วัดบรมธาตุไชยา
หลายครั้งหลายหนทีเดียวที่มีโอกาสผ่านอำเภอไชยา
แต่ไม่เคยแวะนมัสการวัดสำคัญซึ่งเป็นที่รู้จักและนับถือของชาวจังหวัด
สุราษฎร์ธานีและชาวจังหวัดทางภาคใต้ ยังแปลกใจเหมือนกันว่าจากสภาพที่เห็นภายนอกขณะนั่งรถผ่านไปมาอยู่หลายครั้ง
ดูไม่ใหญ่โต น่าจะเป็นวัดเล็กๆด้วยซ้ำไป แต่ทำไมจึงเห็นมีการกล่าวถึงในที่ต่างๆกันบ่อยนัก
แม้แต่ในหนังสือเรียนเมื่อตอน
เป็นเด็ก จำได้ว่าเคยเห็นภาพวัดบรมธาตุไชยาที่กล่าวถึงวัดสำคัญๆของแต่ละจังหวัด
จนมาครั้งหลังสุดเมื่อปลายปี 2545 ได้มีโอกาสเยือนภาคใต้อีกครั้งหนึ่ง
และต้องขับรถผ่านจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามเส้นทางเดิม
ที่เคยผ่านมาแล้วหลายหน จึงวางแผนไว้ในใจว่าจะแวะมานมัสการตอนขากลับหลังจากที่กลับจากเที่ยวจังหวัดภูเก็ตมาแล้ว
วันนั้นรู้สึกจะโชคไม่อำนวยนัก เพราะมีฝนตกพรำๆเป็นระยะๆในตอนเช้า
หลังจากที่ออกจากจังหวัดสุราษฎร์ฯเพื่อเดินทางกลับ
กรุงเทพ มาถึงวัดเอาก็ราวเกือบสิบโมงเช้า มีนักท่องเที่ยวอยู่ประปราย
แต่มีรถบัสนักเรียนกำลังทยอยเข้ามาอีกหลายคัน วัดบรมธาตุไชยาชื่อเต็มว่า วัดพระบรมธาตุไชยา
ราชวรวิหาร ตั้งอยู่ในเขตอำเภอไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
จากแยกถนนใหญ่(สาย 41 ) เพื่อเข้ามายังตัวอำเภอไชยาไม่เกิน 2 กม.จะมองเห็นวัดและมีเจดีย์องค์เล็กๆตั้งโดดเด่นทางฝั่งขวามือ ภายในบริเวณวัดจะมีพิพิธภัณฑ์แสดงวัตถุโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัย
สมัยทวาราวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย และ
อยุธยา ซึ่งเป็นการค้นพบในเมืองไชยา(เก่า) แต่น่าเสียดายในวันที่ไปถึงนั้น
เป็นวันจันทร์ซึ่งปิดให้เข้าชม จึงไม่มีโอกาสบันทึกภาพ
และนำสิ่งที่เห็นมาบอกกล่าวกัน วัดบรมธาตุไชยาเป็นวัดที่ไม่ใหญ่โตนักตามรูปแบบของวัดทางภาคใต้ทั่วไป
ที่มักไม่นิยมสร้างศาสนสถานให้ใหญ่โตอลังการ
เหมือนวัดทางภาคอื่น ทั้งๆที่อำเภอไชยานี้เป็นแดนธรรมหรือแหล่งธรรมะตามคำขวัญของจังหวัดที่ว่า
ร้อยเกาะ เงาะหร่อย
หอยใหญ่ แหล่งธรรมะ ความหมายของแหล่งธรรมมะ ก็คืออำเภอไชยานี้เอง
ที่มีวัดคู่บ้านคู่เมืองอันเก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน
ซึ่งแต่เดิมนั้นถูกทิ้งร้างและกลับมาบูรณะอีกหลายครั้งหลายหน ต่อมามีการค้นพบพระพุทธรูปเก่าแก่ในบริเวณวัดและใกล้เคียง
ทำให้ทราบว่า อำเภอไชยาคือดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองด้านพุทธศาสนามาแต่ในอดีต
มีการค้นพบพระพุทธรูปในยุคศรีวิชัย ที่แผ่ขยายความรุ่งเรืองมาจนถึงแหลมมลายู รวมทั้งค้นพบพระพุทธรูปอีกหลายยุคหลายสมัยในเขตอำเภอไชยา
แม้ว่าการเดินทางมานมัสการวัดคู่บ้านคู่เมืองอำเภอไชยาในวันนี้อาจเห็นไม่ครบถ้วนนัก
พิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาโบราณวัตถุ ุหลายยุคหลายสมัย จนได้ชื่อว่าเป็น "พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติไชยา" ก็ไม่มีโอกาสได้ชม แต่พอได้ข้อสรุปและหายสงสัยว่า
วัดบรมธาตุไชยามีความสำคัญด้านพุทธศาสนามาแต่อดีต มีศาสนสถานอันเก่าแก่ที่ยังคงรักษาไว้มาจนถึงทุกวันนี้
และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งในอดีตและปัจจุบัน
รวมทั้งพระบรมวงศานุวงค์พระองค์ต่างๆก็เคยเสด็จฯ
มาสักการะพระบรมธาตุเจดีย์อยู่หลายครั้งหลายหน
(อ่านได้จากหน้าประวัติของวัด) เรื่องพระมหากษัตริย์กับวัดบรมธาตุไชยา) หากนักท่องเที่ยวท่านใดผ่านมาเส้นทางสู่จังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้ว
ควรมาแวะนมัสการและเยี่ยมชมภายในบริเวณวัด ซึ่งแสดงถึงงานศิลปะฝีมือสกุลช่างไชยาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเจดีย์พระบรมธาตุซึ่งเป็นงานศิลปะสมัยศรีวิชัยที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่มีอยู่ในเมืองไทย และด้วยรูปแบบที่สวยงามและมีความหมายนี้เอง ทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์แบบ
จำลองไว้ให้ประชาชนสักการะในตัวเมืองสุราษฎร์ ซึ่งเป็นมุมมองที่โดดเด่นสวยงามสำหรับผู้พบเห็นและผู้สัญจรผ่านไปมา
(เรื่องราวของอำเภอไชยา ยังไม่จบเพียงแค่นี้
ยังมีเรื่อง/ภาพ ของ ผ้าไหมพุมเรียง และ ทะเลบ้านแหลมโพธิ์
ซึ่งเป็นภาพในมุมมอง
ที่คิดว่าหลายคนไม่เคยเห็นมาก่อน ....ผ้าไหมมีชื่อ..ทะเลสวย...
