ขุนอิน
อินคอนเสิร์ต
ความนิยมชมชอบเสียงระนาดเอกจากภาพยนต์เรื่องโหมโรง คงเป็นกระแสต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
และน่าจะ
เป็นความรู้สึกพอใจให้กับผู้ที่อยู่ในแวดวงดนตรีไทย ที่หลายคนต่างหันมาให้ความสนใจดนตรีไทยกันมาก
แม้แต่
เยาวชนก็มีความตื่นตัวไม่น้อย พ่อแม่ที่หวังให้บุตรหลานมีโอกาสซึบซับความเป็นไทย
ก็ถือโอกาสใช้เสียงระนาด
จากภาพยนต์ เป็นตัวกระตุ้นให้เด็กๆหันมาสนใจกันมากขึ้น
ผลพวงจากภาพยนต์ก็ทำให้หลายคนอยากฟังเสียงระนาดกันมาก โดยเฉพาะอยากดูขุนอินมาเดี่ยวระนาดให้ฟัง
แต่จนแล้วจนรอดก็ยังหาโอกาสฟังสดๆไม่ได้ กระทั่งได้ทราบข่าวการแสดงเดี่ยวระนาดโดยณรงค์ฤทธิ์
โตสง่า
หรือขุนอิน ที่จะมาเล่นจริง บรรเลงกันสดๆ ที่หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต
โดยบริษัทไพซิสมิวซิคเป็นเจ้าภาพ
บริษัทไพซิสมิวสิค จำกัด เป็นสถาบันเอกชนที่ให้การสนับสนุนดนตรีไทยมาเป็นเวลายาวนานถึง
17 ปี ก่อตั้งเมื่อ
ปี 2530 มีนโยบายส่งเสริมนักดนตรีไทยให้มีโอกาสเผยแพร่ในต่างประเทศ
เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และความสำเร็จ
ของวงดนตรีไทย และนักดนตรีไทยหลายคน อาทิ วงบอยไทย ที่ประสพความสำเร็จจนโด่งดัง
โดยมี ณรงค์ฤทธิ์
โตสง่า หรือขุนอิน เป็นศิลปินรับเชิญ
ขุนอิน อินคอนเสิร์ต เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัทไพซิสมิวสิค
และเมืองไทยประกันชีวิต จัดแสดงระนาดเอก
โดยมีขุนอิน จากภาพยนต์เรื่องโหมโรงเป็นตัวชูโรง ร่วมกับวงดนตรีไทยแนวประยุกต์
เช่นวงบางกอกอะคูสติค
ที่ปัจจุบัน ณรงค์ฤทธิ์ โตสว่างเป็นผู้ควบคุม นอกจากนี้ยังมีนักดนตรีจากวงบอยไทยมาร่วมเสริม
ส่วนนักดนตรีไทย
ก็มาจากคณะศิษย์สุพจน์ โตสง่า
นับว่าการแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนี้มีความหลากหลายที่น่าสนใจไม่น้อย
่
หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต ถนนรัชดาภิเษก จุได้เพียงห้าร้อยกว่าที่นั่ง
ขายบัตรได้หมดเกลี้ยง และยังมี
บางส่วนที่ผิดหวัง ไม่สามารถซื้อบัตรได้ทัน ซึ่งน่าจะเป็นปรากฏการณ์ไม่ต่างกับภาพยนต์
ที่ผู้จัดก็คาดไม่ถึงว่า
จะได้รับความสนใจมากมายเพียงนี้
