กาสะลองรีสอร์ต
ก่อนอื่นก็ขอทำความเข้าใจกันก่อนว่า
ภาพ และบทความ ใน Gallery ชุดกาสะลองนี้ ไม่ได้มีส่วนใด้ส่วนเสียกับทางรีสอร์ตแต่อย่างใด
แต่ทำขึ้นมาในฐานะที่เคยมาพักเมื่อไม่นานนี้เอง มีโอกาสถ่ายภาพในบางส่วน
และเห็นว่าน่าจะนำภาพที่ถ่ายไว้ในช่วงเวลาสั้นๆ เก็บเล็กเก็บน้อยตามมุมต่างๆภายในรีสอร์ต เพื่อให้ผู้ที่ชอบถ่ายภาพได้เห็นมุมมองหรือมุมกล้องที่ควรบันทึกไว้
และทั้งหมดนี้ก็เขียนตามความรู้สึกส่วนตัว
ที่มีโอกาสมาพักในสถานที่แห่งนี้
ผมมีโอกาสมาที่นี่จากการจัดสัมนา จึงรู้จักและมาพักเป็นครั้งแรก
โดยนั่งรถทัวร์มาเป็นคณะ หลับๆตื่นมาเกือบตลอดทาง ระยะทางไม่ไกลนัก
แต่นั่งรถคันใหญ่แล้วรู้สึกว่ามันช้า ไปไม่ค่อยถึงไหน ผิดกับการขับรถมาเองที่สนุกกว่าเป็นไหนๆ
สถานที่ที่จะไปอยู่ตรงไหนส่วนไหน ก็ยังไม่ค่อยจะรู้นัก รู้แต่ว่าเป็นรีสอร์ตที่อยู่เมืองกาญจน์ ออกไปทางเขื่อนศรีนครินทร์
แต่ก็ยังไม่ถึงตัวเขื่อน จำได้ว่าผ่านเขาชนไก่ที่ใช้เป็นศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหาร ไปอีกไม่ไกลก็ถึงแล้ว
กาสะลองรีสอร์ตเป็นชื่อที่คิดว่าหลายคนคงเคยได้ยิน เพราะมีการโฆษณาตามนิตยสารท่องเที่ยว
มีภาพในหน้าโฆษณาที่จุงใจให้เข้ามาพัก และเป็นบรรยากาศของป่าที่แตกต่างไปจากที่อื่น เคยเห็นภาพที่ลงไว้
ก็ยังนึกในใจว่า สร้างรีสอร์ตกันได้ยังไงในดงไม้ใหญ่ หรือว่าไม่มีการตัดต้นไม้เลย แต่เมื่อไปเห็นสถานที่จริงแล้วก็ต้องบอกว่า ทางรีสอร์ตเค้าค่อนข้างจะอนุรักษ์ความเป็นสภาพของป่าไว้ค่อนข้างดีมาก
มีการปลูกไม้ใหญ่ขึ้นมาทดแทน หรือแซมในส่วนที่ว่างๆ และล้อมรอบบริเวณอาคาร
จึงทำให้ดูร่มรื่น เหมือนสร้างอยู่กลางป่าที่สงบเงียบ
เมื่อรถผ่านประตูเข้ามา ก็ให้ความรู้สึกที่ดีทันที เพราะดูร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่
พื้นที่โดยรอบก็ปลูกหญ้าจนเขียวขจี เหมือนกับว่ากำลังเข้ามายังเขตอุทยานของป่าไม้ มองเห็นบ้านพักเป็นหลังๆปลูกห่างกันเป็นระยะๆ
ในรูปแบบที่แตกต่างกัน และแต่ละหลังก็อยู่ภายใต้ของร่มเงาไม้ใหญ่
ที่นี่ค่อนข้างจะเรียบง่าย แต่ก็แฝงไปด้วยความคิดที่เข้าใจธรรมชาติ
ผู้ที่มาพักอาจไม่ค่อยสังเกตเห็นนัก แต่ถ้าพิจารณาแล้วจะเห็นว่า
เหมือนเป็นการสร้างรีสอร์ตตามความคิด ตามความชอบส่วนตัว เป็นความลงตัวที่ดูสบายๆ
มีบรรยากาศแบบเป็นกันเองมาก
