Home
Home   News  131    
 
 
 
News : รวมข่าว สาระ และเรื่องราวที่น่าสนใจ

 
Main Menu
  Photo Gallery ภาพท่องเที่ยวทั่วไทย
  Outbound Tour ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน
  Royal Photo ภาพงานพระราชพิธี
  City Tour ภาพท่องกรุงเทพฯ
  Events ภาพเหตุการณ์ ใน-ต่างประเทศ
  Portrait ภาพคน ภาพสาวพริตตี้
  Baby & Child ภาพเด็กน่ารัก
  Asia Girls รวมภาพสาวเอเชีย
  Guest ภาพแค้มปิ้งจากเพื่อนสมาชิก
  Flower & Nature ภาพดอกไม
  King Photo ภาพในหลวง พระราชินี
  Free Wallpaper วอลเปเปอร์
  Photo Around the World ภาพทุกมุมโลก
  Site Update อัพเตตเว็บล่าสุด
  About Us : Contact Us ติดต่อกับเรา
 
Outbound ท่องเที่ยวในต่างแดน
  Angkor Wat : นครวัด นครธม
  Kohker : เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย
  Malaysia : ประเทศมาเลเซีย
  South Laos : ลาวใต้ แขวงจำปาสัก
  Luang Pra Bang : หลวงพระบาง
  Middle Vietnam : เว้ ดานัง ฮอยอัน
  Hanoi Halong Bay : ฮานอย อ่าวฮาลอง
  Sapa Vietnam :ซาปา เวียดนามเหนือ
  Sipsongpanna :สิบสองปันนา
  Myanmar พม่า ย่างกุ้ง หงสา อินทร์แขวน
  Guilin China : กุ้ยหลิน จีน
  Beijing : ปักกิ่ง วังหลวง กำแพงจีน
  Myanmar : พม่า เมืองเมียวดี
  Myanmar : พม่า ย่างกุ้ง หงสา อินทร์แขวน
Asia Girls ,Sexy ,Teen, Idol
  Korean สาวเกาหลี
 Japanese สาวญี่ปุ่น
  Philipines สาวฟิลิปปินส์
 Chinese สาวจีน
  Myanmar สาวพม่า
 Indonesian สาวอินโดนีเซีย
  Indian สาวอินเดีย
  Laos สาวลาว
  Cambodian สาวกัมพูชา
  Vietnamese สาวเวียดนาม
  Malaysian สาวมาเลเซีย
  More >
 





 
ฮือฮา! มหาเศรษฐีออสซีประกาศสร้าง"เรือไททานิก 2" พร้อมเดินทางปี 2016

ภาพกรุงเทพในอดีต

ฮือฮา! มหาเศรษฐีออสซีประกาศสร้าง"เรือไททานิก 2" พร้อมเดินทางปี 2016

หนึ่งในเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของออสเตรเลีย ประกาศการสร้างเรือ"ไททานิก 2" ที่ประเทศจีน ที่คาดว่าจะออกเดินเรือจากอังกฤษไปยังนครนิวยอร์กได้เป็นครั้งแรกในปี 2016

นายไคลฟ์ พาล์มเมอร์ มหาเศรษฐีเจ้าของกิจการเหมืองแร่ กล่าววว่า ตนได้รับมอบหมายจากบริษัทซีเอสซี จินหลิง ชิพยาร์ด ซึ่งเป็นบริษัทต่อเรือของรัฐบาลจีน เพื่อก่อสร้างเรือไททานิก 2 ที่มีขนาดเดียวกับเรือต้นแบบ

นายพาล์มเมอร์กล่าวว่า เรือลำดังกล่าวจะมีความหรูหราเช่นเดียวกัยเรือไททานิกเดิมทุกประการ พร้อมทั้งเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมระบบนำร่องและความปลอดภัยล่าสุด โดยจะเดินเรือในเส้นทางแถบมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ ระหว่างอังกฤษและนิวยอร์ก และพร้อมให้บริการในปลายปี 2016 และเสริมว่า เตรียมเชิญให้กองทัพเรือจีนเป็นผู้คุ้มกันเรือไททานิก 2 ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ด้วย

เขากล่าวว่า ได้ก่อตั้งบริษัทเดินเรือของตนเองที่ใช้ชื่อว่า บลู สตาร์ไลน์ โดยเรือดังกล่าวจะมีขนาดความยาว 270 เมตร สูง 53 เมตร และมีน้ำหนักมากกว่า 40,000 ตัน โดยจะประกอบด้วยห้องพักจำนวน 840 ห้อง จำนวน 9 ชั้น ทั้งนี้ ยังไม่ทราบว่างบประมาณจะอยู่ที่ประมาณเท่าใด

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลังการรำลึกครบรอบ 100 ปี ของการจมลงของเรือไททานิก เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา หลังชนเข้ากับก้อนน้ำแข็งระหว่างการเดินทางจากท่าเรือเซาธ์แธมตันของอังกฤษ ไปยังนครนิวยอร์ก ในปี 1912 ที่ทำให้มีผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิต 1,514 คน

นายพาล์มเมอร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ร่ำรวย ที่สุดอันดับ 5 ของออสเตรเลีย โดยมีสินทรัพย์รวมประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย จากธุรกิจถ่านหินและสินทรัพย์อื่นๆที่เกี่ยวข้องในรัฐควีนส์แลนด์และเวสต์ เทิร์น ออสเตรเลีย

