Photoontour.Com     โฟโต้ออนทัวร์ :  เวปไซต์ภาพถ่าย เวปไซต์คุณภาพ Home > Gallery >Wat Banden
Wat Banden Maetang Chiangmai วัดบ้านเด่น อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ click > บทความวัดบ้านเด่น I การถ่ายภาพ < ออกไปหน้าแรก >  
 
 
     

วัดบ้านเด่น อ.แม่แตง เชียงใหม่
   
            
                       หลังจากกราบลาหลวงปู่ดวงดี วัดท่าจำปี อ.สันป่าตอง เมื่อประมาณบ่ายสองโมงของวันที่ 13 สิงหาคม 2547 พวกเราซึ่งมีผมกับญาติๆก็ขับรถตามกันไป เพื่อเดินทางต่อไปยังไปวัดสำคัญอีกแห่งหนึ่ง อยู่ที่อำเภอแม่แตง ญาติแนะนำว่าเป็นวัดสร้างใหม่สวยมาก เจ้าอาวาสเป็นพระนักปฏิบัติธรรมที่น่าเลื่อมใส มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย วัดนี้ชื่อว่า "วัดบ้านเด่น" มีพระครูบาเทือง นาถสีโล เป็นเจ้าอาวาส

วันนั้นผมไม่ค่อยจะมีอารมณ์อยากไปเท่าใดนักเพราะเห็นฝนตั้งเค้าและทำท่าจะตก เกรงว่าไปถึงวัดก็จะไม่เห็นสิ่งสวยงามอะไรนัก และคงต้องเจอฝนแน่ๆ อีกอย่างหนึ่ง แม่แตง กับ สันป่าตอง ก็มีระยะทางห่างกันไม่น้อย แต่เนื่องจากญาติเค้ามีจิตศรัทธากับท่านครูบาเทือง จึงต้องลงเอยด้วยการขับรถตามเค้าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากสันป่าตองไปยังแม่แตง ระยะทางไกลแค่ไหนผมก็จำไม่ได้ แต่รู้สึกว่าไกลไม่ใช่เล่น มีความรู้สึกคุ้นๆอยู่เหมือนกันว่าเคยขับรถผ่านถนนสายนี้เมื่่อหลายปีก่อน โดยขับขึ้นเขาไปดูสวนดอกไม้ สวนผีเสื้อ หรือเส้นทางไป อ.สะเมิง ที่ถือว่าเป็นถนนท่องเที่ยวสายสำคัญของเชียงใหม่อีกเส้นทางหนึ่ง

ตลอดเส้นทางมีฝนตกตลอดเวลา มาเริ่มซาเม็ดลงก็เมื่อเข้าเขตแม่แตงแล้ว ถนนสายนี้เดิมจำได้ว่าเป็นถนนสายเล็กๆ สองข้างทางมีร้านค้าแบบชานเมืองยิ่งขับรถไปไกลๆ บ้านคนก็ยิ่งน้อยลงทุกทีจนเห็นเรือกสวนไร่นาชัดเจน แต่วันนี้กลายเป็นถนนสายใหญ่มีรถราวิ่งกันเต็มถนนจนไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดกันที่ไหน ตึกรามบ้านช่องก็ต่อเนื่องกันจนหาช่องว่างแทบไม่ได้ แยกไม่ออกว่าเป็นเขตใดตำบลใด

" เผลอแพลบเดียวมันเปียนไป๋ จนจำบ่ได้ "

นึกอะไรกันเพลินๆก็มาถึงสามแยกใหญ่ ป้ายแยกขวามือบอกไปเขื่อนชลประทานแม่งัด ถึงตรงนี้ฝนเริ่มเบาบางลงและเริ่มมีแดด ไม่นานก็เห็นป้ายบอกทางไปวัดบ้านเด่นแยกไปทางซ้าย ผ่านถนนลูกรังสายเล็กๆลัดเลาะเนินขึ้นไปเรื่อยๆจนสังเกตเห็นทุ่งนาอยู่เบื้องล่าง ณ เวลานี้ทุ่งนาสวยสดอย่าบอกใคร เป็นภาพฟ้าหลังฝนหรือที่เรียกว่าฝนตกแดดออก แถมมีรุ้งกินน้ำโผล่มาต้อนรับด้วย

บรรยากาศมันพลิกเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือชนิดที่คาดเดากันยากมาก ใครจะรู้ละที่เมื่อตะกี้พึ่งเจอฝนกันมาหมาดๆจนคิดว่าจะตกกันทั้งวัน แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าท้องฟ้าเปิดโล่ง มีแสงสีทองลอดผ่านม่านเมฆจนเหลืองอร่ามทั่วท้องทุ่ง ........โอ พระเจ้า จอร์ช อะไรเนี่ยะ....
เหมือนฟ้าประทานความสวยงามมาวางไว้อยู่ตรงหน้า แต่ก็ไม่สามารถลงไปถ่ายภาพได้ เพราะฝนเจ้ากรรมยังไม่ยอมหยุด อีกอย่างหนึ่งก็กำลังขับตามรถคันหน้าอยู่ด้วย จึงได้แต่ภาวนาขอให้ถึงเร็วๆ

ในที่สุดก็เห็นวัดอยู่ไม่ไกลนัก ผมขับรถไปทางด้านหลังอ้อมกำแพงวัดที่สูงชะลูดตามรถคันหน้าไป ถึงตรงนี้ฝนก็บางเบาจนเกือบจะขาดเม็ดลง เราจอดรถกันบนลานดินที่มีน้ำขังเป็นหย่อมๆ กวาดสายตาไปโดยรอบแล้วก็ต้องบอกว่าไม่ผิดหวัง พื้นที่ของวัดเป็นเนินลาดบนเชิงเขา มีสิ่งปลูกสร้าง
สูงๆต่ำๆไปตามระดับพื้นที่ ชอบมากก็ตรงที่สามารถมองเห็นทุ่งนาเบื้องล่างได้ถนัด เป็นนาข้าวแบบดั่งเดิม มีกระต๊อบอยู่ประปราย เห็นกองฟางเป็นระยะๆ ปลายมียอดแหลมเหมือนในภาพวาดชนบทไทย วิวแบบนี้ผมไม่เคยเห็นมานานทีเดียว ปัจจุบันก็หาดูกันไม่ง่ายนัก

พวกเราเมื่อลงจากรถกันเรียบร้อย อันดับแรกก็หนีไม่พ้นเรื่องห้องน้ำ ขับรถกันมาไกลๆในขณะฝนตก มันเลยอั้นกันนานหน่อย ยิ่งจอดรถปั้ปเจอห้องน้ำปุ๊ป มันเป็นอะไรที่หาฟลุ๊คๆแบบนี้ยากเต็มทน ว่าแล้วก็แยกย้ายจับจองห้องน้ำกันตามสะดวก แต่เมื่อเข้าไปเห็นห้องน้ำแล้วก็ต้องร้องออกมาว่า

" แม่เจ้าโวย...ห้องน้ำอะไรดูมากมายตั้งหลายสิบห้อง แถมสะอาดสะอ้านอะไรกันปานจะนั้น ไม่พอ ยังใช้สุขภัณฑ์ชั้นดีด้วย......"

สิ่งนี้น่าจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ในแต่ละวันน่าจะมีประชาชนมาเที่ยวหรือมาหาหลวงพ่อกันเป็นจำนวนไม่น้อย และเมื่อเดินเข้าไปด้านในก็ไม่แปลกใจเลย ที่เห็นศาลาหลังใหญ่สร้างไว้เป็นสถานที่รับแขกผู้มาเยือนเป็นการเฉพาะ ขณะนั้นก็เห็นท่านครูบาเทืองกำลังต้อนรับผู้คนอยู่ภายในศาลาอยู่หลายคณะ คาดว่าไม่ต่ำกว่า 50-60 คน

ญาติบอกว่าจะมีคนมาที่วัดนี้มากจนเป็นกิจวัตรประจำวัน แต่ละคนแต่ละคณะก็ล้วนมาจากต่างจังหวัดหรือจากที่ไกลๆ บางรายก็ศรัทธามากถึงขนาดนำข้าวปลาอาหารราคาแพงและผลไม้ต่างประเทศที่หาทานยากขึ้นเครื่องบินจากกรุงเทพมาถวายกันอยู่บ่อยๆ วัดนี้ถือว่าเป็นวัดที่คนมีเงินมีทองมาทำบุญบริจาคกันมาก จึงมีเงินสร้างวัดได้อย่างไม่ขัดสน และยิ่งวันเกิดท่านครูบาแล้วจะจัดงานกันใหญ่โต มีผู้มาร่วมงานหลายหมื่นคน เนืองแน่นเต็มพื้นที่วัดจนหาทางเดินแทบไม่ได้ บางรายก็เดินทางมากันล่วงหน้าเพราะรู้ว่าวันนั้นจะมีคนเยอะมาก หาที่หลับที่นอนไม่ได้ก็ต้องไปขอพักอาศัยกับชาวบ้านใกล้วัด ซึ่งก็ได้รับความอนุเคราะห์ด้วยดี