ภาพยนต์เรื่องโหมโรงได้ลาโรงไปหลายวันแล้ว แต่เสียงระนาดเอกน่าจะยังก้องกังวานอยู่ในความรู้สึกของผู้ชม
เสียงรัวระนาดได้กลายเป็นเสียงยอดฮิตที่หลายต่อหลายวงการนำเอาไปเป็นสื่อเพื่อเรียกความสนใจ
ไม่พ้นแม้
้กระทั่งงานมอเตอร์โชว์ที่พึ่งผ่านไปไม่นานนี้ ที่บูธของกลุ่มุธุรกิจไทเกอร์นำเอาดนตรีไทยมารัวระนาดเปิดเวที
ทำเอาหลายคนต้องหันมามอง และสงสัยว่าขุนอินมาเองหรือเปล่า
หรือแม้แต่รายการโทรทัศน์ก็มีการสอดแทรก
เสียงระนาดไว้ในรายการ
ขุนอิน จากภาพยนต์ที่ต่อกรกับนายศรจนผ่านแพ้ แต่นอกโรงแล้ว
ขุนอิน กลับโด่งดังและมีผู้กล่าวถึงมากกว่า
พระเอกตัวจริงเสียอีก เพราะหลายคนทราบดีว่า เสียงระนาดที่ฟังจนจับจิตนั้น
แท้จริงแล้วเป็นฝีมือระนาดจาก
ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า หรือขุนอิน นั่นเอง ซึ่งเป็นลูกชายครูสุพจน์
โตสง่า เจ้าของฉายา ระนาดน้ำค้าง ต้นตำรับ
ฝึกระนาดกลางสนามหญ้าท่ามกลางหยาดน้ำค้างที่มีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้ามืด
ไม่ผิดหวังเลยสำหรับผู้ที่เข้าชมคอนเสิร์ตครังนี้ ขุนอินได้รัวระนาดเอกได้อย่างประทับใจ
ทั้งอ่อนหวานและดุดัน
อย่างชนิดหาตัวจับยาก ยิ่งเป็นตอนที่รัวได้ละเอียดยิบ
ก็อดนึกถึงฉากประชันในภาพยนต์ไม่ได้ แต่ของจริงที่เล่น
กันสดๆนี้ ผู้ชมได้ดูได้ฟังกันอย่างจุใจ ตามเนื้อเพลงและเต็มรูปแบบที่ไม่ได้ถูกตัดทอนเหมือนในภาพยนต์
เมื่อเล่นจบในแต่ละเพลงก็จะได้รับเสียงปรบมืออย่างล้นหลาม
นอกจากจะได้ฟังเสียงระนาดจากขุนอินแล้ว ยังได้ฟังการประชันฝีมือระนาดเอก
จากศิษย์สำนักสุพจน์ โตสง่า
ซึ่งปัจจุบันอยู่ในการดูแลของณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า หากใครได้เห็นการประชันครั้งนี้ก็คงยอมรับในฝีไม้ลายมือของ
นักระนาดของศิษย์ของสำนักนี้กันทุกคน บางคนก็เป็นถึงระดับแชมป์หลายสมัย
บางคนก็ยังเป็นเด็กนักเรียนมัธยม
อายุเพียงแค่ 14 ปี แต่ฝีมือก็ส่อแวว มองเห็นอนาคตที่สดใสไม่แพ้รุ่นพี่ๆ
เชื่อว่าหลายคนคงมีโอกาสนั่งฟังดนตรีไทยแบบตั้งใจเป็นครั้งแรกในชีวิต
บางคนพากันมาแบบครอบครัวใหญ่ ตั้งแต่รุ่นหลานไปจนถึงรุ่นคุณปู่คุณย่า
แทบไม่น่าเชื่อว่าคนต่างวัยจะมีความชอบความพอใจในดนตรีไทยไม่แตก
ต่างกัน ทุกคนตั้งใจมาฟังการรัวระนาดจากขุนอิน เหมือนกับที่ได้ฟังมาจากภาพยนต์โหมโรง
