The professional photo website : เวปไซต์ภาพถ่าย เวปไซต์คุณภาพ
Home >Events >SunthornPoo  <back>
หน้าบ้าน
 
เว็บนี้แจกฟรี e-card wallpapaers ภาพ ส.ค.ส. ปีใหม่  ภาพในหลวง ภาพพระราชินี  ภาพพระเทพ ภาพพระพี่นาง .... มากมายหลายร้อยภาพ คลิกเลย
  Events Sunthornpoo,Memorial day     วันรำลึกสุนทรภู่ กวีเอกของไทย กวีเอกของโลก  
 

นิราศคืออะไร....

นิราศ คือบทประพันธ์ที่แต่งขึ้นเพื่อบรรยายถึงสภาพการเดินทาง ด้วยสมัยก่อนการเดินทางค่อนข้าง ลำบากและใช้เวลานาน นักเดินทางจึงแก้ความเหงาเบื่อด้วยการประพันธ์บทกวี พรรณนาถึงการเดินทาง และสภาพภูมิประเทศ โดยมากมักโยงเข้ากับความรัก สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายที่มาของนิราศไว้ ดังนี้ "หนังสือจำพวกที่เรียกว่านิราศ เป็นบทกลอนแต่งเวลาไปทางไกล มูลเหตุจะเกิดหนังสือชนิดนี้ขึ้น สันนิษฐานว่า คงเป็นเพราะเวลาเดินทาง ที่มักต้องไปเรือหลายๆ วัน มีเวลาว่างมาก ได้แต่นั่งๆ นอนๆ ไป จนเกิดเบื่อ ก็ต้องคิดหาอะไรทำแก้รำคาญผู้สันทัดในทางวรรณคดีจึงแก้รำคาญโดยทางกระบวนคิดแต่ง บทกลอน บทกลอนแต่งในเวลาเดินทางเช่นนั้น ก็เป็นธรรมดาที่จะพรรณนาว่าด้วยสิ่งซึ่งได้พบเห็นในระยะ ทาง แต่มักแต่งประกอบกับครวญคิดถึงคู่รักซึ่งต้องพรากทิ้งไว้ทางบ้านเรือนกระบวนความในหนังสือนิราศ จึงเป็นทำนองอย่างว่านี้ทั้งนั้น ชอบแต่งกันมาแต่ครั้งกรุงรัตนโกสินทร์...

นิราศของสุนทรภู่ นอกจากจะพรรณนาการเดินทางแล้ว ท่านยังสอดแทรกคติธรรม ข้อเตือนใจต่างๆ และเปรียบเทียบถึงชีวิตของตัวท่านเองเข้าไว้ด้วย ทำให้นักศึกษางานของท่านสืบเสาะประวัติของท่านจาก งานนิพนธ์ของท่านเองได้มาก

ท่านสุนทรภู่แต่งนิราศไว้มาก แต่เท่าที่พบในปัจจุบันมี ๘ เรื่อง คือ นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง นิราศวัดเจ้าฟ้า นิราศอิเหนา นิราศสุพรรณ นิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร ส่วน รำพันพิลาป ก็มีเนื้อความรำพึงรำพันทำนองเดียวกับนิราศ เนื้อหาเกี่ยวกับชีวประวัติของท่านสุนทรภู่เป็นส่วนใหญ่ นอกเหนือจากนี้ ในช่วงเวลาที่ท่านบวชเป็นพระนั้น ท่านได้ธุดงค์ไปทั่ว จึงเชื่อว่ายังมีนิราศ เรื่องอื่นของท่านที่ยังมิได้ค้นพบ หรืออาจไม่มีวันค้นพบก็ได้ เพราะต้นฉบับอาจถูกทำลายไปเสียแล้วเมื่อครั้งปลวกขึ้นกุฏิของท่านที่วัดเทพธิดาราม

ขอความข้างต้น และบทกวีของสุนทรภู่ในหน้านี้ มาจากเวปไซต์ http://www.geocities.com/tthida/

อ่านบทประพันธ์อันไพเราะของสุนทรภู่ ที่คัดมาเป็นบางตอนได้ข้างล่างนี้ :

นิราศเมืองแกลง
นิราศภูเขาทอง
นิราศเมืองเพชร

ประวัติสุนทรภู่โดยสังเขป

 
 
คลิกดูภาพดอกไม้สวยๆกันก่อน
 
 
 




นิราศเมืองแกลง
(คัดมาบางตอน)

