ภาพเวียนเทียน เวียนเทียนวันวิสาข วันวิสาขบูชา วัดสุทัศน์ ภาพวัดสุทัศน์ ภาพพระอุโบสถวัดสุทัศน์ ฟังธรรม
ถานที่ฟังธรรมวัดสุทัศน์ ภาพพระศรัศากยมุณี วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ภาพจุดเทียน ภาพเทียน ภาพธูป พุทธบูชา
  
Home >Events >VisakhaBucha  
 
เวียนเทียนรอบพระอุโบสถในวันวิสาขบูชาที่วัดสุทัศน์เทพวราราม
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2546
Visakha Bucha Day (May 15,2003)
           
   
 

วันวิสาขบูชา

วันที่ชาวพุทธทั่วโลกต่างน้อมรำลึกแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ค้นพบสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ ด้วยการมาทำบุญที่วัดฟังธรรม และเวียนเทียน ในวันพระจันทร์เต็มดวง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6  ซึ่งเป็นวันที่เกิดอัศจรรย์ 3 สิ่ง ในเวลาเดียวกัน ได้แก่
1) วันประสูติ
2) วันที่ตรัสรู้
3) วันที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

ทั้ง 3 วันนี้ เกิดขึ้นในเวลาตรงกัน คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 แต่ต่างปีต่างวาระ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์สำหรับมนุษย์โลก

ในแต่ละปีชาวพุทธต่างถือวันวิสาขบูชานี้เป็นวันสำคัญยิ่ง ที่จะน้อมจิตใจเข้าหาองค์ศาสดา เป็นแบบอย่างให้อนุชน รุ่นต่อๆไปช่วยกันสืบสานพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป

วันวิสาขบูชา หลายคนอาจห่างเหินและถือเป็นวันหยุดตามปกติเช่นวันอื่น แต่ถ้าหากเป็นชาวพุทธแล้ว ควรถือเป็นวันสำคัญ ที่ควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นบุญกุศลต่อตนเองและครอบครัว และเป็นการระลึกถึงพระพุทธองค์ ผู้ที่ถือว่าเป็นบุคคล อันประเสริฐสุด เป็นผู้ค้นพบหลักธรรม อันเป็นกฎของมนุษย์ทั้งมวล

การมาทำกิจกรรมที่วัด อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทำให้ครบถ้วนตามประเพณีของชาวพุทธแล้ว ย่อมบังเกิดผลต่อตนเอง ด้วยกันทั้งนั้น

ที่วัดสุทัศน์เทพวราราม มีกิจกรรมทางศาสนาในวันสำคัญต่างๆ เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะวันวิสาขบูชานี้ จะมีชาวพุทธ
เข้าร่วมกิจกรรมด้วยการเวียนเทียนหลายพันคน เริ่มจากช่วงเย็นไปจนถึงเวลาประมาณ 3 ทุ่ม

 



การถ่ายภาพชุดเวียนเทียน

การถ่ายภาพพิธีเวียนเทียนและบรรยากาศภายในวัดยามค่ำคืน ภายใต้แสงเทียนนี้  เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมการ และวางแผนล่วงหน้าพอสมควร เพราะเป็นการถ่ายภาพในลักษณะเฉพาะ แตกต่างจากการถ่ายภาพธรรมดาทั่วไป ที่ต้องใช้แฟลชเพื่อให้ภาพสว่าง ไม่ดูมืดทึบ  ฟิล์มถ่ายภาพไวแสงสูงๆ และเลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างๆ หรือที่เรียกว่าเลนส์ไวแสง เป็นสิ่งที่ต้องคิดแต่แรก เลนส์ทั่วไปที่เป็๋นเลนส์ไวแสงปกติจะถ่ายค่อนข้างลำบาก เพราะรูรับแสงไม่สามารถเปิดให้กว้างมากได้ และภาพที่ได้อาจไม่เข้าถึงอารมณ์ตามต้องการ  เว้นแต่จะหลีกเลี่ยงไปถ่ายในแง่มุมอื่นแทน

