้ายที่สุดก็คงไม่มีใครมาเที่ยววัด เพราะไม่แตกต่างไปจากวัดอื่นๆ
ขณะที่เดินดูรอบๆวัด ลุงเป็งก็ชี้ให้เห็นร่องรอยต่างๆที่คนยุคหลังๆมีการตกแต่งขึ้นมาใหม่ ตามความคิดของคนในยุคนั้นๆแต่ทั้งหมดที่เห็นก็ยังถือว่าทางวัดยังรักษาสภาพเดิมๆไว้ได้เป็นอย่างดี ลายปูนลายไม้แกะสลักยังเป็นของเก่า ไม่มีการทาสีทับของเก่าจนดูเลือนราง ผิดกับอีกหลายวัดที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หวังดีอยากให้สีเดิมสวยขึ้น ดูใหม่ขึ้น ก็จะทาสีทับกันไม่รู้กี่ชั้น จนลวดลายต่างๆขาดความงดงาม
พระมหาเกสรปัญโญ
ลุงเป็ง ชี้ให้ผมดูรูปปั้นภายในวิหาร บอกว่านี่เป็นรูปปั้นของมหาเกสรปัญโญ ขนาดเท่าตัวจริง ซึ่งปั้นโดยตัวท่านเอง ในสมัยที่เป็นเจ้าอาวาส โดยมีเจ้าฟ้าจากเมืองเชียงตุงเป็นผู้อุปถัมภ์สร้างวัดถวายให้ และมหาเกสรนี้เป็นผู้เขียนใบลานเกี่ยวกับวัดนี้ไว้มาก ชาวบ้านที่นี่นับถือท่านมาก ทุกครั้งที่มาทำบุญที่วัดก็จะเข้ามากราบไหว้รูปปั้นพระมหาเกสรนี้ทุกครั้ง
ประวัติของ มหาเกสรปัญโญภิกขุ เดิมเป็นสามเณรน้อยบวชจากเมืองหริภูญชัย จังหวัดลำพูน เดินทางมาจำพรรษาที่วัดไหล่หินเมื่อราว จ.ศ. 1000 เศษ (ประมาณปี พ.ศ. 2181 ) เป็นสามเณรที่รักสันโดษ ไม่ค่อยจะมีใครสนใจนัก และมักถูกสามเณร รุ่นโตกว่ารังแกอยู่เป็นประจำ แต่มีความจำเป็นเลิศ สามารถแสดงธรรมเรื่องพระเวส--สันดรชาดกได้อย่างถูกต้องแม่นยำโดยไม่ต้องเปิดใบลานอ่าน สร้างความแปลกใจให้กับพระอาจารย์เป็นอย่างมาก ทั้งๆที่เป็นสามเณรที่เกียจคร้าน และทำให้พระอาจารย์ไม่ค่อยจะพอใจอยู่เป็นประจำ
สามเณรน้อยได้ถูกพระอาจารย์ทดสอบความสามารถด้วยการให้เรียงใบลานจากโรงธรรม โดยที่ได้แกะเชือกที่ผูกใบลาน ออกหมด ทุกใบ ทุกกัณฑ์ และให้สามเณรเกสรจัดเรียงใหม่ ซึ่งก็ได้จัดเรียงอย่างถูกต้องครบทุกกัณฑ์ภายในเวลาไม่นานนัก
สร้างความแปลกใจให้กับผู้พบเห็น จนมีผู้เกรงขามในตัวสามเณรน้อยผู้นี้
จ.ศ. 1012 (พ.ศ. 2193 ) ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยมีนามว่า มหาเกสรปัญโญภิกขุ และได้ตำแหน่งเจ้าอาวาสใน เวลาต่อมา
พระมหาเกสร เป็นพระนักปฏิบัติที่มีความรู้แตกฉานในการเขียนธรรม (จาร) ลงบนใบลานเป็นอักขระพื้นเมืองเหนือได้วันละมากๆ จนมูลเหล็กจาร(ขุยใบลาน) เต็มกะลามะพร้าว ซึ่งหาผู้เสมอเหมือนไม่ได้
ตามประวัติของท่านที่ปรากฏในเรื่องปฏิหาริย์ ก็มีเล่าว่า ท่านออกไปบิณฑบาตยังแดนไกลถึงหมู่บ้านไทยใหญ่แคว้นเชียงตุง ประเทศพม่าอยู่ทุกเช้า จนมีผู้ เลื่อมใสศรัทธา อยู่มาวันหนึ่งเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงได้นมัสการถามว่า
