Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์
Home : City tour : Sampeng & Pahurat 2    
  ภาพชุดสาหรี่ (Saree) : ภาพมหาตมะคานธี (Ganthi)

ตลาดสำเพ็ง ตลาดขายส่งเก่าแก่ที่สุดของชาวจีนในเมืองสยาม ที่มีมาในสมัยสถาปนากรุงเทพฯขึ้นเป็นราชธานีหรือรัชกาลที่ 1 แต่เดิมชาวจีนค้าขายอยู่แถวท่าเตียนและย่านใกล้เคียง
ต่อมาได้ย้ายมาอยู่แถววัดสามปลื้ม หรือวัดจักรวรรดิฯ ส่วน ตลาดพาหุรัด ย่านค้าผ้าเก่าแก่ของแขกซิกข์ มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และตลาดแห่งนี้สร้างโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค

 
 
 


พาหุรัด - ดิโอลด์สยาม พลาซ่า
(สำเพ็ง-พาหุรัด ตอนที่ 2)
(เดินทาง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2552)

                  ตอนนี้ผมเดินมาถึงย่านพาหุรัด ตลาดขายผ้าที่ใหญ่ที่สุด และเป็นตลาดผ้าเก่าแก่ที่มีมานานเกือบร้อยปี

จากแขกซิกข์กลุ่มแรกที่เดินทางมาจากอินเดีย เพื่อเข้ามาค้าขายผ้าในย่านนี้ เมื่อขายดีจึงชักชวนกันมามากขึ้น

ย่านพาหุรัดจึงกลายเป็นศูนย์กลางของแขกขายผ้า บางคนถึงกับตั้งชื่อว่า ลิตเติ้ล อินเดีย ( Little India )

ปัจจุบันประเทศไทยมีชาวซิกข์ หรือแขกโพกผ้าประมาณ 65,000 คน กระจายอยู่ในกรุงเทพและต่างจังหวัด แต่ย่านพาหุรัดถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่สุด โดยมี วัดซิกข์ หรือวัดคุรุดวาราศีคุรุสิงห์สภา เป็นศุนย์กลาง

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมแขกอินเดียหรือแขกซิกข์จึงขายแต่ผ้า

แต่ถ้าหากศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดีย โดยย้อนไปเมื่อราว 80-90 ปีก่อน ก็จะรู้ที่มา

สมัยที่อินเดียตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ชาวอินเดียขณะนั้นถูกกดขี่ และไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการค้า โดยเฉพาะเรื่องผ้าที่ต้องซื้อจาก

 
 
 
 
 
   
 
   



(ต่อ)

พ่อค้าชาวอังกฤษในราคาแพง มหาตมะคานธี จึงปลุกระดมให้คนอินเดียหันมาปั่นด้ายและทอผ้าใช้เอง เป็นการพึ่งตนเอง แทนการซื้อผ้าจากพ่อค้าอังกฤษ ที่ค้ากำไรเกินควร โดย คานธีได้ทอผ้าใช้เองเป็นตัวอย่าง จนกระทั่งชาวอินเดียทอผ้าใช้เองได้ ไม่ง้อผ้า่นำเข้าจากอังกฤษ ที่ผูกขาดและกดราคามาตลอด

คานธ รณรงค์ให้คนอินเดียทอผ้าในสมัยที่ตกเป็นเมืองขึ้น จึงทำให้คนอินเดียกลายเป็นผู้ชำนาญการทอผ้า พร้อมๆกับมีธุรกิจค้าขายผ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต่อมาเมื่อมาเลเซียตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ จึงได้เกณฑ์คนอินเดียเข้ามาเป็นแรงงานให้กับชาวอังกฤษเป็นจำนวนมาก พ่อค้าผ้าชาวซิกข์จากอินเดียจึงได้มาเปิดตลาดการค้าที่ปีนัง และกัวลาลัมเปอร์ จากนั้นจึงได้ขยายขึ้นมาถึงสยามประเทศ
(ปัจจุบันชาวอินเดียในมาเลเซียมีประมาณ 1.7 ล้านคน หรือร้อยละ 7.1 ของประชากรมาเลเซียทั้งประเทศประมาณ 24 ล้านคน)


ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก(บ้านนอก) ยังจำภาพแขกขายผ้าได้ติดตา พวกแขกจะห่อผ้าเป็นพับๆด้วยผ้าสีขาวผืนใหญ่ขนาดผ้าปูโต๊ะ นำปลายมาทบและผูกกันทั้ง 4 มุม จากนั้นนำมาขัดไว้กับไม้แล้วแบกขึ้นบ่า เดินไปบ้านไหนก็จะแกะออกนำมาวางขาย เรียกว่าบริการขายผ้าจนถึงบันใดบ้าน

เรื่องผ้าสำหรับคนอินเดียแล้ว ถือว่าเป็นมรดกตกทอดมาจาก มหาตมะ คานธี มหาบุรุษของคนอินเดีย และมหาบุรุษของโลก


ตึกที่มียอดโดมสีทอง

มาถึงพาหุรัดแล้วอาจสงสัยว่า ตึกที่มีรูปทรงทางศิลปะแบบอินเดียสีขาวๆ มียอดโดมเป็นสีทอง ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกอาคารในย่านพาหุรัดนั้นคือตึกอะไร

ตึกที่เห็นนี้ คือวัดซิกข์ (Sikh) หรือวัดแขก มีชื่อทางการว่า วัดคุรุดวาราศีคุรุสิงห์สภา เป็นศุนย์รวมของผู้นับถือศาสนาซิกข์ในย่านพาหุรัด และเป็นวัดซิกข์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ศาสนาซิกข์ เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากเป็นอันดับ 9 ของโลก ทั่วโลกมีผู้นับถือศาสนาซิกข์จำนวน 23 ล้านคน ส่วนใหญ่จะอยู่ในรัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย

ประวัติของศาสนาซิกข์ กำเนิดขึ้นใน คริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นการแยกตัวออกมาจากศาสนาฮินดู ซึ่งเป็นศาสนาเก่าแก่ที่สุดในโลก

แขกฮินดู กับแขกซิกข์ ดูได้จากการแต่งกาย แขกซิกข์จะโพกผ้าที่มีชื่อเรียกว่า ดัสตาร์ ( Dastar) ส่วนแขกฮินดูจะไม่โพกผ้าที่ศรีษะ อยู่กรุงเทพ ไม่รู้จักแขกฮินดู ก็แขกขายโรตีนั่นแหละ ไช่เลย

กฎของศาสนา ห้ามชาวซิกข์ ตัดผม และตัดขนทุกชนิดตลอดชีวิต ผมจึงยาวมาก และต้องใช้ผ้าโพกไว้ เหตุผลเรื่องนี้ก็เพื่อให้ดูน่าเกรงขามสำหรับศัตรู และยังใช้ผมหนาๆ เป็นเกราะป้องกันศรีษะของตนเองในการต่อสู้อีกด้วย



อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบ ก็คืออาหารการกินของผู้นับถือศาสนาซิกข์ ชาวซิกข์จะไม่ทานเนื้อสัตว์ อาหารที่ทานจะเป็นอาหารมังสะวิรัติ ได้แก่ พืช ผัก ผลไม้ น้ำผึ้ง น้ำนม และผลิตภัณฑ์จากน้ำนมทุกประเภท

เรื่องการแต่งกายของสตรีชาวสิกข์ มีความพิถีพิถันมาก มาแถวพาหรุรัดจะเห็นสตรีชาวสิกข์แต่งกายด้วยชุดส่าหรี ที่มีผ้าสีสันหลากสี แต่ปัจจุบันอาจเห็นเฉพาะพวกผู้ใหญ่ ส่วนสาวๆชาวซิกข์ส่วนใหญ่จะแต่งกายตามปกติ โดยเฉพาะพวกที่ต้องเข้ามาทำงานตามสถานประกอบธุรกิจต่างๆ แต่มีข้อห้ามว่า ต้องแต่งกายสุภาพ (จะนุ่งขาสั้นด้วยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ)

ลิตเติ้ลอินเดีย ใครอยากเห็นบรรยากาศแบบอินเดียก็ต้องมาที่ย่านพาหุรัด และจะเห็นว่าวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวซิกข์ ยังปฏิบัติตนตามกฎของศาสนาอย่างเคร่งครัด ทำให้พาหุรัดมีบรรยากาศ ของความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งประกอบด้วย ไทย จีน และอินเดีย

