The professional Photo website : เวปไซต์ภาพถ่าย เวปไซต์คุณภาพ Home > Gallery > Farmer       
  < Home >       Mong Hil Tribe : เมื่อชาวม้งต้องลงจากดอย บทความ I ข้อมูลการถ่ายภาพ I ภาพ Panorama I Article I Photo data      
 
 

Mong Hill Tribe

All these farming pictures were taken on August 12, 2004 . While I drove along the bypass road near Chiangmai on that evening, I saw Thai farmers planting in the fields, so I took my camera to get some pictures. They were working not too far from the road. These farmers were from the Mong tribe, they came from a hill at pong-yang, mae -rim province, Chiangmai . These hill tribes rent fields for 600 baht / rai to grow rice. Two and a half rai is equivalent to one acre. They rent 10 rai which is equal to 6,000 baht per year. All the rice they grow is for their own use, and not for sale. After they have harvested the rice, they share it with their cousins, 3 families in all, which amounts to 30 people.

During the Rainy Season - June to September – you can see farmers doing the same as in these pictures all across the country. At the time of writing, the Tourist Authority of Thailand is promoting “Unseen Thailand”, hoping to attract more visitors to the countryside as opposed to the usual city and coastal resorts. There are so many things to see that are truly amazing and beautiful that are part of everyday life for the folk working and living off the land.



จากดอยสู่พื้นราบ

ภาพริมทางชุดนี้ได้มาขณะขับรถจากห้วยตึงเฒ่าเพื่อไปยังศูนย์โบราณสถานของเชียงใหม่ ที่ได้ทราบมาว่ากำลังโปรโมทให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ มีชื่อว่าอะไรก็จำไม่ได้แล้ว แต่ก็เห็นป้ายโฆษณาอยู่หลายแห่งตามจุดต่างๆ

วันนั้นเป็นวันที่ 12 สิงหาคม 2547 เป็นช่วงหน้าฝน ท้องทุ่งตามริมทางจะเห็นชาวนากำลังลงมือปักดำกันหลายแห่ง เป็นภาพที่ดูเขียวสดชื่นและเป็นบรรยากาศของชนบทที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยจะเห็นภาพชนบทไทยๆแบบนี้กันบ่อยนัก

เวลานั้นน่าจะราว 4 โมงเย็น ขณะขับรถอยู่บนถนนรอบเมืองสายใหม่ที่เห็นทุ่งโล่งกว้างไกล ก็เห็นชาวนาอยู่กลุ่มหนึ่งกำลังถอนกล้า และ ลงมือปักดำปลูกข้าวอยู่ในระยะที่ไกลพอสมควร ผมจอดรถเพื่อสังเกตการณ์อยู่สักพัก เผื่อว่ามีอะไรน่าสนใจ ท้องฟ้าขณะนั้นก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเดี๋ยวครึ้มเดี๋ยวสว่าง ซึ่งดูแล้วก็คิดว่าหากไปอยู่กลางทุ่งก็อาจจะเห็นเป็นภาพสวยๆได้บ้าง

คนชอบถ่ายภาพก็แบบนี้แหละ ใจมันไม่อยู่นิ่งหรอก มักคิด มักสังเกตุดูสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ

ยิ่งมีกล้องติดกายด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องคิดไขว่ขว้าหาภาพอยู่ตลอด ขับรถไป คุยกับผู้ร่วมทางไป ขณะเดียวกันสายตาก็ต้องสังเกตุภาพข้างหน้าตามไปด้วยเสมอ และภาพที่เห็นๆกันในเวปนี้ ส่วนใหญ่ก็มาจากที่ว่านี้แหละครับ

ผมจอดรถชิดไหล่ทางตรงที่เห็นชาวนาประมาณ 10 กว่าคน กำลังทำนากันอยู่ไกลๆ เป็นกลุ่มคนที่ดูจะมีมากกว่าที่เห็นตามเส้นทางที่ผ่านมา มันน่าสนใจก็จริงแต่ถ้าจะไปถ่ายภาพตรงนั้นก็ต้องเดินเลาะคันนาที่เลอะเทอะเฉอะแฉะไปไกลไม่น้อย กว่าจะถึงแข้งขาก็คงถูกละเลงไปด้วยโคลนแน่ๆ