Film
ฟิล์มไวแสง ISO400 เป็นฟิล์มไวแสงที่คิดว่าให้ผลดีที่สุด ให้ภาพที่มีสีสันใกล้เคียงกับสภาพแสงจริง หรือ เหมือนกับที่ตามองเห็น เป็นฟิล์มที่ให้รายละเอียดของภาพในสภาพแสงน้อยๆได้ดีกว่าฟิล์มไวแสงต่ำๆ เช่นบริเวณพื้นที่ของภาพที่มีแสงน้อย เมื่อถ่ายภาพออกมาก็จะเห็นรายละเอียดได้ดี ไม่ดูมืดทึบเหมือนฟิล์ม ไวแสงต่ำ  แม้จะวัดแสงและสามารถถ่ายภาพได้เหมือนกัน (สภาพแสงน้อย ฟิล์มไวแสงสูงจะดูดซับสีได้ดีกว่า)

เกรนของภาพที่ได้จากฟิล์ม 400 ในภาพกลางคืนนี้ อยู่ในระดับที่ใช้ได้ ไม่หยาบจนเกินไป ส่วนฟิล์ม 800 หรือมากกว่า ใช้ถ่ายภาพลักษณะนี้ได้ แต่ต้องยอมรับกับความคมชัดของภาพที่จะด้อยลง ภาพจะแตก และหยาบขึ้น (ภาพในชุดนี้ทั้งหมดใช้ฟิล์ม Fuji Provia 400 )

จากประสพการณ์ในการถ่ายภาพแนวนี้มาหลายครั้ง จึงพอสรุปว่า 400 น่าจะเหมาะที่สุด แม้จะถ่ายค่อนข้าง ยาก ที่ต้องใช้ความเร็วที่ต่ำมาก  และต้องสูญเสียช่วงระยะชัดไปบ้าง แต่เมื่อพิจารณาหลายๆอย่างแล้วคิดว่า น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม โอกาสถ่ายภาพได้อาจจะน้อยมากในภาวะมือจับกล้องถือตามปกติ ซึ่งก็ต้อง ไปแก้ปัญหาอื่นที่จะเกิดขึ้นตามมา  ถือเป็นศิลปะในการแก้ปัญหาการถ่ายภาพ

การทำโจทย์ที่ยาก จะทำให้รู้รสชาติ ซึ่งอาจจะนำพาให้เรารู้จักการแก้ปัญหาและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เห็นการถ่ายภาพเป็นเรื่องสนุก ท้าทาย  และคิดมองหา "ภาพ" มากกว่าที่จะคิดกังวลกับปัญหา


Lens
เลือกชนิดที่เป็นเลนส์ไวแสงมากๆ เท่าที่จะทำได้ (เช่น f/1.4 ไปจนถึง 2.8 ) ภาพในชุดนี้ ใช้เลนส์ 50 มม. f/1.4 และ เลนส์ 28-70 มม. f/3.3 โดยเลนส์ 50 มม. จะเลือกถ่ายในที่แสง น้อย  และเนื่องจากเป็นเลนส์ที่ต้องถ่ายใกล้ จึงทำให้ต้องเข้าประชิดตัวผู้ถูกถ่าย และบังคับให้เรา Crop ภาพ ในวงแคบๆ ตามคุณสมบัติของเลนส์ขนาด 50 มม.

ส่วนเลนส์ 28-70 มม.f/3.3 เป็นเลนส์ไวแสงปานกลาง ใช้ถ่ายภาพในมุมกว้าง โดยเลือกถ่ายในมุมที่เลนส์ตัวนี้ สามารถถ่ายได้ หลบเลี่ยงที่จะถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยๆที่เลนส์ตัวนี้ไม่สามารถเข้าถึง

