Home   :    Royal Photos   :  5 Dec 2012
 Home  :   Events  :  Royal Photos  :  Photos Gallery  :  Outbound tour  :  Flowers  :  Portrait   :   Asia Girls  :   Wallpapers  :   News  :  Clip Video   Site Update
H
Home      Royal Photos   :   5 Dec 2012
  Royal Institution Photos ภาพสถาบันกษัตริย
 
  Princess Galyani Vadhana
สักการพระศพ สมเด็จพระพี่นาง มค.51
 
  Sign messages for the King
ลงนามถวายพระพร รพ.ศิริราช ตค.50
 
  60th Anniversary of HM.
ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี 9 มิย.49
 
  50 th Anniversary Celebrations
พิธีกาญจนาภิเษก 50 ปี 2539
 Royal Institution Photos ภาพสถาบันกษัตริย์
       
  5 December 2011
ฉลอง 84 พรรษา 5 ธันวาคม 54
 
  5 December 2009
วันพ่อ 5 ธันวาคม 52
 
  Queen's Birthday 2009
วันแม่ 12 สิงหา 52
 
  Princess Mother's Cremation'95
พิธีพระบรมศพสมเด็จย่า ปี 2538
       
  Phu Ping Palace
พระราชวังภูพิงค์
 
  Sun Flower
ทุ่งทานตะวัน
 
  Sunrise
พระอาทิตย์ขึ้น
 
  Canola
ดอกคาโนล่า
       
  ข้อมูลสถาบันกษัตริย์

ข้อมูลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยละเอียด
พระราชประวัติ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชสมภพและขณะทรงพระเยาว์
พระราชประวัติการศึกษา
พระราชประวัติเสด็จขึ้นครองราชย์
พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส
พระบรมราชาภิเษก
ทรงผนวช
พระราชกรณียกิจ
พระอัจฉริยภาพ

พระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรี
พระปรีชาสามารถทางด้านดนตรี
พระมหากษัตริย์นักดนตรี
ประวัติเพลงพระราชนิพนธ์
รายชื่อเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งหมด 48 เพลง

ภาพในหลวงและพระราชินี
ดาวน์โหลดภาพในหลวง พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์

 
         
 


ภาพวันเฉลิมฉลอง 85 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวา 2555
Celebrations for The King's 85th birthday on 5 December 2012
(บันทึกภาพ 5 ธันวาคม 2555)



งาน 5 ธันวาปี 55 นี้  น่าจะเรียกว่าเป็นปีพิเศษที่ในหลวงของเรามีพระชนมพรรษา 85 พรรษา  นับว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระชนม์ยิ่งยืนนาน สมกับคำสดุดีที่มักกล่าวว่า “ขอให้พระองค์มีพระชนม์ยิ่งยืนนาน”  คนไทยทั่วไปที่มีอายุถึง 85 ปี  สมัยนี้ถือว่าเป็นคนอายุยืน  ตามสถิติเรื่องอายุโดยเฉลี่ยของคนไทยครั้งล่าสุด  ปรากฏว่าหญิงมีอายุเฉลี่ย 76.3 ปี ชาย 69.5 ปี ใครที่อายุมากกว่าค่าเฉลี่ยก็ถือว่าชีวิตนี้มีกำไร

สำหรับในหลวงของเรามีพระชนม์พรรษายืนนานขนาดนี้  ต้องถือว่าคนไทยโชคดีที่พระองค์ทรงเป็นมิ่งขวัญมาอย่างยาวนาน  และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลายสิบปี พระองค์ทรงงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยมาตลอด  หากใครที่มีอายุมากหน่อยก็คงรู้ว่าภารกิจของพระองค์มีมากมายจนจำกันแทบไม่ได้  ที่พอจะจำกันได้ก็คือเรื่องการเสด็จเป็นขวัญและกำลังใจให้กับตำรวจและทหารตามชายแดนในช่วงที่มีการแผ่ขยายระบอบคอมมิวนิสต์ การส่งเสริมอาชีพของชาวเขาจนเป็นที่มาของโครงการหลวง และล่าสุดก็คือเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริที่เกิดขึ้นหลังประเทศไทยประสบกับภาวะเศรษฐกิจเมื่อปี 2540