หากสตรีชาวสิกข์จะพร้อมใจกันแต่ง ชุดส่าหรี่ กันทุกคน โดยถือเอาวันหยุดวันใดวันหนึ่ง พร้อมกับกระจายข่าวนี้ให้สื่อมวลชนทราบ ก็เชื่อว่าหลายคนคงอยากมาเที่ยวพาหุรัดในวันนั้น จะได้เห็นสีสันและบรรยากาศแบบอินเดีย โดยเฉพาะหลายคนอาจอยากเห็นสาวๆชาวสิกข์ที่แต่งกายสวยงาม และแน่นอนว่าคงตกเป็นนางแบบจำเป็นชนิดตากล้องไม่ยอมห่าง (ผมด้วย)

หากทำได้แบบนี้จริง พาหุรัดก็จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าดูอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะชุดส่าหรี่ที่มีสัสันสวยงาม ต้องบอกว่าสาวใดได้สวมใส่แล้วจะสวยกันทุกคน



ห้างใหญ่ห้างดังในย่านพาหุรัด

ในย่านพาหุรัดมีห้างดิโอลด์สยาม พลาซ่า เป็นห้างที่สร้างได้เข้ากับบรรยากาศกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ยุคเมืองสยามรุ่งเรือง และเป็นย่านวังเก่า หรือวังบูรพา ถนนพาหุรัดเป็นถนนในท้องที่แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เริ่มตั้งแต่ถนนบ้านหม้อ (สี่แยกบ้านหม้อ) ไปทางทิศตะวันออก ตัดกับถนนตรีเพชร (สี่แยกพาหุรัด) จนถึงถนนจักรเพชร

ถนนพาหุรัดเป็นถนนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น โดยทรงใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ พระราชธิดาซึ่งประสูติจากสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ และสิ้นพระชนม์ขณะพระชันษา 10 ปี จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลพระราชทานและพระราชทานนามถนนว่า ถนนพาหุรัด

เดินมาเรื่อยจนถึงสี่แยกพาหุรัด แถวนี้เห็นตึกเก่าหลายแห่ง บางตึกก็ดูทรุดโทรม เพราะขาดการบูรณะ และสี่แยกพาหุรัดแห่งนี้เป็นสี่แยกประวัติศาสตร์ ที่ผู้คนใช้เป็นเส้นทางสัญจรมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 สมัยที่ยังใช้รถลาก หรือรถเจ๊ก และย่านนี้ยังเป็นเส้นทางของรถรางสายประวัติศาสตร์ ที่ยกเลิกไปนานแล้วเช่นกัน

ใครอยากนั่งรถรางให้ได้บรรยากาศ ก็ต้องเดินทางไปฮ่องกง ที่นั่นรถรางทั้งเก๋า ทั้งเก่า และคลาสสิคมาก เป็นรถรางแบบ 2 ชั้น และวิ่งไปตามรางที่อยู่กลางถนนพอดี เก็บค่าโดยสารประมาณ 10 บาทตลอดสาย






ฮ่องกงใช้รถรางตั้งแต่สมัยอังกฤษเช่าเกาะฮ่องกงมาจากจีน (เป็นเวลาถึง 99 ปี ) ประวัติศาสตร์รถรางในฮ่องกงมีมานานและเก่าแก่กว่าไทยมาก แต่ฮ่องกงก็ยังอนุรักษ์ให้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาจนถึงทุกวันนี้

คนฮ่องกงนิยมใช้รถรางไม่ต่างกับการนั่งรถเมล์ติดแอร์ สาเหตุเพราะราคาถูก และที่สำคัญจะวิ่งผ่านกลางเมืองในย่านการค้าเก่าแก่ เทียบบ้านเราก็ไม่ต่างกับวิ่งผ่าน สำเพ็ง พาหุรัด หัวลำโพง เยาวราช เกาะรัตนโกสินทร์