ที่มา มติชนออนไลน์




ประวัติเรือไททานิก
/ข้อมูลเรือไททานิกโดยละเอียด / ภาพเรือไททานิก
(จากวิกิพีเดีย)

อาร์เอ็มเอส ไททานิก (อังกฤษ: RMS Titanic) เป็นเรือโดยสารซึ่งจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1912 หลังชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งระหว่างการเดินทางเที่ยวแรกจากเซาท์แทมป์ตัน สหราชอาณาจักร ไปนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา การจมของไททานิก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1,514 ศพ

นับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางทะเลในยามสงบครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ไททานิก เป็นเรือลำใหญ่ที่สุดที่ลอยอยู่ขณะการเดินทางเที่ยวแรกของมัน เป็นหนึ่งในสามเรือโดยสารชั้นโอลิมปิกซึ่งดำเนินการโดยไวต์สตาร์ไลน์ สร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1909-1911 โดยอู่ต่อเรือฮาร์แลนด์แอนดวูล์ฟฟ์ในเบลฟาสต์ บรรทุกผู้โดยสาร 2,223 คน

ผู้โดยสารบนเรือมีบรรดาบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เช่นเดียวกับผู้อพยพกว่าพันคนจากบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ สแกนดิเนเวีย เป็นต้น ซึ่งกำลังแสวงหาชีวิตใหม่ในทวีปอเมริกาเหนือ เรือได้รับการออกแบบให้มีความสะดวกสบายและความหรูหราที่สุด โดยบนเรือมียิมเนเซียม สระว่ายน้ำ ห้องสมุด ภัตตาคารชั้นสูงและห้องจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีโทรเลขไร้สายทรงพลังซึ่งจัดเตรียมไว้เพื่อความสะดวกของผู้โดยสาร เช่นเดียวกับการใช้เชิงปฏิบัติการ แต่แม้ ไททานิก จะมีคุณลักษณะความปลอดภัยที่ก้าวหน้า เช่น ห้องกันน้ำและประตูกันน้ำที่ทำงานด้วยรีโมต ก็ยังขาดเรือชูชีพที่เพียงพอสำหรับบรรทุกผู้โดยสารทุกคนบนเรือ

เนื่องจากระเบียบความปลอดภัยในทะเลที่ล้าสมัย จึงมีเรือชูชีพเพียงพอสำหรับผู้โดยสาร 1,178 คนเท่านั้น เกินครึ่งของผู้ที่เดินทางไปกับเรือในเที่ยวแรกเล็กน้อย และหนึ่งในสามของความจุผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดเท่านั้น

หลังเดินทางออกจากเซาท์แทมป์ตันเมื่อวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1912 ไททานิก ถูกเรียกที่เชอร์บูร์ก (Cherbourg) ในฝรั่งเศส และควีนส์ทาวน์ (ปัจจุบันคือ โคฟ, Cobh) ในไอร์แลนด์ ก่อนมุ่งหน้าไปทางตะวันตกมุ่งสู่นิวยอร์ก วันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1912 ห่างจากเซาท์แทมป์ตันไปทางใต้ราว 600 กิโลเมตร ไททานิก ชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งเมื่อเวลา 11.40 น. (ตามเวลาเรือ GMT-3) การชนแฉลบทำให้แผ่นลำเรือไททานิก งอเข้าในตัวเรือหลายจุดบนฝั่งกราบขวา และเปิดห้องกันน้ำห้าจากสิบหกห้องสู่ทะเล อีกสองชั่วโมง สามสิบนาทีต่อมา น้ำค่อยๆ ไหลเข้ามาในเรือและจมลง

ผู้โดยสารและสมาชิกลูกเรือบางส่วนถูกอพยพในเรือชูชีพ โดยมีเรือชูชีพจำนวนมากถูกปล่อยลงน้ำไปทั้งที่ยังบรรทุกไม่เต็ม ชายจำนวนมาก กว่า 90% ของชายในที่นั่งชั้นสอง ถูกทิ้งอยู่บนเรือเพราะระเบียบ "ผู้หญิงและเด็กก่อน" ตามด้วยเจ้าหน้าที่ซึ่งบรรทุกเรือชูชีพนั้น

ก่อน 2.20 น. เล็กน้อย ไททานิก แตกและจมลงโดยยังมีอีกกว่าพันคนอยู่บนเรือ คนที่อยู่ในน้ำเสียชีวิตภายในไม่กี่นาทีจากภาวะตัวเย็นเกิน (hypothermia) อันเกิดจากการจุ่มในมหาสมุทรที่เย็นจนเป็นน้ำแข็ง ผู้รอดชีวิต 710 คนถูกนำขึ้นเรืออาร์เอ็มเอส คาร์พาเธีย (RMS Carpathia) อีกไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง

ภัยพิบัติดังกล่าวทำให้ทั่วโลกตกตะลึงและโกรธจากการสูญเสียชีวิตอย่างใหญ่หลวง และความล้มเหลวของกฎระเบียบและปฏิบัติการซึ่งนำไปสู่ภัยพิบัตินั้น การไต่สวนสาธารณะในอังกฤษและสหรัฐอเมริกานำมาซึ่งพัฒนาการหลักในความปลอดภัยในทะเล หนึ่งในมรดกสำคัญที่สุด คือ การจัดตั้งอนุสัญญาความปลอดภัยของชีวิตในทะเลระหว่างประเทศ (SOLAS) ใน ค.ศ. 1914 ซึ่งยังควบคุมความปลอดภัยในทะเลตราบจนทุกวันนี้

