ข้อมูลการเดินทาง อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
"ทุ่งแสลงหลวง" ทุกคนก็จะรู้จักกันดีว่า หมายถึง ทุ่งหญ้าสะวันนา ทางตอนใต้ของ อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ที่มีทิวทัศน์สวยงามยิ่ง
โดยเฉพาะ ในช่วงฤดูฝน ซึ่งหญ้าในท้องทุ่งเขียงขจี ส่วนในฤดูหนาวบริเวณ ทุ่งหญ้าแห่งนี้จะอบอวลไปด้วยทะเลหมอกยามเช้าที่งดงามไม่แพ้ที่ใดในประเทศไทย ทั้งยังเป็นแหล่ง ดูนก ดูผีเสื้อที่วิเศษสุดแห่งหนึ่ง ที่นี่คือสถานที่ขี่จักรยานเสือภูเขาที่มีเส้นทางที่สวยงามกว่าที่อื่นใด
ทุกคำตอบล้วนเป็นนิยามของ " อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง" ได้ทั้งสิ้น
" อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง" เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 3 ของประเทศไทย ตั้งอยู่บนเทือกเขาเพชรบูรณ์ ด้วยอาณาบริเวณ ถึง
789,000
ไร่ ในท้องที่อำเภอ วังทอง อำเภอ นครไทย อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก และอำเภอเขาค้อ อำเภอโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์
์ ซึ่งประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ มาตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2506
" อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง" ยังเป็นอุทยานแห่งชาติที่หลากหลายไปด้วยสภาพนิเวศที่แตกต่างกันมากมายตั้งแต่ทุ่งหญ้าสะวันนา
ป่าดิบ
ป่าสน ป่าเต็งรัง น้ำตก เกาะแก่ง และถ้ำ รวมทั้งสรรพชีวิตที่ ดำรงอยู่ในแต่ละสภาพนิเวศที่แตกต่างกัน นี่เองจึงนับเป็นอุทยานฯ แห่งหนึ่ง
ที่ทรงคุณค่าและอยู่ใน ความสนใจของนักเดินทางตลอดมา
" อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง" ครั้งหนึ่งคือ พื้นที่สีชมพูโดยเฉพาะบริเวณเขาค้อซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกันได้ถูกจัดตั้ง เป็นฐานใหญ่ของ
กลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ที่มุ่งหวังจะปลดปล่อยประเทศไทย ตามแนวคิดและอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ทั้งหมดเป็นพื้นที่
ต้องห้าม สำหรับผู้คนภายนอกจะเข้า ไปเยี่ยมเยือน ในครั้งกระนั้นผู้คนจึงรู้จักอุทยานฯทุ่งแสลงหลวง ก็แต่ เพียง "น้ำตกแก่งโสภา" เท่านั้น
" อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง" เมื่อครั้งเกิดสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมีข้อขัดแย้งกันจนถึงขั้นต้องหยิบอาวุธขึ้นต่อสู้กัน ตั้งแต่แต่ปี พ.ศ. 2513 จนถึงปี พ.ศ. 2525 ทำให้พื้นที่หลายส่วนของอุทยานฯ ถูกราษฎรบุกรุกและแผ้วถาง
ไปเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้ในการเพาะปลูกสำหรับผลิตอาหาร ให้แก่สมาชิกพรรคฯ การดูแลควบคุมพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้ก็ไม่อาจ