บ้านเราหากพูดถึงรถราง ก็หมายถึงเป็นการย้อนยุคสู่อดีต แต่ในฮ่องกงแล้วกลับตรงกันข้าม คนฮ่องกงยังนิยมใช้บริการคล้ายกับนั่งรถเมล์ฟรี และเต็มทุกเที่ยว

นึกขึ้นมาได้ว่า ฮ่องกง ให้ความหมายกับรถรางว่า Icons of Hongkong หรือสัญลักษณ์ของฮ่องกง และคำนี้จะติดอยู่บนรถรางทุกคัน


กลับจากฮ่องกงมาต่อที่พาหุรัด

ห้างดิโอลด์สยามในย่านพาหุรัด ไม่ได้มานานทีเดียว

หลายปีก่อนเคยมาจอดรถที่ห้าง จากนั้นก็ไปธุระที่อื่น และทุกครั้งก็มักจะทานขนมจากร้านอร่อยที่ลานชั้นล่างสุด ขนมไทยในหม้อทองเหลือง เคยทานอยู่ 2-3 ครั้ง ซื้อใส่ถ้วยแล้วก็ยืนทานตรงนั้นเลยเพราะไม่มีที่นั่ง มีแต่ม้านั่งยาวๆของห้าง แต่มักไม่ค่อยได้นั่ง เพราะขาประจำร้านนี้เวียนกันมาตลอดทั้งวัน

แต่วันนี้ไม่แน่ใจว่าเปลี่ยนมือคนทำไปแล้วหรือไม่ รสชาติที่คุ้นลิ้นติดปากและติดใจ จนคิดว่าฝีมือสุดยอดชั้นบรมครุมันหายไปไหน

วันนี้กลายเป็นขนมไทยแถวหน้าตลาดใกล้บ้านไปซะนี่

ถึงตอนนี้ไม่อยากสรุปว่า ผิดเพี้ยนไปจากเดิม คงต้องกลับมาทานใหม่หากมีโอกาส เพราะลูกค้าที่ยืนทานก็ยังเห็นเป็นปกติ

ที่แปลกตาในวันนี้ รู้สึกว่าบริเวณลานชั้นล่างของห้างฯ มีร้านขนมมากกว่าเดิม และขายกันเต็มพื้นที่ แถมยังมีร้านอาหารของภูมิภาคมาเปิดขายอยู่ใกล้ๆกัน ทำให้ดูกว้างขวางขึ้น ขนมไทยแต่ละอย่างที่เห็นๆก็น่าซื้อทั้งนั้น แต่วันนี้อิ่มท้องแล้วครับ ขอตัวไปนั่งทานกาแฟก่อนก็แล้วกัน

สำเพ็ง – พาหุรัด ยังมีบรรยากาศของอดีตเมื่อราว 20 - 30 ปี ที่ยังไม่ค่อยจะเปลี่ยนแปลงมากนัก ใครเคยเดินตามตรอกซอกซอยตรงไหนก็ยังเหมือนเดิม ส่วนใครยังงง ยังหลง ก็ยังเป็นแบบเช่นเดิม คือหลงเหมือนเดิม มาย่านนี้แล้วหลง ถือว่าปกติ ใครไม่หลง หรือหลับตาเดินได้ แสดงว่าแปลกคนแล้วละครับ เว้นแต่จะเป็นผู้อาศัยอยู่ในย่านนี้

ทั้งสำเพ็งและพาหุรัด พูดได้เต็มปากว่าเป็นถนนสายวัฒนธรรม สะท้อนถึงวิถีชีวิตชุมชนคนค้าขายที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ

ย่านสำเพ็งตลาดค้าส่งประเภทของจุกจิก และพาหุรัดตลาดค้าผ้าที่เก่าแก่ของแขกซิกข์ ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนมีฐานะและความเป็นอยู่ที่ร่ำรวยมั่นคง

ท้ายที่สุดก็ขอทวนความรู้สึกดีๆกับร้านแขกซิกข์ ไตเย็บใหม่ ร้านเก่าแก่ ในตึกเก่าที่อายุกว่า 80 ปี

และยังจดจำกับคำเชื้อเชิญ ที่เปี่ยมไปด้วยอัถยาศัยไมตรี เชิญให้เข้าไปดูของภายในร้าน ขณะที่เจ้าของร้านวัยประมาณ 70 ปีกำลังจะรูดประตูบานเหล็กลง เพื่อปิดร้าน

