สนใจภาพนี้ คลิก
 
.................................................................................................................................................................................................................................................
โฟโต้ออนทัวร์ : เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์คุณภาพ Home > City tour > Wat Cholpratan home
Articles :  Outbound tour : Portrait : City Tour : Events : Gallery : Royal Photos : Flower & Nature : Photo Service : Free Wallpaper : Today talk
.................................................................................................................................................................................................................................................
  Wat Cholpratan Rangsalit อ่าน > บทความวัดชลประทาน : แจกฟรี ภาพหลวงพ่อปัญญา : แผนที่วัดชลประทาน : รายละเอียดวัดชลประทาน
 

 

หลวงพ่อปัญญานันทะ เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2454 (ตรงกับรัชกาลที่ 6) และ เดือนพฤษภาคม 2549 ที่จะถึงนี้จะมีอายุครบ 95 ปี ตลอดชีวิตอันยาวนานของท่าน ได้สร้างคณูประการต่อวงการพุทธศาสนาอย่างมากมาย เป็นนักปาฐกถาธรรมที่ยิ่งใหญ่ของเมืองไทย เป็นผู้จุดประกายปัญญาให้เข้าถึงหลักธรรมอย่างถูกต้อง

 

ในแต่ละปีจะมีผู้สนใจเข้ามาบวชเรียนช่วงภาคฤดูร้อนกันมาก ประกอบด้วยนักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป ปี 2549 นี้มีจำนวน 107 รูป และวันอาทิตย์ที่ 9 เมษา2549 ที่ผ่านมา มีพระนวกะ(พระใหม่)ได้มานั่งรายล้อมลานธรรมเพื่อรับฟังปาฐกถา ธรรมจากหลวงพ่อปัญญาฯ และเวลาประมาณ 11.00 น. ก็จะรับบิณฑบาตจากโยมญาติและประชาชนที่มาทำบุญ

 

หลวงพ่อปัญญา ท่านสอนให้เข้าถึงถึงธรรมโดยใช้ปัญญาพิจารณา ตลอดชีวิตของท่านจะเทศนาต่อต้านมารร้ายที่หากินกับศาสนาโดย
ใช้พิธีกรรมต่างๆเพื่อดึงดูดคนเข้าวัด เป็นสิ่งที่ทำให้ชาวพุทธส่วนใหญ่งมงาย หลงทาง จนคิดว่าสิ่งนั้นเป็นของพุทธศาสนาวัดชลประทานมีพระพุทธรูป
เพียงเพื่อพอเป็นพิธี ไม่มีการจุดธูปเทียน ไม่ให้ยึดติดกับอามิสบูชาต่างๆ

 

ลานธรรมรูปวงกลมภายในวัด มีต้นแบบมาจากสวนโมกขพลาราม อ.ไชยา สุราษฏร์ธานีของท่านพุทธทาส ที่ให้การแสดงธรรมภายในวัดเป็นแบบเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติ เช่นเดียวกับสมัยพุทธกาล เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการสร้างศาลาอาคารต่างๆ และภายในวัดชลประทานจะมีอาคารเท่าที่จำเป็นแก่ศาสนกิจเท่านั้น

 

ประชาชนที่มาทำบุญในทุกวันอาทิตย์ ส่วนใหญ่จะมากันเป็นครอบครัว มีทั้งเด็กผู้ใหญ่พี่ป้า น้าอา เช่นเดียวกับสังคมในต่างจังหวัด แต่ที่วัดชลประทานจะแตกต่างจากวัดทั่วไปก็คือ ประชาชนสามารถมาตักบาตรถวายภัตราหารให้กับพระสงฆ์ในช่วงฉันฑ์เพล หรือมื้อเที่ยง ทำให้มีเวลาในการตระเตรียมอาหารมาถวายพระ และเดินทางมาที่วัด โดยไม่เร่งรีบจนเกินไป

 

