โรงแรมน่านฟ้า จ.น่าน อายุ 71 ปี
น่าน เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ภาคเหนือทางฝั่งตะวันออกของไทย มีเขตติดต่อกับประเทศลาว พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและป่าไม้ โดยเฉพาะป่าสักจะมีเป็นจำนวนมาก เมื่อก่อนไม้สักเป็นทรัพยากรสำคัญและสร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยรัฐบาลเปิดป่าให้เอกชนเช่าทำสัมปทาน และเก็บภาษีจากผู้รับสัมปทานเป็นค่าภาคหลวง โดยคิดตามลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตามอัตราที่ซื้อขายกัน
อาชีพการรับสัมปทานไม้สักจึงเป็นอาชีพหนึ่งที่อยู่คู่กับจังหวัดน่านและจังหวัดทางภาคเหนือมาเป็นเวลานาน ในยุคสมัยที่ผืนป่าภาคเหนือ เต็มไปด้วยไม้สักที่มีค่าเหลือคณานับ และสร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับสองรองจากข้าว
ยุคทองของไม้สักในอดีตในขณะที่ต่างประเทศมีความต้องการและไม้สักมีราคาดุจทองคำ แต่สำหรับทางภาคเหนือแล้วกลับดูเหมือนไม่มีราคาค่างวดอะไรมากนักเพราะหาซื้อง่ายและราคาถูก มีการลักลอบตัดไม้กันจนเป็นเรื่องปกติ ใครจะทำสัมปทานก็ทำไป ใครอยากลักลอบตัดก็เข้าไปตัดกันในป่าและได้มากันแบบง่ายๆ แค่จ่ายค่าผ่านทางให้เจ้าหน้าที่ จากนั้นก็ผ่านตลอด ไม้สักจึงเห็นกันเกลื่อนเมือง ทั้งบ้านอาศัยและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ จึงสร้างด้วยไม้สักเป็นส่วนใหญ่
ผมไปจังหวัดน่านคราวนี้ก็ยังพบเห็นบ้านรุ่นเก่าๆในเขตอำเภอเมืองที่สร้างจากไม้สักอยู่หลายหลัง แต่ก็มีอาคารไม้สักอยู่หลังหนึ่งที่อยากแนะนำให้รู้จัก เป็นอาคารหลังใหญ่ 3 ชั้น ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานถึง 71 ปี นั่นก็คือโรงแรมน่านฟ้า พูดไปก็แทบไม่มีใครเชื่อว่าโรงแรมไม้สักที่เก่าแก่ขนาดนี้จะหลงเหลือให้คนยุคดิจิตอลได้เห็นเป็นบุญตา
ผมเห็นโรงแรมน่านฟ้าโดยบังเอิญขณะกำลังเดินกลับโรงแรมที่พักหลังจากที่ทานข้าวเช้าเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าโรงแรมนี้อยู่ติดกับโรงแรมที่ผมพักคือโรงแรมเทวราช ที่ถือว่าเป็นโรงแรมใหญ่และทันสมัยสุดของจังหวัดน่าน จะเป็นเรื่องตั้งใจหรือเรื่องบังเอิญก็มิอาจทราบได้ว่า โรงแรมทั้งสองอยู่ใกล้ชิดติดกันจนมองไม่เห็นว่ามีรั้วมากั้น
ผมยืนมองโรงแรมน่านฟ้าจากฝั่งตรงข้ามถนนด้วยความแปลกใจที่เห็นอาคารไม้ใหญ่โต และนับได้ว่าหายากในยุคปัจจุบัน ที่แปลกมากก็คือยังเป็นอาคารที่ยังใช้ประโยชน์ ไม่ได้เป็นอาคารร้าง หรืออาคารที่ขึ้นป้ายเป็นมรดกทางสถาปัตย์กรรมของจังหวัดแต่อย่างใด
ไหนๆจะต้องข้ามถนนเพื่อไปยังโรงแรมที่พักแล้วก็ขอเข้าไปดูโรงแรมน่านฟ้ากันหน่อยว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