จุดเด่นของรีสอร์ต นอกเหนือไปจากการรักษาสภาพแวดล้อมให้คล้ายป่า
หรือคล้ายอุทยานฯแล้ว ก็ยังเห็นการเลือกใช้วัสดุมาตกแต่งให้ดู
ูกลมกลืนและเหมาะสมกับบรรยากาศ คิดว่าผู้ออกแบบและเจ้าของรีสอร์ตน่าจะเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในเรื่องการจัดการสถานที่
โดยยึดเอาความเป็นธรรมชาติที่แท้จริงเป็นต้นแบบ
หากถือว่าการจัดการด้านภูมิทัศน์ของรีสอร์ตนี้เป็นงานศิลปะแขนงหนึ่งแล้ว
ที่นี่ก็เหมาะสมสำหรับรางวัลในศิลปะแขนงนั้น ที่สรรสร้าง
ออกมาได้อย่างน่าชมเชย และรอคอยการมาเยือนจากผู้แสวงหาความดื่มด่ำจากธรรมชาติ
ใครคิดจะสร้างรีสอร์ตในลักษณะนี้ ก็น่าจะมาดู
มาศึกษา ซึ่งคิดว่าสามารถนำไปเป็นต้นแบบได้เลย
รีสอร์ตที่นี่ดูค่อนข้างสมถะ ไม่ปรุงแต่งให้ออกมาลักษณะแบบฝืนธรรมชาติ
ใช้ความเป็นธรรมชาติที่มีอยู่เป็นจุดเด่น ปรับพื้นที่ส่วนต่างๆ
ให้ออกมาดีสอดคล้องกับสภาพเดิมๆ เหมือนจะบอกว่าผืนป่าที่นี่ดีอยู่แล้ว
ไม่ต้องไปเสริมเติมแต่งอะไรให้มากเรื่องมากราว
"ต้นปีป"(บางแห่งเขียนว่า ต้นปีบ) เป็นไม้ยืนต้นที่เห็นดาษดื่นทั่วไปภายในรีสอร์ต
ลำต้นสูงชะรูด มีร่องเปลือกคล้ายต้นสะเดา
ดอกจะมีลักษณะเป็นพวงสีขาวๆ
และเป็นไม้ยืนต้นที่โตเร็ว ปลูกไว้ไม่นานก็สามารถทำให้พื้นที่บริเวณนั้นกลายเป็นสวนป่า
ไม่ต่างจาก
ต้นไม้ใหญ่ชนิดอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกัน
ต้นปีป เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดพิษณุโลก ทางภาคเหนือเรียกไม้ชนิดนี้ว่า
กาซะลอง หรือกาดสะลอง และคำว่า "กาสะลอง รีสอร์ต"
ก็มีที่มาจากต้นปีปนี้เอง หากใครมาพักก็สามารถซื้อต้นเล็กๆที่เพาะอยู่ในกระถางไปปลูกเป็นไม้ประดับได้ในราคาประมาณต้นละ
25 บาท
ซึ่งปัจจุบันนิยมนำไปปลูกตามสถานที่ต่างๆกันมาก
ผมมีเวลาถ่ายภาพค่อนข้างน้อย ประมาณ 2-3 ชั่วโมงในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น
แต่ก็มีเวลาที่จะสังเกตบริเวณรอบๆของสถานที่ และนำบางสิ่งที่พบเห็นมาบอกกล่าวกัน แต่ก็น่าเสียดายที่บางโซนไม่มีโอกาสได้เข้าไปถ่ายภาพ
ซึ่งเป็นบริเวณบ้านพักเป็นหลังๆ ที่เห็นแล้วก็น่ามาพักมาก
สามารถมาอยู่ได้แบบครอบครัวใหญ่ จะซื้ออาหารมาทำกันเองโดยที่ไม่ต้องออกไปไหนเลยก็ได้
เป็นความสุขของครอบครัวหรือเครือญาติ
ที่อาจมาเปลี่ยนบรรยากาศในช่วงเวลาของวันหยุด