พระที่บวชในช่วงฤดูร้อนจะมีกฏของทางวัด โดยให้พ่อแม่และญาติโยมมาเยี่ยมได้เฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น และในช่วงเวลาจำกัด ห้ามพูดคุยขณะฟังธรรมและฉันฑ์อาหาร วันนี้จึงเป็นวันที่มีโอกาสพบปะ ถวายภัตราหาร และสอบถามสารทุกข์สุกดิบ เป็นวันที่สร้างความปลาบปลึ้มโดยเฉพาะผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ที่มีโอกาสเห็นผ้าเหลืองของลูกชายตนเอง

 

วัดชลประทานรังสฤษฏ์ สร้างโดยกรมชลประทาน ตั้งอยู่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในปี 2530 ม.ล.ชูชาติ กำภู อธิบดีกรมชลประทานในสมัยนั้น ได้นิมนต์ท่านปัญญานันทะจากวัดอุโมงค์ จ. เชียงใหม่ มาเป็นเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นวัดสร้างใหม่ที่มีบรรยากาศร่มรื่นมีสภาพแวดล้อมที่ดี เหมาะสำหรับการศึกษาธรรมะในทุกเพศทุกวัย

 
ทั้งหมด จำนวน 80 ภาพ คลิกที่ภาพด้านบนได้เลย
 
         
คลิก ภาพพานอรามาขนาดใหญ่ 2500 pixels ต้องการภาพและบทความจากโฟโต้ออนทัวร์ไปใช้งาน อ่านที่นี่ก่อน
 
ลานฟังธรรมรูปวงกลมใต้ร่มไม้
(ไฟล์ภาพขนาด 460K อาจโหลดช้า )
ล้อมรอบด้วยพระนวกะ(พระบวชใหม่) จำนวน 107 รูป
(ไฟล์ภาพขนาด 430K อาจโหลดช้า )
วัดชลประทานรังสฤษฏ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี : หลวงพ่อปัญญานันทะ เจ้าอาวาส


                 หลายคนรู้จักหลวงพ่อปัญญา หรือท่านปัญญานันทะ เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ยังไม่เคยมาที่วัดนี้ อาจไกลไปหน่อยสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ย่านใจกลางกรุงเทพ เพราะวัดอยู่ถึงอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี แต่สำหรับผู้อาศัยอยู่แถบชานเมืองย่านเกษตร- บางเขน ก็คงจะบอกว่าไม่ไกลนัก และยิ่งปัจจุบันมีถนนตัดผ่านกันหลายสาย ก็ยิ่งทำให้จังหวัดนนทบุรีเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพไปแล้ว

ในอดีต พอถึงช่วงวันสำคัญทางศาสนาเรามักจะได้ยินเสียงของหลวงพ่อออกอากาศทางวิทยุและโทรทัศน์อยู่บ่อยๆ หรือหากช่วงใดที่มีข่าวกระทบต่อศรัทธาพระศาสนา เราก็มักจะได้ยินหลวงพ่อปัญญาออกมาเตือนสติ ชี้แนะหนทางที่ถูกต้องอยู่เสมอๆ ท่านปัญญา หรือหลวงพ่อปัญญาจึงเปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางความคิดในทางธรรม ที่สื่อมวลชนทุกแขนงมักเข้าหาท่าน ขอสัมภาษณ์ ขอคำแนะนำ ไปออกอากาศกันเป็นประจำ คำชี้แนะจากท่านปัญญา ถือเป็นสิ่งถูกต้องที่ชาวพุทธควรน้อมรับนำไปปฏิบัติ และอยู่บนพื้นฐานที่ทุกคนสามารถ คิดได้ ปฏิบัติได้

สำหรับผู้ที่เคารพนับถือพระเดชพระคุณหลวงพ่อปัญญา อาจลืมๆไปแล้วก็ได้ว่า ท่านจะมีอายุครบ 95 ปี ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2549 นี้แล้วระยะหลังๆนี้เรามักได้ยินเสียงและภาพของท่านลดน้อยลงบ้าง ก็ด้วยอายุที่มากขึ้น แต่ในด้านสุขภาพสำหรับผู้ที่มีอายุในวัยนี้ ก็ถือว่ามีพลานามัยที่สมบูรณ์ สามารถแสดงปาฐกถาธรรมในทุกวันอาทิตย์ได้เป็นปกติเหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติมาเป็นเวลาถึง 20 ปี นับจากที่ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ เมื่อปี 2530