คุณลุงสมนึก ราชสิงห์ ผู้จัดการโรงแรม และเป็นผู้เช่ารายล่าสุด เล่าให้ฟังว่า โรงแรมนี้เป็นอาคารไม้3 ชั้น สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง เจ้าของเป็นชาวจีนไหหลำ ชื่อ นายเก่งหย่วน แซ่ห่าน มีอาชีพทำไม้และเป็นเจ้าของโรงเลื้อยในจังหวัดน่าน
โรงแรมนี้เปิดใช้ พ.ศ. 2477
คุณสมนึกชี้ให้ดูภาพเจ้าของโรงแรมที่แขวนไว้ข้างฝา ซึ่งถ่ายไว้สมัยหนุ่มๆในชุดโคบาลบนหลังม้า อีกภาพหนึ่งก็เป็นภาพโรงแรมน่านฟ้า
ถ่ายไว้ในวันทำพิธีเปิดเมื่อปี พ.ศ. 2477 หรือเมื่อ 71 ปีมาแล้ว มีแขกเหรื่อยืนถ่ายภาพเป็นที่ระลึกด้านหน้าโรงแรมกันหลายคน ถือว่าเป็นภาพประวัติศาสตร์สำคัญของโรงแรมน่านฟ้า และประวัติศาสตร์ของจังหวัดน่าน ในสมัยที่ถนนหน้าโรงแรมยังเป็นดิน
คุณสมนึกเล่าว่า ปัจจุบันโรงแรมนี้ใช้ชื่อร่วมกันถึง 5 ชื่อ เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของบรรดาลูกๆนายเก่งหย่วน โดยคนโตสุดเป็นลูกชายอายุ 66 ปี คนเล็ก 63 ปี ซึ่งทั้งหมดนี้ยังมีชีวิตอยู่
" แล้วคุณสมนึกมาเช่าโรงแรมนี้ได้อย่างไร "
" ผมเป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ตอนนั้นก็ได้งานรับเหมาสร้างสะพานแห่งหนึ่งที่ จ .น่าน และได้มาพักที่โรงแรมน่านฟ้า ในขณะที่ลูกชายนายเก่งหย่วนยังดูแลโรงแรมนี้อยู่ ผมพักที่นี่ได้ 2 อาทิตย์จนคุ้นเคยกับเข้าของโรงแรม และตัวผมก็มีใจชอบที่นี่ด้วย ก็พอดีตอนนั้นสัญญาเช่ากำลังจะหมดลง และผู้ที่เช่าอยู่ขณะนั้นก็มีแนวโน้มว่าจะไม่ทำต่อแล้ว จึงพูดเล่นๆกับเจ้าของว่าผมจะขอเช่าต่อปรากฏว่าพูดเล่นๆแต่เจ้าของเอาจริง "
คุณสมนึกพาผมเดินชมภายในโรงแรม และพูดถึงโรงแรมไม้แห่งนี้ด้วยความรู้สึกศรัทธาต่อการก่อสร้างในยุคนั้นว่า โรงแรมนี้เป็นอาคารสูง 3 ชั้น แต่เสาทุกต้นเป็นไม้ท่อนเดียวที่ยาวตลอดจากโคนถึงปลาย โดยไม่มีการต่อไม้เป็นช่วงๆเหมือนเสาอาคารไม้ทั่วไป บอกเป็นการยากมากที่จะหาไม้สักท่อนยาวๆสักต้นที่มีแนวตรงตลอดมาทำเสาอาคารที่สูงถึง 3 ชั้นนี้ได้ และโรงแรมนี้ต้องใช้เสาจำนวนหลายต้น
" คุณเชื่อไม้ โรงแรมนี้มีอายุถึง 70 ปีแล้ว แต่เสาแต่ละต้นก็ยังได้สมดุลย์ ไม่มีเอียงผิดองศาแม้แต่ต้นเดียว ตอนแรกๆที่ผมมาเช่าก็ทำการวัดระดับ ปรากฏว่าไม่มีปัญหาเรื่องการทรุดตัว น่าทึ่งมากครับ "
คุณสมนึกชี้ให้ผมดู บานพับ กลอนประตู รวมทั้งสวิทไฟ บอกว่าเป็นของเดิมทุกอย่าง และไม้ที่นำมาสร้างเป็นไม้ที่ได้ขนาดตามมาตรฐานของการสร้างอาคาร ไม่ว่าจะเป็นหน้ากว้างหรือความหนาของพื้นอาคารหรือขั้นบันใด บอกได้สัดส่วนถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันจะหาอาคารที่สร้างให้ได้สมบูรณ์แบบเช่นนี้ได้ค่อนข้างยาก
