มหามงคล 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 ตอนที่ 2
ขณะกำลังเขียนบทความชิ้นนี้ ก็บังเอิญเปิดโทรทัศน์ช่อง 186 DLTVI ของTrue ที่ผ่านระบบจานดาวเทียม(สีแดง) เป็นรายการที่นำเอาภาพยนตร์สารคดีพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฏรทางภาคเหนือโดยรถไฟพระที่นั่งเมื่อพ.ศ. 2501 หรือเมื่อ 53 ปีก่อน โดยแวะสถานีอยุธยาเป็นแห่งแรก และสถานีอื่นๆตามรายทาง กระทั่งถึงสถานีพิษณุโลกเป็นสถานีสุดท้าย จากนั้นได้ประทับแรมที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกเป็นคืนแรก รุ่งเช้าได้เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งต่อไปยังจังหวัดสวรรคโลก สุโขทัย ตาก อำเภอเถิน(จังหวัดลำปาง) แล้วเข้าอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ตามลำดับ
ภาพยนตร์ชุดนี้ยังพอจำได้ว่าเคยนำมาออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ปกติ ในช่วงฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อพ.ศ.2549 ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ที่กำลังชมโทรทัศน์ เนื่องจากเป็นภาพย้อนอดีตไปหลายสิบปีก่อน ทำให้มีโอกาสเห็นสภาพบ้านเรือนในสมัยนั้น
จากนั้นก็ไม่เคยเห็นอีกเลย อาจจะเนื่องจากเป็นภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ซึ่งบางตอนของสารคดีชุดนี้ เป็นภาพจากกล้องถ่ายภาพยนต์ที่ในหลวงทรงถ่ายด้วยพระองค์เอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพจากรถไฟ และรถยนต์พระที่นั่งขณะกำลังขับเคลื่อน
บางภาพทรงถ่ายจากพลับพลาที่ประทับโดยแพนกล้องให้เห็นประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จเป็นจำนวนมาก ซึ่งตามคำบรรยายบอกว่าชาวเขาบางหมู่บ้านในอำเภอลี้ จ.ลำพูน เดินทางข้ามภูเขาเป็นระยะทางถึง 30 กม.เพื่อมารับเสด็จพร้อมถวายของป่าให้ในหลวง
ตอนที่ออกอากาศเมื่อปี 2549 นั้น หลายโรงเรียนให้ความสนใจมาก อาจารย์บางท่านบอกว่าตอนต่อไปจะอัดเทปไว้ให้นักเรียนได้ศึกษา เนื่องจากเป็นภาพที่หาดูได้ยาก และเป็นครั้งแรกของในหลวงและพระราชินีที่เสด็จเยี่ยมราษฎรในต่างจังหวัด
ภาพยนตร์ชุดนี้ถือว่ามีความสำคัญ ใครเห็นก็คงมีแต่ความชื่นชม แต่น่าแปลกว่าทำไมโทรทัศน์ช่องปกติจึงไม่นำมาออกอากาศกันบ้าง หรือว่าเป็นภาพยนต์ส่วนพระองค์ จึงต้องทำเรื่องขอพระราชทานอนุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสียก่อน
เชื่อว่าใครมีโอกาสได้เห็นภาพยนต์ชุดนี้ก็คงจะเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง และคงจะนั่งลุ้นว่าเมื่อไหร่พระองค์จะเสด็จมาจังหวัดของตนเอง อย่างน้อยก็มีโอกาสเห็นภาพเก่าๆเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน โดยเฉพาะถนนหนทางที่เต็มไปด้วยฝุ่น และสองข้างทางเต็มไปด้วยป่าไม้ ขณะเดียวกันก็เห็นอาคารร้านค้าสมัยยังเป็นเรือนแถวไม้สองชั้นที่มุงหลังคาด้วยสังกะสี
ความจริงรายการของ True ก็ไม่ค่อยจะได้ดูมากนัก ส่วนใหญ่จะเลือกดูช่องปกติหรือฟรีทีวี ส่วนช่องอื่นๆก็จะเลือกเป็นบางรายการเท่านั้น แต่บังเอิญวันนี้มาเปิดช่อง 186 โดยไม่ได้ตั้งใจ และก็สนใจดูตลอดทั้งรายการเนื่องจากเป็นภาพยนตร์ที่หาดูได้ยาก
ภาพยนตร์ในชุดต่อๆมาหลังจากชุดแรกผ่านไปก็จะเป็นพระราชกรณียกิจในสมัยอดีต รวมทั้งการเสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรียังต่างประเทศ ทำให้เห็นบุคลสำคัญๆระดับโลกในสมัยนั้น เช่นประธานาธิบดีและกษัตริย์ของประเทศต่างๆ รวมทั้งได้เห็นบุคคลสำคัญๆของไทย อาทิคณะรัฐมนตรีในสมัยพลเอกถนอม กิตติขจร สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี (พระราชินีในรัชกาลที่ 7) หรือนายอานันท์ ปัญญารชุน เอกอัครราชฑูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา
นั่งดูรายการนี้เพลินๆ ไปจนกระทั่งถึงตอนที่ร้อยกว่า ซึ่งแต่ละตอนก็จะเป็นข่าวในช่วงเวลาสั้นๆประมาณ 10 นาที
ดูไปก็รู้สึกแปลกใจที่ช่องของ True มีรายการแบบนี้ด้วย และก็ไม่ทราบด้วยว่าช่อง 186 นี้จะเป็นรายการที่เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจตลอดทั้งรายการหรือไม่ บ้านใครติดจานดาวเทียมสีแดงของ True ก็น่าลองเปิดดู เผลอๆอาจมีรายการดีๆแบบนี้อีกหลายรายการ
และที่ผ่านไปได้สักครู่นี้ ก็มีโอกาสเห็นมกุฎราชกุมารอะกิฮิโตะและพระราชินีจากญี่ปุ่น ได้เสด็จเยือนประเทศไทยเมื่อปี 2507 และวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 หรือปีถัดมาได้ทูลเกล้าถวายปลานิลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจำนวน 50 ตัว ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นปลาน้ำจืดที่ขยายพันธ์ไปทั่วประเทศ
ภาพยนตร์พระราชกรณียกิจชุดนี้ ทำให้เห็นว่าตลอดเวลาที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ปีพ.ศ.2489 มาจนถึงปัจจุบันก็นับเป็นเวลาถึง 60 กว่าปี จะเห็นว่าพระองค์ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆอย่างมากมาย และเพื่อประโยชน์ต่อคนไทย และต่อประเทศไทยทั้งนั้น
และนับตั้งแต่ปี 2501 หรือ 53 ปีก่อนมาจนถึงทุกวันนี้ ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีผ่านไปคนแล้วคนเล่า ทุกคนที่ขึ้นมาเป็นนายกฯ ก็จะมีข่าวการปฎิบัติหน้าที่ ควบคู่กับข่าวในพระราชสำนักที่ออกอากาศเป็นประจำทุกวัน แต่นายกรัฐมนตรีทุกคนก็อยู่ในตำแหน่งเพียงไม่กี่ปี เมื่อพ้นจากตำแหน่งก็จะไม่เป็นข่าว เรียกว่าหมดหน้าที่ และกลับไปนอนหลับพักผ่อนได้
แต่ในหลวงของเรามีข่าวการปฎิบัติพระราชกรณียกิจไม่เว้นแต่ละวัน ตลอดระยะเวลาถึงหกสิบกว่าปี
นี่คือหน้าที่ของในหลวงองค์ปัจจุบัน ที่ทรงทำคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศชาติ จนยากที่จะหาคำพูดใดๆมากล่าวถึงภาระหน้าที่อันมากมายของพระองค์ได้อย่างครบถ้วน
ภาพพระราชกรณียกิจในสมัยก่อนๆนี้ควรนำกลับมาเผยแพร่และฉายซ้ำ หรือนำมาตัดต่อให้เหมาะสมกับรายการ รวมทั้งการผลิตรายการเทิดพระเกียรติสถาบันหรือราชวงศ์ก็ควรอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ควรใช้คำพูดที่ดูเลิศหรูเลิศเลอจนเกินควร หรือบางครั้งก็ดูจะเว่อร์
เช่นเขียนสคริปให้เด็กพูดเกี่ยวกับในหลวงแต่ใช้ภาษาของผู้ใหญ่ ไม่ต่างกับเสแสร้งจัดฉาก
กระทรวงใด หรือกองงานเผยแพร่ส่งเสริมสถาบันพระมหากษัตริย์ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้น่าจะนำไปพิจารณา และควรปรับเปลี่ยนรูปแบบให้สอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชน
เขียนถึงเรื่องนี้ก็ขอต่ออีกหน่อยว่าหากรัฐบาลหรือหน่วยงานใดที่ดูแลในเรื่องนี้ ก็น่าจะพิจารณาให้ความสำคัญกับถาบันหลักของชาติทั้งหมด ได้แก่สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตามสีสัญลักษณ์ของธงชาติไทย

สีแดง หมายถึงชาติ
สีขาว หมายถึงศาสนา
สีน้ำเงิน หมายถึงพระมหากษัตริย์
ถ้าจะเรียงลำดับความสำคัญ ก็ต้องถือว่าชาติสำคัญที่สุด รองลงมาได้แก่ศาสนา สุดท้ายก็คือพระมหากษัตริย์ และ
โชคดีที่ประเทศไทยในขณะนี้มีพระมหากษัตริย์ที่ดี ทำให้สีของธงชาติไทยมีความหมายและมีความสำคัญยิ่ง
หน้าที่ของรัฐบาลก็ต้องให้ความสำคัญกับสถาบันหลักทั้งสามอย่างเหมาะสม
