อุทยานแห่งชาติลานสาง
อุทยานแห่งชาติลานสาง คือ ที่หมายแห่งแรกที่เราจะแวะพักแรมในคืนแรกของทิปนี้กันก่อนจะไปแม่เมย และปางอุ๋ง
(บ้านรวมไทย)
และที่อื่นๆ ค่อยว่ากัน (ซึ่งเรามีเวลาคิดอีกตั้ง 10 วันครับ) จากกรุงเทพฯ ของวันที่ 3 ธ.ค.48 เราออกเดินทางกัน
ค่อนข้างเช้าหน่อย เนื่องจากผิด แผนจากเมื่อคืนที่คิดจะกินข้าวเช้าเช้าที่ จ.ตาก กัน
เราใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 จากวงแหวนกาญจนาภิเษก มุ่งเข้าสู่ จ.สุพรรณบุรี เพราะเราต้องไปรับน้องอีกคนซึ่งอยู่ที่หนอง
แขม จึงคิดว่ามาทางนี้น่าจะสะดวกกว่า ผ่าน จ.สุพรรณบุรี อ.เดิมบางฯ เข้า จ.ชัยนาท ไป อ.มโนรมณ์โดยแยกซ้าย ที่แยกคุ้งสำเภา เพื่อเข้าตัวอำเภอ
มโนรมณ์ ขับตรงไปจนถึงแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีทางลงโป๊ะข้ามไปคันละ 25 บาท สนุกดี (ก็เรามาเที่ยวนี่ครับ...) อ้อมนิดๆแต่ก็ได้สัมผัสวิถีชาวบ้าน
2 ข้างทางโดยเป็นการเดินทางไปนครสวรรค์ที่แปลกใหม่ดีครับ....
เมื่อขึ้นจากโป๊ะขับไปตามทางหมายเลข 3265 ผ่านวัดท่าซุง (หลวงพ่อฤษีลิงดำ) เข้า จ.อุทัยธานี ที่ทางหมายเลข 3220 แยกขวาเข้า
ทางหมายเลข3005 ไปจนตัด ทางหมายเลข 122 ซึ่งเป็นทางเลี่ยงเมือง จ.นครสวรรค์ ให้เลี้ยวซ้ายไป จ.กำแพงเพชรได้เลยครับ...
รวมเวลาเดินทางประมาณ3 ชั่วโมงกว่าๆ แต่อยากให้ลองครับ

ก่อนถึงจังหวัดตากประมาณ 7 กิโลเมตร จะมีทางเลี้ยวซ้ายมือเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 สายตาก-แม่สอด (สะพานมิตรภาพ
ไทย-พม่า)แต่ขอแนะนำให้เข้าเมืองตากไปสักการะพระเจ้าตาก ให้ปกปักษ์รักษาตลอดการเดินทางและหาเสบียงสำหรับคืนนี้กัน กับมาที่
ทางหลวง
แผ่นดินหมายเลข 105 สายตาก-แม่สอด (สะพานมิตรภาพไทย-พม่า) เราเข้าไปประมาณหลักกิโลเมตรที่ 12 ให้เลี้ยวซ้ายตรง
ป้ายอุทยานแห่งชาติลานสาง ไปตามถนนอีกประมาณ 3 กิโลเมตรถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติลานสาง รวมระยะทางในวันนี้ประมาณ
สี่ร้อยกว่ากิโลเมตร
อุทยานแห่งชาติลานสาง มีเนื้อที่ประมาณ 104 ตารางกิโลเมตร หรือ 65,000 ไร่ ได้ประกาศจัดตั้งให้เป็น " อุทยานแห่งชาติลานสาง " เมื่อวันที่
ี่ 14 พฤษภาคม 2522 จนถึงปัจจุบัน อช.ลานสางได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจนมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รองรับนักท่องเที่ยว
อย่างครบครันทั้งบ้านพักจำนวน 10 หลังราคาเริ่มตั้งแต่ 400-4,000 บาท
สามารถจองได้ที่
Info & Booking Center:Tel. 02-939-6200
Ext. 100,101,104
,105 หรือ www.thaiforrestbooking.com
ส่วนที่กางเต็นท์ ก็กว้างขวางและมีห้องน้ำแยก ชายหญิงอย่างดีและมี Design ที่สวยงามสะอาดที่จอดรถก็เป็นระเบียบเรียบร้อย
แถมเจ้าหน้าที่ที่นี่ยังมีน้ำใจมากๆ โดยรถคันที่ขับมายางแบนจากน๊อตตัวเขื่องไม่รู้ทิ่มเข้าไป อย่างไงมาพบเอาตอนเช้า เจ้าหน้าที่ก็อาสา
ถอดเปลี่ยนไปปะให้เรียบร้อยโดยไม่กลัวลำบาก ทำเอาผมอึ้งในน้ำใจท่านเหล่านี้เลยครับ...
