ตะรุเตา ตอนที่ 3 (เกาะหลีเป๊ะ) บันทึกการเดินทางช่วงปลายเดือนมีนาคม 2548
ในที่สุดเรือเฟอรรี่ SATUN 1 ก็พาพวกเรามาถึงเกาะหลีเป๊ะโดยใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า ระยะทาง 82 กม. จากท่าเรือ นับว่าไกลโขเอาการ ครั้งแรกก็ไม่เชื่อว่าจะไกลขนาดนี้ แต่สอบถามจากคนอื่นๆ และจากการหาข้อมูลก็บอกว่าเป็นระยะทางนั้นจริงๆ นั่งเรือเพียงแค่ชัวโมงกว่าทำให้ดูเหมือนอยู่ใกล้ๆ ไกด์บอกว่าเรือลำนี้เป็นเรือเร็ว ขับเคลื่อนด้วย 2 เครื่องยนต์ นำเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย ในย่านนี้ถือว่าเหนือกว่าลำอื่นๆ
เกาะหลีเป๊ะที่มองเห็นขณะอยู่บนเรือ มันต่างจากที่นึกคิดอยู่ไม่น้อย ชายฝั่งมีตึกอาคารหลังเล็กๆอยู่ 2-3 หลัง นอกนั้นก็เห็นเป็นเพิงเป็นกระต๊อบที่ดูไม่หนาแน่นมากนัก ครั้งแรกเข้าใจว่าที่นี่เป็นอุทยานเก่าแก่มีชื่อเสียง น่าจะมีสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตกว่านี้ หรือว่าผู้คนไม่ค่อยมาเที่ยวกัน จึงดูไม่ค่อยคึกคักนัก หรือว่าที่นี่ต้องการความเป็นธรรมชาติจึงไม่ยอมอนุญาตให้สร้างสถานที่กันใหญ่โต แต่ดูแล้วก็ไม่น่าจะไช่ เพราะที่ทราบนั้น ผืนดินบนเกาะนี้ มีเจ้าของมีเอกสารสิทธิ์กันหมดแล้ว คงยั้งกันยากถ้าหากจะปลูกสร้างตึกอาคารต่างๆที่สามารถกอบโกยเป็นเงินได้ หากมีโอกาสก็คงไม่ต่างไปกับ เกาะพีพี ที่เละเทะจนต้องมาจัดระเบียบกันใหม่ หลังคลื่นสึนามิได้กวาด และจัดระเบียบโดยธรรมชาติไปรอบหนึ่งแล้ว
ไม่นานผู้โดยสารจากเรือเฟอร์รี่ก็ลงเรือเล็กกันหมด จากนั้นก็ทะยอยกันเข้าฝั่ง ยิ่งใกล้ฝั่งน้ำยิ่งใสจนเห็นเป็นสีเขียวมรกตสวยงามมาก สีของน้ำทะเลบริเวณชายฝั่ง บอกถึงความมีเสน่ห์ของเกาะหลีเป๊ะ เกาะที่มีผู้คนอาศัยอยู่มากที่สุดของอุทยานตะรุเตา น้ำทะเลที่นี่ใสจนเห็นเม็ดทรายอย่างชัดเจนมองเห็นทุกสิ่งที่อยู่ในน้ำ ยิ่งตอนบ่ายแก่ๆแบบนี้ ทำให้ผืนทรายที่อยู่ในน้ำทะเลดูขาวไปหมด บนฝั่งก็ดูเป็นธรรมชาติมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น สมกับเป็น"เกาะธรรมชาติ "