นโยบายของพระองค์ในเรื่องนี้เป็นการปลุกจิตสำนึกคนไทยให้รู้จักคำว่าพอดี พอเพียง  คิดจะทำอะไรก็ต้องมีความระมัดระวัง ไม่ประมาท และต้องรู้จักประมาณตน ซึ่งก่อนหน้าที่ประเทศจะประสบปัญหาวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” เป็นช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังเติบโตชนิดที่เรียกว่าขีดสุด  แต่เป็นการเติบโตแบบหลอกๆ ไม่ต่างกับการปั่นหุ้น 

ช่วงนั้นอู้ฟู่กันใหญ่  ธุรกิจอสังหาฯเติบโตชนิดที่กู่ไม่กลับ เป็นการสร้างความต้องการซื้อหรือดีมานด์ขึ้นมาแบบหลอกๆ คนก็เฮโรแห่กันซื้อ แต่เอาเข้าจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้น  มันไม่มีใครมาอยู่มาอาศัย ไม่ต่างกับซื้อเก็งกำไร ช่วงนั้นมีการซื้อขายใบจองอาคารชุด หรือจองคอนโดกันเป็นที่สนุกสนาน 

เมื่อเกิดวิกฤติจึงล้มระเนระนาด  ตึกร้างเต็มบ้านเต็มเมือง ถูกธนาคารและสถาบันการเงินยึดเรียบ ผู้ซื้อบางคนผ่อนดาวน์กับจ่ายค่างวดไปแล้วหลายงวด  ก็ได้แค่กระดาษที่เป็นโครงการวาดฝัน  ตึกก็ยังไม่ได้สร้าง  แต่จ่ายล่วงหน้าไปหลายแสน พังกันเป็นแถบ ปัจจุบันนี้ก็ยังเห็นตึกร้างกันเต็มเมืองทั้งๆที่ผ่านไปแล้วถึง 15 ปี

โครงการเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงสร้างต้นแบบให้ชาวไร่ชาวนา เพื่อให้เริ่มต้นชีวิตใหม่  เช่นกำหนดที่ดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก  แบ่งเป็นส่วนๆว่าทำนาเท่าไหร่  ปลูกต้นไม้เท่าไหร่  ที่เหลือก็ขุดบ่อน้ำไว้ใช้เพาะปลูกเลี้ยงปลา และสร้างที่อาศัย การดำเนินชีวิตก็ต้องประหยัด ใช้ปุ๋ยธรรมชาติที่ทำขึ้นเอง  ให้ทำกินในครอบครัวเป็นอันดับแรก  ที่เหลือจึงนำออกขาย 

แนวพระราชดำริฯเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้ บางเรื่องก็เป็นการดำเนินชีวิตของชาวนาในอดีต  เช่นทำนาไว้กินเอง โดยเก็บข้าวเปลือกไว้ในโรงเก็บ  พอข้าวสารใกล้หมดก็นำข้าวเปลือกมาสีใหม่  ข้าวเปลือกในยุ้งฉางที่เก็บไว้ในบ้าน ไม่ต่างกับทรัพย์สินที่เก็บไว้กินทั้งปี  หากมีมากก็แบ่งขาย แต่ที่แน่ๆชาวนาสมัยก่อนจะกินข้าวที่ตนเองปลูกทั้งนั้น

หัวใจสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ ต้องช่วยตัวเองเป็นอันดับแรก ทำการเกษตรก็เพื่อเลี้ยงครอบครัวตนเองให้มีกินมีใช้ ทั้งการทำนา ปลูกผักผลไม้ที่หลากหลาย และการเลี้ยงสัตว์ ทั้งสัตว์น้ำและสัตว์บกเช่นเป็ดไก่ เหลือจากนั้นก็นำออกขาย