 ๏ ถึงยามสองล่องลำนาวาเลื่อน
ถึงวัดแจ้งแสงจันทร์จำรัสเรือง
เป็นห่วงหนึ่งถึงชนกที่ปกเกล้า
ทั้งจากแดนแสนห่วงดวงกานดา
ถึงสามปลื้มพี่นี้ร่ำปล้ำแต่ทุกข์
ขออารักษ์หลักประเทศนิเวศน์วัง
ขอฝากน้องสองรามารดาด้วย
ตัวข้าบาทจะนิราศออกแรมไพร
ถึงสำเพ็งเก๋งตั้งริมฝั่งน้ำ
มีซุ้มซอกตรอกนางเจ้าประจาน
โอ้ธานีศรีอยุธยาเอ๋ย
จะลำบากยากแค้นไปแดนดง


๏ ถึงทับนางวางเวงฤทัยวับ
นางชาวนาก็ไม่น่าจะชื่นใจ
อันนางในนคราถึงทาสี
โอ้พลัดพรากจากบุรินแล้วสิ้นงาม
ถึงบางพลีมีเรือนอารามพระ
เป็นเลนลุ่มลึกเหลวเพียงเอวพุง
ดูเรือแพแออัดอยู่ยัดเยียด
แจวตะกูดเกะกะปะกระเชียง
โอ้เรือเราคราวเข้าไปติดแห้ง
นั่งพยุงตุ้งก่านัยน์ตาลาย
น้อยกับพุ่มหนุ่มตะกอถ่อกระหนาบ
นายแสงร้องรั้งไว้ไม่ได้การ
สงสารแสงแข็งข้อไม่ท้อถอย
ถ้วยชามกลิ้งฉิ่งฉ่างเสียงกร่างโกรง

แลทะเลแล้วก็ให้อาลัยนุช
จนอุทัยไตรตรัสจำรัสตา
ดูเรือแพแต่ละลำล้วนโปะโหละ
บ้างลุยเลนล้วงปูดูโซเซ
อันนารีที่ยังสาวพวกชาวบ้าน
ดูแคล่วคล่องล่องแล่นแฉลบลอย
อันพวกเขาชาวประโมงไม่โหย่งหยิบ
จะได้กินข้าวเช้าก็ราวเพล
จึงมั่งคั่งตั้งบ้านในการบาป
จะปลูกเรือนก็มิได้ใส่ปั้นลม
โอ้ดูเรือนเหมือนอกเราไร้คู่
หรือต้องสาปบาปหลังยังติดตาม
จะรักใครเขาก็ไม่เมตตาตอบ
เอ็นดูเขาเฝ้านึกนิยมเชย
พลางรำพึงถึงทางที่กลางเถื่อน
มีมิตรชายท้ายย่านเป็นบ้านไทย









พอดวงเดือนดั้นเมฆขึ้นเหลืองเหลือง
แลชำเลืองเหลียวหลังหลั่งน้ำตา
จะแสนเศร้าครวญคอยละห้อยหา
โอ้อุรารุ่มร้อนอ่อนกำลัง
สุดจะปลุกใจปลื้มให้ลืมหลัง
เทพทั้งเมืองฟ้าสุราลัย
เอ็นดูช่วยปกครองให้ผ่องใส
ให้พ้นภัยคลาดแคล้วอย่าแพ้วพาน
แพประจำจอดเรียงเคียงขนาน
ยังสำราญร้องขับไม่หลับลง
นึกจะเชยก็ได้ชมสมประสงค์
เอาพุ่มพงเพิงเขาเป็นเหย้าเรือน ฯ


เห็นแต่ทับชาวนาอยู่อาศัย
คราบขี้ไคลคร่ำคร่าดังทาคราม
ดีกว่านางทั้งนี้สักสองสาม
ยิ่งคิดความขวัญหายเสียดายกรุง
ดูระกะดาษทางไปกลางทุ่ง
ต้องลากจุงจ้างควายอยู่รายเรียง
เข้าเบียดเสียดแทรกกันสนั่นเสียง
บ้างทุ่มเถียงโดนดุนกันวุ่นวาย
เห็นนายแสงผู้เป็นใหญ่ก็ใจหาย
เห็นวุ่นวายสับสนก็ลนลาน
เสียงสวบสาบแทรกไปด้วยใจหาญ
เอาถ่อกรานโดยกลัวจนตัวโกง
พุ่มกับน้อยแทรกกลางเสียงผางโผง
นาวาโคลงโคลนเลอะตลอดแคม