ตลอดเวลาอันยาวนานท่านได้ทำคุณประโยชน์ต่อวงการพระพุทธศาสนาอย่างเหลือคณานับ เป็นพระนักเทศน์ที่จาริกไปในทุกที่ ตั้งแต่เหนือจรดใต้ และทุกครั้งที่ไปเทศน์ก็มักสร้างความฮือฮากับคำพูดที่ตรงไปตรงมา เพื่อให้ชาวพุทธทั้งหลายตื่นขึ้นจากความเชื่อแบบผิดๆ แม้สิ่งนั้นจะปฏิบัติมาเป็นเวลานานจนเป็นประเพณี แต่หากเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็จะเทศน์สังสอนแบบแรงๆ ซึ่งไม่เคยมีพระรูปใดที่จะกล้าพูด กล้าตำหนิ เช่นนี้มาก่อน

คำพูดของท่านเคยกระทบกระเทือนวงการสงฆ์อยู่หลายครั้ง จนกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับกลุ่มพระไม่ได้ทำหน้าที่ของพระอย่างถูกต้อง เช่นตำหนิพระสงฆ์บางรูปว่า วันๆเอาแต่นอนจำวัด ประเภท " ฉันท์เช้าแล้วเอน ฉันท์เพลแล้วนอน " ไม่ได้ทำตัวให้เป็นผู้นำจิตวิญญานให้กับชาวบ้าน เปลืองข้าวสุกข้าวสารของผู้มาทำบุญกันเปล่าๆ

หรือแม้แต่การเทศน์ออกอากาศทางวิทยุฯ ก็เคยตำหนิเรื่องโกงกินของนักการเมือง จนทำให้นายพลนายทหารที่เป็นนักการเมืองในสมัยนั้นเป็นเดือดเป็นแค้นท่านมาก ถึงกับสั่งให้ทางการตรวจสคริ๊ป(ข้อความต้นฉบับ) ก่อนออกอากาศทุกครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล เจ้าหน้าที่รายงานว่าท่านเทศน์สด โดยไม่มีสคริ๊ป จึงไม่สามารถตรวจสอบได้

" ตายแล้วไปไหน " เป็นคำถามยอดฮิต ที่มักมีผู้ถามท่านหลายครั้งหลายครา ที่มีการบรรยายธรรมตามสถานที่ต่างๆ

" ตายแล้วไปป่าช้า" เป็นคำตอบของหลวงพ่อที่เรียกเสียงฮาได้ทุกที่ ท่านบอกว่า ตายแล้วไปไหน ไม่ต้องไปสนใจมัน แต่ให้สนใจปัจจุบันว่าทำตัวดีแต่ไหน ทำความดีเสียในขณะนี้ ตายแล้วก็จะไปดีเอง

หลวงพ่อปัญญา เดิมชื่อปั่น เป็นคนใต้อยู่จังหวัดพัทลุง และเป็นลูกชาวนา เคยเป็นกรรมกรเหมืองแร่ที่ภูเก็ต แต่ด้วยที่เป็นคนพูดเก่ง ชอบเล่าเรื่องราวต่างๆ จนเป็นที่ถูกใจคนงานด้วยกัน ทำให้คนงานอาสาทำงานแทนเพื่อแลกกับการได้ฟังเรื่องเล่าสนุกๆ จึงไม่ต้องทำงานหนักเหมือนคนอื่น

ชีวิตสมณเพศเริ่มต้นเป็นสามเณรปั่น เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2472 จากนั้นก็สร้างชื่อเสียงด้วยการสอบเป็นนักธรรมตรีได้เป็นที่ 1 ของมณฑลภูเก็ต และได้รับรางวัลการใช้ภาษาไทยดีเยี่ยม