รัฐบาลในอดีตจนถึงปัจจุบันดูเหมือนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสถาบันชาติ และสถาบันศาสนาอย่างที่ควรจะเป็น เราแทบไม่มีรายการที่มุ่งส่งเสริมชาติ และศาสนากันอย่างจริงจัง แต่กลับให้น้ำหนักกับการส่งเสริมสถาบันพระมหากษัตริย์ค่อนข้างมาก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน
น่าจะถึงเวลาแล้วที่จะต้องส่งเสริมสถาบันหลักทั้งสามไปพร้อมๆกัน โดยอาศัยช่วงเวลารายการข่าวในพระราชสำนักและช่วงเวลาของภาพยนตร์เทิดพระเกียรติ ส่วนเนื้อหาและรูปแบบก็คงต้องไปคิดหาว่าทำอย่างไรเราจะบรรจุเนื้อหาเพื่อให้สถาบันหลักทั้งสามนี้ดูมีเกียรติและมีศักดิศรี
รุปแบบที่พอจะคิดได้ในขณะนี้
เรื่องที่ 1 ส่งเสริมความรักชาติ รักชุมชน รวมทั้งความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ ปลูกฝังให้คนไทยรักและเข้าใจกัน ช่วยเหลือกัน ซึ่งหากเราผลิตรายการให้มีความหลากหลายรูปแบบ ก็จะช่วยสร้างความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ ตัวอย่างง่ายๆก็คือเรื่องจิตอาสา การทำงานของผู้ที่เรียกว่าจิตอาสา ก็คือความเข้าอกเข้าใจความเห็นใจต่อคนในชาติ จากเครือข่ายๆเล็กก็อาจขยายไปเป็นระดับชาติ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อถึงจุดนั้นความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ ความรักความสามัคคี และความรู้สึกที่คนไทยไม่ทิ้งกันก็จะตามมาเอง ชาติก็จะมั่นคง
ความหมายที่แท้จริงของคำว่า " ชาติไทย " ก็คือคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่ต้องมีการปลูกฝั่ง ให้เกิดความภาคภูมิใจ เหมือนกับคำพูดก่อนจะเปิดเพลงชาติทุกครั้งว่า
" ธงชาติและเพลงชาติไทย เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เราจงร่วมใจกันยืนตรงเคารพธงชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราช และความเสียสละของบรรพบุรุษไทย"
เรื่องที่ 2 ด้านศาสนา ควรมีรูปแบบที่สร้างความเข้าใจในศาสนาอย่างถูกต้อง นำเสนอหรือคิดหารูปแบบที่เป็นกลาง ให้ข้อคิด โดยนำหลักธรรมหรือคำสอนมานำเสนอให้เข้าใจได้ในทุกระดับ ซึ่งหากทำได้ดีแล้วก็จะทำให้ชาวพุทธมีความรู้สึกว่าคำสอนที่ถูกต้องนั้นคืออะไร เมื่อตอกย้ำมากขึ้นก็จะเข้าใจเอง
ความหมายในที่นี้ก็เพื่อสกัดกั้นความเข้าใจผิดในหลักธรรมของพุทธศาสนา ซึ่งปัจจุบันนี้จะเห็นว่ามีรูปแบบและวืธีปฏิบัติที่หลากหลาย และดูจะห่างจากความจริงของพระพุทธศาสนาออกไปทุกขณะ คนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิดๆอยู่มาก ทำอย่างไรเราจะค่อยๆพัฒนาความรู้ความเข้าใจให้เป็นหนึ่งเดียว เรื่องนี้ดูเหมือนจะยากแต่ถ้าได้ทำแล้วก็คงจะเห็นแนวทางมากมาย
เรื่องที่ 3 สถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องนี้เราคงจะรับรู้กันพอสมควร เนื่องมีข่าวในพระราชสำนัก และภาพยนตร์ส่งเสริมและเทิดพระเกียรติกันเป็นประจำวันอยู่แล้ว ก่อนนั้นเราจะเห็นว่าภาพยนต์เทิดพระเกียรติมีการออกอากาศไม่ค่อยจะบ่อยนัก จะมีเฉพาะช่วงเวลาสำคัญๆเท่านั้น
ต่างกับในปัจจุบันที่มีรายการประเภทนี้ค่อนข้างมากแทบจะเรียกได้ว่ามีกันเป็นประจำ
เรื่องนี้ก็พอเข้าใจได้ว่า เพื่อรักษาความศรัทธาของประชาชนคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งนับวันจะโดนแรงเสียดทานค่อนข้างรุนแรง และหนักหนาขึ้นทุกวัน
สามสถาบันหลักตามที่กล่าวมาแล้ว หากคิดจะทำก็คงจะปรับเปลี่ยนเวลาไม่มากนัก อาจใช้เวลาทั้งหมดที่เสนอข่าวในพระราชสำนักรวมทั้งภาพยนตร์เทิดพระเกียรติของโทรทัศน์โครงการเฉพาะกิจ เป็นรายการของสถาบันหลักทั้งสาม
ซึ่งแน่นอนว่าข่าวในพระราชสำนักอาจลดเวลาลง หรือเลือกเฉพาะข่าวพระราชกรณียกิจที่สำคัญๆเท่านั้น
และคำว่าข่าวในพระราชสำนักก็อาจเปลี่ยนเป็น " รายการส่งเสริมสถาบันหลักของชาติ "
โฟโต้ออนทัวร์
23 ธันวาคม 2554
|