ขอบคุณครับ...นี่แหละครับเสน่ห์ของคนไทยที่ทำให้ต่างชาติต้องทำงานหนักเพื่อเก็บเงินมาเที่ยวบ้านเราอีก...
จากจุดเก็บค่าธรรมเนียมน้ำตกแรกที่ต้อนรับเราซ้ายมือเลยก็คือ น้ำตกผาลาด ห่าง 200 เมตรบริเวณหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติลานสาง
น้ำตกผาลาดมีลักษณะเป็นแผ่นหินลาดชันเล็กน้อย ขนาดกว้างประมาณ 25 เมตร กระแสน้ำของห้วยลานสางจะไหลบ่าไปตามแผ่นหิน
แผ่กระจายออกเป็นแผ่นบางๆ แล้วค่อยรวมตัวไหลลงแอ่งเล็กๆ ใกล้ๆ กับบริเวณน้ำตกจะมีพื้นที่เป็นลานหินกว้างสำหรับกางเต็นท์พักแรม อีกฝั่งก็เป็นสวนสมุนไพรที่รวบรวมเอาสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่พบภายในป่าลานสางนำออกมาให้ผู้สนใจได้ศึกษากัน
น้ำตกลานสาง ลานกลางเต้นท์ น้ำตกลานสาง
น้ำตกลานเลี้ยงม้า ถัดจากน้ำตกผาลาดประมาณ 200 เมตร มีลักษณะเป็นเนินเตี้ยกลางเว้าเป็นช่องว่างประมาณ 6 เมตร
กระแสน้ำที่ไหลมาตามลำห้วยลานสาง เมื่อไหลถึงเนินเตี้ยๆ น้ำจะไหลมาตามช่องหินซึ่งแคบเล็กลง น้ำจะถูกบีบจนมีระดับน้ำสูงขึ้นพุ่ง
ผ่านยอดน้ำตกด้วยเสียงของน้ำที่ไหลจากที่สูงตกลงสู่แอ่งน้ำโดยไม่กระทบกับก้อนหิน จนเกิดเป็นเสียงดังต่างจากน้ำตกผาลาด (เมื่อครั้งในอดีตมีตำนานเล่าว่าน้ำตกแห่งนี้
เคยเป็นที่หยุดพักไพร่พลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งเสด็จยกทัพไปตี
ีเมืองเชียงใหม่ครั้งที่สอง จึงก่อเกิดเป็นตำนานความ
เป็นมาของลานสางจวบจนปัจจุบัน) ถัดจากน้ำตกลานเลี้ยงม้า 2 กม.คือ
น้ำตกลานสาง ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพียง 150 เมตร เดินเลียบไปตามไหล่เขาแต่ต้องเดินด้วยความระมัดระวัง
เพราะ ทางเดินเท้าแคบและชัน น้ำตกลานสางมีความสูงประมาณ 40 เมตร สายน้ำจะไหลพุ่งออกจากซอกเขา แล้วหักเหลี่ยมลดหลั่นลงมา
3 ชั้น รวมตัวลงสู่แอ่งน้ำตกลานเลี้ยงม้า ห่างจากน้ำตกลานสางประมาณ 600 เมตรออกไปคือ น้ำตกผาผึ้ง ผาน้อย ผาเท และ ผาเงิน ตามลำดับ ซึ่งเรา ไม่อาจไปถึงเพราะสังขาร นอกจากนั้นภายในเขตอุทยานฯยังมีน้ำตกน้ำย้อยและ ท่าเล่ อีกด้วย ลองเข้าไปถามข้อมูลกัน
ที่อุทยานฯ กันได้ครับ

ลานกางเต็นท์ ในวันนั้นคนไม่มากอย่างที่กลัวกันอาจเป็นเพราะต้นธันวาคมด้วย ยังไม่ค่อยหนาวเท่าไร แต่ฟ้าเปิดอากาศแจ่มใสลมพัดพอ
สบาย เรากางเต็นท์เตรียมอาหารกันก็เกือบมืดแล้ว อาจเป็นเพราะหน้าหนาวมืดเร็วก็ได้ หลังจากจัดการอาหารที่ซื้อมาจากตัวเมืองตาก
แล้วเราก็หากิจกรรมทำกันตั้งแต่นั่งคุยกัน หัดถ่ายรูปตอนกลางคืนและ นอนดูดาว จนดึกจึงเข้านอนอากาศเย็นสบายโดยไม่ต้องพึ่งผ้าห่ม
ที่เตรียมมาเลย....