ชีวิตการเป็นพระนักเทศน์เริ่มต้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ชื่อเสียงก็ยังไม่ขจรขจายไปไกลนัก หลายคนก็ยังไม่รู้จักพระปั่น อันเนื่องมาจากยุคนั้นการเผยแพร่ข่าวสารต่างๆยังอยู่ในวงจำกัด พระปั่นจึงโด่งดังเฉพาะในพื้นที่ และที่เป็นข่าวฮือฮามากในเวลานั้นก็คือ ท่านได้เทศน์ หรือ แสดงปาฐกถาธรรมด้วยการยืนพูดบนม้านั่ง ที่บริเวณหลังสถานีรถไฟนครศรีธรรมราชในวันที่ท่านเดินทางเข้ากรุงเทพเพื่อไปเผยแพร่ธรรมะยังต่างประเทศ ร่วมกับพระอีกประมาณ 40 รูป พร้อมกับพระโลกนาถซึ่งเป็นพระชาวอิตาลีที่บวชในเมืองไทย และเป็นต้นคิดโครงการนี้

ประชาชนที่ทราบข่าวต่างก็มาส่งท่านและแสดงความยินดี พร้อมกับบริจาคเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพราะเป็นครั้งแรกที่พระสงฆ์ไทยจะออกเผยแพร่ยังต่างประเทศด้วยการเดินเท้าจากกรุงเทพ ขึ้นเหนือ และผ่านออกไปทางประเทศพม่า การเทศน์ที่สถานีรถไฟในครั้งนั้นถือว่าเป็นการยืนเทศน์ครั้งแรกของพระสงฆ์ไทยเลยทีเดียว

การยืนพูดของท่านปัญญาหลายครั้งหลายครา ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์์อย่างกว้างขวางจากวงการสงฆ์ว่าไม่เหมาะสมไม่สำรวม เป็นพระต้องนั่งเทศน์ ไม่ไช่ยืนเทศน์ หรือบางครั้งก็ถูกชาวบ้านนินทาว่าไม่ได้เทศน์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะไม่ได้อ่านจากใบลาน แต่เรื่องนี้ก็ได้รับการยอมรับในต่อๆมา เพราะมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ และพระรูปอื่นๆก็ยืนเทศน์ในลักษณะเดียวกัน

ท่านปัญญาได้พบปะกับท่านพุทธทาสในเวลาต่อมา และจำพรรษาที่สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา เป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี และที่นี่ท่านพุทธทาส ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นพระผู้พี่ ได้ชี้แนะท่านปัญญาให้เรียน " เปรียญธรรม " เพื่อเรียนรู้ภาษาบาลี จึงทำให้ท่านต้องเดินทางเข้ากรุงเทพ เพื่อศึกษาในระดับที่สูงขึ้น สาเหตุที่ท่านพุทธทาส แนะนำให้เรียนบาลีนั้นก็เพราะต้องการให้ท่านปัญญาเข้าใจพระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลี ที่ถือว่าเป็นเนื้อแท้ หรือเป็นคำสอนต้นฉบับ การยึดถือพระไตรปิฎกฉบับแปลนั้นอาจทำให้ความหมายเดิมคลาดเคลื่อนไปจากความเดิม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวพุทธทั่วไปยังไม่เข้าใจพุทธศาสนาที่ถูกต้อง

เช่น คำว่า "ภพ-ชาติ"

หลายคนเข้าใจว่า เป็นการเกิด-ดับ ของชีวิต เช่นคนคนหนึ่งมีชีวิตเกิดมาจากท้องแม่ แล้วตายไป เรียกรอบของชีวิตนี้ว่า 1ชาติ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจในทำนองนี้ แต่ท่านพุทธทาสให้ความหมายว่า เป็นการเกิด ดับ ของอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น หรือตัวทุกข์ เช่นคนเราเมื่อเกิดอารมณ์โมโห ก็คือการเกิดกิเลส(ทุกข์เกิด) และเมื่อความโมโหนั้นหมดไป กิเลสที่เกิดขึ้นนั้นก็หยุดลง(ทุกข์ดับ) หากคนเราโมโหวันละหลายๆครั้ง ก็จะ เกิด ภพ-ชาติ หลายครั้ง และในหนึ่งรอบชีวิตของมนุษย์ก็จะเกิด ภพ-ชาติ กันนับไม่ถ้วน นับหมื่น นับแสน นับล้าน หรือ ชัวกัปป์ ชั่วกัลป์ ดังนั้นที่กล่าวว่า การเวียนว่ายตายเกิด หลายภพหลายชาติ ก็ไม่ใช่สิ่งยาวไกล เหมือนที่หลายคนเข้าใจ เป็นการเกิด-ดับ ของอุปาทาน ที่เราปรุงแต่งขึ้นมาแต่ละครั้งนั่นเอง

