ปลาบึก ปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เรื่องราวของปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุด มีน้ำหนักตัวเกินร้อยกิโลคงเป็นตำนานทางประวัติศาสตร์ที่มีบันทึกไว้หลายประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำโขง เริ่มจากประเทศจีนที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำ ที่ไหลเรื่อยลงไปยังประเทศเวียดนาม
ผ่านประเทศลาว ไทย และลงสู่ทะเล
ที่ประเทศกัมพูชา
แต่ละปีเรามักได้ยินชาวลาวและไทย มีประเพณีการจับปลาบึกในช่วงกำลังโตเต็มที่
เป็นความร่วมมือของชาวบ้านทั้งสองประเทศที่อยู่กันคนละฝั่งแม่น้ำ การจับปลาบึกร่วมกันทำให้หมดปัญหาการล้ำแดน
เพราะการไล่ล่าปลาขนาดใหญ่ คงจะว่ายไปมาทั้งฝั่งไทย
และลาว
เคยอ่านหนังสือพิมพ์สมัยก่อน
ชาวบ้านที่อยู่ริมโขงทางภาคเหนือ จะทำพิธีจับปลาบึกกันปีละครั้ง เหมือนจะเป็นการขอโทษขอขมาแม่พระธรณีหรือแม่น้ำโขง พร้อมกับขอให้เกิดโชคลาภในการจับปลาบึก
ดูแล้วเหมือนจะเป็นปลาอาถรรพ์ ที่บางปีก็จับได้บางปีีก็ล้มเหลว จับได้มาตัวหนึ่งก็ถือว่าโชคดีเพราะสามารถขายกันได้เงินเป็นหมื่นๆ
โดยจะมีพ่อค้าร้านอาหารใหญ่ๆไปเสนอซื้อขายกันสูงลิ่ว ชาวบ้านก็จะได้เงินเป็นกอบเป็นกำมาแบ่งปันกัน ปลาบึกในสมัยนั้นเป็นปลาที่หายากมาก
และใกล้จะสูญพันธ์แล้วด้วย ข่าวการจับปลาบึกในระยะหลังๆรู้สึกว่าจะลดน้อยถอยลง
ทุกขณะ บ้างก็ว่าปลาย้ายไปวางไข่ในแถบประเทศเวียดนาม หรืออาจเป็นเพราะถูกล่าจากชาวบ้านมากขึ้นและบ่อยครั้งกว่าแต่ก่อน
จากนั้นต่อมา ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะเป็นศูนย์ประมงที่กว้านพะเยา จังหวัดเชียงราย
(เดิมเป็นอำเภอหนึ่งของเชียงราย) มีการผสมเทียม
ปลาบึกได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศและของโลกด้วย หลังจากพยายามกันมาอยู่หลายครั้ง ตอนนั้นออกข่าวกันใหญ่โตที่ได้ลูกปลาบึกตัวเล็กๆหลายแสนตัวเต็มอ่างเต็มกาละมัง
แต่ความดีใจนี้ก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะผลจากการฟูมฟักเลี้ยงดูในระยะต่อมาปรากฏว่า
ลูกปลาบึกได้ทะยอยตายไปเป็นจำนวนมากจนแทบไม่เหลือให้อยู่รอดจนโต
จากการทดลองในรุ่นต่อๆมา ปรากฏว่าประสพผลสำเร็จเป็นที่พอใจ และได้ปล่อยสู่แหล่งน้ำสำคัญ
เช่นน้ำตามเขื่อนต่างๆ
จนได้ปลาบึกตัวโตสมบูรณ์เช่นเดียวกับที่จับได้จากแม่น้ำโขง
เขื่อนรัชชประภาก็เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่มีการปล่อยลูกปลาบึกจากการผสมเทียม
เข้าใจว่าคงปล่อยกันมาหลายรุ่นแล้ว และโตพอที่จะจับมาเป็นอาหารได้ ปัจจุบันนี้ปลาบึก
จึงเป็นปลาที่หาทานได้ไม่ยากเหมือนเช่นอดีตอีกต่อไป ผมเคยทานปลาบึกเป็นครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่ร้านริมแพ
อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร ในยุคที่ยังหาทานกันยาก ยอมรับว่าตื่นเต้นและ
อยากลอง พรรคพวกสั่งต้มยำปลาบึกหม้อไฟมาเลี้ยง เมื่อบ๋อยยกมาวางแล้วก็ต้องเพ่งพินิจพิจารณากันนานกว่าจะตักคำแรกใส่ปาก