ชั่งใจอยู่นาน เพราะจะทำให้โปรแกรมที่จะไปเที่ยวโบราณสถานที่อยู่อีกไม่ไกลนั้นก็คงต้องเปลี่ยนไป คิดแล้วก็เอาแน่ ดับเครื่องยนต์แล้วไปหยิบกระเป๋ากล้องทันที พร้อมกับบอกญาติโยมที่มาด้วยกันว่า ขอเวลาหน่อย จะเดินตามคันนาเพื่อไปถ่ายภาพชาวนาที่เห็นข้างหน้าโน้น ก็ไกลพอที่จะตะโกนไม่ถึงกัน ผมจัดแจงถอดรองเท้าและพับขากางเกง เพราะงานนี้ ต้องบอกว่าลุยแน่ และลุยเละด้วย

ผมเคยเดินตามคันนาก็ตอนเด็กๆ ครั้งที่พ่อเคยพาไปเที่ยวบ้านนอก คราวนั้นกับคราวนี้มันต่างกันลิบ ครั้งนี้จะเดินตัวปลิวเหมือนเด็กๆคงไม่ได้แน่ เก้ๆกังๆพอสมควรกับคันน่าที่ย่ำลงแต่ละทีมันทำให้รู้สึกว่าจะเสียศูนย์ทุกย่างก้าว หากหกล้มหน้าคะมำก็คงยุ่งแน่ ลำพังตัวเองคงไม่เท่าไร แต่กระเป๋ากล้องนี่ซิ จะเสียหายแค่ไหนก็ไม่รู้ ไม่ง่ายนะครับกับการเดินบนคันนาแบบนี้ เห็นชาวนาเค้าเดินเหินคล่องแคล่วเวลาเดินสวนกันเค้าก็เลี่ยงหลบลงข้างล่างไม่เห็นจะเดือดร้อนลำบากอะไร ย่ำจมโคลนจนถึงหัวเข่าแล้วขึ้นมาเดินต่อเฉย

สนุกดีครับ กับการเดินเท้าเปล่าบนดินโคลนที่หนียวหนึบ ให้ความรู้สึกสัมผัสที่ดีไม่น้อย ได้บริหารเท้า ได้นวดเท้าโดยวิธีธรรมชาติน้อยคนนักจะมีโอกาสแบบนี้ คนส่วนใหญ่มักมองดินมองโคลนเป็นสิ่งสกปรก ว่าไม่สะอาดบ้าง มีเชื้อโรคบ้าง มันก็อาจจะจริงอยู่แต่ไม่ ่ทั้งหมด หากมนุษย์เราไม่แก่วิชาการมากไป ทิ้งๆมันไปลืมๆมันบ้าง ก็อาจได้สิ่งดีๆให้กับชีวิต

ถ้ารู้จักติดดิน ร่างกายเราจะได้อยู่ในสมดุลย์ของธรรมชาติ มันอาจช่วยปกป้องและปรับร่างกายเราให้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บได้ คำว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ตามคำกล่าวของหยินและหยาง ส่วนหนึ่งก็มาจากการให้ร่างกายเรารู้จักติดดิน ได้ใกล้ชิดผืนโลก เหมือนได้สร้างภูมิคุ้มกันโดยวิธีธรรมชาติ

กลุ่มชาวนาที่เห็นกำลังทำงานอยู่กลางทุ่งนี้ แท้จริงแล้วไม่ไช่ชาวบ้านแถบนั้น แต่เป็นชาวเขาเผ่าม้งที่อยู่บนดอย ต.โป่งแยง เขต อ.แม่ริม เชียงใหม่ สอบถามผู้รู้ว่า ไอ้โป่งแยงนี่มันไปทางไหน ก็ได้รับคำตอบว่า โน่นนะทางไปสะเมิงนั่นแหละ