ไม่สร่างสุดโศกสิ้นถวิลหา
เห็นเคหาเรียงรายริมชายทะเล
พวกเจ๊กจีนกินโต๊ะเสียงโหลเหล
สมคะเนใส่ข้องเที่ยวมองคอย
ถีบกระดานถือตะกร้าเที่ยวหาหอย
เอาขาห้อยทำเป็นหางไปกลางเลน
ล้วนตีนถีบปากกัดขัดเขมร
ดูจัดเจนโลดโผนในโคลนตม
แต่ต้องสาปเคหาให้สาสม
ใครขืนทำก็ระทมด้วยเพลิงลาม
ผู้ใดดูจึงไม่ออกเอี่ยมสนาม
ผู้หญิงงามจึงไม่มีปรานีเลย
สมประกอบได้แต่สอดกอดเขนย
โอ้ใจเอ๋ยจะเป็นกรรมนั้นร่ำไป
จึงคล้อยเคลื่อนนาวาเข้าอาศัย
สำนักในคูหาขุนจ่าเมือง

 

 
<top>
 
 


นิราศภูเขาทอง (คัดมาบางตอน)

๏ ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร
พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น
จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา

๏ ถึงหน้าแพแลเห็นเรือที่นั่ง
เคยหมอบรับกับพระจมื่นไวย
เคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถ
จนกฐินสิ้นแม่น้ำแลลำคลอง
เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ
สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา

๏ ดูในวังยังเห็นหอพระอัฐิ
ทั้งปิ่นเกล้าเจ้าพิภพจบสกล

๏ ถึงอารามนามวัดประโคนปัก
เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน
ขอเดชะพระพุทธคุณช่วย
อายุยืนหมื่นเท่าเสาศิลา
ไปพ้นวัดทัศนาริมท่าน้ำ
มีแพรผ้าสารพัดสีม่วงตอง

๏ ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป

๏ ถึงบางจากจากวัดพลัดพี่น้อง
เพราะรักใคร่ใจจืดไม่ยืดยืน
ถึงบางพลูคิดถึงคู่เมื่ออยู่ครอง
ถึงบางพลัดเหมือนพี่พลัดมาขัดเคือง
ถึงบางโพธิ์โอ้พระศรีมหาโพธิ์
ขอเดชะอานุภาพพระทศพล

๏ ครั้นรุ่งเช้าเข้าเป็นวันอุโบสถ
ไปเจดีย์ที่ชื่อภูเขาทอง
อยู่กลางทุ่งรุ่งโรจน์สันโดษเด่น
ที่พื้นลานฐานบัทม์ถัดบันได
มีเจดีย์วิหารเป็นลานวัด
ที่องค์ก่อย่อเหลี่ยมสลับกัน
บันไดมีสี่ด้านสำราญรื่น
ประทักษิณจินตนาพยายาม
มีห้องถ้ำสำหรับจุดเทียนถวาย
เป็นลมทักขิณาวัฏน่าอัศจรรย์
ทั้งองค์ฐานราญร้าวถึงเก้าแสก
โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก
กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ
เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น

๏ ขอเดชะพระเจดีย์คีรีมาศ
ข้าอุตส่าห์มาเคารพอภิวันท์
จะเกิดชาติใดใดในมนุษย์
ทั้งทุกข์โศกโรคภัยอย่าใกล้กราย
ทั้งโลโภโทโสแลโมหะ
ขอฟุ้งเฟื่องเรืองวิชาปัญญายง
อีกสองสิ่งหญิงร้ายแลชายชั่ว
ขอสมหวังตั้งประโยชน์โพธิญาณ

๏ พอกราบพระปะดอกปทุมชาติ
สมถวิลยินดีชุลีกร
กับหนูพัดมัสการสำเร็จแล้ว
มานอนกรุงรุ่งขึ้นจะบูชา
แสนเสียดายหมายจะชมบรมธาตุ
โอ้บุญน้อยลอยลับครรไลไกล
สุดจะอยู่ดูอื่นไม่ฝืนโศก
พอตรู่ตรู่สุริย์ฉายขึ้นพรายพรรณ

๏ ประทับท่าหน้าอรุณอารามหลวง
นิราศเรื่องเมืองเก่าของเรานี้
ด้วยได้ไปเคารพพระพุทธรูป
เป็นนิสัยไว้เหมือนเตือนศรัทธา
ใช่จะมีที่รักสมัครมาด
ซึ่งครวญคร่ำทำทีพิรี้พิไร
เหมือนแม่ครัวคั่วแกงแพนงผัด
อันพริกไทยใบผักชีเหมือนสีกา

๏ จงทราบความตามจริงทุกสิ่งสิ้น
นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ






คิดถึงบาทบพิตรอดิศร
แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา
ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไปฯ

คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล
แล้วลงในเรือที่นั่งบัลลังก์ทอง
เคยรับราชโองการอ่านฉลอง
มิได้ข้องเคืองขัดหัทยา
ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์ฯ

ตั้งสติเติมถวายฝ่ายกุศล
ให้ผ่องพ้นภัยสำราญผ่านบุรินทร์ฯ

ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน
มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ลือชา
แม้นมอดม้วยกลับชาติวาสนา
อยู่คู่ฟ้าดินได้ดังใจปอง
แพประจำจอดรายเขาขายของ
ทั้งสิ่งของขาวเหลืองเครื่องสำเภาฯ

มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ

มามัวหมองม้วนหน้าไม่ฝ่าฝืน
จึงต้องขืนในพรากมาจากเมือง
เคยใส่ซองส่งให้ล้วนใบเหลือง
ทั้งพลัดเมืองพลัดสมรมาร้อนรน
ร่มริโรธรุกขมูลให้พูนผล
ให้ผ่องพ้นภัยพาลสำราญกายฯ

เจริญรสธรรมาบูชาฉลอง
ดูสูงล่องลอยฟ้านภาลัย
เป็นที่เล่นนาวาคงคาใส
คงคงลัยล้อมรอบเป็นขอบคัน
ในจังหวัดวงแขวงกำแพงกั้น
เป็นสามชั้นเชิงชานตระหง่านงาม
ต่างชมชื่นชวนกันขึ้นชั้นสาม
ได้เสร็จสามรอบคำนับอภิวันท์
ด้วยพระพายพัดเวียนอยู่เหียนหัน
แต่ทุกวันนี้ชราหนักหนานัก
เผลอแยกยอดสุดก็หลุดหัก
เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น
จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น
คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้นฯ

บรรจุธาตุที่ตั้งนรังสรรค์
เป็นอนันต์อานิสงส์ดำรงกาย
ให้บริสุทธิ์สมจิตที่คิดหมาย
แสนสบายบริบูรณ์ประยูรวงศ์
ให้ชนะใจได้อย่าใหลหลง
ทั้งให้ทรงศีลขันธ์ในสันดาน
อย่าเมามัวหมายรักสมัครสมาน
ตราบนิพพานภาคหน้าให้ถาวรฯ

พบพระธาตุสถิตในเกสร
ประคองซ้อนเชิญองค์ลงนาวา
ใส่ขวดแก้ววางไว้ใกล้เกศา
ไม่ปะตาตันอกยิ่งตกใจ
ใจจะขาดคิดมาน้ำตาไหล
เสียน้ำใจเจียนจะดิ้นสิ้นชีวัน
กำเริบโรคร้อนฤทัยเฝ้าใฝ่ฝัน
ให้ล่องวันหนึ่งมาถึงธานีฯ

ค่อยสร่างทรวงทรงศีลพระชินสีห์
ไว้เป็นที่โสมนัสทัศนา
ทั้งสถูปบรมธาตุพระศาสนา
ตามภาษาไม่สบายพอคลายใจ
แรมนิราศร้างมิตรพิสมัย
ตามนิสัยกาพย์กลอนแต่ก่อนมา
สารพัดเพียญชนังเครื่องมังสา
ต้องโรยน่าเสียสักหน่อยอร่อยใจฯ

อย่านึกนินทาแกล้งแหนงไฉน
จึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอยฯ

 
<top>
 
 




นิราศเมืองเพชร (คัดมาบางตอน)

 
๏ ได้เห็นแต่แพแขกที่แปลกเพศ
ถึงวัดหงส์เห็นแต่หงส์เสาธงลอย
ถึงวัดพลับลับลี้เป็นที่สงัด
เหมือนกระจายพรายพลัดกำจัดน้อง
ลำเจียกเอ๋ยเคยชื่นระรื่นรส
ถึงคลองเตยเตยแตกใบแฉกงาม
จนไม่มีที่รักเป็นหลักแหล่ง
โอ้เปลี่ยวใจไร้รักที่จักเชย
ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก
เมียขาวขาวสาวสวยล้วนรายโป
ไทยเหมือนกันครั้นว่าขอเอาหอห้อง
มีเงินงัดคัดง้างเหมือนอย่างเจ๊ก

๏ ถึงวัดบางนางชีมีแต่สงฆ์
หรือหลวงชีมีบ้างเป็นอย่างไร
ก็มืดค่ำอำลาทิพาวาส
ถึงวัดบางนางนองแม้นน้องมี
ตัวคนเดียวเที่ยวเล่นไม่เป็นห่วง
ที่เห็นเห็นเป็นแต่ปะได้ประดา
จะแลเหลียวเปลี่ยวเนตรเป็นเขตสวน
พฤกษาออกดอกลูกเขาปลูกไว้