สังคมปัจจุบันเปลี่ยนไป ชาวนาบางคนก็ตามไม่ทันและไม่ยึดแนวทางการดำเนินชีวิตแบบสมัยก่อนที่สอนให้รู้จักตนเอง  ชาวนาสมัยนี้จึงทำนาเพื่อขายเป็นส่วนใหญ่  ที่เก็บไว้กินเองนั้นมีน้อยมาก 

น่าแปลกที่ชาวนาสมัยนี้ปลูกข้าวให้คนอื่นกิน แต่ตนเองต้องกลับมาซื้อข้าวสารที่คนอื่นปลูก  เมื่อข้าวสารขึ้นราคาตนเองก็เดือดร้อนไปด้วย

ในหลวงของเราช่วยเตือนสติชาวไร่ชาวนารวมไปถึงนักธุรกิจ  อย่างน้อยๆคำว่า ” พอเพียง”  แค่คำเดียวก็ช่วยสะกิดเตือนใจได้ไม่น้อย

วันที่ 5 ธันวาคม 2555 ในหลวงมีพระชนมพรรษา 85 พรรษา และในช่วงแห่งวันอันเป็นมงคล คนไทยก็จะมีการเฉลิมฉลอง ร่วมร้องเพลงสดุดีฯเป็นประจำทุกปี  โดยมีศูนย์กลางของงานอยู่ท้องสนามหลวง 

เมื่อถึงที่ 5 ธ.ค.ของทุกปีหรือวันพ่อ ทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัดก็จะเห็นความคึกคัก  มีการเตรียมการของหน่วยราชการต่างๆ  เพื่อร่วมอวยพรในวันสำคัญ ที่ถือว่าเป็นวันที่คนไทยจะแสดงความรักและความจงรักภักดี  ซึ่งมีเพียงปีละครั้งหรือแค่ 1 วันเท่านั้นเอง

และที่เห็นเป็นประจำทุกปีที่ท้องสนามหลวงอันเป็นศูนย์กลางการจัดงาน 5 ธันวา ก็จะมีการเฉลิมฉลอง จุดพลุที่ยิ่งใหญ่อลังการ เรียกได้ว่า  พลุที่ไหนๆก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าวันนี้

การจุดพลุที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 5  ของแต่ละปี  เท่ากับเป็นการเชิญชวนให้คนไทยที่อยากเห็นพลุเดินทางมายังท้องสนามหลวงกันมากขึ้น บางคนก็มากันเป็นครอบครัวเพราะเด็กจะชอบมาก ทั้งแสงสี และเสียงตึงตังบนท้องฟ้า  รวมทั้งเสียงการแตกตัวของพลุในอากาศ  เป็นความทรงจำที่ลืมไม่ลง

แต่อนิจจา  5 ธันวาคม 2555 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ห้ามไม่ให้จุดพลุเฉลิมฉลอง จึงทำให้งานปีนี้กร่อยลงอย่างถนัดตา

รัฐบาลคงมีเหตุผลที่ห้ามจุดพลุ  แต่เหตุผลหลักซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องการจะลดทอนความสำคัญของพระมหากษัตริย์หรือของสถาบันลง จากงานที่เคยจัดยิ่งใหญ่ก็กลายเป็นการจัดงานแบบธรรมดา เรื่องที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นที่ถกเถียงของผู้คนว่าเหมาะสมหรือไม่  เพราะการจุดพลุในวันที่ 5 ธันวานั้นแทบจะกลายเป็นประเพณีไปแล้ว คำสังห้ามถือว่าไร้สาระและไม่มีเหตุผล

และหากใครได้มาในงานท้องสนามหลวงในวันนั้น จะสังเกตได้ว่าแม่งานหรือเจ้าภาพได้เปลี่ยนจากคณะกรรมการ 5 ธันวา  ที่เคยได้ยินจนคุ้นชื่อ  มาเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวตามที่โฆษกประกาศผ่านลำโพง 