" ผมเช่าโรงแรมนี้มาเกือบจะครบ 5 ปีแล้ว นี่ก็กะว่าจะต่อสัญญาไปอีก 5 ปี "
" ที่ผ่านมามีคนมาพักมากไม๊ครับ "
"อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ มีคนไทยมาพักเป็นส่วนใหญ่ ชาวต่างชาติไม่มากนัก น่าจะประมาณสัก 10 เปอร์เซ็นต์ พวกนี้เค้านิยมไปพักตามเกสต์เฮ้าส์มากกว่าเพราะมาหลายวัน ก็มีฝรั่งบางคนที่มาพักบอกว่า ที่นี่เป็นโรงแรมไม้สักที่เก่าแก่ที่สุดในโลก พวกต่างชาติชอบมากครับ"
" โรงแรมมีอายุนานมากน่าจะมีคนสำคัญๆเคยมาพักบ้าง "
" ก็มีครับ ส่วนใหญ่ที่มาพักมักเป็นคนที่เคยอยู่บ้านไม้มาก่อน บอกว่ามาพักที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน เคยมีคณะของคุณน้ำผึ้ง หรือ มล.สราลี (กิติยากร) จิราธิวัฒน์ มาตอนที่มาถ่ายทำสารคดี เป็นคนน่ารักมากครับ ไม่ถือตัว ทำตัวง่ายๆ อย่างอาหารการกิน ก็ไปซื้อจากตลาดแล้วมานั่งบนพื้น ทานกันที่ห้องนี้ (ห้องใหญ่) อยู่กันเต็มห้อง ปั้นข้าวเหนียวกินกัน สนุกสนานมาก"
" หงา คาราบาว ก็เคยมาพัก พวกนักดนตรีแนวเพื่อชีวิตก็เคยมาพักกันหลายคน บางคนก็เอาเครื่องดนตรีมาเล่นที่ห้องอาหารข้างล่าง"
" ราคาห้องพักนี้เป็นยังไงบ้างครับ "
" เตียงเดี่ยว 2 คน 350 บาท ในห้องมีแอร์ ทีวี น้ำอุ่น ส่วนเตียงคู่ (2เตียง) ราคา 450 บาท ซึ่งเตียงคู่นี้อนุโลมให้พักได้ 4 คน ในห้องมีแอร์ ทีวี และน้ำอุ่นทุกห้อง"
คุณสมนึกบอกเสริมว่า ราคานี้เป็นราคาเดียวตลอดทั้งปี ไม่มีการปรับราคาในช่วง High season เหมือนที่อื่น
จากนั้นก็ได้พาผมเดินขึ้นชั้น 3 จะบอกว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตก็ว่าได้ที่มีโอกาสมาเดินบนอาคารไม้สักหลังใหญ่โต ที่มีโครงสร้างดูแข็งแรงแน่นหนามาก ห้องพักแต่ละห้องก็ใหญ่โตไม่อึดอัดคับแคบเหมือนโรงแรมสมัยใหม่ ยิ่งมาเห็นเฟอร์นิเจอร์รุ่นเก่าๆ ก็ทำให้นึกถึงบ้านคุณปู่คุณย่าไม่ได้ เพราะคล้ายกันมาก โดยเฉพาะโต๊ะเครื่องแป้งที่มีกระจกกลม มันช่างเหมือนกันไม่มีผิด หรือว่าอาจเป็นรูปแบบยอดนิยมในยุคนั้น
ผมอยู่คุยซักถามกับคุณสมนึกได้ไม่นาน เพราะยังต้องมีโปแกรมต่อไปยังที่อื่นอีก และยังต้องกลับกรุงเทพในวันนั้น จึงพูดคุยเท่าที่จะมีเวลา
ไปละครับ เดี๋ยวผมต้องไปต่อที่วัดพระธาตุแช่แห้ง วัดสำคัญของจังหวัดน่าน แล้วจะเก็บภาพมาฝากในโอกาสต่อไป แต่ก่อนที่จะได้เห็นภาพวัด ก็จะพาไปดูตลาดสดเมืองน่านกันก่อน ว่ามีอะไรขายบ้าง แปลกกว่าที่อื่นไม๊ ก็ต้องรอติดตามชม
เวปมาสเตอร์
20 พฤศจิกายน 2548
e-mail : webmaster_photoontour@yahoo.com
......................................................................................................................................................................................................
|