ทำได้โดยง่าย ในช่วงเวลานั้นเราจึง ต้องสูญเสียพื้นที่ป่าไปเป็นจำนวนกว่า 60,000 ไร่ ซึ่งปรากฏสภาพของแปลงนาและระบบชลประทานให้เห็น
ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะแถบตอนกลางและด้านตะวันออกของอุทยานฯ
ก็นับว่ายัง
เป็นผืนป่าที่ทรงคุณค่ายิ่งทั้งในด้านนิเวศวิทยาและอื่นๆ
" อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง" สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงคล้ายหลังเต่า ทางด้านตะวันตกเป็นเทือกเขาหินปูน ทอด เป็นแนวยาวจาก
เหนือจดใต้ จุดสูงสุดคือ บริเวณเขาปู่ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,028 เมตร จึงเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสาย เช่น ห้วยเข็กใหญ่ ห้วยเข็ก
น้อย ลำน้ำทุ้ม คลอง ชมพู และคลองวังทอง ภาพป่ามีทุ่งหญ้าโล่งกว้างใหญ่ปะปนในป่าดงดิบชื้นและป่าดิบเขา ซึ่งเป็นจุดเด่นของ อุทยานฯ
คือเขตเชื่อมต่อของป่าดงดิบและป่าสนเขา และทุ่งหญ้าแบบสะวันนาที่สวยงาม ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายนเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงสุด
ประมาณ 29 องศาเซลเซียส ฤดูฝนอยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ 1,700 มิลลิเมตรต่อปี และในฤดู
ูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์อากาศจะหนาว เย็นมาก
" อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง" จากตอนกลาง ไปจนจดด้านตะวันออกที่เป็นแนวของเทือกเขา ปู่และเขาน้อยใหญ่ต่าง ๆ เช่น เขาภูเขียด
เขาหนองใหญ่ เขาโคกสน เขาช้างหนาว เขาภูซาง เขาเปือย เขาตังเก เขาปอยน้อย เขาขมิ้น เขาถ้ำขุนอภัย เขาถ้ำป่าซาง เขา หนองพวง เขาไผ่
เขาปู เขาห้วยถ้ำ เขาหลังโนนสน และเขาทับทัน เป็นต้น ขุนเขา เหล่านี้คือแหล่งรวมของผืนป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในอุทยานฯ และเป็นต้น
กำเนิดของแม่น้ำเข็ก ห้วยเข็กใหญ่ ห้วยเข็กน้อย โดยมีจุดที่น่าสนใจทางด้านการ ท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น แก่งวังน้ำเย็น แก่งหักไพรี
ทางด้าน
ตะวันออก และน้ำตก น้อยใหญ่อีกหลายแห่งทางด้านเหนือ เช่น น้ำตกแก่งโสภา น้ำตกปอย น้ำตกแก่งซอง และน้ำตกสกุโณทยาน
"ทุ่งแสลงหลวง" เป็นทุ่งหญ้าสะวันนาแห่งแรกที่เป็นต้นทางของผู้ที่เข้ามาเยือน อุทยานฯ เพราะเป็นที่ตั้งขอหน่วย " พิทักษ์ป่าหนองแม่นา
(สล. 8) " มีพื้นที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่บริเวณชายทุ่งด้านทิศ ตะวันออก มีสภาพเป็นทุ่งหญ้าโล่ง กว้างใหญ่ มีภูเขาเป็นฉากหลัง
บริเวณนี้มี " ต้นแสลงใจ " ขึ้นไม้ชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีผลสุกสีแสด เมล็ดให้สารเบื่อเมา และคำว่า " ทุ่งแสลงหลวง" เป็นข้อสันนิษฐาน ว่าน่าจะมาจากคำว่า "แสลงใจ" นี่เอง จากบริเวณชายทุ่ง ที่หน่วยพิทักษ์ป่าหนองแม่นานี้ นับเป็นจุดที่สามารถมองเห็นตัว " ทุ่งแสลงหลวง" ที่ทอดยาวเป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่ มีเนินน้อยใหญ่ สลับเป็นลอน ตามแนวขอบกระทะขนาดใหญ่นี้ถูกล้อมรอบไปด้วยป่าสน ป่าดิบเขา และป่าเบญจพรรณ
