|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||
| Part I | Wat Arun : วัดอรุณราชวราราม | ||||||||||||||||||||||||||||||||
![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||||||
|
Wat Arun, the Temple of Dawn, can be seen clearly from the riverside of Chao Phraya River. Previously, Thais always constructed their houses along the river and use this route for thoroughfare. For the first time, Phra Prang of Wat Arun had its height of 8 wah ( 12 meters), and it had been reconstructed and enlarged to 67 meters height in King Rama II and III, Rattanakosin Period. |
|||||||||||||||||||||||||||||||||
| Part II | |||||||||||||||||||||||||||||||||
![]() |
The history of Wat Arun is unknown, but can be assume that it was constructed in Ayudhya period. During survey a new land by watercourse for moving capital city from Ayudhya to Krungtonburi, King Taksin found and worshiped this temple in the morning. After that, it was renamed to Wat Jaeng ". Phra Prang of Wat Arun is the highest Prang in Thailand, using Chinese porcelain to decorate its wall and other parts as flowers shape. Nowadays, its fame and graceful bring many touristsvisit by river boat along the Chao Phraya River. |
||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ผมก็คงเป็นเหมือนอีกหลายๆคนที่เคยนั่งเรือผ่านหน้าวัดอรุณหลายครั้งหลายหน แต่ก็ไม่เคยแวะเข้ามาดูพระปรางค์ให้เต็มตาเสียที ลึกๆแล้วยังนึกอยู่เสมอว่า สักวันหนึ่งคงต้องมาให้ได้ มาถ่ายภาพพระปรางค์และความสวยงามต่างๆภายในวัด ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสพาตัวเองเข้ามาในเขตวัด เป็นความตั้งใจที่อยากถ่ายภาพในตอนเช้า ช่วงเวลาที่มีแสงแดดอ่อนๆ กระทบกับพระปรางค์ที่สูงตระหง่านริมเจ้าพระยา คงเป็นภาพที่น่าดูไม่น้อย วันที่ 13 เมษายน 2546 เป็นวันที่อยากจะหาวัดสักแห่งที่มีพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย นึกอยู่หลายแห่งที่อยากไปถ่ายภาพบรรยากาศของงานบุญ ในที่สุดก็มาลงที่วัดอรุณ วัดสำคัญที่ไม่เคยแวะเข้ามาสัมผัสเลย เคยรู้เคยได้ยินเรื่องราวของถ้วยกระเบื้องที่นำมาประดับตามเจดีย์ แต่ก็ไม่ค่อยประติดประต่อนัก สู้มารู้มาเห็นด้วยตาตนเองน่าจะดีกว่า ก็เป็นอันว่า คงได้ภาพบรรยากาศการทำบุญตักบาตรภายในวัดที่แวดล้อมไปด้วยเจดีย์และวิหารต่างๆ ที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ไทยและพอสายหน่อยก็คงเก็บเกี่ยวเอาภาพพระปรางค์วัดอรุณติดมือกลับมาบ้าง ผมออกจากบ้านแต่เช้า เพื่อให้ทันถ่ายภาพบรรยากาศของพิธีตักบาตร กะว่ามาถึงวัดก่อน 7 โมงเช้า นั่งรถตุ๊กมาลงที่ท่าเตียน แล้วเดินเลาะผ่านตึกแถวเก่าๆและตลาดริมน้ำอีกประมาณ 50 เมตร ก็เห็นพระปรางค์วัดอรุณตั้งโดดเด่นอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นภาพที่อดรู้สึกดีใจไม่ได้ว่า