ผู้รอดชีวิตหลายคนสูญเสียเงินและทรัพย์สินทั้งหมดและถูกทิ้งให้อดอยากแร้นแค้น หลายครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งของสมาชิกลูกเรือจากเซาท์แทมป์ตัน สูญเสียเสาหลักของครอบครัวไป พวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากความเห็นใจสาธารณะและการบริจาคของมูลนิธิที่หลั่งไหลเข้ามา

เบื้องหลังในยุคช่วงประมาณ 100 ปีก่อน ยังไม่มีเครื่องบิน การเดินทางข้ามมหาสมุทรไปไกลๆ ต้องใช้เรือเท่านั้น จึงเกิดสายการเดินเรือขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ด้วยอุดมการณ์การเดินเรือที่ต่างกัน บ้างก็เน้นความใหญ่ บ้างก็เน้นความหรูหรา บ้างก็เน้นความประหยัด บ้างก็เน้นความเร็ว บ้างก็เน้นการรักษาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งมีสถิติมากมาย ที่สายการเดินเรือต่างๆ ต้องพยายามแข่งขันกัน เพื่อครองสถิติให้ได้มากๆ

ในปี ค.ศ. 1858 สายการเดินเรือ "อีสเทิร์น สตีม เนวิเกชั่น คอมพานี" (Eastern Steam Navigation Company) ได้สร้างเรือยักษ์ เอสเอส เกรทอีสเทิร์น (SS Great Eastern) ซึ่งเป็นเรือโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกในยุคนั้น SS Great Eastern มีขนาด 18,915 ตัน ใหญ่กว่าเรือโดยสารที่ใหญ่ที่สุดลำก่อนหน้ามันมากกว่า 4.5 เท่า แต่ใช้ได้เพียง 9 ปี ก็ต้องเลิกใช้ไปใน ค.ศ. 1867 และหลังจากสูญเสียมันไปนานกว่า 30 ปี ยังไม่มีเรือโดยสารลำใดที่ใหญ่กว่า SS Great Eastern

แต่ใน ค.ศ. 1901 สายการเดินเรือไวต์สตาร์ไลน์ ได้ตัดสินใจสร้างเรือโดยสารที่ใหญ่กว่าเรือ SS Great Eastern เป็นลำแรก โดยจัดทำเป็นโครงการสร้างเรือใหญ่ 4 ลำ

เรือทั้งสี่จะมีขนาดกว่า 20,000 ตัน เน้นการออกแบบภายในเรือที่สะดวกสบาย โดยเรือลำแรกของโครงการดังกล่าว คือเรือ อาร์เอ็มเอส เคลติค (ค.ศ. 1901) (RMS Celtic) ปล่อยลงน้ำครั้งแรกในวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1901 กลายเป็นเรือใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาด 21,035 ตัน ตามมาด้วยเรือ อาร์เอ็มเอส เซดริก (RMS Cedric) แต่มันไม่ได้เป็นเรือโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ใน ค.ศ. 1905 เอสเอส อเมริกา (SS America) ของสายการเดินเรืออื่นสร้างเสร็จ แย่งตำแหน่งเรือโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปจาก Celtic แต่อยู่ในตำแหน่งได้ไม่ทันจบปี ค.ศ. 1905เรือโดยสารลำที่ 3 ของโครงการสร้าง 4 เรือยักษ์ ชื่อ อาร์เอ็มเอส บอลติก (ค.ศ. 1903) (RMS Baltic) สร้างเสร็จในปีเดียวกัน ชิงตำแหน่งเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกกลับคืนสู่สายการเดินเรือไวต์สตาร์ไลน์ได้ 1 ปี ก่อนจะถูกสายการเดินเรืออื่นแย่งตำแหน่งไปอีก

และเรือลำสุดท้ายของโครงการ สร้างเสร็จใน ค.ศ. 1907 คือเรือ อาร์เอ็มเอส เอเดรียติก (RMS Adriatic) แต่เรือลำนี้ไม่ได้เป็นเรือโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สายการเดินเรือไวต์สตาร์นั้น เชื่อเสมอว่าคนทั่วไปสามารถโดยสารกับเรือได้นาน ถ้าเรือนั้นมี ความเพรียบพร้อมในการบริการที่ดีเยี่ยม สะดวกสบายราวกันอยู่บ้าน และความเร็วเรือที่ได้ต้องใช้เชื้อเพลิงซึ่งเป็นถ่านหินจำนวนมาก ไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อม (ไวต์สตาร์เป็นพวกนักอนุรักษ์) ดังนั้นเรือทั้งสี่ลำนี้จึงมีความเร็วบริการประมาณ 16-17 น็อต (29.632-31.484 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งความเร็วระดับนี้น้อยเกินกว่าจะสู้เรือของสายการเรืออื่น ๆ ได้

เรือ SS Kaiserin Auguste Victoria (RMS Empress of Scotland (1906)) จากสายการเดินเรืออื่น แย่งตำแหน่งเรือโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปจาก RMS Baltic ในปี ค.ศ. 1906

ต่อมา สายการเดินเรือคูนาร์ด (Cunard Line) ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญของไวต์สตาร์ไลน์ ได้ต่อเรือ อาร์เอ็มเอส ลูซิทาเนีย (RMS Lusitania) ต่อขึ้นในอู่ต่อเรือ John Brown ใน ค.ศ. 1907 เป็นเรือโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกแทนเรือ SS Kaiserin Auguste Victoria