ท่านพุทธทาสและท่านปัญญาเปรียบเหมือนสหายธรรมิก หรือเพื่อนผู้ที่อยู่ในธรรมโดยชอบ นับถือกันเหมือนพี่น้อง และต่างคนต่างก็มีความปราดเปรื่องคนละด้าน ท่านพุทธทาสเปรียบเหมือนผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก ตีแผ่ประไตรปิฎกอย่างตรงไปตรงมา ไม่ก่อให้เกิดการหลงผิดและเชื่อผิดๆเหมือนที่ผ่านมา ท่านได้นำหลักคิดในพุทธศาสนานิกาย "เซน" จากจีนและญี่ปุ่น มาประยุกต์ใช้กับการสอนของท่าน ก่อให้เกิดแนวร่วมในระดับปัญญาชนอย่างกว้างขวาง

หนังสือที่ท่านพุทธทาสแปลมาจากหนังสือเกี่ยวกับ เซน มีหลายเล่ม เช่นสูตรของเวยหล่าง, คำสอนของฮวงโป , รินไซ อาจารย์เซน ฯลฯ นอกจากนี้ก็มีภาพเขียนธรรมะปรัญชา ที่ให้ใช้ปัญญาคบคิด อันเป็นแนวทางเข้าถึงธรรมะแบบเซน ที่ท่านพุทธทาสนำมาเผยแพร่ และท่านยังได้สร้างอาคารจัดแสดงภาพเขียนไว้ที่โรงมหรสพทางวิญญาณ อยู่ที่สวนโมกข์ อ. ไชยา ซึ่งเป็นสถานที่แสดงธรรมด้วยภาพเขียน โดยจะมีพระผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาช่วยอธิบายขยายความให้กับผู้เข้าชม

จากการศึกษา เซน และนำมาเผยแพร่เป็นครั้งแรกในเมืองไทยของท่านพุทธทาสนี้ ก่อให้เกิดการแส เซน ในบ้านเราอย่างกว้างขวาง มีผู้แปลเรื่องราวเกี่ยวกับ เซน เป็นหนังสือพ๊อกเก็ตบุ๊ค ตามมาอีกมากมาย และเรื่องที่โด่งดังเป็นที่รู้จักกันมาก ก็ได้แก่เรื่อง " น้ำชาล้นถ้วย " เป็นการพบกันระหว่างปราชญ์ของเซน กับ นักวิทยาศาสตร์ทางโลกที่ยึดถือในกฏทางวิทยาศาสตร์ ทำนองเดียวกับเรื่องที่เคยเกิดขึ้นที่เมืองไทยระหว่างท่านพุทธทาส กับ ท่านอาจารย์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่สังคมยกย่องว่าเป็น นักปราชญ์แห่งเมืองสยาม ทั้งสองท่านเคยแสดงทัศนะในเรื่องของ " จิตว่าง " ที่ฝ่ายหลังเห็นว่าจิตมนุษย์นั้นไม่ว่าง ซึ่งการแสดงทัศนะที่แตกต่างกัน หรือที่เรียกกันว่า"วิวาทะ" ในครั้งนั้น ้สร้างความฮือฮาเป็นอันมากที่ ปราชญ์นามกระเดื่องทั้งสองท่าน มีความเห็นในทางธรรมที่แตกต่างกัน