มาปีนี้เรียกว่างานกร่อย ไม่คึกคักเหมือนทุกๆปี  ท้องสนามหลวงในคืนวันนั้นเงียบหงอยมากเลยครับ ไม่มีเวทีการแสดงทางวัฒนธรรมเช่นโขน ลิเก หรือดนตรีลูกทุ่งเหมือนปีก่อนๆ  แถมเสียงประกาศรอบสนามหลวงก็เบาจนแทบไม่ได้ยิน และช่วงเวลาก่อนจะเริ่มพิธี  ซึ่งปกติก็จะได้ยินโฆษกงานที่เป็นมืออาชีพมากล่าวสดุดีถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เป็นการฆ่าเวลาก่อนจะถึงเวลาที่ประธานพิธีหรือนายกรัฐมนตรีจะขึ้นมากล่าวสดุดีบนเวที

แต่วันนั้นโฆษกบนเวทีไม่มีการกล่าวสุดุดีเหมือนเช่นทุกปี แต่เป็นการประกาศรายชื่อของบุคคลที่จะเป็นตัวแทนเชิญพานพุ่ม  ฟังแล้วก็ตลกสิ้นดี  และไม่มีความจำเป็นใดๆเลยที่จะประกาศชื่อบุคคลเหล่านั้น  แต่ถ้าหากว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง  เป็นบุคคลสำคัญ  หรือดาราสำคัญๆ  แบบนี้ค่อยน่าสนใจบ้าง

ยิ่งไฮไลท์สำคัญตอนที่นายกฯยิ่งลักษณ์ขึ้นกล่าวถวายพระพร  ยิ่งเงียบเป็นเป่าสาก คนที่อยู่ตามโคนต้นมะขามแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย  จะได้ยินเสียงอีกทีก็มีเสียงร้องเพลงสดุดีมหาราชาซึ่งเป็นเสียงสดๆจากคนจำนวนมากที่อยู่กลางงานหรือหน้าเวทีที่มีการตระเตรียมกันไว้แล้ว

นี่ก็เล่าสู่กันฟังในฐานะที่ไปร่วมงานกับเค้า  เพราะถือว่าอีกไม่นานเหตุการณ์เฉลิมฉลองเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก  จึงอยากเก็บภาพประวัติศาสตร์นี้ไว้ให้คนรุ่นหลังๆได้เห็นบรรยากาศของวันที่คนไทยร่วมใจกันแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9  ซึ่งเป็นช่วงบั้นปลายชีวิตของพระองค์

เชื่อว่าคนไทยไม่น้อยก็คงกังวลเกี่ยวกับพระสุขภาพในวัยชราของพระองค์ ว่าจะอยู่เป็นมิ่งขวัญกับเรานานแค่ไหน หากจะนับเวลาย้อนอดีตไปเมื่อปี 2550 ในช่วงที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช และเปิดโอกาสให้ประชาชนลงนามถวายพระพรเป็นครั้งแรก มาถึงปัจจุบันนี้ก็เป็นเวลาถึง 5 ปีแล้ว จากนั้นพระองค์ก็เข้าๆออกๆกับโรงพยาบาลศิริราชมาหลายครั้ง และครั้งนี้ก็เรียกว่าต้องอยู่ในความดูแลของหมอ และต้องอยู่ใกล้เครื่องมือแพทย์ เรียกว่าพำนักรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลนานเป็นปีๆ

คนไทยทุกวันนี้จึงขอภาวนาให้พระองค์มีพระชนมพรรษายืนนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่เมื่อถึงวันนั้นทุกคนก็ต้องยอมรับ