เนื้อและหนังหนาเอาการทีเดียว หนังเหนียวเหมือนเคี้ยวเอ็น ส่วนเนื้อนั้นไม่ต้องพูดถึง
ไม่ต่างอะไรกับเนื้อไก่บ้าน ที่เนื้อแน่นและ
แข็งพอกัน ต้มยำหม้อไฟ 1 หม้อ วางปลาบึกแค่ 4 ชิ้นโตๆ ก็แทบจะล้นหม้อ
ถ้าเป็นคนไม่ค่อยชอบอาหารแปลกใหม่ หรือชอบกินอาหารพิสดารแล้วก็เชื่อว่ากินครั้งเดียวคงเลิก เพราะยังไงก็สู้ต้มยำปลาช่อนธรรมดาๆแบบพื้นบ้านนี้ไม่ได้แน่
ภาพการแล่ปลาบึกที่เขื่อนรัชชประภาที่เห็นนี้
ถ่ายไว้เมื่อเดือน ธันวาคม 2545 คราวที่นั่งเรือไปเที่ยว อุทยานแห่งชาติเขาสก
ตอนขากลับขณะเรือกำลังเข้าร่องน้ำเทียบท่า เห็นปลาตัวใหญ่ๆถูกตัดหัวนอนระเกะระกะอยู่บนแพ มีชาวบ้านกำลังแล่เนื้อเห็นเลือดสีแดง คนขับเรือบอกว่าเป็นปลาบึก หลังจากขึ้นฝั่งแล้วจึงปลีกตัวมาถ่ายภาพ
เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ชาวบ้านบอกว่าที่เห็นนี้หนักราวๆ 100-120
กิโลกรัม ตัวใหญ่สุดที่เคยจับได้หนักประมาณ 200 กิโล (ที่แม่น้ำโขงเคยจับได้
300 โล)
การจับปลาบึกที่เขื่อนนี้ ต้องจับในบริเวณที่ทางการกำหนด หรือตามแม่น้ำลำห้วยนอกพื้นที่เขื่อนและอุทยานฯ
หรือนอกพื้นที่ที่เป็นทะเลสาบ แต่เรื่องนี้ชาวบ้านแอบกระซิบมาว่าบางครั้งก็อาจจับปลาล้ำมาในพื้นที่หวงห้ามเหมือนกัน
เพราะปลาบึกจะมาชุมนุมอาศัยอยู่ในเขตต้องห้ามบริเวณน้ำลึก ส่วนในพื้นที่ที่กำหนดมักจับไม่ค่อยได้ ชาวบ้านที่จับมาได้ก็จะมาขายต่อให้พ่อค้าที่บนแพนี้
จากนั้นก็จะทำการตัดหัว ควักใส้ ส่วนลำตัวก็จะตัดออกเป็น 5 ท่อน
ในส่วนที่ตัดเฉือนออกไปเช่นหัวปลา เครื่องในตับไตใส้พุงต่างๆ
รวมทั้งครีบปลาและหางปลา บอกว่าขายได้เป็นเงินหมดทุกส่วน
หลังจากชำแหละแล้วจะมีพ่อค้ามารับซื้ออีกทอดหนึ่งและขายในราคาโลละ
70 บาท หรืออาจต่ำกว่านี้ถ้ามีปลาชุกชุม
ถ้าตัวหนึ่งหนัก
150 กิโล ก็จะขายได้ตัวละ ประมาณ 10,700 บาท เมื่อส่งไปขายที่กรุงเทพก็จะขายกันประมาณกิโลละ
170 บาท หรือคิดเป็นตัว
ก็ตกตัวละ 25,500 บาท ซึ่งเป็นเงินไม่น้อยสำหรับปลาเพียงแค่ตัวเดียว
แต่ถ้าออกมาเป็นอาหารในเมนูแล้วจะมีราคาถูกหรือแพงขนาดไหนก็ไม่อาจทราบได้ คงขึ้นอยู่กับฝีมือการปรุงและการคิดค้นวิธีนำมาทำเป็นอาหารมากกว่า
ปลาบึกเป็นปลาสายพันธ์เดียวกับปลาสวาย ที่เคยเห็นเลี้ยงตามวัดต่างๆ
หรือถ้าเป็นฝูงใหญ่มากก็ต้องที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร
เมื่อโยนขนมปังแต่ละทีก็โดดแย่งกันโครมครามจนน้ำแตกกระจายและส่งเสียงดัง
ปลาชนิดนี้เป็นปลาที่ค่อนข้างคาวจัด และมี
ีไขมันมาก ปลาบึกก็ทำนองเดียวกัน เมื่อนำมาทำอาหารก็คงต้องให้ถึงพริกถึงเครื่องเทศเพื่อดับกลิ่นคาวปลา
พูดแล้วก็น้ำลายสอ ผัดเผ็ดพริกไทยอ่อนพร้อมกระชายหั่นซอย ใส่ใบมะกรูดอีกนิด
และมีข้าวร้อนๆกับไข่เจียวอีกสักจาน
รับรองว่า ข้าวจานเดียวคงเอาไม่อยู่แน่ ....(ว่าแล้วก็ขออนุญาตกลืนน้ำลายหน่อยเถอะ
)
น่าเสียดายที่ผมมีเวลาจำกัดในการถ่ายภาพการชำแหละปลาบึกครั้งนี้
เพราะต้องเดินทางต่อไปยังจังหวัดภูเก็ต มีเวลาถ่ายภาพ
ได้ประมาณครึ่งชั่วโมง จึงไม่มีโอกาสบันทึกภาพขั้นตอนต่อไปหลังจากที่เห็นในภาพนี้
สวัสดีครับ
เวปมาสเตอร์
Photoontour.com
|