และหลายคนก็อยาก
เห็นขุนอินตัวจริง
ขุนอินบนเวทีกับขุนอินในภาพยนต์ ดูไม่แตกต่างในบุคคลิค
ในหนังเป็นแบบไหนของจริงก็เป็นแบบนั้น ตั้งแต่
เสื้อผ้าสีออกดำ ฝีมือระนาดอันดุดันที่พระเอกนายศร (โอ
อนุชิต) ยังต้องนอนฝันร้าย นอกจากนี้ในภาพยนต์
์ก็ไม่มีบทพูดของของขุนอิน ของจริงขุนอินก็พูดน้อยอีกเช่นกัน
โดนพิธีกรซักไซ้ให้พูด แต่ขุนอินก็ยังรักษาฟอร์ม
ของตนเองอยู่ดี
่คอนเสิร์ตอาจมีเวลาอาจน้อยไปนิด แค่ประมาณสองชั่วโมงเศษ
แต่ทุกนาทีก็อัดแน่นไปด้วยเนื้อหา ที่ได้เห็นการ
บรรเลงดนตรีไทยหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การโชว์ฝีมือระนาดโดยขุนอิน
การเดี่ยวระนาดสองราง การเดี๋ยว
ระนาดสี่รางโดยใช้ผู้ตีระนาดสี่คน การสาธิตประชันวงดนตรีสองวงเหมือนฉากสำคัญในภาพยนต์
การผสม
ผสานดนตรีไทยกับเครื่องดนตรีสากลแบบประยุกต์ ร่วมกับวงบอยไทยและวงบางกอกอะคูสติค
ที่ให้ความรู้สึก
สนุกครื้นเครงในแนวสากลแต่ยังมีกลื่นอายของคำว่าดนตรีไทย
และที่หลายคนรอคอยก็คือ ได้ฟังการบรรเลงระนาดเอกจาก โอ
อนุชิต พระเอกจากภาพยนต์เรื่องโหมโรง ที่เล่น
เป็นบทนายศร วันนี้ทำเอาสาวๆนั่งไม่ติด ต้องออกมาถ่ายภาพขณะเล่นกันถึงขอบเวที
และบางคนก็มอบช่อดอกไม้
้พร้อมส่งรอยยิ้มหวานๆให้กับพระเอกหนุ่มไว้เก็บไปคิด
เอาใจสาวๆไปแล้ว ผู้จัดยังใจดี หาดาราสาวมาเอาใจหนุ่มไทยให้หัวใจเบิกบาน
ด้วยแขกรับเชิญ ปัทมวรรณ
เค้ามูลคดี ลูกสาวคนสวยของ รอง เค้ามูลคดี มาขับกล่อมเพลงไทยแบบซึ้งๆ
ที่ทำเอาหนุ่มไทยหัวใจเกินร้อย
พลอยเคลื้มไปกับเสียงใสๆอันไพเราะของดาราสาวผู้นี้ หลายคนชมเปาะว่าทั้งสวยและเสียงดี
ขุนอินในวันนี้ ทำเอาผู้ชมทึ่งในฝีมือกันทั้งหอประชุม
ดังนั้นเมื่อการแสดงเสร็จสิ้นจึงถูกตามล่าลายเซ็นต์และถูก
ถ่ายภาพกันอยู่เป็นเวลานานจากแฟนเพลงรุ่นลูก รุ่นพ่อ ไปจนถึงรุ่นปู่รุ่นย่า
เป็นปรากฏการณ์ที่แทบจะเรียกได้ว่า
ไม่เคยพบเห็นเช่นนี้มาก่อน หลายคนเตรียมช่อดอกไม้ช่อใหญ่เพื่อมอบเป็นกำลังใจให้กับขุนอินเป็นการเฉพาะ
หลายคนกล่าวว่า หากมีการจัดคอนเสิร์ตขุนอินขึ้นอีก ก็คงต้องติดตามไปฟังกันอีกแน่นอน
และเห็นที่หอประชุม
ที่นี่คงรับไม่อยู่แน่
ดูแต่ภาพแต่ไม่มีโอกาสฟังเสียงระนาด อาจขาดอรรถรสไปหน่อย
