ภาพน้ำท่วมบริเวณท่าน้ำนนท์
(บันทึกภาพเมื่อวันที่ 21 ตค.54)
กรุงเทพฯในเวลานี้กำลังโกลาหลในเรื่องน้ำท่วม เพราะปริมาณน้ำมันมหาศาลชนิดที่เอาไม่อยู่ และหากติดตามข่าวมาเป็นระยะๆก็จะเห็นว่า รัฐบาลไม่สามารถต้านน้ำได้แม้แต่จุดเดียว แม้แต่คำพูดของ ผู้ว่า กทม.ก็เชื่อถือไม่ได้ น้ำทะลุทะลวงจนเข้ามาถึงกรุงเทพชั้นในแล้ว
เมิ่อวานนี้มีข่าวกำลังวางแผนป้องกันพระตำหนักสวนจิตรลดา หรือวังสวนจิตร ซึ่งหากมีแนวกำแพงตรงจุดดนี้เมื่อไหรก็คงจะเป็นข่าวไปทั่วโลก เพราะขนาดพระราชวังของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็อาจไม่รอดวิกฤติภัยในครั้งนี้
หากพระราชวังที่อยู่ใจกลางกรุงเทพมีน้ำล้อมรอบเหมือนกับที่อื่นๆ บ้านเรือนของประชาชนคงไม่ต้องพูดกัน
ดังนั้นใครที่วิตกทุกข์ร้อนเรื่องน้ำก็น่าจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ว่าเกิดมาชาตินี้ได้มีโอกาสเห็นน้ำท่วมกรุงเทพครั้งสำคัญเป็นครั้งแรก ดังนั้นจึงควรนั่งเฝ้านอนเฝ้าว่า เมื่อไหร่มันจะมา
คงไม่บ่อยที่เมืองไทยจะเจอแบบนี้ และเพื่อเป็นการคลายเครียด เพราะไหนๆน้ำกำลังจะท่วมอยู่แล้ว เรามาตื่นเต้นดีใจกันดีกว่า ว่าเป็นบุญวาสนาของเราจริงๆ เกิดมาชาติไหนๆก็ไม่โชคดีเท่าชาตินี้
ทรัพย์สินที่เสียหายก็ถือเสียว่าเป็นของนอกกาย ไม่ยึดติด มีเกิด มีดับ และต้องจมน้ำ
คิดเสียว่า มันเป็นไปตามกฏของธรรมชาติ
รักษาไว้อย่างเดียวคือเรื่องจิตใจ พยายามนิ่งเสีย ไม่ควรวิตกไปกับมันให้มากนักและ อย่าคิดมากจนเกิดความทุกข์ คิดมากไปก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด
เพื่อนร่วมชะตากรรมกับเราแบบนี้มีอยู่ทั่วโลก ไม่ปีนี้ก็ปีหน้า ไม่วันนี้ก็วันหน้า หากพิจารณากันให้ดีก็จะเห็นมีข่าวจากต่างประเทศกันเป็นประจำ และเราก็นั่งดูข่าวกันต่างประเทศกันเพลินๆ โดยไม่ค่อยวิตกทุกข์ร้อนไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากนักเพราะมันไม่ได้เกิดในบ้านเรา
เราเสียอีกที่อาจโชคดีกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีผู้เสียชีวิตไม่มากนักหากเทียบกับอีกหลายๆประเทศ ของเรายังดีที่น้ำค่อยๆมา และมาแบบรู้ล่วงหน้า ผิดกับอีกหลายประเทศที่มันมาโครมเดียวจนพินาศย่อยยับ ไม่มีการประกาศเตือนใดๆทั้งสิ้น
คิดมาก วิตกมาก ก็ทุกข์ใจเปล่าๆ
ความทุกข์มันเป็นของที่อยู่คู่กับมนุษย์ทุกคน ต่างกันตรงที่ใครจะหยิบมันมาไว้กับตัวเท่านั้นเอง
ใครหยิบก็เป็นทุกข์ ใครไม่หยิบก็ไม่ทุกข์ นี่เป็นสัจจธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไว้มาสองพันกว่าปีแล้ว จะพิสูจน์กันกี่ครั้ง มันก็จะเป็นความจริงอยู่เช่นนั้น
นี่คือความจริงที่แน่เสียยิ่งกว่าความจริงอื่นใด
สรุปว่าต้องทำใจกับเหตุการณ์ พร้อมกับเฝ้าติดตามข่าวอย่างมีสติ ดูข่าวน้ำท่วมในบ้านเรา ก็คิดเสียว่ามันเป็นข่าวจากต่างประเทศ ที่เกิดขึ้นในประเทศอเมริกาโน่น
ก็เพราะมันเป็นประเทศเรา มันเป็นบ้านของเรา มันเป็นตัวเรา เราจึงวิตกกังวลกับมัน
นี่ไง...ตัวกู ของกู ที่ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้
ใครอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสแล้วไม่เข้าใจเรื่องตัวกูของกู ก็อาศัยเหตุการณ์น้ำท่วมนี้แหละเป็นเครื่องมืออธิบาย คำตอบก็อยู่กับน้ำที่กำลังท่วมนี่แหละ
ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ก็ไม่เป็นทุกข์ หรือมีทุกข์น้อยลง ง่ายๆแค่นี้แหละ
ข่าวเรื่องน้ำท่วม จึงควรติดตามอย่างมีสติ
และเมื่อวานนี้(21 ตค.54) รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ได้ใช้ อำนาจในมาตรา 31 ของพระราชบัญญัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปี 2550 เพื่อให้นายกรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งการหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้โดยตรง