และในปีเดียวกัน คูนาร์ดก็สร้าง อาร์เอ็มเอส มอริทาเนีย หรือ อาร์เอ็มเอส มอร์ทาเนีย (RMS Mauretania) ที่ต่อขึ้นในอู่ต่อเรือ Tyneside ได้ออกบริการในปีเดียวกัน เป็นเรือโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกแทน RMS Lusitania ทั้งคู่มีขนาดใหญ่กว่า 30000 ตัน แล่นด้วยความเร็ว 24 นอต (44.448 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เป็นเรือแฝดรุ่นใหม่ของคูนาร์ด ล้ำหน้ากว่าเรือ 4 ลำของไวต์สตาร์ ทั้งด้านความเร็ว และขนาด

ใน ค.ศ. 1907 หรือปีที่เรือแฝดคูนาร์ดออกบริการนั่นเอง บุคคลสำคัญของสายการเดินเรือไวต์สตาร์ได้ร่วมจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำที่บ้าน downshire Belgrave Square ในกรุงลอนดอน เพื่อร่วมกันคิดรูปแบบเรือลำที่ดีกว่าเรือแฝดคู่นั้น และนั่นก็เป็นสาเหตุในการต่อเรือไททานิก

Postcard ของ เรือไททานิกหลัง RMS Mauretania เป็นเรือโดยสารใหญ่ที่สุดในโลกมาราว 4 ปี เรือลำแรกในโครงการต่อเรือ 3 ลำของไวต์สตาร์ไลน์ (เป็นการต่อเรือขนาดใหญ่ 3 ใบเถา เน้นรูปแบบการบริการของสายการเดินเรือที่หรูหราเป็นหลักความเร็วเป็นรอง) ชื่อ RMS Olympic สร้างเสร็จใน ค.ศ. 1911 มีขนาดใหญ่กว่าเรือ RMS Mauretania มากกว่า 40% ทำให้กลายเป็นเรือโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก และต่อมา เรือลำที่สองในโครงการ ชื่อ RMS Titanic สร้างเสร็จใน ค.ศ. 1912 เป็นเรือโดยสารใหญ่ที่สุดในโลกแทนโอลิมปิก

และเรือลำสุดท้ายของโครงการ ตอนแรกจะใช้ชื่อ อาร์เอ็มเอส ไจแกนติก หรือ อาร์เอ็มเอส ไกแกนติก (RMS Gigantic) แต่ว่า มันสร้างเสร็จใน ค.ศ. 1914 ภายหลังการล่มของไททานิก โดยคาดว่าจะใช้รับส่งผู้โดยสารเพื่อข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ก็เป็นแค่ความฝันเพราะตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี ส่งผลให้ใน ค.ศ. 1915 มันถูกเปลี่ยนจากเรือสำราญเป็นเรือพยาบาล รับ-ส่ง ทหารในต่างแดนในคาบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน แทน และเปลี่ยนชื่อเป็น เอชเอ็มเอชเอส บริแทนนิก (HMHS Britannic)

แม้บริแทนนิกจะใหญ่กว่าไททานิกกว่า 1,800 ตัน แต่บริแทนนิก ไม่มีโอกาสได้เป็นเรือโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะสายการเดินเรือฮาเป็ก (Hapag หรือ Hamburg Amerika Line) จากเยอรมนี ได้สร้างเรือ SS Imperator (RMS Berengaria ของสายการเดินเรือคูนาร์ด) ที่ใหญ่กว่าบริแทนนิก เสร็จก่อนบริแทนนิก แต่เป็นที่น่าเศร้าเพราะในปี 1916 เรือได้อัปปางลงในทะเลอีเจียน เนื่องจากโดนทุ่นระเบิดจากเรือดำน้ำฝ่ายเยอรมัน ที่ยังหลงเหลือจากการกู้ระเบิดในเส้นทางดังกล่าว จึงส่งผลให้เรือเสียหายหนักและอัปปางลงในระยะเวลา 55 นาที หลังการเดินทางเพียง 6 ครั้ง เท่านั้น

ในการออกแบบขั้นต้นเรือทั้ง 3 ลำมีโครงสร้างคล้ายคลึงกัน และทั้งสามมีขนาดใหญ่กว่าเรือแฝดของคูนาร์ด ขับเคลื่อนด้วย 2 ใบจักร 2 เครื่องยนต์กระบอกสูบ แต่ต่อมาเพิ่มเครื่องยนต์เทอร์ไบน์อีกกลายเป็น 3 ใบจักร เนื่องจากเรือรุ่น 4 ลำก่อนมีเพียง 2 เครื่องยนต์สามารถทำความเร็วได้ต่ำ ในขนาดที่เรือคู่แข่งมี 4 เครื่องยนต์

เรือทั้งสามมีเสากระโดงเรือ 2 หรือ 3 แห่ง ปล่องไฟ 3 ปล่อง แต่ต่อมาเพิ่มเป็น 4 ให้เท่ากับจำนวนปล่องบนเรือ Mauretania และ Lusitania เพื่อให้เรือดูสมดุล (และหลอกว่ามีกำลังขับเคลื่อนสูง) โดย 3 ปล่องแรกจะไว้ใช้ระบายอากาศจากเครื่องยนต์ แต่ปล่องสุดท้ายไว้ใช้ระบายอากาศภายในเรือ

ส่วนเรือไททานิกนั้น ก็มิได้ใหญ่โตถึงขนาดว่าไม่มีใครทำลายสถิติมันได้ลง ต่อให้มันไม่จม ก็จะเสียตำแหน่งเรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้กับ RMS Olympic เพราะภายหลังไททานิกจม ในปีเดียวกันนั้น มีการนำเรือโอลิมปิกไปต่อเติมซ่อมแซมจนมีขนาดใหญ่กว่าไททานิก 110 ตัน