" ทุ่งนางพญา หรือ ทุ่งพญาเมืองเลน " อยู่ไกลออกไปประมาณ 14 กิโลเมตร ทางด้านทิศใต้ของทุ่งแสลงหลวง มีขนาดใกล้เคียงกับทุ่ง
แสลงหลวง และเป็นทุ่งหญ้าสะวันนาสลับกับป่าสนเขาล้อมรอบ ด้วยป่าดิบสลับป่าดิบเขา ในแง่ระบบนิเวศแล้ว ทั้งในแง่พืชพรรณและวัฏจักรความเปลี่ยนแปลง อาจจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่ทำให้ " ทุ่งนางพญา " แตกต่าง ไปจากทุ่งแสลงหลวง ก็คือการที่ "ทุ่งนางพญา" มีสังคมพืชกลุ่มสน ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น สนเหล่านี้เป็นสนสองใบที่มีขนาดใหญ่ ลำ ต้นเปลา เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ต่างไปจากสนสามใบตรงที่
ลำต้น
มีเปลือกที่เป็นร่อง ลึกมากกว่าและใบเป็นรูปเข็มเล็กลักษณะเป็น กระจุกกระจุกละ 2 ใบ ความสูงราว 10-30 เมตร มักขึ้นอยู่ตาม ที่สูงระดับ
600-1,800 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง
" ทุ่งโนนสน " เป็นทุ่งหญ้าสะวันนาอยู่ใจกลางอุทยานฯ ระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตร จากที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าหนอง แม่นา (สล. 8)
ขึ้นไปทางเหนือตามเส้นทางลำลองที่ตัดผ่ากลางอุทยานฯ ถึงปากทางเข้า " ทุ่งโนนสน " จากนั้นต้องเดิน เท้าผ่านทางป่าดงดิบหนาทึบของเทือกเขาปู่ ลัดเลาะขึ้นลงไปตามเส้นทางเดินป่าประมาณ 16 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินเท้าไม่น้อยกว่า 4-6 ชั่วโมง มีพื้นที่เพียง 5 ตารางกิโลเมตร
ลักษณะคล้ายทุ่งแสลงหลวงและทุ่งนางพญา แต่สภาพทางธรณีวิทยานับว่ามีความกันดารกว่า จึงทำให้ " ทุ่งโนนสน " เต็มไปด้วยพืชกินสัตว์ชนิดต่างๆ มากมายและ มีชื่อเรียกเฉพาะตามพื้นที่ต่างๆ บริเวณนี้อีก เช่น ทุ่งกวางด่อน ลานดุสิตา ลานสารพันดอกไม้ ลานกำแพงเมือง
" แก่งวังน้ำเย็น " เป็นแก่งน้ำขนาดใหญ่ที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดี ไปมาสะดวกการ เดินทางจากทุ่งแสลงหลวงที่หน่วยพิทักษ์ป่าหนองแม่นา
(สล. 8) ใช้เส้นทางเดียวกับเส้นทางไป ทุ่งโนนสนราว 7 กิโลเมตร ก็จะมีทาง แยกขวามือลงไปริมน้ำอีกราวครึ่งกิโลเมตร บริเวณนี้จะมีสภาพภูมิ ประเทศเป็นป่าดงดิบชื้น ตัวแก่งจะอยู่ใต้ลงไปจากหน่วยพิทักษ์ป่า วังน้ำเย็น ซึ่งตั้งอยู่ริมลำน้ำเข็กน้อย ในฤดูฝนน้ำหลากจากสายน้ำเข็ก จะท่วมมิดแก่งจนมองไม่เห็นอะไร ต้องรอให้ถึงฤดูหนาวและฤดูร้อน ตัวแก่งซึ่งมีลักษณะเป็นแก่งหินลาดเทระเกะระกะจึงจะโผล่ขึ้นมาให้เห็น ทั้งยังเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบผีเสื้ออีกด้วย