นักท่องเที่ยวที่ชอบทะเลใส หาดทรายขาว เกาะหลีเป๊ะนี้น่าจะตอบสนองความต้องการได้ ทรายที่นี่ขาวเนียนละเอียดมาก จนอดไม่ได้ที่จะถ่ายภาพรอยเท้าที่เหยียบย่ำบนชายหาดไว้เป็นหลักฐานให้หลายๆคนอยากมาเดินเล่น ใครมาที่นี่แล้วไม่ลองเดินเล่นด้วยเท้าเปล่าก็เหมือนขาดอะไรไปอย่างเพราะการเดินบนทรายนุ่มๆเหมือนได้บริหารเท้า ให้ความรู้สึกที่ดีมาก
พวกเรามาถึงเกาะประมาณบ่ายสองโมงกว่า แดดจัดจ้านจนแสบตา และไม่คิดอยากจะเล่นน้ำ ผิดกับพวกฝรั่งต่างชาติ ยิ่งเจอแบบนี้ยิ่งชอบบางคนยังเห็นนอนอ่านหนังสือกันเฉย ส่วนนักท่องเที่ยวคนไทยและตัวผมก็ได้แต่นอนเล่นบนเก้าอี้สีขาวใต้ร่มเงาไม้ มันวิเศษมากเลยที่มานั่งดูทะเลสวยๆแบบนี้ เหมือนหลุดโลกมาอยู่ ณ ดินแดนอันไกลโพ้น แต่ก็อดนึกถึงกรุงเทพไม่ได้ที่กำลังประสบภาวะอากาศร้อนแบบบ้าดีเดือด เหมือนตกนรก
กรุ๊ปทัวร์คณะนี้มีประมาณ 50 คน ต่างแยกย้ายกันนำสัมภาระเข้าห้องพักของหลีเป๊ะรีสอร์ต ที่มีคนบอกว่าใหญ่ที่สุดของเกาะ ที่พักที่นี่เป็นแบบ บังกะโลขนาดไม่ใหญ่นัก เหมือนสร้างมานานหลายปี ส่วนฝั่งตรงข้ามของทางเดินพึ่งจะสร้างเสร็จจึงดูสวยกว่า บังกะโลหลังหนึ่งนอนได้ 2 คน สภาพทั่วไปพอใช้ได้ ห้องพักคนอื่นดูไม่มีปัญหาอะไรนัก เห็นบ่นๆว่าน้ำในถังไม่ค่อยสะอาดนักและน้ำก็ไหลช้า
การมาพักบนเกาะก็คงต้องทำใจและเข้าใจว่าความสะดวกสบายคงไม่เหมือนบนฝั่ง ที่นี่มีการปิดเปิดไฟและน้ำประปาตามเวลา จำไม่ได้ว่ากี่โมงกี่ยาม ถ้าไม่ผิดพอสายราว 9 โมง ก็จะปิดน้ำ ไปเปิดเอาตอนเย็นๆ ส่วนไฟฟ้าเปิดราว 6 โมงเย็น ตก 5 ทุ่มก็ปิดแล้ว ดังนั้นคู่มือนักท่องเที่ยวจึงต้องให้เตรียมไฟฉายมาด้วย ไฟฟ้าและครื่องใช้ไฟฟ้าบนเกาะได้มาจากเครื่องปั่นไฟ ไม่ได้เดินสายไฟมาจากฝั่ง ส่วนเรื่องโทรศัพท์ก็ใช้ได้เฉพาะค่ายAIS เพราะได้ตั้งจานรับสัญญาณจากดาวเทียมไว้กลางหมู่บ้านชาวเล
สรุปก็ถือว่าเรื่องที่พักสะดวกสบายตามสมควรแก่สถานที่ แต่ห้องพักบังกะโลที่ผมพักค่อนข้างจะแย่กว่าคนอื่น คือ "ส้วมแตก "
ใครไม่รู้จักส้วมแตก ก็ขออนุญาตเล่าพอสังเขป อาจเป็นเรื่องที่เคยได้ยินแต่ไม่เคยเจอ สำหรับผมก็พึ่งเจอเป็นครั้งแรกในชีวิต คืออย่างงี้ครับท่าน(ใครกำลังทานข้าวกรุณาข้ามไปก่อนนะครับ..) คือแบบว่าส้วมมันเต็ม มันจะเต็มด้วยน้ำหรือเกิดอุดตัน หรือสร้างกันแบบง่ายๆลงทุนต่ำๆก็ไม่อาจทราบได้ แต่จากร่องรอยรอบฐานที่โบกปูนปิดไว้จนหนาเตอะ ก็พอจะเดาได้ว่ามันคงผ่านการซ่อมมานับครั้งไม่ถ้วนจนดูน่าเกลียด