หากใครต้องการฟังเสียงระนาดจากขุนอิน
หรือจากวงบอยไทยในชุดอัลบั้มต่างๆแล้ว ติดต่อได้ที่บริษัทไพซิสมิวสิค
จำกัด โทร 02-2340147 ซึ่งขณะนี้มี
ทั้ง CD เพลง และ VCD จากการแสดงคอนเสิร์ต
ว่าด้วยการถ่ายภาพ
วันนี้ผมพามาฟังดนตรี แทนการพาเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ
เหมือนที่เคยพาไป ทั้งนี้ก็เพราะภาพถ่ายนั่นแหละครับ
ที่ถูกบังคับขู่เข็ญให้มาให้ได้ มาฟังดนตรีด้วยและมาถ่ายภาพด้วย
รู้ทั้งรู้ว่าคงไม่สะดวกนัก เพราะถ่ายภาพบนเวที
นี้มันยากไม่เบาอยู่ แสงก็น้อย ใช้แฟลชก็ไม่ได้ จะเที่ยวเดินเพ่นพ่านก็ดูจะน่าเกลียดและเสียมารยาท
แต่ก็นั้นแหละครับ พกกล้องมาด้วยเผื่อฟลุ๊กๆอาจพอมีช่องทางถ่ายภาพได้บ้าง
พอเอาจริงๆเข้าก็รู้ตัวว่างานนี้คง
ฟาล์วแน่ เพราะที่นั่งดันไปอยู่ปีกขวาสุดชิดกำแพง พอมีมุมถ่ายอยู่บ้างแต่ก็เป็นมุมด้านข้างที่ไม่ค่อยจะดีนัก
พอดนตรีเริ่มก็รู้เลยว่าบนเวทีนั้น แสงไม่พอแน่
แสงที่ส่องหน้าเวทีค่อนข้างน้อย ไม่สว่างเหมือนเวทีอื่นๆทั่วไป
ก็คงต้องรอช่วงเวลาที่สปอตไลท์สาดแสงมาเป็นระยะๆ แต่เอาจริงเข้า
แสงก็น้อยอยู่ดี จึงเลยตามเลย ถ่ายเท่าที่ได้
งานนี้ใช้ฟิล์มสีฟูจิ ISO 400 เป็นหลัก มีสไลด์สำรองไว้จำนวนหนึ่ง
ISO 200 และ 400 คอยเป็นตัวสำรอง
บางช่วงบางจังหวะก็ต้องทำตัวเป็นหนู ก้มๆตัววิ่งผ่านข้างล่างหน้าเวทีไปอีกฝากหนึ่ง
เพื่อเก็บภาพมุมตรงกันข้าม
บางภาพก็ต้องพึ่งเลนส์ 50 มม. หน้ากล้อง 1.4 แต่ส่วนใหญ่จะใช้เลนส์
75 -300 มม. เพราะอยู่ไกล เลนส์ตัวนี้
ช่างภาพส่วนใหญ่ไม่มีใครใช้ เพราะเป็นเลนส์ราคาถูกเหมาะสำหรับช่างภาพสมัครเล่น
ถ่ายในที่มึดไม่ค่อยได้
และไวแสงต่ำ และก็จริงอย่างว่า วัดแสงแทบไม่ได้เลยจริงๆ
ก็ช่างมันแค่ไหนแค่นั้น โดยถือคติ ดีบ้างเสียบ้าง
ช่างหัวมัน อย่าจริงจังกับมันนัก
ข้อมูลการถ่ายภาพ
กล้อง FE2 สำหรับภาพสี ,Nikon F90 สำหรับภาพสไลด์
ฟิล์มสีฟูจิ ISO 400, สไลด์โกดัก 400 ,สไลด์ fuji 200,
และ push 200 ไปที่ 800
เลนส์ 75-300 เป็นหลักเพราะระยะไกลมาก , 50 มม.ในบางภาพ
และในภาพชุด โออนุชิต ที่ยืนถ่ายถึงขอบเวที
เลนส์ 28-70 สำหรับภาพมุมกว้างและภาพทั่วไปที่ใช้แฟลชหลังจบการแสดง
การถ่ายภาพชุดนี้ไม่มีการใช้ขาตั้งกล้อง
เวปมาสเตอร์
5 พค.2547