หลังจากนั้น ตำแหน่งเรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็เปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ จนในปัจจุบัน เรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นเรือแฝด 3 ลำ คือ MS Liberty of the Seas , MS Freedom of the Seas และ MS Independence of the Seas ซึ่งมีขนาดถึง 154,407 ตัน ใหญ่กว่าไททานิกถึง 3.333 เท่า

แต่อย่างไรก็ตาม ไททานิกก็เป็นที่โดดเด่นในประวัติศาสตร์มากกว่า

ลักษณะเฉพาะของเรือ

Deckplan เรือไททานิก
มุมมองจากด้านล่างของบันไดแกรนด์อันหรูหรา ในบริเวณของผู้โดยสารชั้น First Classไททานิกเป็นเรือที่เปิดศักราชใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเรือเดินสมุทร เนื่องจากเป็นเรือลำแรกๆ ของโลกที่สร้างโดยโลหะและรองรับผู้โดยสารได้ถึง 2,435 คน ยาว 269.0622 เมตร กว้าง 28.194 เมตร ขนาดของเรือ 46,328 ตัน แบ่งเป็น 9 ชั้น

เรียงจากชั้นบนลงชั้นล่างได้ดังนี้

9. ดาดฟ้า สงวนไว้ให้ผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นสอง มีปล่องไฟ 4 ตัว สูงตัวละ 19 เมตร และห้องยิมเนเซียม[7]
8. ชั้น A ห้องนั่งเล่น ห้องสมุด[7] ห้องสูบบุหรี่ คาเฟ่ขนาดเล็ก และเนิร์สเซอรี่ของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง
7. ชั้น B ห้องอาหาร a la carte ร้านกาแฟแบบปารีสของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง [8] และห้องสูบบุหรี่ผู้โดยสารชั้นสอง
6. ชั้น C ห้องสมุดของผู้โดยสารชั้นสอง ห้องเอนกประสงค์ของผู้โดยสารชั้นสาม
5. ชั้น D ห้องอาหารของผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นสอง
4. ชั้น E ห้องนอนของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง สอง สาม ลูกเรือ
3. ชั้น F ห้องอาหารของผู้โดยสารชั้นสาม
2. ชั้น G สระว่ายน้ำ ห้องอาบน้ำแบบตุรกี และห้องเก็บกระเป๋าเดินทาง
1. ชั้นห้องเครื่อง มี 16 ห้อง หม้อน้ำรวม 29 ชุด ส่งเชื้อเพลิงให้เครื่องยนต์ 3 ตัว เครื่องยนต์ 3 ตัว หมุนใบจักร 3 ใบ รวม 50000 แรงม้า เร่งความเร็วเรือได้สูงสุด 23 น็อต (42.596 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ความเร็วมาตรฐาน 21 น็อต (38.892 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ห้องเครื่องทั้ง 16 ห้องมีกำแพงสูงถึงชั้น F และมีประตูกลซึ่งจะปิดลงมาทุกบานทั่วลำเรือเมื่อพบเหตุผิดปกติที่ห้องเครื่องใดห้องเครื่องหนึ่ง

ซึ่งถ้าหากไม่เกิดรอยรั่วในหลายห้องเครื่องจนเกินไป ตามหลักการลอยตัวแล้ว เรือจะไม่จม ถึงแม้จะเป็นจุดอ่อนที่สุดของเรือซึ่งก็คือหัวเรือ ก็ยังรับรอยแตกได้ถึง 4 ห้องเครื่องติดกันโดยไม่จม
ไททานิก มีลิฟต์ 4 ตัว ในจำนวนนี้ 3 ตัว ถูกสงวนมีไว้สำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่ง อีก 1 ตัว มีไว้สำหรับผู้โดยสารชั้นสอง ส่วนผู้โดยสาร ชั้นสามไม่มีสิทธิ์ใช้ลิฟต์!

ในการบรรจุผู้โดยสาร โดยปกติ เรือไททานิก สามารถจุผู้โดยสารได้ 2,435 คน โดยแบ่งเป็น ชั้นสาม 1,026 คน , ชั้นสอง 674 คน และชั้นหนึ่ง 735 คน และลูกเรีออีก 892 คน รวมผู้โดยสารและลูกเรือ 3,327 คน

แต่ถ้าในอนาคต ถ้าสายการเดินเรือต้องการเพิ่มความจุผู้คน จะสามารถดัดแปลงเรือให้จุผู้โดยสารและลูกเรือได้มากขึ้นอีก 220 คน เป็น 3,547 คน (แต่ยังไม่ได้รับการดัดแปลง) แต่ในการเดินทางเที่ยวแรก มีผู้โดยสารประมาณ 2,208 คน

แต่ว่าเรือสำรองช่วยชีวิตหรือเรือบดนั้นเพียงพอสำหรับผู้โดยสารเพียง 1,178 คนเท่านั้น โดยจะแบ่งเป็น 20 ลำ ในจำนวนนี้ 14 ลำ จุได้ 65 คน , 4 ลำ จุได้ 47 คน และอีก 2 ลำ จุได้ 40 คน