และเมื่อถึงวันนั้นแล้วใครจะเป็นรัชกาลต่อไป

จากนี้ไปก็ยังเดาไม่ออกว่าประเทศไทยจะเดินไปทางไหน ใครจะขึ้นมาเป็นรัชกาลที่ 10 หรือว่าราชวงศ์จักรีจะต้องสิ้นสุดที่รัชกาลที่ 9  ตามคำทำนายของคนโบราณ  ที่เคยทำนายไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งได้ยินได้ฟังกันมาแต่เด็กๆ  คิดว่าคงมีหลายๆคนที่เคยได้ยินเรื่องนี้จากบรรพบุรุษที่บอกเล่าต่อๆกันมา 

คนไทยไม่น้อยคงไม่รู้ว่ารัชกาลที่ 10 ในอนาคตจะเป็นใคร  หรืออาจคิดว่าถึงเวลานั้นก็จะรู้เอง  หากจะถามก็คงตอบไม่ถูก   เพราะไม่ค่อยรู้เรื่องราวในรั้วในวังกันมากนัก อีกอย่างอาจคิดว่ายังไม่ถึงเวลา

ก่อนนั้นคนไทยคงไม่คิดอะไร เพราะในหลวงยังแข็งแรง ยังมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์  ยังเสด็จไปไหนมาไหนได้เป็นปกติ

แต่มา ณ วันนี้ หลายคนเริ่มคิด และเคยตั้งคำถามเล่นๆกับหลายคนว่า

รู้หรือไม่ว่า “ รัชกาลที่ 10 จะเป็นใคร”

บางคนบอกไม่รู้เหมือนกัน  บางคนตอบสมเด็จพระเทพฯ  บางคนบอกคงไม่มีละมั้ง(อาจยึดตามคำทำนาย) หรือบางคนบอกสมเด็จพระบรมฯ

สรุปว่าที่ถามๆจากหลายๆคนนั้น ได้คำตอบที่ไม่เป็นเอกฉันท์  

น่าแปลกนะครับ  เรื่องที่ควรรู้และเข้าใจตรงกันชนิดไม่น่าจะมีความแตกต่าง  กลับได้คำตอบที่ไปคนละทิศละทาง

ความจริงเรื่องก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องอึมครึมพอสมควร  ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมีหลายสาเหตุที่ทำให้หลายคนชักไม่มั่นใจ  โดยเฉพาะข่าวคราวในเชิงลบและโจ๋งครึ่มที่มี่มากมายหลายเรื่องชนิดที่ใครได้รู้ได้เห็นแล้วก็คงรับไม่ได้ กับผู้ที่จะมาเป็นเจ้าเหนือหัว

แต่ไม่กี่เดือนมานี้ได้ฟัง ดร.วิษณุ เครืองาม นักกฎหมายอาวุโส และผู้รอบรู้ในหลายๆเรื่อง  โดยเฉพาะในเรื่องระบบราชการและงานราชพิธีต่างๆ  ได้ออกรายการโทรทัศนช่องเคเบิล จึงขอนำสิ่งที่ได้ยินมาเล่าต่อ จะได้พอมองเห็นว่ารัชกาลที่ 10 ในอนาคตนั้นเป็นใคร เป็นพระองค์ไหน

ดร.วิษณุ บอกว่า
“พระมหาอุปราช พระมหาอุปราชา มกุฎราชกุมาร มงกุฏราชกุมาร หรือคำว่า พระบรมโอรสาธิราช “ นั้น มีความหมายเดียว เป็นการประกาศให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบว่า ใครจะมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อไป(ภาษาชาวบ้านเรียกว่าจ่อคิว) 



ซึ่งแตกต่างจากคำว่า “เจ้าชาย“ หรือ “เจ้าฟ้าชาย” ที่มีความหมายว่าลูกของกษัตริย์ที่เป็นชาย

ส่วนพระมหาอุปราช  มกุฎราชกุมาร  หรือพระบรมโอรสาธิราช  จะสถาปนาแต่งตั้งเมื่อเจ้าชายอายุ 20 พรรษา 