เช้าวันต่อมา(4 ธ.ค.48) เรามีโปรแกรมที่จะไปตลาดมูเซอต่อจึงต้องรีบไปถ่ายรูปน้ำตกแล้วเดินสำรวจกันพอเมื่อยและได้คุยกับเจ้าหน้าที่
ที่นั่นระหว่างรอเอายางรถผมที่แบนแต็ดแต๋เมื่อคืนไปปะนอก อช.ว่า...ที่นี่ในวันที่เงียบสงบไร้เสียงรบกวนจะมีลิงลมตัวเล็กกระโดดข้าม
มากินลูกไทรที่บริเวณลานจอดรถด้วยและสำหรับผู้ที่รักการดูนก ไม่ต้องไปไกลถึงไหนต้นไทรอายุกว่า 100 ปี ี่แหละในช่วงที่ออกผล
นกจะเยอะมาก
หลังจากนั้นก็ทำอาหารเช้าแล้วเก็บเต็นท์กัน กว่าจะออกจาก อช.ลานสางก็ปาเข้าไปเที่ยง...

ที่ตลาดมูเซอ เราแยกย้ายกันนัดเจอกันในครึ่ง ช.ม. ผมเองคนชอบกาแฟเลยตรงดิ่งไปร้านกาแฟร้านเดิมขวาสุดที่คุ้นเคยเข้าไปเก็บรูป
ไอ้เจ้าเครื่องคั่วกาแฟที่คิดว่าน่าจะเป็นภูมิปัญญาชาวเขานะ.
คนขายหน้าตาไม่คุ้นเลยไม่ชวนคุยเหมือนเคย เหมือนกับว่าขายๆ
ไปไม่
เชิญชวนให้ซื้อกาแฟบดเหมือนแต่ก่อน...
รู้สึกวันนี้ที่นี่เปลี่ยนไปคือมีแต่การซื้อขาย ขาดเสน่ห์และชีวิตชีวา มันเหมือนผมเดินในตลาด อ.ต.ก. อย่างไงไม่รู้.......
ผมคิดไปเองเปล่าเนี่ย...แต่ยิ่งแน่ใจเมื่อเจอกล้วยไม้พื้นราบนานาชนิดมาขายบนนี้ปะปนกับกล้วยไม้ป่าทำให้ยิ่งงง...เอ้า...
กาแฟก็เอามาจากกำแพงเพชร(วังเจ้า)เหมือนกันไปหมด...กล้วยไม้ก็ขนออกมาขายกันแล้วอีกหน่อยจะเหลืออะไรให้ดูกันเนี่ย...
วันนั้นเราออกจากตลาดมูเซอกันบ่าย พร้อมเสบียงเป็นพวกผักสดต่างๆ เพื่อที่จะไปทำกินกันที่ อช.แม่เมย ต่อไป
วีระวัฒน์ อินทรีย์ทอง _ กบ
บทความ กบ
ข้อมูล กนกวรรณ บุญวงศ์เกียรติ
ภาพ กบ และ ตา (พรทิพย์ บุญวงศ์เกียรติ)

ป้ายบอกทางไปน้ำตก ป้าย อช.ลานสางหน้าที่ทำการฯ กบ+กบ+น้องตา click ยานพาหนะทิปนี้ click
ติดตามเรื่องราวการเดินทางที่ผ่านมา ของวีระวัฒน์ อินทรีย์ทอง
ทุ่งแสลงหลวง จ.เพชรบูรณ์
หาดวนกร จ.ประจวบคีรีขันธ์ |