และนอกจากคนไทยที่มีจิตศรัทธาเดินทางมาร่วมในพิธีเป็นจำนวนไม่น้อยแล้ว ยังมีชาวเขาเผ่าต่างๆเดินทางมาร่วมนับพันๆคน นับว่าเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ของวัดบ้านเด่น เป็นการรวมพลของผู้มีจิตศรัทธาต่อพระครูบาเทืองที่มีอายุเพียง 41 ปี ถือว่าอายุยังน้อยหรือที่หลายคนบอกว่าเป็นพระหนุ่ม

จากคำบอกเล่าของญาติที่คุ้นเคยกับวัดนี้ ก็น่าจะบอกได้ว่าท่านครูบาเทืองมีผู้เลื่อมใสหลายระดับ ทั้งชาวเขา ชาวบ้าน จนถึงผู้มีฐานะอันจะกิน หรือ ระดับเศรษฐี และจากที่เห็นโบสถ์วิหารรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างต่างๆภายในวัดที่มีมูลค่ามากมายแล้ว น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงแรงศรัทธาที่มีต่อครูบาเทืองได้เป็นอย่างดี

ผมหลบออกมาจากศาลาที่ใช้ต้อนรับแขก ก็เพื่อจะรีบไปถ่ายภาพ ก่อนที่ความสวยงามจะหดหายไปพร้อมกับแสงแดด อีกอย่างหนึ่งก็เห็นว่าคงไม่ได้เข้าไปนมัสการครูบาเทืองกันได้ง่ายๆ เพราะมีแขกมาคอยพบกันหลายคณะ และตามลำดับก่อนหลัง

วัดบ้านเด่นนับว่าเด่นกว่าวัดใดๆที่ผมได้ไปถ่ายภาพมาในช่วงเดือนสิงหาคม '47 หรือเมื่อปีที่แล้ว  และแตกต่างกับวัดอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด วัดนี้เหมือนเป็นวัดเพื่อการท่องเที่ยว มีความใหญ่โตสวยงามมากกว่าที่จะใช้เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพราะดูค่อนข้างหรูหรามีราคาไปหมดในทุกๆจุด แม้ขณะนี้จะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์  แต่ก็มีนักท่องเที่ยวเดินทางมากันไม่น้อย และในอนาคตหากทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วก็คาดว่าน่าจะมีผู้มาเที่ยวชมกันมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวที่อาจจัดให้วัดบ้านเด่นอยู่ในโปรแกรมท่องเที่ยวในเส้นทางสาย เชียงใหม่ - สะเมิง หรือ เชียงใหม่ - ฝาง

คำพูดของชาวเชียงใหม่หลายคนบอกว่าวัดบ้านเด่นนี้เป็นวัดใหม่ที่สวยงามที่สุดของเชียงใหม่ แต่ถึงอย่างไรก็คงต้องเดินทางมาพิสูจน์กันด้วยตาตนเองตามสุภาษิตที่ว่า "สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น"

วัดบ้านเด่น ถึงแม้จะสร้างใหญ่โตอลังการแค่ไหนแต่ในมุมอีกด้านหนึ่งของชาวบ้าน"บ้านเด่น" ที่อาศัยอยู่ในละแวกวัดหรือชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่น มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ค่อยจะรู้สึกยินดียินร้ายอะไร ในทางตรงข้ามก็มีความรู้สึกเชิงลบ ไม่เข้าร่วมพิธีในวันสำคัญต่างๆ แต่จะเดินทางไปร่วมทำบุญที่วัดอื่นแทน หลายคนมองว่าวัดบ้านเด่นเป็นวัดของคนร่ำรวย ชาวบ้านใกล้เรือนเคียงทางวัดไม่ค่อยจะให้ความสนใจนักและมักไม่รับกิจนิมนต์

มีชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวด้วยภาษาคำเมืองว่า"...หากมีจาวบ้านขี่รถเครื่องเข้าไปนิมนต์ไปที่ไหน เขาบ่อใจ่ไคร่ไปหนา เปิ้นจะรับนิมนต์กับหมู่ตี่ขี่รถเก๋ง มีรถแปงๆ....."