ดร.วิษณุ อธิบายตรงจุดนี้ว่า เป็นไปตามราชประเพณีของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ สืบเนื่องมาแต่โบราณกาล

สำหรับในบ้านเราตอนนี้ก็มี “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช”  พระองค์ได้รับสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 หรือ ซึ่งครบ 20 พรรษาไปเมื่อวันที่ 28 กรกฏาคม 2515

สรุปตอนนี้ก็คือว่า หากเป็นไปตามที่กล่าวมา “ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ก็น่าจะขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 10 “

เขียนถึงตรงนี้บางคนอาจถึงกับถอนหายใจ  แต่นี่ก็ว่ากันตามที่ ดร.วิษณุ พูดนะครับ  ไม่ได้เขียนเองตามความรู้สึกหรือจากคาดการณ์แต่อย่างใด  อย่างน้อยๆก็พอจะทำให้หลายคนเห็นภาพเค้าลางของสถาบันพระมหากษัตริย์ในอนาคตได้

หลังจากที่พอจะได้คำตอบเรื่องรัชกาลที่ 10 แล้ว ก็ต้องมีเรื่องอื่นๆที่จะมีการเปลี่ยนแปลงแต่งตั้งหรือสถาปนาตามกฎมณเฑียรบาลหรือตามกฎของราชสำนักต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามต่อไป... หากสมเด็จพระบรมฯได้รับสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ในรัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรีแล้วขั้นตอนต่อไปคืออะไร

เรื่องนี้ ดร.วิษณุ ไม่ได้พูดต่อเพราะจบรายการพอดี  แต่พอจะคาดไม่ผิดว่าจะมีการสถาปนาแต่งตั้ง "สมเด็จพระราชินีของรัชกาลที่ 10" ซึ่งก็คงเห็นและทราบกันเป็นอย่างดีว่า  น่าจะสถาปนาประกาศแต่งตั้ง “พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์พระวรชายาฯ” ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินี  เพราะคำว่า “พระวรราชา“ นั้นแปลว่าภริยาเอก

เรื่องนี้ภาษานักข่าวคงใช้คำว่าไม่ผิดโผ ทั้งนี้พระอิสริยยศของพระองค์เจ้าศรีรัศม์ ก็มีการสถาปนาให้สูงขึ้นมาตามลำดับ จากเดิมที่ใช้คำว่า " หม่อมศรีรัศม์ " ก็สถาปนาแต่งตั้งเป็น
พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์พระวรชายาฯ อีกทั้งยังเสด็จออกงานเคียงคู่กับพระบรมโอรสาธิราชฯอย่างเป็นทางการมาตลอด

และหากได้รับสถาปนาแต่งตั้งให้สูงขึ้นไปอีกก็จะมีตำแหน่ง “พระมเหสีเทวี ของพระเจ้าแผ่นดิน” ความหมายก็คือ "สมเด็จพระราชินี" นั่นเอง ถึงเวลานั้นรัฐบาลก็คงจัดให้มีพิธีสมโภชการครองราชย์ เนื่องจากเป็นจารีตประเพณี

ใครยังอ่ำๆอึ่งๆไม่แน่ใจ หรือยังงุนงงก็ต้องบอกว่าไม่ผิดแน่นอน

ยังไม่จบนะครับ

หากเป็นเช่นนั้นตำแหน่งพระราชินีองค์ปัจจุบัน ซึ่งก็คือสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ ก็คงจะสถาปนาให้เป็น “สมเด็จพระราชชนนีฯ “ ก็คือแม่ของพระเจ้าแผ่นดิน  เพราะหากไม่แต่งตั้งก็จะมียศ สมเด็จพระราชินี ที่ซ้ำซ้อนกัน

พอพูดเรื่องนี้กับใคร บางคนชักเริ่มเครียด  ครั้นจะเขียนต่อก็ชักเกรงใจกลัวเครียดกันไปหมด  แต่ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อตอบข้อข้องใจของหลายๆคน  และบังเอิญปรมาจารย์ทางกฎหมายของประเทศได้เฉลยไว้บางส่วน จึงขอเติมเต็มให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