การเดินทางครั้งแรก
เริ่มการเดินทางที่เมืองเซาท์แธมตัน ประเทศอังกฤษ (Southampton, England) ในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1912 ควบคุมโดยกัปตัน เอ็ดเวิร์ด เจ. สมิธ (Edward J. Smith) เพื่อเดินทางไปยังนิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา ในการเดินทางครั้งนั้น มีผู้เดินทางรวมทั้งหมด 2,208 คน แบ่งเป็นลูกเรือ 891 คน , ผู้โดยสารชั้นสาม 708 คน , ผู้โดยสารชั้นสอง 285 คน และผู้โดยสารชั้นหนึ่ง 324 คน

ข้อมูลทั่วไปของเรือชื่อเต็ม: Royal Mail Steamer Titanic

- เจ้าของ: บริษัทไวท์ สตาร์ ไลน์
- ต่อขึ้นที่: อู่ต่อเรือ ฮาร์แลนด์ แอนด์ วูลฟฟ์ ในควีนส์ ไอแลนด์ เมืองเบลฟัสต์ ไอร์แลนด์เหนือ ประเทศอังกฤษ
- งบประมาณ: 1.75 ล้านปอนด์ (ในปี ค.ศ. 1912) หรือประมาณ 650-900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ในยุคปัจจุบัน)
-จดทะเบียนที่: ลิเวอร์พูล, อังกฤษ, สหราชอาณาจักร
- วางกระดูกงู: 31 มีนาคม ค.ศ. 1909
- ดำเนิการก่อสร้างตัวเรือ: กันยายน ค.ศ. 1909 - พฤษภาคม ค.ศ. 1911
- ปล่อยลงน้ำ: 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1911[1] เวลา 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น
- พิธีตั้งชื่อเรือ: ไม่มี
- ตกแต่ง ติดตั้งอุปกรณ์ภายใน : 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1911 - 1 เมษายน [[ค.ศ. 1912 ดำเนินการโดย บริษัท ทอมป์สัน
   แอนด์ ซันส์ จำกัด ในควีนส์ ไอแลนด์ เมืองเบลฟัสต์ ไอร์แลนด์เหนือ ประเทศอังกฤษ
- ทดสอบเรือ: 1 เมษายน ค.ศ. 1912- 8 เมษายน ค.ศ. 1912
- เส้นทางประจำเที่ยวเรือ: เบลฟัสต์ - ควีนส์ทาวน์ (ท่าเรือโคบห์) - แชร์บรูก - เซาแธมป์ตัน - นิวยอร์ก
- ประสบอุบัติเหตุ: วันเสาร์ที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1912 เวลา 23.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น
- อับปางลง: วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1912 เวลา 02.20น.

ภาพกรุงเทพในอดีต
เรือไททานิกขณะออกจากท่าเซาท์แทมป์ตัน 10 เมษายน ค.ศ. 1912

ภาพกรุงเทพในอดีต
มุมมองจากด้านล่างของบันไดแกรนด์อันหรูหรา ในบริเวณของผู้โดยสารชั้น First Class

ภาพกรุงเทพในอดีต
Postcard ของ เรือไททานิก

ภาพกรุงเทพในอดีต
กับตัน เอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ กัปตันของไททานิก

ภาพกรุงเทพในอดีต
เรือไททานิกและเรือโอลิมปิก

ภาพกรุงเทพในอดีต
เรือไททานิกพร้อมที่จะถูกปล่อยลงน้ำเป็นครั้งแรก

ภาพกรุงเทพในอดีต
เรือไททานิกออกจากท่าเรือเซาแทมป์ตันในการเดินทางครั้งแรก


ภาพกรุงเทพในอดีต
Deckplan เรือไททานิก

ภาพกรุงเทพในอดีต
ห้องรับแขกของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง

สภาพภายในเรือภายในเรือไททานิก
จะกั้นอาณาเขตไว้อย่างชัดเจน ว่าบริเวณใด เป็นส่วนของผู้โดยสารชั้นใด และผู้โดยสารในเรือจะต้องอยู่ในบริเวณที่เป็นชั้นของตนเองเท่านั้น

ชั้นสาม (Third class)
ชั้นนี้ เป็นชั้นที่ราคาตั๋วต่ำ โดยชั้นนี้ จะแบ่งออกได้หลายแบบ ตามตำแหน่งที่ตั้งของห้อง ลักษณะห้อง บริการ และสิทธิต่างๆ บนเรือ โดยราคาตั๋วชั้นสามที่ถูกสุด ขายในราคา 3 ปอนด์ (ประมาณ 280 ปอนด์  หรือ 13,700 บาทในปัจจุบัน) ส่วนราคาตั๋วชั้นสามที่แพงสุด ขายในราคา 8 ปอนด์ (ประมาณ 750 ปอนด์ หรือ 36,500 บาทในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นราคาที่นับว่าประหยัดมาก

เมื่อเทียบกับการเดินทางทางทะเลด้วยระยะเวลากว่าสัปดาห์ แต่การที่ราคาประหยัดนั้น ก็ทำให้เกิดผลเสียตามมา

บริเวณของผู้โดยสารชั้นสามส่วนใหญ่จะอยู่ในชั้น F กับชั้น G ผู้โดยสารชั้นประหยัด สิทธิหลายอย่างถูกจำกัด เช่น สิทธิในการใช้ลิฟต์ สิทธิในการขึ้นชั้นดาดฟ้า