จากที่ได้ยินได้ฟังมาจากหลายๆคนหรือแม้แต่คนที่อยู่ในพื้นที่ น่าจะสะท้อนบางอย่างให้เห็น และชวนให้ขบคิดกันในหลายๆเรื่อง ทั้งในด้านศาสนา และสังคม แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นกับวัดกำลังจะเปลี่ยนไป ขาดความเป็นเอกภาพเหมือนกับที่หลายๆคนอยากให้เป็น

พวกเราออกจากวัดจนเกือบจะเป็นกลุ่มสุดท้ายในราวห้าโมงกว่าๆ แต่โปรแกรมทัวร์วัดในวันนั้นยังไม่จบลง ยังมีอีกแห่งที่ญาติบอกให้ขับรถตามไปบอกจะไปทำธุระที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน หรือวัดที่หลวงพ่อพรหมมา พระเกจิอาจารย์ชื่อดังในอดีตจำพรรษา หลังจากตกลงนัดแนะเรื่องเส้นทางกันแล้วก็ออกเดินทางกันต่อ

ถึงลำพูนเอาก็เริ่มมืด ปรากฏว่าหลงทางครับ เข้าไปในตัวเมืองแล้วก็เลี้ยวผิดแยกผิดเลน รถคันหน้าหายวับไปไหนก็ไม่ทราบ วนไปวนมาจนหลงเข้าไปในงานวันลำไยของจังหวัด ชาวบ้านก็แนะนำให้ไปทางลัด ปรากฏว่าลัดเข้าไปในย่านสวนลำไย เลยได้เห็นต้นลำไยมืดๆตะคุ่มๆเต็มไปหมด ในที่สุดก็หาทางออกสู่ถนนใหญ่ได้ ไม่นานก็ถึงวัดพระพุทธบาทตากผ้าที่ตั้งอยู่บนเนินสูง อากาศเย็นสบายเอามากๆมีลมพัดตลอดเวลาเหมือนอยู่แถวชายทะเล

ครับผมก็ขอจบเรื่องวัดบ้านเด่นแต่เพียงเท่านี้ และก็ถือว่าจบเรื่องไปเที่ยวเชียงใหม่เมื่อเมื่อเดือนสิงหาคม ปี'47  ่อย่างบริบูรณ์ จะค้างบางส่วนก็เป็นเรื่องของวัดพระธาตุลำปางหลวงที่จะนำเหตุการณ์เมื่อเดือนสิงหาคม'47 มาลงในโอกาสต่อไป ส่วนที่ลงไปแล้วนั้นเป็นภาพเก่าที่เคยถ่ายไว้ในปีก่อนๆ สรุปว่าไปเชียงใหม่และลำปางคราวนั้นได้นำเรื่องราวมาเขียนลงในเวปและมีภาพถ่ายมาให้ชมกันหลายเรื่อง ตามลำดับ
ดังนี้


1. ทำบุญตักบาตรวันแม่ ม.เชียงใหม่ (ลงเวป 7 กย.47)
2. รื่องตลาดอัศวิน จ.ลำปาง ( 26 กย.47)
3. วัดโลกโมฬี เชียงใหม่ (12 ตค.47)
4. ทิวทัศน์ริมทาง เชียงใหม่(18 ตค.47)
5. วัดไหล่หินลำปาง (13 ธค.47)
6. บทความวัดไหล่หิน ลำปาง(13 ธค.47)
7. วัดกู่เต้า จ.เชียงใหม่ (12 กพ.48)
8. ม้งทำนา จ.เชียงใหม่ (20 มีค.48)
9. วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ (8 พค.48)
10. วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ (23 พค.48)
11. วัดลำปางหลวง จ.ลำปาง (10 มิย.48)
12. วัดท่าจำปี จ.เชียงใหม่ (23 มิย.48)
13. วัดบ้านเด่น จ.เชียงใหม่ ( 3 กค.48)


รวมทั้งหมด 13 เรื่อง สนใจเรื่องใดก็คลิ๊กที่เรื่องนั้นได้เลย

เวปมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
28 มิย.48


 