วันนี้เราได้เดินทางมายังสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ชาวไทยควรมาเยี่ยมชมสักครั้ง เพราะวัดอรุณแห่งนี้แหละ เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ที่แท้จริง พระปรางค์วัดอรุณที่สูงตระหง่าน ก็เปรียบเสมือนเสาหลักเมืองอันเป็นมงคลปฐมฤกษ์ที่พระเจ้ากรุงธนมาพบเห็นเข้าในเช้ารุ่งอรุณ ขณะเสด็จมาจากกรุงศรีอยุธยาทางชลมารค เพื่อหาทำเลที่ตั้งราชธานีใหม่ ภายหลังชนะศึกสงครามจากพม่าเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง นั่นเป็นประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแล้ว และเบื้องหน้าที่เห็นอยู่นั้น ก็เป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เป็นช่วงรอยต่อเล็กๆ ก่อนที่จะเข้าสู่ยุครัตนโกสินทร์ อันเป็นการช่วงชิงอำนาจและย้ายมาตั้งกรุงเทพเป็นราชธานีในเวลาต่อมา ยืนนึกอะไรได้ไม่นานนัก เรือข้ามฝากก็มาถึง เช้านี้ยังไม่ค่อยมีผู้คนนัก มีสามเณร 3-4 รูป พึ่งกลับจากบิณฑบาตนั่งไปด้วย จึงถือโอกาสถ่ายภาพ และเป็นภาพแรกของการท่องเที่ยวในวันนี้ ความตั้งใจแต่แรกที่จะถ่ายภาพการทำบุญตักบาตร ก็หมดโอกาสลง หลังจากเจ้าหน้าที่ของวัดบอกว่า งานได้จัดกันด้านนอกวัด บริเวณชุมชนริมกำแพงฝั่งตะวันตกหรือด้านหลังวัด ไม่ได้จัดขึ้นในวัดแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ทำให้การมาเที่ยววัดครั้งนี้ผิดหวัง เพราะสิ่งที่เห็นภายในวัดนั้นมีมุมถ่ายภาพต่างๆมากมาย และตื่นตากับบรรยากาศภายในวัดเป็นอย่างมาก สิ่งที่ปรากฏอยู่รอบตัวมีแต่ความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์ของวัดอรุณโดยเฉพาะ เพียงแค่ยกกล้องเล็งก็จะได้ภาพสวยๆ โดยไม่ต้องคิดจัดหามุมกล้องให้ซับซ้อนยุ่งยากแต่อย่างใด ผมใช้เวลาถ่ายภาพภายในวัดประมาณ 3 ชั่วโมงก็กลับ เพราะแดดเริ่มร้อน และคิดว่าได้ภาพไปมากพอแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มาเห็นพระปรางค์วัดอรุณอย่างใกล้ชิด มีโอกาสสัมผัสกระเบื้องสีต่างที่ประดับประดาองค์พระปรางค์อย่างสวยงามเป็นงานศิลปะผสมผสานที่นำกระเบื้องจากเมืองจีนมาประดับรอบพระปรางค์ได้อย่างลงตัว เป็นความภูมิใจที่มีโอกาสชื่นชมสิ่งที่เป็นของคู่บ้านคู่เมืองของกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นสัญญลักษณ์ของกรุงเทพมหานครและของประเทศไทย ที่ใช้เป็นรูปพระปรางค์เป็นตัวแทนให้คนทั้งโลกได้รู้จัก ใครมาเห็นพระปรางค์วัดอรุณแล้วก็คงอดชื่นชมภูมิปัญญาของคนไทยในอดีตไม่ได้ ที่สรรสร้างงานงานศิลปกรรมชิ้นเอกให้คนไทยและนักท่องเที่ยวได้ชื่นชม เป็นศิลปกรรมกลางแจ้งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ตั้งแสดงให้ผู้คนได้ชื่นชมมาชั่วนาตาปี ใครที่ไม่เคยเห็นพระปรางค์อย่างใกล้ชิด ก็อยากเชิญชวนเข้ามาสัมผัสกับสิ่งที่มีคุณค่าของเมืองไทย เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองในยุคที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานีของไทยในอดีต และเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคเพื่อทรงทอดกฐิณเป็นประจำ ที่คนไทยนับแสนๆคน ต่างเฝ้าชะเง้อดูขบวนพยุหยาตราอันสวยงาม