และกะปิอร่อยจากบ้านแหลมโพธิ์ และที่สำคัญมีภาพบ้านไม้เก่าแก่
ของท่านพุทธทาสมาฝากด้วย ซึ่งจะทะยอยนำมาลงในโอกาสต่อไป)
การถ่ายภาพ
เนื่องจากภายในบริเวณวัดมีพื้นที่ไม่กว้างขวางนัก
หากถ่ายภาพด้วยเลนส์ทั่วๆไปแล้วอาจไม่สามารถเก็บภาพได้ครบถ้วนทุกพื้นที่
เลนส์มุมกว้างจึงมีประโยชน์ สามารถเก็บภาพตามที่ตามองเห็นได้เกือบทั้งหมด
ภาพชุดนี้จำนวนหลายภาพถ่ายด้วยเลนส์ซูมขนาด
20-35 ม.ม. ซึ่งส่วนใหญ่จะ set ไปที่ 20 มม. การถ่ายด้วยเลนส์มุมกว้างขนาดนี้มักมีปัญหาเรื่อง
distortion อยู่บ้าง ที่สัดส่วนอาจบิดเบี้ยวไปตามความโค้งของเลนส์ ซึ่งการถ่ายภาพในมุมที่จำกัดนี้ค่อนข้างจัดภาพได้ลำบาก
เพราะตำแหน่งของกล้องกับ
วัตถุที่จะถ่ายต่างระนาบกันมาก(ต้องแหงนกล้อง) จะหันกล้องไปทางไหนก็ดูภาพจะเบี้ยวบิดเบือนไปหมด การถ่ายภาพจึงต้องระมัดระวังและรอบคอบ หากผลีผลามรีบร้อนกดชัตเตอร์โดยโดยไม่มองให้รอบด้านแล้ว
ก็อาจมีปัญหาได้ แค่เพียงเอียงกล้อง
ไปนิดเดียว ภาพอาจเบี้ยวไปมาก โดยเฉพาะการถ่ายเจดีย์ซึ่งจะโค้งเอียงอยู่ตลอดเวลาที่ขยับมุมกล้อง
การแก้ปัญหาในการถ่ายภาพแบบนี้ จึงต้องพยายามให้วัตถุที่เป็นส่วนสำคัญหรือที่เป็นจุดสนใจหลักอยู่ในส่วนกลางภาพ
ซึ่งจะพอ
แก้ปัญหาไปได้บ้าง แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าสัดส่วนที่ได้จะไม่ตรงกับความจริง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องของเลนส์อาจเข้าใจผิดและไขว้เขว แต่ผู้ที่เป็นนักถ่ายภาพและรู้คุณสมบัติของเลนส์มุมกว้างแล้วจะเข้าใจดีว่าขนาดหรือสัดส่วนที่เห็นจากภาพนั้น แตกต่างจากความจริง เช่นวัตถุที่ถ่ายนั้นไม่ได้เล็ก
หรือไม่ได้กว้าง หรือไม่ได้ใหญ่โต เหมือนของจริงแต่อย่างใด เลนส์มุมกว้างจึงมีข้อจำกัดเรื่องสัดส่วน
ยิ่งมุมกว้างมากก็มีปัญหามาก แต่ถ้าหากเป็นระนาบเดียวกันโดยที่อาจยืนในที่สูงและกล้อง
ไม่ต้องแหงนหรือเงยมากเกินไป การบิดเบือนสัดส่วนก็จะลดน้อยลงไปด้วย อีกประการหนึ่ง ภาพจากเลนส์มุมกว้างมักหลอกตา
เช่นในพื้นที่แคบๆอาจดูกว้างขวางใหญ่โต จนคนที่ดูภาพเข้าใจผิดไปได้ว่า
ทำไมภาพที่เห็นกับของจริงจึงไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ก็เพราะเรื่องเลนส์ถ่ายภาพนี้แหละที่หลอกตาเอา
โดยเฉพาะภาพโฆษณาบ้านจัดสรร ที่เห็นห้องนอนห้องรับแขกดูกว้างขวางน่าอยู่ แต่พอไปเห็นของจริงแล้ว
กลับเท่าแมวดิ้นตาย |