" แก่งหักไพรี " อยู่บนสายน้ำเข็กเช่นเดียวกัน แต่อยู่ห่างจากแก่งวังน้ำเย็นไป ประมาณ 3 กิโลเมตร การเดินทางอาจไม่สะดวกนัก จึงมีผู้นิยมไปเที่ยวกันน้อย อีกประการหนึ่งเนื่องจากบริเวณนั้นเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย ของสัตว์ป่าหลายชนิด โดยเฉพาะช้างป่า ทางอุทยานฯจึงไม่อยากให้คนเข้าไปรบกวนเท่าใด
" น้ำตกแก่งโสภา " เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่เกิดจากลำน้ำเข็กไหลผ่านหน้าผาขนาด ใหญ่ ลดหลั่นกันจำนวน 3 ชั้นแล้วผ่านไป ตามแก่งหินอีกหลายแห่ง นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลก โดยเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 12 สายพิษณุโลก
-หล่มสัก ถึงระหว่างกิโลเมตรที่ 71-72 ก่อนถึงที่ทำการอุทยานฯราว 9 กม. มีทางแยกขวามือเป็นทางลาดยางเข้าไปประมาณ 2 กม. ไปสิ้นสุด
ที่ลานจอดรถ ซึ่งเกินจากนั้นไม่อนุญาตให้นำรถยนต์เข้าไปได้ แต่นั่นก็ ถือว่าแสนจะสะดวกสบายที่สุดแล้วเพราะเมื่อเดินอีกไม่ถึง 10 นาที ก็จะ
ถึงบริเวณตอนบนของน้ำตกซึ่งเป็นวังน้ำกว้างใหญ่ ความกว้าง ไม่น้อยกว่า 40-50 เมตร สายน้ำเข็กที่ไหลหลั่งมาจากด้านบนจะทิ้ง ตัวของมัน
ลงไปเบื้องล่างจากจุดนี้เองซึ่งหากจะชมให้ได้ความงาม อันเป็นที่สุดจะต้องเดินลงบันไดไปยังหุบน้ำตกเบื้องล่างที่ลึกราว 20-30 เมตร ในฤดู
น้ำหลากภายในหุบน้ำตกแห่งนี้จะอบอวล ไปด้วย ละอองไอและความชื้น ก่อให้เกิดโลกสีเขียวของเหล่ามอส เฟิร์นงดงามยิ่งนัก และที่นี่เองที่เป็น
แหล่งกำเนิดพืชหายากชนิดหนึ่งซึ่งพบครั้งแรกในประเทศไทยที่ใต้หุบน้ำตกแห่ง นี้คือ "เทียนโสภา" ดอกไม้ตระกูลเทียน เป็นไม้อวบน้ำ
ชนิดหนึ่ง ดอกสีม่วงอมชมพู ลักษณะเป็นปากแตรเหมือน ดอกเทียนทั่วไป ส่วนตัว
"
น้ำตกแก่งโสภา " นั้น เมื่อมองจากหุบน้ำตกด้านล่างขึ้นไปจะ
พบว่าเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีความสูงไม่ น้อยกว่า 30 เมตร ยามฤดูฝนหน้าน้ำ
หลากสายน้ำเข็กจะไหลหลั่งท้นลงโครมครืนจนเต็มหน้าผาค่อนข้างน่ากลัว และเป็นอันตรายมากหากลงเล่นน้ำตกที่ประกอบด้วยชั้นต่างๆถึง
3 ชั้น ได้ สายน้ำตกในฤดูนี้จะแยกออกเป็นสายต่างๆ
ไม่น้อยกว่า 3 สายในแต่ละชั้น แล้วไหลลดหลั่นกันลงมา เป็นความงามอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งขึ้น
อยู่กับฤดูกาล ระยะเวลาที่ดีในการเที่ยวชมน้ำตกแห่งนี้น่าจะอยู่ในราวเดือนกรกฎาคม เป็นต้นไปจนถึงเดือนธันวาคม ย้อนกลับขึ้นมาทางด้านเหนือ
ที่สายน้ำเข็กซึ่งมีทิศทางมาจากด้านตะวันออกวกขึ้นไป สายน้ำเข็กได้ก่อกำเนิด น้ำตกที่งดงามขึ้นหลายแห่ง
ส่วนใหญ่ อยู่นอกเขตอุทยานฯ เช่น น้ำตกปอย น้ำตกแก่งซอง และ
น้ำตกสกุโณทยาน
การเดินทางทางรถยนต์ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 12 (ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างจังหวัด
พิษณุโลก
- อำเภอหล่มสัก และ จังหวัดเพชรบูรณ์- จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างภาคเหนือกับตะวันออกเฉียงเหนือ) บริเวณหลัก