๏ โอ้รื่นรื่นชื่นเชยเช่นเคยหอม
ถึงบางหว้าอารามนามจอมทอง
สาธุสะพระองค์มาทรงสร้าง
ในพระโกศโปรดปรานประทานนาม
มีเขื่อนรอบขอบคูดูพิลึก
ที่ริมน้ำทำศาลาไว้น่าเพลิน
โอ้เทียนเอ๋ยเคยแจ้งแสงสว่าง
เหมือนมืดในใจจนต้องวนเวียน

๏ บางประทุนเหมือนประทุนได้อุ่นจิต
หนาวน้ำค้างพร่างพรมลมรำเพย

๏ ถึงคลองขวางบางระแนะแวะข้างขวา
ทุกวันนี้วิตกเพียงอกพัง

๏ ถึงวัดไทรไทรใหญ่ใบชอุ่ม
ขอเดชะพระไทรซึ่งชัยชาญ
ได้ร่วมเตียงเคียงนอนแนบหมอนหนุน
จะสังเวยหมูแนมแก้มมนุษย์

๏ ถึงบางบอนบอนที่นี่มีแต่ชื่อ
อันบอนต้นบอนน้ำตาลย่อมหวานมัน

๏ ถึงวัดกกรกร้างอยู่ข้างซ้าย
ถูกทะลุปรุไปแต่ไม่พัง
แม้นมั่งมีมิให้ร้างจะสร้างฉลอง
ด้วยที่นี่ที่เคยตั้งโขลนทวาร

๏ โอ้อกเอ๋ยเลยออกประตูป่า
จะเหลียวหลังสั่งสาราสุดาใด
ช่างเป็นไรไพร่ผู้ดีก็มิรู้
จะปรับไหมได้หรือไม่อื้ออึง
โอ้นึกนึกดึกเงียบยะเยียบอก
ลดาวัลย์พันพุ่มชอุ่มใบ
เสียงกรอดเกรียดเขียดกบเข้าขบเขี้ยว
หริ่งหริ่งแร่แม่ม่ายลองไนเรียง
เหมือนดนตรีปี่ป่าประสายาก
ดังขับขานหวานเสียงสำเนียงนวล

๏ ถึงศีรษะกระบือเป็นชื่อบ้าน
ทั้งกุมภากล้าหาญเขาพานเกรง
ถึงศิษย์หามาตามเมื่อยามเปลี่ยว
ถึงศีรษะละหานเป็นย่านร้าย
ถึงโคกขามคร้ามใจได้ไต่ถาม
ไม่เห็นแจ้งแคลงทางเป็นกลางคืน
ถึงย่านซื่อสมชื่อด้วยซื่อสุด
เป็นป่าปรงพงพุ่มดูครุมเครือ
ถึงบ้านขอมลอมฟืนดูดื่นดาษ
ออกชะวากปากชลามหาชัย

ขายเครื่องเทศเครื่องไทยได้ใช้สอย
เป็นหงส์ห้อยห่วงธงใช่หงส์ทอง
เห็นแต่วัดสังข์กระจายไม่วายหมอง
มาถึงคลองบางลำเจียกสำเหนียกนาม
ต้องจำอดออมระอาด้วยหนาหนาม
คิดถึงยามปลูกรักมักเป็นเตย
ต้องคว้างแคว้งคว้าหานิจจาเอ๋ย
ชมแต่เตยแตกหนามเมื่อยามโซ
ล้วนบ้านเจ๊กขายหมูอยู่อักโข
หัวอกโอ้อายใจมิใช่เล็ก
ต้องขัดข้องแข็งกระด้างเหมือนอย่างเหล็ก
ถึงลวดเหล็กลนร้อนอ่อนละไมฯ

ไม่เห็นองค์นางชีอยู่ที่ไหน
คิดจะใคร่แวะหาปรึกษาชี
เลยลีลาศล่วงทางกลางวิถี
มาถึงที่ก็จะต้องนองน้ำตา
แต่เศร้าทรวงสุดหวังที่ฝั่งฝา
ก็ลอบรักลักลาคิดอาลัย
มะม่วงพรวนหมากมะพร้าวสาวสาวไสว
หอมดอกไม้กลิ่นกลบอบละอองฯ