“ ทานน้ำอะไรดีครับ น้ำส้มหรือโค๊กดี “

เป็นคำพูดที่ผมแทบไม่เชื่อหูกับตนเองว่าจะได้เจอในร้านค้ากลางกรุงแบบนี้ ทำเอาลูกชายผมที่มาด้วยกันถึงกับ งง เป็นอย่างมาก ทั้งที่ไม่ได้ซื้อของ และพึ่งเข้ามายืนอยู่ในร้านได้เพียง 5 - 6 นาทีเท่านั้นเอง

และที่น่าประทับใจไปกว่านั้นว่าทุกครั้งที่เจ้าของร้านกล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่ 5 ทีไร ก็จะหันหน้าไปยังภาพถ่ายของพระองค์ ที่เสียมติดไว้กับกระจก พร้อมกับยกมือไหว้ท่วมหัวแบบคนสมัยก่อน

นี่อาจเป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ ที่พบเห็นในย่านพาหุรัด ย่านแขกซิกข์ที่อาศัยอยู่ภายในตึกอาคารที่เจ้าของร้านบอกว่า อีก 20 ปีจะครบร้อย และยังบอกว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ผู้อาศัยจึงมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอยู่ตลอดเวลา

หากคนไทยทุกคนมีความรู้สึกดีๆแบบนี้ต่อในหลวงรัชกาลปัจจุบัน ความแตกแยกก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้ ที่นับวันกลุ่มก้วนเสื้อแดงจะเหิมเกริม สร้างความน่ารำคาญให้กับชาวบ้านได้ไม่หยุดหย่อน ไม่ต่างกับพวกก้วนอันธพาลครองเมือง

เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ได้แต่เงอะๆงะๆ ไม่กล้าปราบ ไม่กล้าทำอะไรให้เด็ดขาด นึกแล้วก็ขายขี้หน้าประเทศอื่นๆ กลายเป็นขี้ปาก ให้ดูถูกดูแคลนประเทศไทยทุกครั้งที่มีชุมนุม และเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่

็ประหลาด พอไอ้เบื๊อกเสื้อแดงประกาศว่าจะมาชุมนุม บรรดารัฐมนตรีก็ต้องรีบตาลีตาเหลือกมาประชุมเพื่อให้คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในการออกประกาศ พรบ.ความมั่นคง

ประเทศอื่นที่รู้เข้าคงขำกลิ้ง ยิ่งกว่าเห็นลิงขี่คอไอ้หน้าเหลี่ยม คงนึกในใจว่า ประเทศไทยนี้ปกครองกันแบบไหน ไม่มีกฎหมายที่จะเอาผิดกับพวกที่คิดจะมาบุกทำเนียบ หรือว่าการบุกทำเนียบไม่มีระบุไว้่ในกฎมาย ดังนั้นใครจะมาบุกจะมายึดทำเนียบ ถือว่ากฎหมายเอาผิดไม่ได้ เป็นแบบนั้นหรือเปล่า

ดังนั้น ถ้าพวกเสื้อแดงมันจะมาชุมนุม ครม.ก็จะรีบแจ้นมาประชุม เพื่อประกาศ พรบ.ความมั่นคงกันที ถ้าพวกมันไม่มาก็บอกว่า โล่งอก เบาใจ พร้อมกับกล่าวชมเชยพวกเสื้อแดงว่า ไม่ทำให้บรรยากาศการลงทุนต้องเสียไป

ตกลงว่า รัฐบาลกลัวพวกเสื้อแดงจนขี้ขึ้นสมอง หรือกลัวจน ขี้หด ตดหาย กันแน่ ขณะเดียวกันกฎหมายที่ใช้กันอยู่ก็เอาผิดอะไรกับพวกนี้ไม่ได้ ดูๆแล้วคิดว่าประเทศไทยนี่มันมีอะไรเพี้ยนๆ

เราปกครองกันด้วยระบอบอะไรกันแน่

แปลกวะ




โฟโต้ออนทัวร์
10 กันยายน 2552




 
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