กิโลเมตรที่ 80
สามารถเดินทางไปถึงได้ 3 เส้นทาง คือ
เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 และหมาย เลข 32 จนถึงจังหวัดนครสวรรค์ต่อด้วยทางหลวง
หมายเลข 117 ถึงจังหวัดพิษณุโลก แล้วเดินทางต่อโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 12 สายพิษณุโลก-วังทอง- หล่มสัก จนถึงบริเวณหลักกิโลเมตร
ที่ 80 ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ทุ่งแสลงหลวงรวมระยะทาง สายนี้ทั้งหมด ประมาณ 450 กิโลเมตร
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 และหมายเลข 32 จนถึงอำเภออินทร์บุรี จังหวัด สิงห์บุรี มีทางแยกขวามือ
เป็นทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านตากฟ้า-สากเหล็ก ไปบรรจบทางหลวงหมายเลข 12 ที่ อำเภอวังทองเลี้ยวขวามาทางอำเภอหล่มสัก จนถึงหลัก
กิโลเมตรที่ 80 ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง รวมระยะทางสายนี้ทั้งหมดประมาณ 453 กิโลเมตร
เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 ถึงจังหวัดสระบุรีต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ถึง
อำเภอหล่มสัก รวมระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 12 สายพิษณุโลก-หล่มสัก โดยเดินทางย้อนไปทางจังหวัด
พิษณุโลก เมื่อถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 80 ถึงที่ทำการ อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง รวมระยะทางของเส้นทางสายนี้ประมาณ 460
กิโลเมตร
ที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าหนองแม่นา ( สล. 8) ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 60 กิโลเมตร จาก ที่ทำการฯ ไปตามทางหลวง
หมายเลข 12 สายพิษณุโลก-หล่มสัก ไปทางหล่มสัก 20 กิโลเมตร ถึงสามแยกแคมป์สน เลี้ยวขวาไปทางอำเภอเขาค้อ ผ่านหน้าอำเภอเขาค้อ
ถึงสี่แยก เลี้ยวขวาผ่านหน้าพระตำหนัก เขาค้อ ตรงไปจนถึงบ้านทาน ตะวัน เลี้ยวขวาเข้าหน่วยพิทักษ์ อุทยานแห่งชาติที่ สล. 8 (หนองแม่นา)
การเที่ยวทุ่งโนนสน ควรจะไปประมาณช่วงปลายฝนต้นหนาว ( ปลายเดือนตุลาคม ถึง ต้นเดือนธันวาคม ) จะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม
เนื่องจากเป็นช่วงหมดฝนทำให้การเดินป่าไม่ลำบากมากนัก การเดินทางเริ่มต้นจากจุดที่พักโดยรถยนต์ (กระบะหรือขับเคลื่อนสี่ล้อ) พร้อมด้วย
สัมภาระส่วนตัวที่จำเป็น ควรไปถึงจุดเริ่มเดินทางเท้าแต่เช้า ทางเดินเท้าส่วนมากเป็นที่ ราบตามสันเขา ทำให้เดินสบายขึ้น หลังจากออกเดิน
ทางผ่านป่าดงดิบ จุดชมวิวจะพบ ลำธารเล็กๆ และเป็นจุดเดียวตลอดเส้นทางเดินที่ยังพอมีน้ำอยู่บ้าง จากนั้นเดินทางต่อผ่าน ผาไทร ทุ่งไชโย
จนทะลุทุ่งโนนสน ผ่านทุ่งกวางด่อน เพิงหิน น้ำตก (ปางหวาย) น้ำตกกุหลาบแดง ทุ่งดุสิตา เป็นต้น
แผนที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
|