" แล้วสะเมิงมันอยู่ตรงไหน" อันนี้ผมไม่ได้ถามแต่ก็รู้คำตอบมานานแล้วว่าสุดฤทธ์สุดเดชไม่เบา เส้นทางนี้เคยไปเมื่อหลายปีก่อน ภูเขา สลับซับซ้อนมาก เวียนหัวจนน่าอาจียน สมัยนั้นเป็นเส้นทางที่น้อยคนจะผ่านไปเพราะลงเขาไปก็เป็นอำเภอสะเมิงที่ดูเล็กๆ เหมือนเป็น หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกล

ชาวม้งบอกว่าจะมาที่นี่ตอนเช้าโดยนั่งรถปิ๊กอัพของญาติๆมาจากหมู่บ้าน ตกเย็นก็จะมารับกลับ ไม่มีบ้านช่องอยู่แถวนี้ และจะเป็นแบบนี้กันตลอดฤดูกาล พอช่วงต้นข้าวแข็งแรงมีน้ำพอเพียงก็เพียงแค่นานๆมาดูสักครั้ง

ผมมีโอกาสพูดคุยกับชาวเขาเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นอะไรบางอย่างกับพืนนาที่เห็นสุดลูกหูลูกตา แน่นอนว่าเจ้าของที่นาคงน้อยนักที่จะทำประโยชน์จากที่ดินของตนเอง ส่วนใหญ่จะให้เช่าและแบ่งผลประโยชน์เล็กๆน้อย และที่เห็นๆตามริมทางสายนี้ ก็ต้องบอกว่ามันเปลี่ยนมือมาเป็นของนายทุนหรือนักเก็งกำไรกันหมดแล้ว หากมองในแง่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็ถือว่าเสียโอกาสไปไม่น้อย เพราะถูกให้ทิ้งรกร้างไม่ได้ทำประโยชน์อะไรมากมายนัก กฏหมายปฏิรูปที่ดินหรือที่จะมีกฏหมายเรียกเก็บภาษีที่ดินว่างเปล่า ก็เห็นมีข่าวมาตลอด ป่านนี้ ม่รู้ว่าไปถึงไหนกันแล้ว

ชาวเขาที่มาเช่าที่นานี้บอกว่าเสียค่าเช่าเป็นรายปี ตกปีละ 600 บาทต่อไร่ต่อปี เช่าเอาไว้ 10 ไร่ก็เป็นเงิน 6,000 บาทต่อปี ดูเหมือนเป็นเงินไม่มาก แต่สำหรับชาวเขาที่ไม่ได้ร่ำรวยแล้วแล้วรู้สึกจะเป็นเงินไม่น้อยทีเดียว

เค้าบอกว่า ปลูกข้าวไว้เพื่อกินอย่างเดียว ได้มาก็จะแบ่งๆกันในหมู่ญาติ ที่มีอยู่ 3 ครอบครัว มีสมาชิกประมาณ 60 คน หรือครอบครัวละ10 คน เหตุที่ต้องมาปลูกข้าวก็เพราะซื้อกินราคามันแพง เลยต้องมาปลูกเอง และหลังจากได้เป็นข้าวเปลือก แล้วก็จะนำไปตำยังหมู่บ้านการตำก็คงใช้ครกกระเดื่องที่ใช้เท้าเหยียบหรือตำมือที่เรียกว่าข้าวซ้อมมือนั่นแหละครับ

วันที่ผมมาถ่ายภาพนั้น พวกเด็กชาวเขาและคนแก่จะให้นั่งๆนอนกันที่เพิงริมทาง โดยขนเครื่องใช้และอาหารการกินมาบ้างเล็กน้อยตามความจำเป็น เพิงริมทางหลังเล็กๆก็เป็นที่บังแดดบังฝนของชาวนาและเป็นที่พักกินข้าวไปในตัว