เคยถนอมนวลปรางมาหมางหมอง
ดูเรืองรองรุ่งโรจน์ที่โบสถ์ราม
เป็นเยี่ยงอย่างไว้ในภาษาสยาม
โอรสราชอารามงามเจริญ
กุฏิตึกเก๋งกุฏิ์สุดสรรเสริญ
จนเรือเดินมาถึงทางบางขุนเทียน
มาหมองหมางมืดมิดตะขวิดตะเขวียน
ไม่ส่องเทียนให้สว่างหนทางเลยฯ

พอป้องปิดเป็นหลังคานิจจาเอ๋ย
ได้พิงเขนยนอนอุ่นประทุนบังฯ

ใครหนอมาแนะแหนกันแต่หลัง
แนะให้มั่งแล้วก็เห็นจะเป็นการฯ

เป็นเซิงซุ้มสาขาพฤกษาศาล
ช่วยอุ้มฉานไปเช่นพระอนิรุธ
พออุ่นอุ่นแล้วก็ดีเป็นที่สุด
เทพบุตรจะได้ชื่นทุกคืนวันฯ

เขาเลื่องลือบอนข้างบางยี่ขัน
แต่ปากคันแก้ไขมิใคร่ฟังฯ

เป็นรอยรายปืนพม่าที่ฝาผนัง
แต่โบสถ์ยังทนปืนอยู่ยืนนาน
ให้เรืองรองรุ่งโรจน์โบสถ์วิหาร
ได้เบิกบานประตูป่าพนาลัยฯ

กำดัดดึกนึกน่าน้ำตาไหล
ก็จนใจด้วยไม่มีไมตรีตรึง
ใครแลดูเราก็นึกรำลึกถึง
เป็นที่พึ่งพาสนาพอพาใจ
เห็นแต่กกกอปรงเป็นพงไสว
เรไรไพเราะร้องซ้องสำเนียง
เหมือนกรับเกรี้ยวกรอดกรีดวะหวีดเสียง
แซ่สำเนียงหนาวในใจรำจวน
ทั้งสองฟากฟังให้อาลัยหวน
เมื่อโอดครวญคราวฟังให้วังเวงฯ

ระยะย่านยุงชุมรุมข่มเหง
ให้วังเวงวิญญาณ์เอกากาย
เหมือนมาเดียวแดนไพรน่าใจหาย
ข้างฝั่งซ้ายแสมดำเขาทำฟืน
โคกมะขามดอกมิใช่อะไรอื่น
ยิ่งหนาวชื้นช้ำใจมาในเรือ
ใจมนุษย์เหมือนกระนี้แล้วดีเหลือ
เหมือนซุ้มเสือซ่อนร้ายไว้ภายใน
มีอาวาสวัดวาที่อาศัย
อโณทัยแย้มเยี่ยมเหลี่ยมพระเมรุฯ



 
<top>
 

ประวัติสุนทรภู่โดยสังเขป

วัยเด็ก (พ.ศ.๒๓๒๙ - ๒๓๔๙) แรกเกิด - อายุ ๒๐ ปี
พระสุนทรโวหาร (ภู่) มีนามเดิมว่า ภู่ เป็นบุตรขุนศรีสังหาร (พลับ) และแม่ช้อย เกิดในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร ์ เมื่อวันจันทร์ เดือนแปด ขึ้นหนึ่งค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาสองโมงเช้า ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๙ที่บ้านใกล้กำแพงวังหลัง คลองบางกอกน้อย

สุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าจากกัน ฝ่ายบิดากลับไปบวชที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง ส่วนมารดา คงเป็นนางนมพระธิดาในกรมพระราชวังหลัง (กล่าวกันว่าพระองค์เจ้าจงกล หรือเจ้าครอกทองอยู่) ได้แต่งงานมีสามีใหม่ และมีบุตรกับสามีใหม่ ๒ คนเป็นหญิง ชื่อฉิมและนิ่ม ตัวสุนทรภู่เองได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลังตั้งแต่ยังเด็ก

สุนทรภู่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน สันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว เมื่อรุ่นหนุ่มเกิดรักใคร่ชอบพอกับนางข้าหลวงในวังหลัง ชื่อแม่จันครั้นความทราบถึงกรมพระราชวังหลัง พระองค์ก็กริ้ว รับสั่งให้นำสุนทรภู่และจันไปจองจำทันที แต่ทั้งสองถูกจองจำได้ไม่นาน

เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. ๒๓๔๙ ทั้งสองก็พ้นโทษออกมา เพราะเป็นประเพณีแต่โบราณที่จะมีการปล่อยนักโทษ เพื่ออุทิศส่วนพระราชกุศลแด่ พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ชั้นสูงเมื่อเสด็จสวรรคตหรือทิวงคตแล้ว  แม้จะพ้นโทษ สุนทรภู่และจันก็ยังมิอาจสมหวังในรัก สุนทรภู่ถูกใช้ไปชลบุรี ดังความตอนหนึ่งในนิราศเมืองแกลงว่า

"จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา"

แต่เจ้านายท่านใดใช้ไป และไปธุระเรื่องใดไม่ปรากฎ อย่างไรก็ดี สุนทรภู่ได้เดินทางเลยไปถึงบ้านกร่ำ เมืองแกลง จังหวัดระยองเพื่อไปพบบิดาที่จากกันกว่า ๒๐ ปี สุนทรภู่เกิดล้มเจ็บหนักเกือบถึงชีวิต กว่าจะกลับมากรุงเทพฯ ก็ล่วงถึงเดือน ๙ ปี พ.ศ.๒๓๔๙

วัยฉกรรจ์ (พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙) อายุ ๒๑ - ๓๐ ปี
หลังจากกลับจากเมืองแกลง สุนทรภู่ได้เป็นมหาดเล็กของพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสองค์เล็กของกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง ในช่วงนี้ สุนทรภู่ก็สมหวังในรัก ได้แม่จันเป็นภรรยา

สุนทรภู่คงเป็นคนเจ้าชู้ แต่งงานได้ไม่นาน ก็เกิดระหองระแหงกับแม่จัน ยังไม่ทันคืนดี สุนทรภู่ก็ต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาท จ.สระบุรี ในวันมาฆบูชา สุนทรภู่ได้แต่งนิราศ เรื่องที่สองขึ้น คือ นิราศพระบาท สุนทรภู่ตามเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ในเดือน ๓ ปี พ.ศ.๒๓๕๐

สุนทรภู่มีบุตรกับแม่จัน ๑ คน ชื่อหนูพัด แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่นนัก ในที่สุดแม่จันก็ร้างลาไป พระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอก ทองอยู่) ได้รับอุปการะหนูพัดไว้ ชีวิตของท่านสุนทรภู่ช่วงนี้คงโศกเศร้ามิใช่น้อย

ประวัติชีวิตของสุนทรภู่ในช่วงปี พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙ ก่อนเข้ารับราชการ ไม่ชัดแจ้ง แต่เชื่อว่าท่าน หนีความเศร้าออกไปเพชรบุรี ทำไร่ทำนาอยู่กับหม่อมบุญนาคในพระราชวังหลัง ดังความตอนหนึ่งในนิราศ เมืองเพชร ที่ท่านย้อนรำลึกความหลังสมัยหนุ่ม ว่า

"ถึงต้นตาลบ้านคุณหม่อมบุญนาค เมื่อยามยากจนมาได้อาศัย
มารดาเจ้าคราวพระวังหลังครรไล มาทำไร่ทำนา ท่านการุญ"

รับราชการครั้งที่ ๑ (พ.ศ.๒๓๕๙ - ๒๓๖๗) อายุ ๓๐ - ๓๘ ปี
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นมหากวีและทรงสนพระทัยเรื่องการละครเป็นอย่างยิ่ง ในรัชสมัยของพระองค์  ได้กวดขันการฝึกหัดวิธีรำจนได้ที่ เป็นแบบอย่างของละครรำมาตราบทุกวันนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครขึ้นใหม่อีกถึง ๗ เรื่อง มีเรื่องอิเหนาและเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น

มูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการ น่าจะเนื่องมาจากเรื่องละครนี้เอง ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีทอดบัตรสนเท่ห์ เพราะจากกรณีบัตรสนเท่ห์นั้น คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกประหารชีวิตถึง ๑๐ คน แม้แต่ นายแหโขลน คนซื้อกระดาษดินสอ ก็ยังถูกประหารชีวิตด้วย  มีหรือสุนทรภู่จะรอดชีวิตมาได้  นอกจากนี้ สุนทรภู่เป็นแต่เพียงไพร่  มีชีวิตอยู่นอกวังหลวง ช่วงอายุก่อนหน้านี้ก็วนเวียนและเวียนใจอยู่กับเรื่องความรัก ที่ไหนจะมี เวลามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง

(กรณีวิเคราะห์นี้ มิได้รับรองโดยนักประวัติศาสตร์ เป็นความเห็นของคุณปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ เขียนไว้ในหนังสือ "เที่ยวไปกับสุนทรภู่" ซึ่งเห็นว่ามูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้า รับราชการ น่าจะมาจากเรื่องละครมากกว่าเรื่องอื่น ซึ่งข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูก็เห็นน่าจะจริง ผิดถูกเช่นไรโปรดใช้วิจารณญาณ)