ส่วนท่านปัญญา มีความปราดเปรื่องในการเทศน์ โดยท่านจะใช้คำพูดแบบเรียบง่าย เข้าใจง่าย ไม่อ้างคำบาลีมากมายจนเข้าใจยาก และฟังไม่รู้เรื่อง ท่านเป็นผู้ที่มีวาทะศิลป์เป็นเลิศ อธิบายหลักธรรมให้คนทั่วไปเข้าใจอย่างง่ายๆ บางครั้งก็พูดติดตลกที่เรียกเสียงฮาได้ทั้งห้องประชุม เป็นพระที่ต่อต้านการนำศาสนามาหากิน หลวงลวง ชวนเชื่อให้งมงาย ทุกครั้งที่แสดงปาฐกถาธรรมในสถานที่ต่างๆจะมีประชาชนเข้าฟังเป็นจำนวนมาก วิธีการของท่านก็คือจะไปบรรยายธรรมตามหอประชุมต่างๆตามคำเชิญ เช่นศาลาธรรม สถานที่ราชการ และโรงเรียนต่างๆแทนการให้มา นั่งฟังกันที่วัด ตามรูปแบบเดิมๆที่เคยปฏิบัติกันมา

ปี พ.ศ. 2492 หลวงพ่อปัญญาได้เดินทางไปจำพรรษาที่จังหวัดเชียงใหม่ ตามคำร้องขอของท่านพุทธทาส และตามคำเชิญจากเจ้าชื่น สิโรรสที่ขอร้องให้ท่านพุทธทาสช่วยหาพระเก่งๆไปฟื้นฟูกิจการด้านศาสนา ซึ่งขณะนั้นเชียงใหม่กำลังเจริญรุดหน้าเป็นอันมาก

ที่เชียงใหม่ หลวงพ่อจำพรรษาอยู่วัดอุโมงค์ บริเวณเชิงดอยสุเทพ ติดกับมหาวิทยาลัยเขียงใหม่ ตลอดระยะเวลาที่อยู่เชียงใหม่ ท่านได้รับกิจนิมนต์ให้ไปเทศนาทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดต่างๆทางภาคเหนืออย่างไม่ว่างเว้น ทำให้ชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปทั่วทั้งภาคเหนือ การเทศน์ของท่านที่ำเป็นรูปแบบใหม่ด้วยการยืนเทศน์บนแท่นพูด ทำให้สะดวกต่อเจ้าภาพที่นิมนต์ให้ท่านมาบรรยาย ขอเพียงมีแท่นพูด ไมโครโฟน และน้ำดิ่ม เท่านั้นก็พอ

ชื่อเสียงของท่านก็เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะพระนักเทศน์ฝีปากกล้าที่มีชื่อว่า " ปัญญานันทะภิกขุ " หรือฉายานักรบแห่งกองทัพธรรม ที่กล้าฟาดฟันอวิชชา และความเชื่อแบบผิดๆ ที่เกาะแน่นฝังใจชาวพุทธมานาน ทำให้เกิดการตื่นตัวของผู้คนทางภาคเหนือ ทั้งในถิ่นกันดาร ชาวเขา และตามเมืองใหญ่ๆ

และจากการเป็นพระนักเทศแนวใหม่นี้ ทำให้เป็นที่รู้จักกับพระชั้นผู้ใหญ่ที่มีแนวคิดตรงกัน จนมีคำเชิญให้ท่านมาแสดงธรรมที่กรุงเทพอยู่หลายครั้ง

พ.ศ.2530 ม.ล.ชูชาติ กำภู อธิบดีกรมชลประทานในขณะนั้น ได้นิมนต์หลวงพ่อปัญญานันทะ จากวัดอุโมงค์ เชียงใหม่ ให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นวัดสร้างใหม่ และมีสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่น

รวมระยะเวลาที่จำพรรษาอยู่วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลานานถึง 38 ปี

เมื่อหลวงพ่อปัญญาได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดชลประทาน ก็มีโอกาสใกล้ชิดกับชาวกรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียง ทำให้วัดชลประทานเป็นที่รู้จักและมีผู้มาวัดกันมากขึ้น โดยเฉพาะในวันอาทิตย์จะมีการแสดงธรรมจากหลวงพ่อในตอนเช้า และตักบาตรในเวลาประมาณ 10 - 11โมง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สืบเนื่องติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน จนถึงปัจจุบันนี้ก็เป็นเวลาถึง 20 ปีแล้ว