สิ่งที่สัมผัสในวันนั้นก็ทำให้ผมรับรู้อะไรมากขึ้น ว่าชาวเขาเผ่าม้งที่อาศัยตามเทือกเขาของภาคเหนือ ปัจจุบันก็คงเพิ่มจำนวนมากขึ้น การดำรงชีวิตก็คงเปลี่ยนไป จากที่เคยทำไร่และอยู่กันแต่บนดอยบนเขา ปัจจุบันก็ได้มาหากินอยู่พื้นราบมากขึ้น เข้ามาประกอบอาชีพ นำผลผลิตจากดอยลงสู่พื้นราบ มีบทบาทการเป็นพ่อค้าทั้งผู้ขายส่งและขายปลีก หากใครไปเที่ยวภาคเหนือก็คงได้มีโอกาสเห็นภาพชาวเขา

นั่งขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรตามตลาดสดกันหลายแห่ง เช่นตลาดสดอัศวินที่ลำปางก็มี ชาวเขาขายลูกพลับที่นำมาจากดอยขายเสร็จก็กลับขึ้นดอยในวันนั้น

ชาวเขาที่เคยปลูกฝิ่นหาเลี้ยงชีพในอดีตนั้น ปัจจุบันก็คงหมดสิ้นไปแล้ว และแน่นอนว่าหากใครพูดถึงเรื่องเหล่านี้ก็คงอดนึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ ที่ทรงริเริ่มโครงการในพระราชดำริหลายๆโครงการ ส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกพืชเมืองหนาวแทนการปลูกฝิ่น จากวันนั้นถึงวันนี้ เราก็คงจะเห็นผลผลิตจากชาวเขากันมากมาย เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อชาวเขาเผ่าต่างๆ ให้หันมาปลูกพืชที่เป็นประโยชน์แทนการปลูกพืชที่เป็นมหันตรายของสังคมมนุษย์


เวปมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
11 มีนาคม 2548


(หมายเหตุ : โบราณสถานที่กล่าวถึงในบทความคือ เวียงกุมกาม)

 
 


Photo data : ข้อมูลการถ่ายภาพ


Film : Slide Fuji velvia
Camera : Nikon F90
lens : 20-35 mm./ 28-70 mm./75-300 mm.
filter : no


ภาพถ่ายชุดนี้ใช้ฟิล์ม slide velvia ล้วนๆ ความจริงมีฟิล์มรุ่นอื่นๆเตรียมไปด้วย แต่คิดว่าในบรรยากาศแบบนี้ velvia น่าจะให้ภาพที่ดีกว่าโดยเฉพาะสีสัน ซึ่งผลที่ได้ก็ตรงกับสิ่งที่เห็นจริง ภาพชุดนี้ผมถ่ายไปค่อนข้างเยอะ สภาพแวดล้อมที่เห็นเหมือนไม่มีอะไรแต่พออยู่ในสถานะการณ์นั้นแล้วมันมีอะไรน่าสนใจไปหมด

สนุกกับการถ่ายภาพครั้งนี้มาก 1 ชั่วโมงที่อยู่กลางทุ่งขณะที่เท้าละเลงโคลน เห็นท้องฟ้าและบรรยากาศมันปรับเปลี่ยนแสงสีตลอดเวลา จะบอกว่าเป็นโชคก็คงไม่ผิดนัก นึกใจว่าตัดสินใจถูกแล้วที่จอดรถและมาลุยโคลน หากมัวนึกถึงสถานที่จะเดินทางไปข้างหน้าก็คงไม่มีโอกาสได้ภาพแบบนี้ จำไม่ได้ว่าใช้ฟิล์มไปเท่าไรแต่ก็ทำเอาฟิล์มที่เตรียมมาพร่องไปอย่างน่าใจหาย velvia ตอนนี้เหลือน้อยเต็มที