ข้อมูลการถ่ายภาพ


Nikon F90
Lens : 28-70 mm,28 mm,75-300 mm ,50 mm.
Films Slide : Kodak E100VS, Fuji Provia 100
Filter : PL
Tripods : No


             การถ่ายภาพในครั้งนี้บรรยากาศค่อนข้างเป็นใจ คือเป็นเวลาแดดจัดๆในตอนเย็น ที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพทิวทัศน์ แม้จะเป็นช่วงเวลาดี แต่ก็มีความไม่แน่นอนที่อาจมีเมฆบดบังพระอาทิตย์ ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไป ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคอยให้เมฆผ่านพ้นไปก่อน


จังหวะและเวลา

การถ่ายภาพกลางแจ้งในช่วงฤดูฝน อาจเห็นแสงผลุบๆโพล่ๆ เดี๋ยวมีแดด เดี๋ยวแดดหาย การรอจังหวะถ่ายภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ และต้องมีความอดทนในการรอคอย ถ่ายภาพที่เดียวกันแต่ต่างเวลาเพียงเล็กน้อย ก็อาจได้ภาพสวยต่างกันมาก หลายคนหลีกเลี่ยงการออกไปถ่ายภาพในช่วงฤดูฝนแต่จริงๆแล้ว หน้าฝนนี้แหละจะเห็นทิวทัศน์สวยที่สุด เพราะท้องฟ้ามีเมฆมาก เห็นปุยเมฆกระจายเต็มท้องฟ้า และบรรยากาศทั่วไปเคลียร์ใส ไม่ขมุกขมัวเหมือนฤดูอื่น


มุมภาพ

ภาพทิวทัศน์ที่มีแดด การเลือกมุมถ่ายภาพมีความสำคัญไม่แพ้กับการจัดองค์ประกอบภาพ มุมของภาพหรือทิศทางของภาพต้องมาก่อน รู้ตำแหน่ง รู้มุมแล้วก็ค่อยจัดองค์ประกอบกันทีหลัง หากเลือกมุมไม่ค่อยดีการจัดองค์ประกอบก็อาจยากตามไปด้วย

การถ่ายภาพทิวทัศน์ โดยหลักๆแล้วต้องเลือกมุมที่ไม่ย้อนแสง พระอาทิตย์ควรอยู่ด้านหลังหรือด้านข้างเฉียงๆ จะทำให้ได้ภาพที่มีมิติ มีส่วนเงาและส่วนสว่าง จะทำให้ภาพมีความคมชัดสูง บางคนไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องนี้จึงได้ภาพที่ย้อนแสง ทั้งๆที่เพียงแค่ขยับไปถ่ายอีกด้านหนึ่งก็อาจได้ภาพที่สวยกว่า


ฟิลเตอร์ PL

หลายภาพในชุดนี้ใช้ฟิลเตอร์ PL เพื่อให้ท้องฟ้าเข้ม และเน้นเมฆให้ชัด ฟิลเตอร์ PL จะช่วยเปลี่ยนความรู้สึกให้กับภาพได้มากทีเดียว เหมือนใส่แว่นกันแดดในสภาวะแดดจัด ทำให้ภาพมีน้ำหนักสดใสกว่าเดิม แต่ทั้งนี้ก็ต้องใช้อย่างมีเหตุผลด้วย เพราะบางครั้งก็อาจไม่จำเป็น  ธรรมชาติของจริงอาจสวยอยู่แล้วจึงไม่ต้องไปคิดปรุงแต่งเป็นอย่างอื่น


ถ่ายภาพท้องฟ้า/วัตถุสีขาว ให้ระวังเรื่องการวัดแสง

การถ่ายภาพที่เห็นท้องฟ้าขาวๆหรือวัตถุสีขาวๆ สิ่งที่ต้องระวังก็คือการวัดแสง ควรตั้งค่าให้ over ประมาณ 1/2 stop หรือ 1stop แล้วแต่กรณี เพราะถ้าถ่ายมาตามที่กล้องวัดแสงได้ ภาพจะมืดกว่าปกติ ในภาพชุดนี้เจอเหตุการณ์ที่ว่านี้มาตลอด เช่นฟ้าขาว โบสถ์วิหารออกสีขาวๆ หรือท้องฟ้า ภาพเหล่านี้ต้องเผื่อให้หมด หากใครไม่แน่ใจก็อาจใช้วิธีถ่ายไปตามปกติกับถ่ายให้ over ไว้ ก็จะเห็นข้อเปรียบเทียบได้ หรือไม่รู้จะให้ over เท่าใด ก็แนะนำให้วัดแสงจากวัตถุใกล้เคียงที่พอจะใช้เป็นตัวแทนได้ เช่นพื้นดิน พื้นหญ้า หรือวัตถุอื่นที่ไม่สะท้อนแสงหรือมีสีขาวมากเกินไป วัดแสงได้ ้เท่าใดก็ใช้ค่านี้มาถ่ายภาพที่ต้องการได้