ห้องของชั้นสามมีตั้งแต่ห้องขนาด 2 เตียงนอน ไปจนถึง 8 เตียงนอน ห้องพักแม้จะแคบ แต่สะอาดเรียบง่าย และดูสว่างสดใส และการที่อยู่ในท้องเรือลึกๆ ทำให้อากาศอุ่นสบายกว่าอาณาเขตชั้นอื่น
ห้องของชั้นสามที่มีราคาถูกที่สุด (3 ปอนด์) จะอยู่ท้ายเรือ เพราะห้องเหล่านั้นจะอยู่ใกล้ใบจักรขับเคลื่อนเรือมากๆ ดังนั้นในบริเวณนั้น จะโคลงเคลงและสั่น ผู้ที่ไม่ชินกับทะเล จะเกิดอาการเมาเรือได้ถ้าอยู่ในบริเวณนั้นนานๆ (ถึงแม้จะเป็นเรือที่ใหที่สุดในโลกก็ตามที)

ชั้นสอง (Second class)
ชั้นนี้มีแบบเดียว ราคาตั๋วแบบเดียว โดยราคาตั๋วชั้นสองขายในราคา 12 ปอนด์ (ประมาณ 1,125 ปอนด์ หรือ 54,800 บาทในปัจจุบัน)
บริเวณของผู้โดยสารชั้นสองส่วนใหญ่ จะอยู่ในชั้น E ผู้โดยสารชั้นสองจะได้รับความหรูหราพอๆ กับโรงแรมทั่วๆไป แม้จะยังไม่หรูหราเท่าชั้นหนึ่ง ห้องของชั้นสองมี 2 ขนาด คือขนาด 2 กับ 4 เตียงนอน ภายในห้องไม่แออัด มีเฟอร์นิเจอร์ที่ทันสมัยในยุคนั้น โซฟาพักผ่อนในห้องส่วนตัว


ชั้นหนึ่ง (First Class)
คลาสนี้มีสองแบบคือแบบห้องธรรมดากับแบบห้องชุดพิเศษ

แบบธรรมดาจะขายตั๋วในราคา 30 ปอนด์ (2,810 ปอนด์ หรือ 137,000 บาทในปัจจุบัน) ผู้โดยสารชั้นนี้ จะได้รับความหรูหราเต็มพิกัด

บริเวณของผู้โดยสารชั้นหนึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในชั้น A , B , C, D และบางส่วนของชั้น E ห้องพักแบบธรรมดายังมีการจัดระดับแยกอีก 2 แบบอีกด้วย คือ แบบห้องสวีท (ห้องชุด) บนชั้น B และ C ผู้โดยสารจะได้รับความหรูหรามากกว่าโรงแรมแทบทั้งหมดในอังกฤษหรือในอเมริกา ผู้โดยสารสามารถเลือกลักษณะห้องพักของตนได้ เพราะห้อง First Class ถูกเตรียมไว้ถึง 11 รูปแบบ ตั้งแต่สไตล์อิตาเลียนเรเนอซองส์ , ดัตช์โบราณ , ดัตช์สมัยใหม่ , รีเจนซี่, อดัมส์, จักรพรรดิ์, หลุยส์ที่ 14, หลุยส์ที่ 15, หลุยส์ที่ 16 ควีนแอน และจอร์เจียน

นอกจากนี้ ยังมีการตกแต่งในรูปแบบพิเศษอีก 2 ที่ออกแบบโดยอู่ต่อเรือฮาร์แลนด์แอนด์วูลฟ์อีกด้วย โดยใช้ชื่อว่า Bedroom A ที่ดัดแปลงมาจากสไตล์ฝรั่งเศสลดทอนรายละเอียดลง ใช้ผนังไม้โอ๊ก และ Bedroom B คล้ายรูปแบบอดัมส์ โดยผนังไม้ส่วนบนแกะสลักเรียบง่ายสีขาว ผนังไม้ส่วนล่างจากพื้น 3 ฟุตเป็นมะฮอกกานี

และห้องพักชั้นหนึ่งแบบธรรมดาจะมีการแตกแต่งแบบเรียบง่าย อีกทั้งขนาดห้องเล็กกว่า ซึ่งทุกห้อง ถูกผสมผสานเข้ากับความเป็นสมัยใหม่ได้ลงตัวมาก ทุกห้องมีเทคโนโลยีทำความร้อนจากไฟฟ้าและหลอดไฟฟ้า โดยห้องพักแบบนี้พบตามชั้น A ถึง D และมากสุดชั้น E

แต่ชั้นหนึ่งแบบห้องชุดพิเศษ (Parlor Suite) นั้น ราคาสูงถึง 870 ปอนด์ (81,530 ปอนด์ หรือ 3,970,000 บาทในปัจจุบัน) คุณภาพที่ได้รับก็สมราคา เพราะผู้โดยสารที่ซื้อตั๋ว จะมีห้องนอน 2 ห้อง ห้องนั่งเล่นพักผ่อนส่วนตัว ห้องแต่งตัว ห้องน้ำส่วนตัว โดยห้องพัก Millionair Suite บนเรือไททานิกมีอยู่ 4 ห้องโดย 2 ห้องแรกบนชั้น B จะมีระเบียงชมทะเลส่วนตัวขนาดยาว 50 ฟุต และอีก 2 ห้องบนชั้น

ภาพกรุงเทพในอดีต
แผนที่แสดงบริเวณที่เรือเกิดอุบัติเหตุ

ภาพกรุงเทพในอดีต
เรือไททานิก, เรือ อาร์เอ็มเอส โอเชียนิก (ค.ศ. 1899)