สวัสดีครับ
วัดอรุณ มีชื่อต็มว่า วัดอรุณราชวราราม มหาราชวรวิหาร เป็นวัดที่สวยโดดเด่นริมน้ำเจ้าพระยา มีพระปรางค์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ความสูงของพระปรางค์ในอดีตนั้นสูงประมาณ 8 วา ต่อมาพระเจ้าตากสินมหาราชมีพระราชประสงค์จะย้ายกรุงศรีอยุธยาราชธานีมาที่กรุงธนบุรีภายหลังเสร็จภาระกิจจากการกอบกู้เอกราชเมื่อปี 2310 จึงได้เสด็จมาทางชลมารค เพื่อหาทำเลที่ตั้งราชธานีใหม่ จนมาถึงเวลารุ่งแจ้งที่วัดนี้ จึงได้ทรงเปลี่ยนชื่อว่า"วัดแจ้ง" ซึ่งมีความหมายว่าอรุณรุ่ง อันเป็นนิมิตหมายแห่งมงคลฤกษ์ ในการย้ายราชธานีมาตั้งยังกรุงธนบุรี ณ บริเวณวัดแจ้งแห่งนี้ เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาตั้งที่กรุงธนบุรีแล้ว วัดแจ้งก็กลายเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองและตั้งอยู่กลางเมืองหลวงหรือกรุงธนบุรี ถือเป็นเขตพระราชวังในสมัยนั้น ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้พระราชทานชื่อใหม่ว่า "วัดอรุณราชวราราม" วัดอรุณเคยเป็นวัดที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก(พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก)ได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทร์ประเทศลาวเมื่อครั้งตีกรุงเวียงจันทร์ปี 2322 ต่อมาได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว หลังจากย้ายราชธานีมาตั้งยังฝั่งกรุงเทพมหานคร พระปรางค์วัดอรุณได้มีการบูรณะปฎิสังขรณ์หลายครั้งหลายหนในรัชสมัยต่างๆของกรุงรัตนโกสินทร์ และในปี พ.ศ. 2438 สมัยรัชกาลที่ 5 ได้เกิดเหตุไฟใหม้พระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินอำนวยการดับไฟด้วยพระองค์เอง ปัจจุบันพระปรางค์วัดอรุณมีความสูง 67 เมตร และกลายเป็นจุดสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสนั่งเรือผ่านหน้าวัด
การถ่ายภาพ ภาพพระปรางค์เป็นสิ่งที่สวยงามอยู่แล้ว เลือกมุมถ่ายในทิศทางมุมเฉียงของแสง ทุกอย่างก็จะออกมาดี โอกาสพลาดไม่น่าจะเกิดขึ้น ภายในวัดมีสิ่งที่ท้าทายสายตาช่างภาพมากมาย พยายามมองหาสิ่งที่เป็นสาระสำคัญที่ควรถ่ายทอด เช่นลวดลายไทย กระเบื้อง รูปปั้นซึ่งเห็นมากมายตามฐานเจดีย์ และในที่ต่างๆ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของวัดอรุณ เป็นจิตวิญญานของบรรพชนที่สร้างวัดนี้ขึ้นมา การถ่ายทอดสิ่งที่เป็นแก่นสารสำคัญของสถานที่ การเข้าถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้สร้าง และถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นออกมาให้เห็นย่อมทำให้เราเข้าถึงแก่นสารของภาพถ่าย แน่นอนว่าทำให้เราเข้าถึงคำว่า "ภาพถ่าย" ได้อย่างถูกต้องแท้จริง เลนส์ : มีโอกาสใช้เกือบทุกตัว เลนส์มุมกว้าง เลนส์เทเลหรือซูมระยะไกล หยิบมาใช้ได้ตามที่มองเห็นในช่องมองภาพ ใช้เลนส์หลายตัวก็มีโอกาสได้ภาพแง่มุมต่างๆมาก
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||