Tripods
ในภาพแสงตอนกลางคืนเช่นนี้ ขาตั้งกล้องมีความจำเป็นมาก หากภาพในมุมใดที่เห็นว่านำมาใช้ได้  ไม่มีปัญหาเกะกะสถานที่ ก็ให้ตัดสินใจใช้ได้เลย เพราะนั่นจะทำให้มีโอกาสได้ภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งมีโอกาสใช้ความเร็วต่ำๆได้อย่างปลอดภัย ปราศจากการสั่นไหว  และยังมีโอกาสได้ภาพที่มีช่วงระยะชัดมากขึ้นด้วย เพราะมีโอกาสปรับรูรับแสงให้เล็กลงได้

อุปกรณ์อื่น
สายลั่นชัตเตอร์ ใช้ถ่ายภาพในกรณีที่ต้องใช้ความเร็วที่ B ที่ผู้ถ่ายต้องเลือกความเร็วเอาเอง แต่ถ้าเป็นกล้อง Auto แล้ว กล้องอาจมีช่วงเวลาให้ถ่ายได้นานๆ(อาจถึง 30 วิ)โดยไม่จำเป็นต้องใช้สายชัตเตอร์ (ภาพในชุดนี้ถ่ายด้วยกล้องแมนนวล FE 2 จึงจะเป็นต้องใช้สายชัตเตอร์ในบางภาพ)

ไฟฉายอันเล็กๆ อาจจำเป็นในมุมถ่ายที่ค่อนข้างมืด จนมองปุ่มปรับหน้ากล้องต่างๆไม่ค่อยถนัด


ผู้ช่วย
หากมีผู้ที่พอจะติดตามไปได้ ก็ควรหาไปด้วย อย่างน้อยๆก็มีโอกาสช่วยในเรื่องการใช้ขาตั้งกล้อง ช่วยตั้ง ช่วยเก็บ และช่วยเฝ้ากระเป๋ากล้อง เพราะการถ่ายภาพในหมู่คนมากๆเป็นพันๆคน และต้องเบียดเสียดกันนั้น การมีผู้ช่วย จะทำให้เรามีอิสระเคลื่อนไหวตัวเองได้สะดวก ไม่มีสัมภาระพะรุง ไม่เช่นนั้นแล้วจะยุ่งยากมาก และอาจพลาดการถ่ายภาพในสิ่งที่พึงต้องการ  เพื่อนสนิทหรือคนใกลชิดน่าจะเหมาะที่สุด ซึ่งก็ควรฝึกให้ใช้ อุปกรณ์ได้อย่างคล่องตัวด้วย

การถ่ายภาพ
คงเป็นเรื่องเฉพาะตัว ขึ้นอยู่กับประสพการณ์ และมุมมองของแต่ละคน บรรยากาศในวัดตอนกลางคืน ของแต่ละแห่งอาจมีสภาพที่แตกต่างกัน การเตรียมพร้อมและฝึกฝนมาแล้วจะทำให้มีเวลามองหาภาพ ได้มากขึ้น แทนที่มัวแต่จะคิดแก้ปัญหาว่า จะถ่ายภาพนี้อย่างไร ใช้ความร็วเท่าไหร่ จะเปิดหน้ากล้อง ขนาดไหนจึงจะเหมาะพอดี

แต่สิ่งที่ต้องเจอในการถ่ายภาพวันวิสาขบูชา วันมาฆะบูชา หรือวันอื่นๆที่มีการเวียนเทียน ก็คือ
- จำเป็นต้องใช้ความเร็วต่ำเพราะสภาพแสงน้อย 1/60, 1/30, 1/15 (โดยไม่พึ่งขาตั้งกล้อง)
- ต้องใช้ขาตั้งกล้อง (เพื่อให้ได้ภาพที่ดีกว่า) หรือต้องการใช้ความเร็วที่ B นับเป็นนาที เพื่อภาพที่ให้ผล แปลกๆในบางโอกาส
- บรรยากาศโดยทั่วไป จะเป็นภาพแสงเทียนเป็นหลัก ถ่ายยาก วัดแสงยาก โฟกัสยาก
- ควรไปถึงสถานที่แต่เนิ่นๆ จะได้มีเวลาเตรียมตัว และมีโอกาสเดินดูสภาพวัด เพื่อหามุมมองแปลกๆ
- อย่ารีบร้อนกลับเมื่อเวียนเทียนเสร็จ เพราะหลังจากที่คนเริ่มซาแล้ว อาจมองเห็นภาพดีๆได้หลายจุด
  ซึ่งขณะมีคนหมู่มาก ภาพเหล่านั้นอาจมองไม่เห็น (ภาพหลายภาพในที่นี้ ได้มาหลังผู้คนกลับกันหมดแล้ว)