การใช้อำนาจตาม พรบ.ฉบับนี้เท่ากับว่า การสังการในเรื่องภัยพิบัติครั้งนี้ จะสั่งตรงจากนายกรัฐมนตรี จากเดิมที่ให้แต่ละหน่วยงานรับผืดชอบและสังการกันเอาเอง ซึ่งหลายเรื่องไม่เป็นไปตามแนวทางของรัฐบาล หรือของ ศปภ. ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการในเรื่องนี้ มันช้าและไม่ทันการ แถมบางเรื่องก็ไม่ได้รับความร่วมมือ
เราคงทราบกันแล้วว่า การแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม รัฐบาลต้องสังการผ่านกลไกตามปกติของหน่วยงานราชการ ไม่ว่าจะเป็นการผันน้ำ การควบคุมการปล่อยย้ำของเขื่อนต่างๆ รวมทั้งการปิด-เปิด ประตูระบายน้ำ ซึ่งอย่ในอำนาจของกรมชลประทาน หรือบางครั้งก็เกิดความขัดแย้งระหว่างคนในพื้นที่ เขื่อนพัง ทำนบพัง หลายแห่งที่ถูกทำลายโดยคนในท้องที่ บางครั้ง ก็มี สส.หรือ อบต. เป็นคนลงมือด้วยตัวเอง เรียกว่าเห็นแก่ตัวมาก
บางเรื่องเกิดความขัดแย้งในรัฐบาลที่ต่างพรรคการเมือง โดยเฉพาะกับพรรคของนายบรรหาร ศิลปะอาชา ที่รับผิดชอบกรมชลประทาน และไม่ยอมทำตามคำสังของรัฐบาล จนหลายคนสงสัยว่า นายบรรหารฯปกป้องให้กับคนเมืองสุพรรณ (คนอื่นเดือดร้อนกูไม่สน)
รวมทั้งการระบายน้ำผ่านคูคลองในกรุงเทพมหานคร ก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ว่า กทม. ที่ปิดประตูระบายไว้ทุกจุด จนผู้สื่อข่าวบางช่องได้ไปตรวจสอบบริเวณปลายคลองส่งน้ำที่อยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งจะไหลลงสู่อ่าวไทย แต่ปรากฏว่าน้ำบริเวณปลายคลองระดับน้ำกลับยังมีไม่มากพอที่เดินเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ได้ มวลน้ำจำนวนมหาศาลจึงถูกอั้นไว้ในพื้นที่ กทม.
ส่วนประชาชนคนไทยในเวลานี้ คงไม่อยากให้มีการทะเลาะหรือขัดแย้งกัน การทำงานน่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สิ่งที่ต้องการที่สุดก็คือไม่อยากให้น้ำท่วมบ้านตนเอง จะบริหารจัดการน้ำด้วยวิธีไหนก็ทำไปเถอะ อย่ามาทะเลาะกันเลย
เมื่อวานไปดูระดับน้ำที่บริเวณท่าน้ำนนท์ เห็นกันจะๆว่าน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านจังหวัดนนท์บุรี เวลานี้มันไหลแรง และเชี่ยวมาก ชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทางจังหวัดก็ระดมเจ้าหน้าที่มาช่วยกันเต็มที่ ในทางตรงกันข้ามหากบริเวณนี้ไม่มีการป้องกัน ก็เชื่อแน่ว่าย่านตลาดนนท์ และใกล้เคียงคงต้องลอยคอเป็นแน่
เห็นแนวป้องกันที่ท่าน้ำนนท์แล้วคิดว่ายังพออุ่นใจ เนื่องจากอาคารท่าน้ำที่สร้างใหม่มีความแข็งแรงมาก ขณะเดียวกันก็มีแนวกำแพงและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆที่ใช้เป็นที่วางกระสอบทรายได้อย่างมั่นคง แต่ถ้าหากว่าระดับน้ำสูงไปกว่านี้ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะความเชี่ยวของน้ำมันมีแรงดัน อาจค่อยค่อยพลักกระสอบทรายให้ล้มลงมาได้ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วตามแนวป้องกันต่างๆ
ต้องบอกว่า น้ำท่วมคราวนี้สาหัสมาก ปริมาณน้ำอาจใกล้เคียงกับปี 2485 หรืออาจมากกว่า เพราะสมัยนี้มีการป้องกันตามแนวคันแม่น้ำ หรือสร้างเขื่อนป้องกัน น้ำจึงไม่สามารถเข้าท่วมเมืองกรุงเหมือนสมัยก่อน หากไม่มีเขื่อนป้องกัน น้ำอาจทะลักท่วมกรุงและมีระดับสูงกว่าเมื่อปี 2485 อย่างแน่นอน
น้ำท่วมกรุงเทพปี 2554 ถือว่าหนักหนาสาหัส และบ้านของผมเวลานี้น้ำยังมาไม่ถึง มีเวลาก็ออกไปถ่ายภาพเก็บไว้เพื่อบันทึกเหตุการณ์ครั้งสำคัญ
ซึ่งขณะนี้ได้ออกไปตระเวณถ่ายมาแล้ว 3 จุด ได้แก่เกาะเกร็ด นวนคร และท่าน้ำนนท์ ส่วนที่อื่นๆก็ยังไม่ได้วางแผนว่าจะไปไหน คงพิจารณากันแบบวันต่อวัน
ใครที่กำลังติดตามเรื่องน้ำท่วม สามารถเข้ามาดูภาพจริงเสียงจริงได้จากโฟโต้ออนทัวร์นะครับ
โฟโต้ออนทัวร์
22 ตุลาคม 2554
|