เบื่อนักก็มีจักรยานให้ขี่เล่นรอบๆรีสอร์ต ปั่นไปนั่งดูน้ำใสในแม่น้ำแควที่ไหลมาจากเขื่อน ใครชอบป่า ชอบธรรมชาติ บอกได้เลยว่าที่นี่
ลงตัวมาก และหายากสำหรับรีสอร์ตในสไตล์แบบนี้
ผมมานอนแค่คืนเดียวแต่ก็ซึมซับอะไรไปได้มาก เคยพักตามรีสอร์ตที่เมืองกาญจน์
ก็หลายแห่ง แต่ที่นี้โดดเด่นตรงที่สร้างรีสอร์ตให้อิงกับความเป็นธรรมชาติได้มากที่สุด มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
ผมไม่ทราบราคาค่าที่พักในราคาปกติ แต่ถ้ามาเป็นคณะ ต่อหัวก็ตกคนละประมาณพันเศษๆ
โดยรวมอาหารเช้าด้วย
การถ่ายภาพ
ภาพส่วนใหญ่จะถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์ Fuji Sensia 200 ซึ่งเห็นว่าเป็นฟิล์มที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพแบบธรรมชาติ
เลือกฟิล์ม์ความไวแสงที่ 200 ก็คิดว่าน่าจะให้ความคล่องตัวกว่า สามารถใช้ความเร็วสูงๆในสภาพของร่มเงาได้
แม้จะเลือกใช้ฟิล์มไวแสงที่ 200 แล้ว แต่ในกระเป๋า
ก็มีฟิล์มอีกหลายขนาดสำรองไว้ด้วย เพราะฟิล์มสไลด์หากไม่ไช่ร้านขาประจำแล้วก็คงหาซื้อที่อื่นได้ยากเต็มทน
ถึงมีก็ไม่มั่นใจในการเก็บรักษา
ฟิล์มอาจยังไม่หมดอายุแต่อาจเก็บไว้ที่ร้อน จึงอาจเสื่อมเร็วกว่ากำหนด
เชื่อว่าผู้ที่ชอบถ่ายสไลด์คงตระหนักในเรื่องนี้เป็นอย่างดี
ตอนท้ายของชุดนี้ เปลี่ยนมาใช้ Fuji velvia ISO 50 เป็นการถ่ายภาพกลางแจ้งที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว
คือครั้งแรกใช้ Slide Fuji 200
พอหมดม้วนก็เปลี่ยนเป็น Fuji velvia (ISO50) โดยถ่ายซ้ำในภาพเดิมๆที่ถ่ายไว้จากฟิล์ม
200 โดยคิดว่า velvia ในสภาพแดดจัด
ที่ร้อนแรงแบบนี้จะให้ผลที่ดี เมื่อล้างออกมาแล้วปรากฏว่า ฟิล์มทั้งสองชนิดให้ความรู้สึกพอใจที่ไม่ค่อยแตกต่างกันนัก
คือถูกใจทั้งคู่ จนแยกไม่ออกและตัดสินใจไม่ถูกว่าอย่างไหนดีกว่ากัน
พูดถึงในเรื่องสีแล้วฟิล์มไวแสงทั้งสองขนาดให้สีที่น่าพอใจ ต่างกับที่คิดไว้แต่แรกมาก
แต่ถ้าจะขยายใหญ่เต็มที่แล้ว คงต้องให้เครดิต velvia
แต่ถ้าหากไม่คำนึงตรงจุดนั้น คิดว่า 200 ก็ใช้ได้ดีและมั่นใจได้
โอกาสที่จะถ่ายในสภาพแสงน้อยก็ทำได้ดีกว่า velvia ถึง 2 สต๊อป
มีภาพเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างสำหรับผู้สนใจ ใครจะชอบแบบไหนก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคน <click ดูภาพเปรียบเทียบ>
เวปมาสเตอร์
27 มิถุนายน 2547
|