Shutter speed
ในภาวะที่แสงน้อย และต้องจับกล้องถือถ่ายตามปกติ ความเร็วชัตเตอร์จะอยู่ที่ 1/30 หรือ 1/15 หน้ากล้องจะอยู่ที่ 1.4 (เลนส์ 50 มม.)  ซึ่งเป็นสภาพแสงที่เรียกได้ว่า อยู่นอกเหนือความรู้สึกนึกคิดของ นักถ่ายภาพทั่วๆไป การถ่ายภาพในความเร็วต่ำๆนี้ ต้องนิ่งที่สุด เท่าที่จะทำได้ โดยยึดหลักที่ว่า ให้เร็วที่จะจัดองค์ประกอบภาพ (compose ) แต่ให้ช้าตอนกดชัตเตอร์(กดแบบนิ่มๆ)
จังหวะที่นิ่งๆอาจต้องอาศัยโชคด้วย เพราะบริเวณนั้น มีคนอยู่มากมายและโดนกระทบตลอดเวลา

การวัดแสง
เป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควรสำหรับการวัดแสงในบรรยากาศแสงเทียน โอกาสพลาดอาจเป็นไปได้ หากเชื่อการวัดแสงจากกล้องมากจนไป หนทางปลอดภัยในการวัดแสง จำเป็นต้องใช้หลากหลายวิธี
    - เชื่อการวัดแสงจากกล้อง กรณีเป็นภาพที่มีแสงเฉลี่ยๆพอกันทั้งภาพ (ระบบค่าเฉลี่ย)
    -วัดเฉพาะจุด กรณีที่เห็นว่า น่าจะเลือกวิธีนี้
    - กะเอาเอง โดยพิจารณาเห็นว่า กล้องอาจให้ค่าแสงคลาดเคลื่อน ไม่ตรงตามเจตนารมณ์และที่สำคัญให้ระวังแสงลวง เช่นแสงสปอตไลท์ที่ส่องตรง และแสงเปลวเทียน ซึ่งจะทำให้วัดแสงผิดพลาด

ในการถ่ายภาพชุดนี้ได้เลือกวัดแสง 2 แบบ (กล้อง FE 2)
    - วัดจากกล้องที่เป็นระบบค่าเฉลี่ย หนักกลาง
    - กะเอาเอง ในสภาพที่มีแสงน้อยมาก หรือวัดแสงไม่ได้เลย (Under)
ภาพส่วนใหญ่ ในชุดนี้ใช้วิธีกะเอาเองสำหรับเลนส์ 50 มม. โดยเปิดหน้ากล้องที่ 1.4 ตลอด และใช้ความเร็วที่ 1/30 แบบตายตัว  จึงทำให้มีโอกาสลุยถ่ายลูกเดียว โดยไม่ค้องไปพะวงหน้าพะวงหลัง  ถือหลักว่าถ่ายได้ หรือไม่ได้ก็ช่างหัวมัน แต่ในใจขณะที่กดชัตเตอร์อยู่นั้น  80 เปอร์เซ็นต์คิดว่าไม่น่าพลาด เพียงแต่จะออกมา หน้าตาอย่างไร เท่านั้นเอง

การถ่ายภาพกลางคืน มีทั้งยากและง่าย โอกาสพลาดก็มีไม่น้อย ข้อเขียนข้างต้นเป็นเพียงประสพการณ์ จากช่างภาพสมัครเล่นคนหนึ่ง จึงอย่าได้เชื่อเสียทุกอย่าง สิ่งที่ต้องเชื่อก็คือ เชื่อตนเอง หัดลองผิดลองถูกด้วยตนเองจนชำนาญ แล้วนั่นแหละคือความมั่นใจ



webmaster