ใครคิดว่าเค้าทำไว้เพื่อความมั่นคงแข็งแรงก็อย่าเข้าใจผิด เพราะนั้นเป็นการซ่อมแบบ" ช่างเถอะ" คือไม่ไช่ช่างตัวจริง ของเดิมอาจแตกร้าวด้วยสาเหตุต่างๆ หรือว่าพวกฝรั่งตัวใหญ่ก้นหนัก โถส้วมเลยคอหักก็สุดจะเดา นึกตำหนิทางรีสอร์ตเหมือนกันว่า ถึงขนาดนี้แล้วยังต้องเก็บรักษาไว้กันอีกหรือโถถูกๆแบบนี้แค่พันกว่าบาทเท่านั้นเอง
สภาพทั่วไปของรีสอร์ตก็ดูดี แต่อีตอนจะเข้าห้องน้ำห้องท่า มันตะขิดตะขวงใจน่าดู จะใช้จะนั่งแต่ละทีก็ต้องระวัง เพราะกลัวตก และมันก็โยกเขกทำท่าจะล้มมาทับแข้งทับขาเอา นั่งไปก็บ่นไป " เวรกรรมอะไรกันนักหนา วุ้ย..." เกิดมาท้องพ่อท้องแม่ก็พึ่งมาเจอโถส้วมคอหักกันในยุคที่เรียกว่าไฮเทค
เวลานั่งบนคอห่านจึงต้องมีสติกันตลอดเวลา มารู้ว่าส้วมแตกก็อีตอนราดน้ำนี่แหละ เพราะราดทีไรน้ำก็จะเอ่อล้นออกมาตามรอยแตกแล้วก็ ไหลลงลงท่อระบาย แต่แปลกแฮะ ส้วมมีปัญหาแต่ไม่เห็นมีกลิ่นให้รำคาญ แปลกจริงๆ
ขี้เกียจไปบอกไกด์หรือบอกกับทางรีสอร์ต เบื่อที่จะมาย้ายข้าวของ ห้องจะเหลือว่างหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เลยต้องทนๆใช้มันไป ซึ่งก็พอถูไถไปได้บ้างต้องทำใจกับมัน มองในแง่ดี และพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ถือว่าเป็นประสบการณ์ของการเดินทาง(ที่หาพบได้ยาก) และถือว่าโชคดีกว่าใครๆที่ดันมาพบเรื่องราว Unseen Ko Leepi ที่อยากเล่าสู่กันฟัง ยังไงก็คิดว่าที่นี่อะไรๆก็ดีหมด ธรรมชาติก็สวยงาม จะมีปัญหาเรื่องส้วมบ้างก็ช่างหัวมัน เขียนถึงตะรุเตาตอนที่ 3 ก็ขอบ่นๆ แบบขำๆ กันหน่อยก็แล้วกัน
ตะรุเตาตอนที่ 3 ก็ขอจบกันแบบดื้อๆ ตอนนี้กำลังมึนยาแก้หวัด มันง่วง มันหาว อยากนอนเต็มแก่ ยาลดน้ำมูกมันเริ่มออกฤทธิ์แล้ว
สำหรับเรื่องราวตะรุเตายังไม่จบเอาง่ายๆ น่าจะพอแบ่งได้ราว 5-6 ตอน แต่ละตอนก็จะมีภาพไม่ซ้ำกัน การมาเที่ยวครั้งนี้ก็เตรียมตัวมาถ่ายภาพกันด้วย จะได้เห็นในหลายแง่หลายมุม ตะรุเตายังมีเรื่องดีๆอีกแยะนะครับ ภาพก็สวยๆทั้งนั้น โดยเฉพาะภาพชายหาดในยามเย็น ที่ชาวบ้านออกมาตั้งโต๊ะขายอาหารกันริมหาด ปิ้งๆย่างๆกับ sea food ในบรรยากาศโรแมนติกและหาได้ยากยิ่งบนเกาะที่สงบๆแบบนี้ นอกจากนี้ก็จะมีภาพของชาวเลดั่งเดิม ที่เรียกตัวเองว่า "อุรัก ลาโว๊ย" และอีกหลายๆเรื่องที่จะทะยอยออกมาให้ชมตามลำดับ