วัดชลประทาน นอกจากจะเป็นวัดตัวอย่างในเรื่องของการเทศน์ การสั่งสอน รวมทั้งกิจกรรมต่างๆทางศาสนาแล้ว ก็ยังเป็นวัดตัวอย่างของผู้มาบวช โดยทางวัดจะมีการทดสอบความตั้งใจด้วยการให้ไปฝึกท่องภาษาบาลีเพื่อใช้ในพิธีบวช หากท่องไม่ได้ก็จะไม่รับเข้าบวช หรือใครที่ติดบุหรี่ ก็จะไม่รับบวชให้เช่นกัน หรือแม้กระทั้งการจัดพิธีฌาปนกิจ ที่หากใครพูดคุยกันขณะสวดพระอภิธรรม หลวงพ่อท่านก็เทศนาสั่งสอนผ่านไมโครโฟนจนเป็นที่อับอายกันมาแล้วหลายราย จึงเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าหากมาที่วัดชลประทานแล้วก็อย่าคิดทำอะไรๆในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรเหมือนที่เคยทำๆกันมา

วัดชลประทานอาจถือเป็นวัดแรกที่มีการตักบาตรอาหารคาวหวานกันในเวลาเพล หรือช่วงมื้อเที่ยงในทุกวันอาทิตย์ ที่เมื่อก่อนนี้ทางวัดใช้คำว่า"ตักบาตรสาธิต" เริ่มจากตอนเช้าเวลาประมาณ 9.30 น. จะมีการบรรยายธรรมโดยท่านปัญญานันทะภายในห้องประชุม โดยจะเปิดกระจายเสียงไปรอบพื้นที่ภายในวัด จากนั้นเวลาประมาณ 10.30 น. ก็จะมีพิธีตักบาตรที่ลานธรรม ภายใต้ต้นไม้ที่ร่มรื่น

ในขณะที่พระกำลังฉันท์อยู่นั้น ก็จะให้ทุกคนสวดมนต์โดยทางวัดมีหนังสือไว้บริการ และจะสวดในบทต่างๆ ไปเรื่อยๆจนกว่าพระจะฉันท์เสร็จ จากนั้นก็รับศีลรับพร เป็นอันจบพิธี

อยากจะบอกว่า หากต้องการทำบุญตักบาตรด้วยอาหารหวานคาว และไม่สะดวกที่จะไปวัดอื่นๆแล้ว ก็ขอเชิญชวนให้มาวัดชลประทานเพราะไม่ต้องเร่งรีบตระเตรียมอาหาร หรือเร่งรีบเดินทางจนเกินไป มาแบบสบายๆ ถึงวัดในเวลา ประมาณ 10.30 น. ก็ยังตักบาตรได้ทัน หรือหากมาก่อนเวลาก็ยังมีเวลาฟังธรรมจากหลวงพ่อปัญญา


เวปมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
23 เมษายน 2549


(ภาพทั้งหมดถ่ายด้วยกล้อง sony digital หากต้องการเห็นบรรยากาศ ลานธรรมมุมกว้าง แบบพานอรามา ให้เลื่อนดูได้จากด้านบน)


หมายเหตุ : ภาพและบทความในชุด ทำบุญที่วัดชลประทานฯ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ สามารถ Copy ไปใช้งานได้ ตามเงื่อนไขนี้
และหากต้องการภาพ Graphic ของหลวงพ่อ (ตามที่เห็นอยู่ด้านบน) คลิกเลือกขนาดภาพได้ที่ข้างล่างนี้



ฟรีภาพหลวงพ่อปัญญา


size 1024*768 , 800*600


โฟโต้ออนทัวร์ แจกฟรีภาพวอลเปเปอร์ /ส.ค.ส. /ภาพในหลวง/ภาพระบรมวงศานุวงศ์ / ภาพวิวทิวทัศน์/ภาพดอกไม้ / ฯลฯ สนใจ คลิก
สนใจดูภาพสวยๆและเรื่องราวของวัดต่างๆในเมืองไทยที่เราได้ไปเที่ยว ที่นี่เลย

............................................................................................................................................................................................

แผนที่วัดชลประทาน โดยสังเขป
   
 
  www.photoontour.com copyright © 2009 www.photoontour.com, All rights reserved   
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------