ภาพกรุงเทพในอดีต

เหล่านักดนตรีของไททานิก

ภาพกรุงเทพในอดีต
ภาพวาดการจมของไททานิก โดย Willy Sower

ภาพกรุงเทพในอดีต
เรือบดของไททานิก

ภาพกรุงเทพในอดีต
ข่าวการจมของไททานิกบนหนังสือพิมพ์ New York Herald

ภาพกรุงเทพในอดีต
ข่าวการจมของไททานิกบนหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพใหญ่

ภาพกรุงเทพในอดีต
ตั๋วเข้าชมพิธีปล่อยเรือไททานิกลงน้ำ

ภาพกรุงเทพในอดีต
ภาพภูเขาน้ำแข็งที่ไททานิกชน ถ่ายไว้ในวันเดียวกับที่ไททานิกจมหายไปทั้งลำ

ภาพกรุงเทพในอดีต
ภาพภูเขาน้ำแข็งที่ไททานิกชน ถ่ายไว้เมื่อ 5 วัน หลังเกิดเหตุ

ภาพกรุงเทพในอดีต
นางมอลลี บราวน์ (Molly Brown) ผู้รอดชีวิต และกัปตันของเรือคาร์เพเทีย

ผู้รอดชีวิต

นางมอลลี บราวน์ (Molly Brown) และกัปตันของเรือคาร์เพเทียหายนะภัยไททานิกครั้งนี้มีผู้รอดชีวิตทั้งสิ้น 710 คน แต่มีผู้เสียชีวิต 1,514 คน นับเป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเดินเรือ

อันที่จริงแล้ว ผู้ที่รอดชีวิตจากเรือไททานิกมิได้มีแต่เพียงผู้หญิงและเด็กเท่านั้น แต่ยังมีชายด้วย จากการสรุปข้อเท็จจริงพบว่าชายที่รอดชีวิตมีทั้งผู้โดยสารชั้น 1 ชั้น 2 ชั้น 3 และลูกเรือ

บุคคลที่รอดชีวิตบางคนที่น่ากล่าวถึงคือ เจ. บรูซ อิสเมย์ กรรมการผู้จัดการไวต์สตาร์ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างสงสัยกันว่าอิสเมย์รอดมาได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่ผู้ชายส่วนใหญ่เสียชีวิตหมดเนื่องจากสละที่นั่งให้แก่สตรีและเด็ก ชีวิตในช่วงหลังของอิสเมย์ต้องล้มละลายทางเกียรติยศเพราะสังคมตราหน้าว่าเขารอดมาได้เพราะแย่งที่ของสตรีและเด็ก

บางคนก็พูดกันว่าอิสเมย์พรางตัวเป็นหญิงเพื่อลงเรือ แต่อิสเมย์ชี้แจงว่าตนลงเรือชูชีพลำสุดท้าย เมื่อเห็นยังมีที่ว่างจึงได้ลงเรือไปและก็ไม่ได้พรางตัวเป็นสตรีแต่อย่างใด

นางมอลลี บราวน์ (Molly Brown) ซึ่งเป็นพวกเศรษฐีใหม่ที่เดินทางไปกับเรือไททานิก เมื่ออยู่ในเรือ ชูชีพนางบราวน์ได้แสดงความเข้มแข็งและกล้าหาญ ในสภาพที่ทุกคนหมดเรี่ยวแรง เธอได้แสดงบทบาทผู้นำโดยให้สั่งคนในเรือช่วยกันพายเรือมุ่งไปยังเรือคาร์เพเทีย และพยายามช่วยคนที่ตกน้ำ

หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ชีวิตของนางบราวน์ก็รุ่งเรืองขึ้น จากเดิมที่สังคมชั้นสูงในเมืองเดนเวอร์ไม่ยอมรับเธอ แต่จากวีรกรรมอันกล้าหาญทำให้เธอก้าวไปไกลถึงขนาดได้รับเสนอการชื่อให้เข้าชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกทีเดียว รวมทั้งยังมีผู้นำเรื่องราวของเธอไปสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่อย่างไรก็ดี ในบั้นปลายของชีวิต เธอก็เปลี่ยนไปกลายเป็นคนที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว

เจ้าหน้าที่ของเรือไททานิกที่รอดชีวิตไม่มีใครเลยสักคนเดียวที่สามารถก้าวไปถึงตำแหน่งกัปตันเรือ

จากนั้น ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1985 ซากเรือไททานิกได้ถูกค้นพบอีกครั้ง

เมื่อต้นปี ค.ศ. 1997 นางเอดิท ไฮส์แมน ผู้ที่มีชีวิตรอดจากเรือไททานิกที่มีอายุมากที่สุดก็ได้เสียชีวิตลง เธออยู่ในเหตุการณ์เรือไททานิกเมื่ออายุ 15 ปีและเสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ 100 ปี

และผู้ที่รอดชีวิตรายสุดท้ายจากเหตุการณ์เรือไททานิกอับปาง คือ มิลล์วินา ดีน (Millvina Dean) ชาวอังกฤษ ซึ่งเธอได้เสียชีวิตลงเมื่อ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2009 รวมอายุได้ 97 ปี ซึ่งในขณะเกิดเหตุ เธอมีอายุเพียง 9 สัปดาห์เท่านั้น

ภาพกรุงเทพในอดีต


ภาพกรุงเทพในอดีต
Millvina Dean

ภาพกรุงเทพในอดีต
Millvina Dean

ภาพกรุงเทพในอดีต
Millvina Dean

ภาพกรุงเทพในอดีต
The Titanic sank in 1912 after it hit an iceberg, killing 1500 people


คลิก ดูภาพเรือไททานิคในอดีต




  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