ถัดจากจากตะรุเตาก็ยังมีเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่อง ไม่นานนี้ก็ไปเที่ยวทางเหนือในช่วงสงกรานต์ ก็ยังไม่เอามาลงเลยสักตอน ตั้งแต่แพร่ น่าน และลำปาง โดยเฉพาะเมืองน่านไปเจอสถานที่แห่งหนึ่งโดยบังเอิญ อดไม่ได้ที่จะถ่ายภาพและเก็บเรื่องราวเป็นการเฉพาะ น่าทึ่งมากครับ ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้น อีกไม่นานก็คงรู้กัน
ตอนนี้มีคนคุ้นเคยที่เป็นแฟนประจำบอกให้เอาภาพ สุริยุปราคามาลงด้วย รับปากมาหลายครั้งแล้วแต่ก็ผลัดมาตลอด ยังไงช่วงว่างๆก็จะไปค้นรูปค้นฟิล์มกันหน่อย เพราะมันนานหลายปีมาแล้ว ถ้าเจอก็จะลัดคิวมาลงให้ก่อนเลย เหตุการณ์ครั้งนั้นเข้าใจว่าหลายคนคงได้เห็นภาพ Dimond Ring หรือวงแหวนของสุริยปราคา ที่ส่องประกายใสปิ้ง เป็นภาพที่ประทับใจกันทุกคน ผมทั้งเห็นและได้ถ่ายภาพนั้นไว้ได้ในช่วงวินาทีสุดท้ายที่ทำเอาแทบหัวใจจะวาย เพราะมันเป็นภาพสุดท้ายของฟิล์มม้วนนั้นพอดี และภาพนั้นก็ได้กดชัตเตอร์ขณะเกิดวงแหวนแบบพอดีเป๊ะพูดแล้วขนลุก มันฟลุ๊กอะไรจะปานนั้น อยากเห็นภาพนั้น ก็ต้องอดทนติดตามกันหน่อย(อีกแล้วครับท่าน)
เวปมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
20 กค.48
การถ่ายภาพ
ครั้งนี้ก็คงไม่มีอะไรจะพูดถึงมากนัก เพราะเป็นการถ่ายภาพตามปกติ แต่อยากแนะนำเรื่องการถ่ายภาพพื้นทรายสภาพแดดจัด หากผลีผลามแล้วรับรองว่าภาพจะออกมามึดตื้อแน่ เพราะพื้นสีขาวแบบนี้ต้องเผื่อภาพอันเดอร์ไว้เยอะๆ 2 ภาพบนพื้นทรายที่มีรอยเท้า ได้เผื่อไว้ 1 stop โดยไม่มีการลังเล วิธีการคือตั้งค่าการรับแสงให้ + 1 ( Stop) ใครไม่เชื่อจะทดสอบเล่นๆก็ได้นะครับ ว่าวัดแสงปกติ กับวัดแสงให้ Over จะเห็นผลต่างกันอย่างไร
เรื่องพื้นสีขาวๆ เช่นท้องฟ้า กำแพงวัด เจดีย์สีขาวๆ หรือวัตถุพื้นขาวอื่นๆ ผมเจอมาบ่อยแล้วครับ ตอนหลังก็เลยเตือนสติมาตลอดว่า ต้องระวังให้มาก พลาดหรือเผลอหรือลืม เป็นเสร็จแน่ แรกๆก็สงสัยว่าเป็นแบบนี้ได้ยังไงหว่า ฟิล์มสไลด์มืดไปหมด แต่พอรู้ว่าพลาดมันเลยเป็นข้อเตือนใจและผลจากตั้งค่าให้ over 1 stop ก็จะได้ภาพพื้นทรายที่ให้แสงแบบพอดี (ภาพ 6 และ ภาพ 7)
|