ท่านจำพรรษาอยู่วัดใด
ซึ่งท่านก็ตอบในเชิงปริศนาว่า
เจริญพร อาตมาอยู่วัดขบไม่แตก
เจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงได้ฟังดังนั้นจึงให้ทหารอำมาตย์ค้นหาวัดจนทั่วเมืองเชียงตุง แต่ก็ไม่พบวัดดังกล่าว และด้วยแรงศรัทธา ของเจ้าฟ้าฯที่มีต่อท่านมหาเกสร จึงสั่งให้ทหารนำมะพร้าวมาปอกเปลือกและขูดให้เกลี้ยง แล้วผ่ามะพร้าวออกเป็นสองซีกโดยนำไปใส่บาตรซีกหนึ่ง ส่วนอีกซีกหนึ่งได้เก็บรักษาไว้ พร้อมกับบอกท่านมหาฯว่า
ขออาราธนาพระคุณเจ้าฉันท์เนื้อมะพร้าวแล้วกรุณาเก็บกะลามะพร้าวไว้ด้วย ข้าพเจ้าจะไปรับเอากะลาในภายหลัง
จากนั้นจึงได้ให้บริวารออกติดตามหาวัดของพระมหาเถระเจ้า และกะลามะพร้าว ซึ่งต่อมาอีก 4 เดือน เสนาอำมาตย์พวกหนึ่งได้เดินทางมาเขลางค์นคร และได้สืบเสาะ จนพบว่าท่านอยู่ที่วัดไหล่หิน พร้อมกับได้นมัสการถามถึงกะลามะพร้าว มหาเกสรปัญโญเจริญพรตอบว่า ยังมีอยู่ พร้อมกับหยิบเอากะลามะพร้าวออกมาจากใต้เตียงนอน ยื่นให้เสนาอำมาตย์ เมื่อนำกะลาที่อำมาตย์นำมาจากเมืองเชียงตุง ประกบคู่กับกะลามะพร้าวที่มหาเกสรยื่นให้ปรากฏว่าเข้ากันได้พอดี จึงกราบลาและ แจ้งให้กับเจ้าฟ้าฯเมืองเชียงตุงได้ทราบ จึงได้พาข้าทาสบริวารเดินทางมาที่วัดไหล่หินโดยผ่านมาทางจังหวัดเชียงราย
ลุงเป็งได้เล่าประวัติของท่านมหาเกสรพร้อมกับชี้ให้ดูปูนปั้นรูปกะลามะพร้าวด้านหน้าวิหารที่แสดงถึงเรื่องราวของอดีต เจ้าอาวาสวัดไหล่หิน ซึ่งเป็นผู้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับวัดเป็นอย่างมาก และวิหารที่เห็นเก่าแก่นี้ก็ด้วยแรงศรัทธา จากเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงเป็นประธานสร้างถวายเมือปี จ.ศ. 1045 (พ.ศ.2226) โดยฝีมือช่างจากเชียงตุงประเทศพม่า
คัมภีร์ใบลานอันเก่าแก่
จากนั้นลุงเป็งชวนผมเข้าไปที่ศาลาหลังเก่าหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์ใบลานอันเก่าแก่ ซึ่งแต่เดิมนั้นศาลาหลังนี้เคยใช้เป็นกุฏิรวมของพระวัดนี้
  
คัมภีร์ใบลานที่นี่ถือเป็นสมบัติล้ำค่า ทางวัดจึงต้องปิดล็อคกุญแจไว้ตลอดเวลา และมักไม่เปิดให้ใครเข้าไปชมภายในได้ง่ายๆ ภายในมีหีบโบราณเป็นรูปทรงสีเหลี่ยม มีขนาดไม่เท่ากัน กว้างยาวก็ประมาณไม่เกิน 1 เมตร ทุกหีบจะมีฐานรองรับเหมือนกับ พานหรือขันเงินที่มักจะมีฐานรอง หีบที่ใช้เก็บรักษาใบลานนี้ในตำราบางแห่งระบุว่าเป็นหีบศพเก่าที่ชาวบ้านในยุคก่อนๆทำ หีบศพแบบนี้เพื่อให้ทางวัดสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ หลังยกศพออกไปเผาแล้ว
แต่เรื่องนี้ดูไม่น่าเป็นไปได้ เพราะคนไทยไม่ว่ายุคใดจะถือว่าคัมภีร์ใบลานนี้เป็นของสูง การเก็บรักษาก็น่าจะมีที่เก็บที่ดู เหมาะสม ไม่น่าจะนำเอาหีบศพมาใส่คัมภีร์ที่เป็นคำสอนในทางศาสนา และอีกอย่างหนึ่งก็เชื่อว่าการทำหีบลักษณะนี้ของคน ในสมัยก่อนก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยาก ไม้สักก็มีดาษดื่น และคนสมัยก่อนก็ไม่นิยมทำหีบใส่ศพ เพราะหากมีการตายก็จะยกศพขึ้นเชิงตะกอนเหมือนกับการเผาศพของคนอินเดียในปัจจุบัน เรื่องหีบศพจึงเป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในยุคหลังๆมากกว่า
หีบใบลานที่เห็นอยู่ในศาลา ทางกรมศิลปากรได้มาจัดหมวดหมู่และห่อผ้าดิบไว้ พร้อมเขียนหมายเลขของการสำรวจกำกับไว้ ทุกห่อ และได้ย้ายมาเก็บในตู้กระจกแทน ดังนั้นหีบที่เห็นอยู่ประมาณ 10 ใบ จึงเป็นหีบเปล่าๆ
ที่วัดไหล่หินได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวบรวมคัมภีร์ใบลานมากที่สุดของภาคเหนือ และบางแห่งระบุว่าน่าจะมีคัมภีร์ใบลานที่เก่าแก่ ที่สุดของประเทศและยังอยู่ในสภาพดี คัมภีร์ใบลานในบางเรื่องมีอายุเก่าแก่มานานถึง 1,136 ปี (จ.ศ. 192 ) และเป็นหลักฐาน ทางประวัติศาสตร์สำคัญว่า หนังสือไตเหนือ ที่เขียนเป็นภาษาบาลีนั้นมีมาก่อน ศิลาจารึกสมัยพ่อขุนรามคำแหงถึง 44 ปี ความหมายก็คือภาคเหนือมีภาษาพูดและภาษาเขียนมาก่อนที่พ่อขุนรามคำแหงจะทรงคิดค้นลายเสือไทยในสมัยกรุงสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. 1826
สุดท้ายที่ลุงเป็งพาผมไปชมก็เป็นพิพิธภัณฑ์ของโบราณซึ่งก็มีพระพุทธรูปต่างๆ เครื่องลางของขลัง เครื่องใช้ไม้สอยในการประกอบอาชีพของคนสมัยก่อน รวมทั้งเครื่องใช้ในครัวเรือน แต่เนื่องจากผมมีเวลามามากนักจึงได้แต่เดินดูแบบผ่านๆ จากนั้นก็ร่ำลาลุงเป็งพร้อมกับขอให้ยืนถ่ายภาพคู่กับภรรยาที่หน้าวัดไว้เป็นที่ระลึกก่อนกลับ
วัดไหล่หิน ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีคนรู้จักกันนัก ทั้งชาวจังหวัดลำปางเอง หรือนักท่องเที่ยวทั่วไป ในคู่มือการท่องเที่ยวของจังหวัดก็ไม่มีบอกไว้ และเท่าที่สังเกตุในคู่มือท่องเที่ยว ก็ระบุเพียงไม่กี่วัด จึงดูเหมือนว่า จังหวัดลำปางมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นโบราณสถานน้อยมากเมื่อเที่ยบกับจังหวัดอื่นๆ และเส้นทางท่องเที่ยวที่จะต้องเดินทางมายัง อ.เกาะคา ก็จะพูดถึงแต่วัดพระธาตุลำปางหลวงแต่เพียงแห่งเดียวเพราะถือว่าเป็นวัดใหญ่คู่บ้านคู่เมืองล้านนา ส่วนวัดไหล่หินซึ่งอยู่ห่างกันแค่ประมาณ6-7 กม กลับไม่มีใครรู้จัก ทั้งที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน

หากวัดไหล่หินอยู่ในคู่มือท่องเที่ยวภาคภาษาอังกฤษแล้ว เชื่อได้เลยว่า จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาชมไม่ขาดสายเพราะโดยธรรมชาติของนักท่องเที่ยวทางยุโรปและอเมริกานั้นต่างแสวงหาแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่มีความพอใจที่มีโอกาสได้เห็น ได้สัมผัส กับความเก่า เหมือนได้มาเห็นผลงานทางศิลปะชั้นเยี่ยมของคนในอดีต
หากใครอ่านบทความมาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว ผมก็อยากเชิญชวนให้ไปสัมผัสด้วยตาของท่านเอง มากกว่าที่จะดูเพียงแค่ภาพถ่าย เพราะที่ถ่ายทอดมาให้ชม มาให้อ่านกันนี้เป็นเพียงเศษเสั้ยวเล็กๆจากของจริงที่ถือว่าเป็นสิ่งล้ำค่า
โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ผ่านมาเที่ยววัดลำปางหลวงก็ควรมาแวะชมวัดผู้พี่นี้ก่อน จะได้เปรียบเทียบความละม้ายคล้ายกันกับวัดลำปางหลวง
และหากเป็นไปได้ก็อยากให้มากันในวันพระ ที่จะเห็นชาวบ้านมาชุมนุมกันที่วัดจะได้สัมผัสกันหลายๆมิติ และจะเห็นว่ามีแต่ของจริงแท้ที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ
เส้นทางสู่วัดไหล่หินกับวัดพระธาตุลำปางหลวงอยู่เส้นทางเดียวกัน หากเริ่มต้นนับระยะจากตัวเมืองลำปางแล้ว วัดไหล่หินก็จะอยู่ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 20เลี้ยวซ้ายเข้าหมู่บ้านไปอีกประมาณ 5 - 6 กม ก็ถึงวัด
และหากออกมาตั้งหลักตรงทางแยกที่เดิมเพื่อเดินทางต่อ ก็ใช้ระยะทางอีกประมาณ 2 กม. ก็ถึงวัดพระธาตุลำปางหลวง วัดพี่วัดน้องอยู่ใกล้กันแค่นี้เอง
เวปมาสเตอร์
3 ธันวาคม 2547
ดูภาพวัดไหล่หินทั้งหมดใน Gallery
...................................................
ข้อมูลอ้างอิง
: คำบอกเล่าจาก พระชัยพร อัตสาโร รองเจ้าอาวาส
: คำบอกเล่าจาก ลุงเป็ง อินตะ เจ้าหน้าที่วัดไหล่หิน
: หนังสือวัดเสลารัตนปัพพตาราม(วัดไหล่หินแก้วช้างยืน) เรียบเรียงโดยสามเณร ดวงจันทร์ ครุขยัน
: อาจารย์ สุดา แผ่นคำ โรงเรียนวัดไหล่หิน อ.เกาะคา ลำปาง
: http://www.lampang.go.th/webboard/view.php?597
:
http://www.sac.or.th/dataabase/museums/G-Museums/34-Lampang/wat_laihin/wat_laihin.htm
:
http://www.eduzones.com/grad/grad_history/view.php?id=11
|