กรุงเทพเมืองร้าง ในวันประชุมผู้นำ APEC
เมื่อผู้นำหมายเลข 1 นายจอร์จบุช บินมาอยู่เมืองไทยในคืนวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 46 พอเช้าวันอาทิตย์หลายคนก็ไม่กล้าออกจากบ้าน เพราะคิดว่ารถติดแน่ๆ โดยเฉพาะแถวถนนราชดำเนิน หรือตามเส้นทางที่นายบุชผ่าน
ก่อนหน้านี้คนที่ใช้ถนนวิภาวดีก็เดือดร้อนกันมาแล้ว แต่เอาเถอะยอมเพื่อชาติ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสายตาชาวโลกก็คงไม่ว่ากัน ยิ่งมีผู้นำชาติอภิมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา รัสเซีย และจีน 3 ค่ายยักษ์โคจรมาพบกัน แน่นอนว่าย่อมเป็นจุดสนใจให้กับคนทั่วโลก ในบ้านเราต่างก็เฝ้าระวังและหายใจไม่ทั่วท้อง ไม่รู้ว่าจะมีมือดีแอบลอบวางระเบิดกันที่ไหน
ดังนั้นกรุงเทพในช่วงเวลาดังกล่าว ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่วิกฤติกันหลายๆด้าน เช่นความพร้อมในการต้อนรับ ระบบจราจรการระวังเหตุร้าย ที่มีข่าวชวนให้ตื่นเต้นในก่อนหน้านี้ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่คนไทยในฐานะเจ้าภาพก็อดหวั่นใจไม่ได้ ยิ่งมารู้เบื้องหลังการป้องกันภัยแบบรอบทิศชนิด 360 องศาแล้ว ยิ่งเครียดแทน ได้ยินว่าท่อระบายน้ำใกล้โรงแรมก็ต้องส่งคนลงไปตรวจไปเฝ้า ที่แม่น้ำเจ้าพระยาในวันแสดงขบวนเรือพยุหฯ ก็ต้องส่งมนุษย์กบลงไปแช่น้ำเฝ้าระวังเช่นกัน นี่เอากันถึงขั้นนี้เชียว
เจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนเล่าว่าในวันนี้(19 ตุลาคม) ได้มารักษาการณ์อยู่ที่ถนนราชดำเนินตั้งแต่ตีห้า และต้องเข้มงวดที่สุดหากเกิดพลาดพลั้งไปแล้ว บอกติดคุกหัวโตแน่ ดังนั้นจึงต้องเข้มและทำให้พลอยเครียดไปด้วย
ด้านประชาชน แน่นอนว่าคงไม่ค่อยมีใครกล้าออกนอกบ้านนัก เพราะรู้ดีว่าการจราจรมีปัญหาแน่นอน มีการปิดถนนในหลายสายตามที่เป็นข่าว แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ต้องออกไปตามชานเมืองเพื่อชมงานต่างๆที่จัดในช่วงประชุมเอเปค
วันนั้นที่ศูนย์แสดงสินค้าที่ใบเทคบางนาก็มีนิทรรศการสินค้า 1 ตำบลมาอวดต่างชาติ เห็นบอกว่าคัดแบบเจ๋งๆเกรด A พอที่จะทำตลาดส่งออกได้ ที่เมืองทองธานีก็มีงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของธุรกิจในกลุ่ม 21 เศรษฐกิจ ที่ดอนเมืองก็มีงาน
แฟชั่นโชว์ เอาผ้าไหมไทยมาให้นางแบบเดินโชว์นักท่องเที่ยว
คิดไม่ออกว่าจะไปงานไหนดี แต่ละแห่งก็อยู่ไกลลิบโลก เลยตัดสินใจแวะทำธุระแถวๆบางลำพูก่อนแล้วค่อยมาคิดว่าจะไปต่อที่ไหนดี วันนั้นลากเอาลูกชายติดรถไปด้วย พอช่วยถือโน่นถือนี่ได้บ้าง จะได้ไม่หมกมุ่นอยู่กับเจ้าเกมส์ รักนรก
ที่ทำเอาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต้องตกนรกกันมาหลายคนแล้ว
แปลกแฮะ วันนี้ทำไมถนนโล่งจังเลย เป็นอะไรที่นานๆจะเห็นสภาพแบบนี้สักครั้ง เหมือนกับเป็นเช้าวันหยุดขึ้นปีใหม่หรือวันสงกรานต์ที่ถนนในกรุงเทพจะปลอดโปร่งโล่งตลอดแบบนี้
โห...นี่ใครไม่รู้คงนึกว่ากรุงเทพรถคงติดน่าดู เพราะข่าวปิดถนนสายหลักๆจะทำให้ถนนสายอื่นๆพลอยกระทบไปด้วย แต่ที่ไหนได้ กลายเป็นว่าหลายคนต่างหยุดกิจกรรมที่จะต้องออกนอกบ้าน จึงทำให้ถนนทุกสายโล่งแบบผิดปกติรถนี่วิ่งกันฉิวระเบิดเถิดเทิงกันไปเลย
เอาละ...ไหนๆก็ออกนอกบ้านกันแล้วจึงขอขับรถชมวิวกันหน่อย ที่แรกกะจะหลบถนนราชดำเนินเพื่อไปยังบางลำพู แต่คิดไปคิดมา น่าจะเสี่ยงลุยเข้ากลางเมืองผ่านถนนราชดำเนินแล้วเลี้ยวอ้อมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งก็ไม่รู้ว่า
จะปิดถนนหรือเปล่า มาแล้วก็ต้องลองเสี่ยงดู อีกอย่างวันนี้ไม่รีบร้อนไปไหนด้วย
ไม่น่าเชื่อเลยว่า วันนี้รถราหายไปไหนกันหมด ทำไมรถมันน้อยจังเลย ขับผ่านหน้าทำเนียบรัฐบาลทั้งๆที่รู้ว่าเป็นสถานที่ต้อนรับผู้นำเอเปค และเป็นเขตต้องห้าม แต่กลับเปิดการจราจรตามปกติ ทั้งรถเก๋งรถมอเตอร์ไซด์เหยียบกันมันส์
อะ..ถนนไม่ปิดนี่ ที่หน้าทำเนียบก็ได้นำดอกไม้ต้นไม้มาประดับจนบริเวณทางเท้ากลายเป็นสวนหย่อมตลอดแนว
ได้การละ เดี๋ยวก่อนๆ จะมาถ่ายภาพแถวนี้ไปอวดชาวบ้านว่า มันผิดหูผิดตาไปจากวันปกติกันยังไง
ผ่านไปที่ถนนราชดำเนิน
นี่มันอะไรกัน เกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านจนแทบไม่น่าเชื่อ รถราก็น้อย คนเดินผ่านไปมาก็น้อย ต้นมะขามสองข้างทางดูสวยงามไปหมด มันเป็นถนนที่เหมาะสมหรับอวดแขกบ้านแขกเมืองจริงๆ
ว่าแล้วก็ตัดสินใจจอดรถที่วัดราชนัดดา แล้วออกมาเดินถ่ายภาพบนถนนราชดำเนินและถนนใกล้เคียงกันอยู่หลายชั่วโมงวันนั้นเดินท่องเมืองหลวงในย่านนั้นกับลูกชาย มันเป็นอะไรที่คิดอยากจะทำมานานแล้ว ว่าน่าจะลองทำตัวแบบนักท่องเที่ยว คือเดินชมเมือง จากระยะที่เดินในวันนั้น กะว่าน่าจะราวๆเกือบ 10 กิโลเมตร ร้านรวงที่ผ่านไปก็ปิดกันเป็นแถว เหมือนเมืองที่ไร้วิญญาณ เป็นสิ่งที่แปลกและไม่เคยเห็นมาก่อน ขนาดจะหาน้ำกินยังหายากเลย มีแต่ร้านเซเว่นเท่านั้นที่ยังเห็นเปิดอยู่ เลยได้อาศัยซื้อน้ำซื้อฟิล์ม
ถนนหน้าทำเนียบตอนเช้าๆเห็นรถวิ่งกันฉิว แต่พอตกบ่ายกลับปิดการจราจร รถราห้ามผ่าน ร้านค้าแถวใกล้ทำเนียบต่าง ปิดร้านกันหมด ทั้งถนนและฟูตบาทว่างสนิทจริงๆ
ยิ่งเดินลึกเข้าไปแถวหน้าวิทยาลัยพาณิชพระนครตรงข้ามทำเนียบฯ มีเจ้าหน้าที่ตามจุดต่างๆอยู่หลายคน ครั้นจะข้ามสะพานหน้าทำเนียบก็ยังหวั่นๆเหมือนกันว่า ห้ามผ่านหรือเปล่า ก็มันมีแต่ป้าย "ปิดการจราจร" แต่ไม่มีป้ายห้ามผ่านนี่ ว่าแล้วก็ไปยืนเท่ห์ถ่ายรูปตรงสะพานพอดี กวาดภาพให้หมดแถวๆนั้น เพราะเป็นสิ่งที่แปลก และสวยงามกว่าทุกวัน"สิบปากว่าไม่เท่าเห็นภาพถ่าย" ไม่มีรถวิ่ง ไม่มีคนเดิน มีแต่ตำรวจรักษาการณ์ อยู่หลายจุด
รู้ทั้งรู้ว่าเดี๋ยวเถอะ คงโดนดีแน่ เพราะตำรวจที่อยู่แถวนั้นต่างหันมามองเป็นจุดเดียว ถ่ายภาพไปก็เสียวสันหลังไปแต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือ ยิ่งไม่ห้าม ไม่บอก ไม่ทัก ยิ่งเอาใหญ่ กดชัตเตอร์ลูกเดียว เป็นไงเป็นกัน
"มานี่ มานี่ .. " เสียงจากตำรวจคนหนึ่งที่เดินแยกตัวออกมาจากกลุ่มตำรวจ 5-6 คนที่รักษาการณ์ตรงสี่แยก
"คุณมาจากหนังสือพิมพ์ฉบับไหน ขอดูบัตรหน่อย...."