อีกคราวหนึ่งเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ตอนศึกสิบขุนสิบรถ ทรงพระราชนิพนธ์บทชมรถทศกัณฐ์ว่า

"๏ รถที่นั่ง บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาล ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน
สารถีขี่ขับเข้าดงแดน พื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ"

ทรงพระราชนิพนธ์มาได้เพียงนี้ ทรงนึกความที่จะต่อไปอย่างไรให้สมกับที่รถใหญ่โตปานนั้นก็นึกไม่ออก จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ สุนทรภู่แต่งต่อว่า

"นทีตีฟองนองระลอก  กระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น
เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน  อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท สุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน
บดบังสุริยันตะวันเดือน คลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมา"

กลอนบทนี้เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยิ่งนัก นับแต่นั้นก็นับสุนทรภู่เป็นกวีที่ปรึกษาด้วยอีกคนหนึ่ง ทรงตั้งเป็นที่ขุนสุนทรโวหาร พระราชทานที่ให้ปลูกเรือนที่ท่าช้าง และให้มีตำแหน่งเฝ้าฯ เป็นนิจ แม้เวลาเสด็จประพาสก็โปรดฯ ให้สุนทรภู่ลงเรือพระที่นั่งไปด้วย เป็นพนักงานอ่านเขียนในเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน

ออกบวช (พ.ศ.๒๓๖๗ - ๒๓๘๕) อายุ ๓๘ - ๕๖ ปี
วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต นอกจากแผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิตได้เป็นถึงกวีที่ปรึกษาในราชสำนักก็หมดวาสนาไปด้วย

"ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ว่าแกล้งประมาทอีกครั้งหนึ่ง แต่นั้นก็ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมึนตึงต่อสุนทรภู่มาจนตลอดรัชกาลที่ ๒ ... "

จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพียงคิดได้ด้วยเฉพาะหน้าตรงนั้นก็ตาม สุนทรภู่ก็ได้ทำการไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัย ประกอบกับความอาลัยเสียใจหนักหนาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่ จึงลาออกจากราชการ และตั้งใจบวชเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ สุนทรภู่ได้เผยความในใจนี้ ในตอนหนึ่ง ของนิราศภูเขาทอง ว่า

"จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย  ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"

เมื่อบวชแล้ว ท่านได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ เล่ากันว่า ท่านได้เดินทางไปยังหัวเมืองต่างๆ หลายแห่ง เช่นเมืองพิษณุโลก เมืองประจวบคีรีขันธ์ จนถึงเมืองถลางหรือภูเก็ต และเชื่อกันว่า ท่านคงจะเขียนนิราศเมืองต่างๆ นี้ไว้อย่างแน่นอน เพียงแต่ยังค้นหาต้นฉบับไม่พบ

ชีพจรลงเท้าสุนทรภู่อีกครั้ง เมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุและยาอายุวัฒนะ ถึงแก่อุตสาหะ ไปค้นหา ทำให้เกิด นิราศวัดเจ้าฟ้า และนิราศสุพรรณ  ปี พ.ศ.๒๓๘๓ สุนทรภู่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ท่านอยู่ที่นี่ได้ ๓ พรรษาคืนหนึ่งเกิดฝันร้าย ว่าชะตาขาด จะถึงแก่ชีวิต จึงได้แต่งเรื่องรำพันพิลาป ซึ่งทำให้ทราบเรื่องราวในชีวิตของท่านอีกเป็นอันมาก  จากนั้นจึงลาสิกขาบทเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ เพื่อเตรียมตัวจะตาย

รับราชการครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๓๘๕ - ๒๓๙๘) อายุ ๕๖ - ๖๙ ปี
เมื่อสึกออกมา สุนทรภู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งทรง พระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โปรดอุปถัมภ์ให้สุนทรภู่ไปอยู่พระราชวังเดิมด้วย ต่อมา กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ

ทรงพระเมตตาอุปการะสุนทรภู่ด้วย กล่าวกันว่า ชอบพระราชหฤทัย ในเรื่องพระอภัยมณี จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ นอกจากนี้ สุนทรภู่ยังแต่งเรื่องสิงหไตรภพถวายกรมหมื่น อัปสรฯ อีกเรื่องหนึ่ง

แม้สุนทรภู่จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังรักการเดินทางและรักกลอนเป็นที่สุด ท่านได้แต่งนิราศไว้อีก ๒ เรื่องคือนิราศพระประธมและนิราศเมืองเพชร สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ ขณะที่ท่านมีอายุได้ ๖๕ ปีแล้ว ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙ ปี