Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์
Home : City tour : Sampeng & Pahurat 1    
  ภาพชุดสาหรี่ (Saree) : ภาพมหาตมะคานธี (Ganthi)

ตลาดสำเพ็ง ตลาดขายส่งเก่าแก่ที่สุดของชาวจีนในเมืองสยาม ที่มีมาในสมัยสถาปนากรุงเทพฯขึ้นเป็นราชธานีหรือรัชกาลที่ 1 แต่เดิมชาวจีนค้าขายอยู่แถวท่าเตียนและย่านใกล้เคียง
ต่อมาได้ย้ายมาอยู่แถววัดสามปลื้ม หรือวัดจักรวรรดิฯ ส่วน ตลาดพาหุรัด ย่านค้าผ้าเก่าแก่ของแขกซิกข์ มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และตลาดแห่งนี้สร้างโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค

 
 
 


สำเพ็ง หรือย่านสำเพ็ง
(ตอนที่ 1)
(เดินทาง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2552)

                 สำเพ็ง คนไทยทั่วไปอาจไม่ค่อยรู้จัก หรือเคยผ่านไปในย่านนี้สักเท่าใด เพราะเป็นตลาดขายส่งเฉพาะ แม้แต่ผมเองก็เคยไปสำเพ็งแทบนับครั้งได้ ที่ไม่ค่อยได้ไปก็เพราะว่า ไปทีไรแล้วรู้สึกว่ามันเวียนหัว มันหลง มันงง ทุกครั้งไป ไปกี่ครั้งก็จำอะไรแทบไม่ได้ ทั้งตรอกซอกซอยมันเยอะไปหมด พูดไม่อายก็ต้องบอกว่า เดินจนเซ่อไปเลย

ก็เพราะเป็นแบบที่ว่า จึงไม่ค่อยจะกล้าเข้าไปในย่านนั้นเท่าใดนัก

เมื่อหลายปีก่อน หรือสมัยที่พึ่งเข้ามากรุงเทพใหม่ๆ(บ้านนอกเข้ากรุง) เพื่อนๆที่มาจากต่างจังหวัดด้วยกันยังเคยบอกว่า ถ้าอยากรู้จักกรุงเทพฯให้ถึงแก่น ก็ต้องมาเดินแถวๆวังบูรพา หรือย่านสำเพ็ง-พาหุรัด หรือแถววงเวียน 22 กรกฏา หากไม่หลงก็แสดงว่าใช้ได้ (ความจำยังไม่เสื่อม)

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมก็ยังหลงอยู่ดีครับ

ไปสำเพ็งคราวนี้ จึงตั้งหลักกันที่โรงพยายาลพระมงกุฎในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ได้ไปหาหมอหรือเยี่ยมไข้ใคร แต่ไปจอดรถไว้ที่นั้น ซึ่งก็มักใช้เป็นที่จอดรถอยู่บ่อยครั้ง วันหยุดที่จอดมักจะว่าง และจอดในที่ร่มได้อย่างสบายๆ

จากนั้นก็ต่อรถเมล์ที่หน้าโรงพยาบาล

 
 
 
 
 
   
 
   




(ต่อ)

เมื่อถึงป้ายรถเมล์ก็ยืนงงอีกเป็นนานว่า จะขึ้นสายไหนดี เพราะไม่ค่อยรู้เรื่องรถเมล์เลยก็ว่าได้ ขึ้นผิดขึ้นถูกอยู่เป็นประจำ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เกือบนั่งไปลงฝั่งธนฯ โชคดีที่โดดลงป้ายสุดท้ายได้ทัน ไม่งั้นคงต้องนั่งย้อนกันไกล

ทุกวันนี้เส้นทางรถเมล์มันเปลี่ยนไป มีสายใหม่ๆเพิ่มขึ้นมากมาย มีถนนเพิ่ม หรือเชื่อมต่อกันมาก จะคิดว่าเคยนั่งรถเมล์สายโน้นสายนี้มันไม่ได้แล้ว เล่าอย่างไม่อายว่า จะขึ้นรถเมล์แต่ละครั้งมันต้องคิดหนักทุกที กว่าจะสรุปได้ว่าสายไหนไปได้ก็นานจนรถผ่านไปแล้วไม่รู้ต่อกี่คัน จะถามคนที่ยืนแถวป้ายรถเมล์ ก็กลัวถูกจะหาว่า อีตา่นี้คงมาจากบ้านนอก หรือประเภทบ้านนอกเข้ากรุง (เพราะหน้าตาตนเองก็ดูจะบ้านน้อก บ้านนอก)

จะให้นั่งแท๊กซี่ ก็ไม่ค่อยชอบครับ เพราะรู้สึกว่ามันอึดอัด โดยเฉพาะเรื่องกลิ่นอับๆ พวกกลิ่นควัน กลิ่นแก็สที่ติดอยู่ตามเบาะนั่งที่ทำด้วยผ้า และตามพื้นพรม เจอรถประเภทนี้ทีไรเป็นต้องวิงเวียนศรีษะทุกครั้ง ส่วนรถเมล์แอร์ก็ทำนองเดียวกัน คือไม่ชอบกลิ่น

คนอื่นอาจไม่ค่อยมีปัญหา คือทนกันได้ แต่ผมไม่รู้เป็นไง รับไม่ได้กับกลิ่นแบบนี้ จะว่าเป็นคนแพ้กลิ่นก็น่าจะเป็นได้ แต่พอได้กลิ่น หอมๆ ละมุนละไม ที่ชื่นอกชื่นใจ กลับไม่แพ้แฮะ แถมยังติดใจอีกต่างหาก

สรุปว่าแพ้กลิ่นรถ แต่ไม่แพ้กลิ่นสาวๆ เอ้ย ไม่แพ้กลิ่นหอมๆ..

รถเมล์โล่งๆ 20 หน้าต่าง เป็นอะไรที่มักใช้บริการเป็นประจำ และไม่มีปัญหาเรื่องวิงเวียนศรีษะ แม้อากาศจะร้อน หรือมีควันรถโชยเข้ามา บ้าง อาจเป็นเพราะรถโล่ง มีอากาศระบายอยู่ตลอดเวลา

ไปสำเพ็งคราวนี้ ใช้บริการรถร่วมสาย 8 เพราะให้ลูกชายหาข้อมูลมาแล้วว่า จะผ่านหน้าโรงพยาบาลพระมงกุฎ เยาวราช และไปสิ้นสุดที่สะพานพุทธ
วันนั้นเห็นสาย 8 มาแล้ว ก็รีบขึ้นทันที เป็นรถสีขาว ที่ดูค่อนข้างเก่าๆ


สาย 8 ผมเรียกว่า สายโชเฟอร์ตีนผีก็แล้วกัน

และจากผลสำรวจของเอแบค หรือ สวนดุสิต (ไม่แน่ใจ) ก็มีสายนี้แหละ ที่ครองตำแหน่งสุดยอดความห่วย เรียกว่า ได้ 5 ดาว ประเภทบริการยอดแย่ ทั้งขับกระโชกโฮกฮาก กระชากลากถู เกิดอุบัติเหตุบ่อย จอดไม่ตรงป้าย แซงซ้ายแซงขวา ขับปาดหน้า รถเก่า ควันดำ มีครบเครื่องครับ

คำว่าโชเฟอร์ตีนผี จึงเหมาะสมกับรถร่วมสาย 8 ชนิดที่แทบไม่มีข้อกังขาจากผู้ใด ที่แน่กว่านั้นก็ยังครองแชมป์อันดับ 1 ยอดแย่ ติดต่อกันมานานหลายปี ขณะนี้ก็่ยังหารถเมล์สายอื่นๆมาลบสถิติได้ยาก (เหนียวจริงๆ..ขอปรบมือให้)

ล่าสุด เอาอีกแล้วครับท่านทั้งหลาย พี่แกขับออกขวาแล้วปาดเข้าซ้ายเป็นประจำ


แรกๆก็คิดว่ารถสายนี้เปลี่ยนเส้นทางหรือเปล่า เตรียมทำท่าจะลงอยู่เหมือนกัน แต่เปล่าครับ ...

พอออกจากป้าย มันก็ขับเลนขวาตลอด แต่พอถึงทางแยก มันก็พยายามตบเข้าซ้ายไปจ่อตรงไฟแดง แต่บางครั้งก็เข้าไม่ได้ ครั้นพอไฟเขียวพี่แกก็ยังบีบแตรไล่คันหน้าด้วยความโมโหว่าไม่รีบไปเสียที จนรถคันหน้ามันแกล้งเอา คือค่อยๆออกตัวไปอย่างช้า

ผมนึกในใจสมน้ำหน้ามันจริงๆ โดนแกล้งซะบ้าง

เจอแบบนี้คนขับรถเมล์ก็หัวเสีย สบถด้วยถ้อยคำแบบที่รู้ๆกัน เอากับมันชิครับ ตัวเองขับผิดเลนแล้วยังไปด่าเค้าอีก ครั้นจะเบี่ยงซ้ายเพื่อสู่เลนปกติที่ต้องตรงไป ก็เจอรถที่อยู่ทางตรงบีบแตรไล่ เพราะเสียมารยาทมากที่ไปปาดหน้าเค้า

เป็นแบบนี้เกือบทุกแยกครับ

ผมรู้อยู่แล้วว่า สาย 8 มันมีพฤติกรรมทรามๆแบบนี้มาตั้งนาน จึงไม่ค่อยรู้สึกอะไร ที่เขียนเล่าก็เพื่อจะรายงานให้ทราบว่า เมื่อก่อนมันเป็นเช่นไร ปัจจุบันมันก็เป็นอยู่อย่างนั้น เรียกว่า เลว เถื่อน ถ่อยๆ ชนิดที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง อีกอย่างหน้าตาคนขับรถพวกนี้ก็จำยาก เพราะพี่แกชอบใส่แว่นตาดำ แต่ละคนก็ดูไม่ต่างกับพวกโจร หรือพวกที่พึ่งพ้นโทษออกมาจากคุก

นานๆขึ้นรถเมลที์ ก็ได้รสชาติแบบนี้แหละ หากเจอก็อย่าเครียดกับมัน คิดเสียว่าเป็นเพื่อนร่วมโลกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็แล้วกัน

เส้นทางย่านวรจักรหรือถนนวรจักร นับจากเลี้ยวซ้ายมาจากถนนหลานหลวงเพื่อตรงไปเยาวราช ผมไม่ได้ผ่านมานานเต็มที อาจราว 5-6 ปี ก็เห็นจะได้

ปรากฏว่า มันเปี้ยนไป๋

ยิ่งวันหยุดด้วยก็ไม่ต้องบอกเลยว่าบริเวณทางเท้าช่วงแถวๆกองปราบเก่า หรือเลยมาจนถึงแถวๆคลองถมจะคึกคักขนาดไหน ตึกแถวย่านนั้นก็เปลี่ยนไปมากทั้งทุบทิ้งทั้งสร้างใหม่ จากห้องแถวเล็กๆที่เคยไปนั่งทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่มีชื่อ น่าจะเรียกว่า ก๋วยเตี๋ยวกองปราบ ก็มองหาร้านไม่เจอ มีร้านค้ามาตั้งขายของบริเวณทางเท้าจนบดบังร้านค้าแถวนั้น

ยิ่งในซอยที่อยู่ด้านหลังธนาคารไทยพาณิชย์ตรงหัวมุมถนนย่านคลองถม ที่เมื่อก่อนเคยเดินซื้อของ แต่วันนี้มันแน่นไปด้วยเพิงร้านค้าจนมองไม่เห็นซอยหรือถนน เรียกว่าปิดถนนไปโดยปริยาย มองเข้าไปเห็นแต่หัวคนแน่นไปหมด

นั่งไปเรื่อยๆผ่านเวิ้ง จนมาถึงย่านจักรวรรดิ คิดว่าแถวนี้น่าอยู่ใกล้ตลาดสำเพ็ง จึงลงจากรถเมล์

แล้วสำเพ็งไปทางไหน...ไปไม่ถูกครับท่าน เหลือบไปเห็นประตูทางเข้าวัดจักรวรรดิ จึงลองเข้าไปดูเพราะไม่เคยเข้ามาในวัดนี้มาก่อน แต่พอเข้าไปถึงจึงรู้ว่าลานซีเมนต์ในวัดกว้างขวาง จนกลายเป็นที่จอดรถ นึกในใจว่า หากรู้แต่แรกเสียก็ดี จะได้ขับรถมาจอดในวัดนี้ได้

ใครไปทำธุระแถวย่านนั้น หากมีปัญหาเรื่องที่จอดรถ ก็แนะนำว่าวัดจักรวรรดิ มีที่จอดรถเหลือเฝือ จะได้ไม่ต้องใช้บริการแท็กซี่หรือรถเมล์ ตีนผีเหมือนผม

วัดจักรวรรดิ มีพระปรางค์ที่เห็นโดดเด่นอยู่ 2 ปรางค์ (ที่จำได้) ดูแล้ววัดนี้น่าจะเป็นวัดประจำตระกูล หรือวัดประจำของพระมหากษัตริย์มากกว่า เพราะอยู่ใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยา และใกล้เชิงสะพานพุทธยอดฟ้า หรือสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร แต่ขณะที่อยู่ในวัด มองไปทางไหนก็ไม่เห็นแม่น้ำเจ้าพระยา อาจมีตึกหรือวิหารที่สร้างขึ้นมาใหม่บดบังทัศนีย์ภาพไปหมด

วัดนี้หากเดาๆจากวิหารที่เก่าที่สุดแล้ว ก็บอกได้ว่าสร้างในยุคกรุงรัตนโกสินทร์แน่นอน และยุคนี้แหละเป็นยุคที่สร้างวัดวาอารามกันมากมาย หรืออาจเป็นความนิยมของคนในสมัยนั้น ที่มักสร้างวัดประจำตระกูล สร้างวัดเพื่อเป็นอนุสรณ์ ให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเป็นอนุสรณ์ให้กับพระมหากษัตริย์ หรือพระบรมวงศานุวงค์

สมัยต้นรัตนโกสินทร์คนไทยยังผูกพันธ์อยู่กับวัด จะทำอะไรก็นึกพระถึงเจ้า ทำบุญกับวัดแล้วคิดว่าได้อานิสงฆ์สูงส่ง

หากเป็นสมัยต่อๆมาในยุคที่ติดต่อค้าขายกับชาวยุโรปมากขึ้นก็อาจสร้างอนุสาวรีย์บ้าง สร้างโรงเรียนบ้าง หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ

วัดจักรวรรดิ มีชื่อว่า วัดจักรวรรดิราชาวาส แต่ชาวบ้านสมัยก่อนจะเรียกว่า วัดสามปลึ้ม ส่วนคำว่าสำเพ็ง ที่อยู่ในย่านจักรวรรดิ ก็เกี่ยวข้องกับคำว่า สาม อาจเป็น สามคลองที่เชื่อมต่อกัน หรืออาจมี ชาวจีนที่ชื่อ เพ็ง 3 คน มาทำมาค้าขายในย่านนี้ ต่อมาก็กลายเป็น สำเพ็ง ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานในทางประวัติศาสตร์เท่านั้น

และสำเพ็งนี้แหละที่พ่อค้าแม่ค้าทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ต้องเดินทางมาซื้อพวกของจุกจิก เครื่องประดับ เสื้อผ้า ของใช้สุภาพสตรี อุปกรณ์ตัดเย็บเสื้อผ้า หรือพวกงานฝีมือเย็บปักถักร้อยต่างๆ อาจซื้อของสำเร็จรูปที่สามารถนำไปขายได้เลย หรือซื้อไปเป็นวัตถุดิบ เพื่อประกอบขึ้นเป็นสินค้าใหม่ หรือดัดแปลงให้เป็นของใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่า

ตัวอย่างง่ายๆที่เราเห็นพวกสินค้าแบกะดินตามตลาดนัด ตลาดกลางคืน หรือตลาดคนเดิน ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ก็อาจพูดว่า ของที่ขายส่วนใหญ่จะมาจากตลาดสำเพ็งด้วยกันทังนั้น


ทำไม สำเพ็งจึงเป็นย่านการค้าของคนจีน และกลายเป็นตลาดค้าส่ง ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้

คงต้องย้อนประวัติศาสตร์ไปสักหน่อย เอาแค่ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาก็แล้วกันว่า ในยุคปลายๆกรุงศรีฯ มีพ่อค้าชาวจีนนำสินค้าจากประเทศจีนมาขายกันมากขึ้น โดยบรรทุกมาโดยเรือสำเภา สมัยนั้นคนไทยคงตื่นตากับเรือสำเภาลำใหญ่ๆ ที่จุผู้คนได้เป็นร้อย รวมทั้งยังบรรทุกสินค้าได้มากมาย ขณะที่เมืองไทยในยุคนั้ยยังพายเรือแจวกันจ๋อมแจ๋ม

ส่วนเรือสินค้าของไทยในยุคนั้น ก็มีเรือเอี่ยมจุ้นที่เจ้าของเรือใช้เป็นเรือบรรทุกสินค้าและเป็นที่่อาศัยไปในตัว แต่เรือประเภทนี้ก็ยังเป็นเรือที่ใช้ถ่อใช้พายกันตามแม่น้ำลำคลอง จะออกไปสู่ทะเลในระยะไกลๆก็คงไม่ไหวแน่ ต่างกับสำเภาจีนที่ฝ่าคลื่นลมจากประเทศจีนเข้ามาจนถึงอ่าวไทย หรือเรือกลไฟของฝรั่งชาติตะวันตกที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำเป็นพลังขับเคลื่อน

คนจีน ญี่ปุ่น และชาติอื่นๆ เข้ามาค้าขายกันมากในยุคปลายของกรุงศรีฯ ครั้นมาถึงสมัยที่พระเจ้าตากทรงกอบกู้เอกราชจากพม่าได้สำเร็จ พระองค์ทรงดำริที่จะย้ายเมือง หรือย้ายราชธานีมาสู่สถานที่ใหม่ เพราะเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาพินาศย่อยยับจากการถูกเผาของพม่า ในการเสียกรุงครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310 และยากเกินกว่าที่จะเยียวยาได้ สู้มาสร้างเมืองใหม่ให้เป็นศักดิ์เป็นศรีดีกว่า

เหตุผลหนึ่งที่พระองค์ทรงย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยา มาอยู่ที่กรุงธนบุรีตรงบริเวณแถวๆวัดอรุณ หรือวัดแจ้ง ก็เพราะทรงเห็นว่าบ้านเมืองมีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติโดยทางเรือ ที่ผ่านเข้ามาทางอ่าวไทย การย้ายเมืองออกมาให้ใกล้ทะเล น่าจะเป็นผลดีในการติดต่อค้าขาย รวมทั้งยังเป็นชัยภูมิที่ดีด้วย

เมื่อทรงย้ายราชธานีมาอยู่ธนบุรีแถววัดอรุณ บริเวณท่าเตียนที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับวัดอรุณ กลายเป็นที่จอดเรือสินค้า และเป็นย่านค้าขายของชาวจีนในสมัยนั้น

มาถึงรัชสมัยของรัชกาลที่ 1 หรือสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ หลังทรงย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาอยู่ฝั่งตรงกันข้าม หรือบริเวณบรมมหาราชวัง และ วัดพระแก้วในปัจจุบัน พระองค์ทรงกำหนดพื้นที่เขตเมืองพระนครชั้นในใหม่ เพื่อความมั่นคงในการปกป้องประเทศ และมีการสร้างกำแพงเมืองล้อมรอบ (ปัจจุบันเหลือป้อมพระกาฬ ริมถนนราชดำเนิน และบริเวณถนนพระอาทิตย์)

ทรงให้ย้ายตลาดค้าขายของคนจีนแถวท่าเตียน และจากที่อื่นๆที่อยู่ในเขตเมืองพระนคร ให้ไปรวมกันที่บริเวณท่าน้ำวัดสามปลึ้ม (วัดจักรวรรดิ) จนกลายมาเป็นตลาดสามเพ็ง หรือตลาดสำเพ็งในปัจจุบัน

ตลาดสำเพ็งถือว่าเป็นตลาดค้าขายแห่งแรกของประเทศไทย มีการซื้อขายสินค้ามาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ หรือรัชกาลที่ 1 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนย่านพาหุรัด ที่อยู่ใกล้กัน เป็นตลาดค้าขายของชาวซิกข์อินเดีย หรือแขกซิกข์ ที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ในครั้งนั้นพระองค์พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งเพื่อก่อสร้างอาคารร้านค้าในย่านเยาวราช เพื่อให้พ่อค้าเช่าทำมาค้าขาย ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวซิกข์(แขกโพกศรีษะ) จากอินเดียที่เข้ามาขายผ้า

ปัจจุบันยังมีตึกอาคารเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ ชาวซิกข์ที่อาศัยอยู่ในย่านนั้นก็ยังซาบซึ้งถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 บางคนถึงกับยกมือไหว้ท่วมหัวที่กล่าวถึงพระองค์ท่าน แสดงถึงความเทิดทูนอันสูงส่ง ซึ่งการกระทำโดยยกมือไหว้เหนือศรีษะ เหนือเกล้า เหนือกระหม่อมนี้ แทบจะหาไม่ได้อีกแล้วในสังคมไทยยุคปัจจุบัน นอกจากจะเห็นบางฉากในละครโทรทัศน์ประเภทย้อนยุค

มีชาวซิกข์อยู่รายหนึ่งวัยประมาณ 70 ปี บอกว่าตึกหลังนี้ อีก 20 ปีจะครบ 100 ปีแล้ว พร้อมกับชี้ให้ดูสินค้าพวกเสื้อผ้า ภาพถ่าย เครื่องประดับ รวมทั้งอุปกรณ์ตัดเย็บเสื้อผ้า ที่เคยวางขายมานานหลายสิบปีแล้ว หรือตั้งแต่รุ่นบิดาของตนเอง จนกลายมาเป็นของหายากในปัจจุบัน และทุกวันนี้ก็ยังเปิดร้่านขายเป็นปกติเหมือนเช่นเมื่อ 80 ปีก่อน

แกเล่าถึงเรื่องราวในอดีต พร้อมกับความภูมิใจที่ร้านนี้ (ร้านไตเย็บใหม่) ยังหลงเหลือร่องรอยแห่งกาลเวลาของเยาวราช ให้คนรุ่นปัจจุบันได้มาสัมผัส

ขอจบพาเที่ยวสำเพ็ง – เยาวราช ในตอนที่ 1 แต่เพียงเท่านี้ ส่วนตอนที่ 2 จะพาไปชิมขนมไทย ในบรรยากาศแบบไทยๆที่ดิโอลด์สยามพลาซ่า พร้อมกับนั่งชดกาแฟโบราณในห้างนั้น

สำหรับภาพถ่ายที่เห็นทั้งหมดนี้คงไม่ไช่เป็นคำตอบที่ว่า ย่านสำเพ็งและย่านพาหุรัด มีหน้าตาเป็นแบบนี้เอง ความจริงแล้วยังมีอีกหลายจุดหลายซอยที่ไม่มีโอกาสเดินเข้าไปดู เนื่องจากเป็นวันหยุดหรือวันอาทิตย์ มีประชาชนมาจับจ่ายซื้อของกันเป็นจำนวนมาก จึงต้องเลือกเดินเฉพาะบางโซนเท่าที่เวลาจะอำนวยให้เท่านั้น

แต่ก็ต้องบอกว่า หากหาสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพไม่ได้แล้ว หรือกำลังคิดว่า เสาร์-อาทิตย์นี้จะไปไหนดี ก็อยากแนะนำให้มาเดินเล่นที่ตลาดสำเพ็ง หรือถนนคนเดินที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย

ถามว่าสำเพ็งมีมานานแค่ไหน ก็ต้องตอบว่ามีมาตั้งแต่ สถาปนากรุงเทพมหานครให้เป็นราชธานีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หรือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2325 มาจนถึงปัจจุบันหรือ ปี 2552 นับเป็นเวลาถึง 227 ปี

ตลาดสำเพ็งเป็นตลาดซื้อขายประเภทขายส่งที่เก่าแก่ ควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของชาติ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆที่จะให้ความสำคัญกับชุมชนเก่าแก่ ที่สืบทอดวิถีชีวิตมาจนถึงคนรุ่นปัจจุบัน

สถานท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของกรุงเทพ ก็มีตลาดสำเพ็งนี้แหละที่สามารถเชิดหน้าชูตาประเทศได้ และเป็นถนนคนเดินที่เป็นของแท้ดั่งเดิม และมีอายุยาวนานที่สุดของประเทศไทย

ชาวตลาดสำเพ็งทั้งหลาย... ได้เวลาสมโภชฉลองใหญ่กันได้แล้วหรือยังครับ




โฟโต้ออนทัวร์
28 สิงหาคม 2552

   
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