แต่เรื่องที่เขียนมาข้างต้นเป็นเรื่องของหลักการตามที่เห็นว่าจะไม่ผิดไปจากแนวทางนี้ ส่วนความจริงจะเป็นอย่างไรนั้นคงเป็นเรื่องของอนาคต อาจไม่เป็นไปตามที่ว่านี้ก็ได้  เนื่องจากมีปัจจัยต่างๆอีกมากมาย เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน มีการเกี่ยวข้องกับสังคม การเมือง และการปกครอง ชนิดที่แยกไม่ออก 

เราอาจไม่มีรัชกาลที่ 10 เหมือนคำทำนายของคนโบราณ หรือว่าสมเด็จพระบรมฯอาจไม่มีพระประสงค์จะสืบราชสันตติวงศ์ตามกฏของราชสำนักอีกต่อไป  หรืออาจมีการปรับเปลี่ยนบทบาทของสถาบันขึ้นมาใหม่  เพื่อให้มีสถานภาพที่สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน และดำรงอยู่ได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี  เช่นเดียวกับประเทศอื่นที่ยังคงมีสถาบันกษัตริย์เคียงคู่กับสังคมและประชาชน เช่นประเทศอังกฤษ ประเทศสวีเดน ฯลฯ
(เหตุผลบทความส่วนนี้มาจากการอ่านเรื่องราวของสมเด็จพระบรมฯ จากเว็บไซต์ วิกิพีเดีย http://th.wikipedia.org ในหัวข้อเรื่อง "พระองค์กับสาธารณะ" ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลมากมาย อาทิ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เอกอัครราชฑูตสหรัฐประจำประเทศไทยทั้งคนปัจจุบัน(ปี55)และคนก่อนหน้านี้ และยังมีคำพูดของพลเอกเปรมฯ และพลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา องคมนตรีอีกด้วย....แนะนำว่าควรคลิกอ่าน)

หลายคนเคยแสดงความห่วงใยเนื่องจากสังคมไทยในปัจจุบันเริ่มแบ่งแยกออกเป็นฝ่ายเอาเจ้าเอาสถาบัน กับฝ่ายที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง และยังมีอีกไม่น้อยที่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย

แต่ระยะหลังๆนี้ภาพต่างๆก็ปรากฏชัดเจนขึ้นทุกวัน

เอาเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ก็ได้ นั่นก็คือเรื่องคำสั่งของรัฐบาลที่ห้ามจุดพลุในวันที่ 5 ธค.55 คงต้องบอกว่าไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง คงมีนัยยะบางประการที่แฝงอยู่ในคำสั่งนั้น ถัดมาก็เรื่องถ้วยพระราชทานที่ฝ่ายของทักษิณฯ จัดแข่งขันมวยขึ้นที่มาเก้า มีการถ่ายทอดสดทางช่อง 11 หรือ NBT และโฆษกของงานประกาศว่าเป็นการแข็งขันชกมวย "ชิงถ้วยพระราชทาน" ซึ่งต่อมาทางสำนักราชเลขาธิการมีหนังสือถึงผู้จัดว่า เป็นการใช้ชื่อโดยไม่ได้ขอพระบรมราชานุญาต

ต้องบอกว่า 2 เรื่องคือเรื่องคำสั่งห้ามจุดพลุ การถ่ายทอดมวยทางช่อง 11 ของรัฐบาล และเรื่องถ้วยพระราชทาน เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา ภาษาการเมืองน่าจะเรียกว่าเป็นการทดสอบประลองกำลังกัน ซึ่งแน่นอนว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกหลายครั้งหลายคราในอนาคต