"นี่คุณไม่รู้หรือว่าแถวนี้เค้าห้ามเข้า คุณไปอยู่ไหนมา ฮะ.."
" เปิดกระเป๋าให้ดูหน่อยซิ....มีหนังสือเดินทางหรือเปล่า ใหนขอดูบัตรประชาชน....."
"บ้านอยู่ไหน....กำลังจะไปที่ไหน.....ทำงานที่ไหนขอดูบัตรด้วย ....."
โอย สารพัดที่ต้องตอบคำถาม กับการปฏิบัติงานที่ดูขึงขังเอาจริงเอาจัง
ก็ตอบไปตรงๆว่า
" มาถ่ายภาพ เห็นมันเงียบ มันแปลกดี ก็อยากถ่ายภาพไว้ ....ไม่ทราบว่าห้ามผ่านเพราะไม่มีป้ายบอกไว้ นี่ผมเดินถ่ายภาพมาจากโน่น ที่วัดราชนัดดา เดินเรื่อยมากับลูกชายจนถึงนี่ เห็นเค้าประดับดอกไม้สวยดี เลยมาถ่ายภาพนี้แหละ....."
"ก็เมื่อเช้าเห็นเปิดให้รถวิ่ง เลยคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา นี่กำลังจะเดินไปทะลุถนนราชดำเนิน....นึกว่าเค้าประชุมกันที่ศูนย์สิริกิตต์ ไม่คิดว่าแถวนี้จะปิดถนน........."
"ที่คุณเห็นโล่งๆแบบนี้ก็เพราะตำรวจเค้าปิดถนน คุณรู้หรือเปล่า ยิ่งพรุ่งนี้ จะหนักกว่านี่ คุณไม่ต้องมาเลยแถวนี้......."
ทั้งผมและลูกชาย ต่างถูกตำรวจแยกกันค้นกระเป๋า และจดบันทึกรายละเอียดไว้เป็นหลักฐานทั้งสองคนเจ้าลูกชายไม่ทราบว่าจะตกใจหรือเปล่า เห็นนั่งเงียบไม่พูดไม่จา จนตำรวจที่ค้นแซวว่า ไม่พูดบ้างหรือไง
หลังจากเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินกันต่อ ผ่านวัดเบญจซึ่งร้างผู้คน เลี้ยวเข้าลานพระรูป และย้อนขึ้นไปบนถนนราชดำเนิน ซึ่งเป็นถนนที่ว่างเปล่า ไม่มีรถวิ่ง ไม่มีคนเดิน มีแต่ผมกับลูกชายตามลำพัง 2 คน ขณะเดินก็พูดคุยกันไปด้วย ต่างก็ขำกลิ้ง กับเรื่องที่เกิดขึ้น
"ลูกเอ้ย...นักถ่ายภาพที่ฉลาดนะ สถานการณ์แบบนี้ เค้าจะไม่ถามก่อนว่าถ่ายภาพได้หรือไม่"
"เค้าจะใช้วิธี ถ่ายไปก่อน และแกล้งทำเป็นไขสือ ใช้วิธีตัวเบา แก้ตัว หลบหลีกกันทีหลัง แต่ต้องคะเนดูแล้วว่า มันคงไม่มีปัญหารุนแรงถึงขนาดยึดกล้องยึดฟิล์มกัน"
" ในการถ่ายภาพบางครั้งก็ต้องแกล้งโง่บ้าง ไม่งั้นคงไม่ได้ภาพ ยิ่งพวกช่างภาพสื่อมวลชนด้วยแล้ว เค้าจะเจอยิ่งกว่านี้หลายเท่านะลูก"
นี่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ทำให้การถ่ายภาพครั้งนี้มีรสชาติขึ้นมาบ้าง หากใครเจอแบบนี้ก็ขอให้ถือเป็นเรื่องปกติก็แล้วกัน คาดการณ์เอาเองว่า ควรเสี่ยงแค่ไหน ถ้าเสี่ยงมากก็อย่าฝืน ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานการณ์ ช่างภาพก็แบบนี้แหละ สนุกดี
สวัสดีครับ
webmaster
photoontour.com
์
|