ในช่วงก่อนที่จะเดินกลับเพราะเห็นว่าพอสมควรแก่เวลาแล้ว ก็เห็นแสงแดดค่อยๆปรากฏขึ้นและเมื่อมองย้อนแสงก็เห็นเป็นภาพที่ดูสวย มันสวยจนบอกไม่ถูก มีแสงแดดอ่อนๆทอดอยู่ตรงหน้าในท่ามกลางบรรยากาศรอบด้านที่ดูอึมครึม ภาพลักษณะนี้ถือเป็นเหตุการณ์ปกติที่เห็นกันทั่วไป แต่ในมุมมองของนักถ่ายภาพเชื่อว่าหลายคนคงอยากให้เกิดขึ้นกับตนเองในช่วงเวลาที่กำลังถ่ายภาพ และมีความพร้อมที่จะลั่นชัตเตอร์อยู่ตลอดเวลา

นักถ่ายภาพที่มีประสพการณ์คงเห็นเป็นโอกาสและรีบเก็บเกี่ยวโชครางวัลโดยมิรอช้า แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองเห็นโอกาสนั้นหรือเปล่า บางคนหรือหลายคนอาจมองไม่เห็นเพราะประสพการณ์การมองภาพและเข้าใจภาพนั้นอาจยังไปไม่ถึง เห็นภาพที่ดีๆแต่คิดว่าเป็นภาพแบบธรรมดาๆ ทำให้พลาดโอกาสทอง สายตาและความคิดจึงสำคัญมาก

นักถ่ายภาพส่วนใหญ่เท่าที่สังกตุมักมองเฉพาะจุดเฉพาะด้าน ตีกรอบของสายตาที่แคบเกินไป ให้ความสนใจเลนส์ประเภท tele หรือ Zoom มากกว่าเลนส์ wide angle ใช้เลนส์ wide น้อยกว่าเลนส์ตัวอื่น แต่ความจริงแล้ว หากใช้เลนส์ wide ให้คล่องแล้วก็จะเห็นว่ามันให้ภาพที่เหนือจริงอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะภาพท้องทุ่งกว้างใน ภาพสุดท้าย ของชุดนี้ จริงๆแล้วภาพนี้ไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อใช้เลนส์ 20-35 มม. ปรับที่ระยะ 20 มม. มันก็จะรวมเอาเมฆที่อยู่นอกกรอบสายตาเรา กวาดมารวมอยู่ในเฟรม ภาพนี้น่าสนใจตรงที่พื้นที่โดยรอบของภาพเป็นโทนสีเทามีอาคารมุงจากเป็นจุดสนใจเล็กๆอยู่ตรงกลาง เห็นฟ้าสว่างอยู่กลางภาพ ภาพธรรมดาผนวกกับการเข้าใจสภาพแวดล้อมและรู้ความสามารถของเลนส์ ก็แปรเปลี่ยนภาพธรรมดาให้เป็นภาพที่มีความหมายขึ้นมาได้

ภาพชาวนานี้ใช้เลนส์เกือบทุกตัวทุกระยะ ทั้ง 75-300, 28-70 , 20-35 ครอบคลุมพื้นที่ในทุกด้าน อาจต้องยอมลำบากเพื่อแบกน้ำหนักที่หนักเอาการ แต่ก็ให้ผลลัพท์ที่เป็นกำไร

ภาพในบรรยากาศแบบนี้สิ่งที่ต้องระวังก็คือการวัดแสง ภาพที่มีท้องฟ้า ภาพที่เห็นท้องฟ้าสะท้อนน้ำ การวัดแสงจากกล้องอาจคลาดเคลื่อน ภาพจะอันเดอร์ จึงควรเผื่อไว้ประมาณ +1/2 stop หรือหากเป็นภาพที่มีท้องฟ้าก็อาจแก้ปัญหาโดยการวัดแสงจากทุ่งนาแทน





..................................................................................................................................................................................................

 
photoontour.com      copyright © 2004 All images www.photoontour.com, All rights reserved