ฟิล์ม

ในชุดนี้ใช้ฟิล์ม 2 ยี่ห้อ เป็น slide ของโกดัก E100VS กับ Fuji 100 ถามว่าแตกต่างกันไม๊ ก็ตอบว่าไม่แตกต่างกันเท่าใดนักในสภาวะการณ์เช่นนี้ ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดินก็บอกว่าฟิล์มอะไรก็ได้ แต่ถ้าเป็นภาพ portrait แล้ว E100VS จะให้สีผิวที่ดีกว่า เพราะเป็นฟิล์มที่ออกโทนสีแดงอมม่วง เจอสีผิวคนออกน้ำตาลแดงก็จะให้สีผิวมีน้ำหนักขึ้น ฟิล์มอาจไม่ใช่ปัญหาสำคัญนักเพราะคุณภาพใกล้เคียงกัน สิ่งที่ควรคำนึงน่าจะเป็นการเลือกฟิล์มให้ถูกกับงานมากกว่า ภาพวิวทิวทัศน์ทั่วไปควรใช้ฟิล์มไวแสงที่ ISO 100 ในสภาพแดดดี ถ้าจะใช้ฟิล์ม ISO 400 คงไม่ดีแน่ เพราะความสดและ ความอิ่มตัวของสีสู้ฟิล์มไวแสงต่ำๆไม่ได้ ส่วนฟิล์มไวแสงที่ 400 ควรใช้ในสภาพแสงน้อยหรือภาพที่ต้องการใช้ความเร็วสูงๆ


ภาพพระในพระอุโบสถ

มีทั้งหมด 3 ภาพ ผมเลือกใช้เลนส์ 50 mm. /F1.4 สภาพแสงภายในไม่พอที่ถ่ายภาพให้ดีได้หากไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้อง เลนส์ 28-70 กับฟิล์มไวแสง ที่ ISO 100 ถ่ายลำบากมากและเสี่ยงเกินไป


คำแนะนำในการถ่ายภาพพระพุทธรูป

ผมขอแนะนำการถ่ายภาพพระพุทธรูปอีกครั้งเพื่อให้ผู้สนใจได้ใช้เป็นแนวทาง ซึ่งอาจไม่ไช่บทสรุปที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ผมใช้อยู่
ู่
ควรใช้ขาตั้งกล้อง จะได้ภาพที่นิ่งสนิท และควบคุมระยะชัดลึกได้ดีกว่า ซึ่งอาจได้ความเร็วชัตเตอร์ที่ 1/4 หรือ 1/8 วิ หน้ากล้องที่ 8 หรือ 11
ควรเปิดหน้ากล้องให้ over 1/2 - 1 stop เพราะแสงสปอตไลท์ที่กระทบองค์พระจะสะท้อนเข้ากล้อง ทำให้การวัดแสงเปลี่ยนไป
ควรใช้เลนส์ไวแสงสูงๆ เท่าที่จะทำได้ เพราะจะได้ภาพที่สว่างพอ ดีกว่าการใช้เลนส์ไวแสงต่ำแต่ชดเชยด้วยความเร็วชัตเตอร์
การวัดแสงควรวัดแบบเฉลี่ย ไม่ควรวัดเฉพาะจุด เพราะเพียงแค่ขยับกล้องค่าก็จะเปลี่ยนไปมาก
เลือกรูรับแสงที่กำลังพอเหมาะ f.8 น่าจะกำลังดี

หากได้ใช้วิธีการข้างต้นก็เชื่อว่าน่าได้ภาพที่สวย  แต่ทั้งนี้ก็จำเป็นต้องศึกษาด้วยตัวเองประกอบด้วย จะได้มีวิธีการหรือเทคนิคเป็นของตนเอง

 
photoontour.com  copyright © All images www.photoontour.com, All rights reserved