เรื่องที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ศาลตัดสินจำคุกไปแล้วหลายราย เช่นคดีของอากง ที่ฮือฮาไปทั้งประเทศ รวมทั้งเรื่องล่าสุดที่กล่าวมาข้างต้น น่าจะสร้างความหนักใจให้กับราชวงศ์หรือเบื้องบนไม่น้อยทีเดียว เพราะทุกเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติ ไม่เกี่ยวอะไรกับเบื้องบนแม้แต่น้อย แต่เมื่อเกิดมีเรื่อง สถาบันฯย่อมตกเป็นเป้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เรื่องสถาบันเคยมีกลุ่มนักวิชาการเสนอแนะทางออกในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฏหมายมาตรา 112 หรือเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้อง แต่ก็มีแรงปะทะเสียดทานที่รุนแรงตามมา  บางคนถูกกล่าวหาว่าไม่มีความจงรักภักดี ซึ่งเรื่องความจงรักภักดีหากสังเกตให้ดีๆว่าระยะหลังๆมานี้ มีการนำเรื่องนี้มาฟาดฟันในทางการเมือง โดยเฉพาะทางฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ที่มักกล่าวหาฝ่ายรัฐบาลว่าไม่จงรักภักดี

หากเรามองทุกอย่างอย่างเป็นกลางแล้ว  คนไทยทุกคนเป็นห่วงบ้านเมือง คงไม่มีใครต้องการที่จะสร้างความวุ่นวาย เพียงแค่ที่ผ่านๆมาเราไม่คิดปรับปรุงแก้ไข 

ณ วันนี้ต้องบอกว่า หลายปัญหาเริ่มเดินเข้าสู่จุดอับของสังคม หรือเริ่มเดินเข้าสู่ทางตัน ฝ่ายหนึ่งต้องการจะปรับเปลี่ยน  แต่อีกฝ่ายหนึ่งดึงดันที่จะให้เป็นเหมือนเดิม  จุดนี้อาจเปิดช่องให้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญเข้ามาครอบงำสังคมได้ง่ายขึ้น ถึงเวลานั้นประเทศไทยคงกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่

หากสองฝ่ายมองเห็นประโยชน์ของประเทศและความสงบสุขของบ้านเมือง ประเทศก็จะอยู่รอดปลอดภัย  และเป็นปกติสุข สิ่งที่น่ากลัวตอนนี้ก็คือความไม่เข้าใจกัน มองกันในแง่ร้าย  หรือมีความคิดแบบสุดโต่ง

และท้ายที่สุด ปัญหาทั้งหมดนั้นมันก็มาจากคำว่า "ผลประโยชน์" เพียงคำเดียว คงยากที่ยอมกันได้ง่ายๆ เพราะต่างฝ่ายต่างฝักรากลึกไว้หมดแล้ว สิ่งที่แสดงออกมาตามหน้าสื่อนั้นมันเป็นแค่ฉากหน้า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่อิงแอบสถาบันทีมีเครือข่ายอยู่เต็มไปหมด มีเม็ดเงินมหาศาล มีงบประมาณของประเทศจัดสรรให้อย่างมากมาย และยังมีทรัพย์สินอย่างเหลือคณานับ คงยากที่จะให้ขยับปรับเปลี่ยนอะไรง่ายๆ ที่ได้เปรียบก็คือมีฐานกำลังอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ส่วนฝ่ายตรงกันข้ามก็พยายามจะยึดหัวหาดการปกครองประเทศ ตามที่ทราบๆกันอยู่ ฝ่ายนี้อาศัยความได้เปรียบทางการเมือง มีประชาชนเป็นฐานสนับสนุนได้มากพอสมควร

ส่วนประชาชนที่อยู่ตรงกลาง คงต้องคิดให้รอบคอบ ต้องใช้วิจารณญานให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจหลงกลเอาง่ายๆ จงเชื่อหูไว้หู จงมองสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง และท้ายที่สุดต้องนึกถึงอนาคตของประเทศเป็นหลัก



โฟโต้ออนทัวร์
19 ธันวาคม 2555


ติดตามการอัพเดตเว็บโฟโต้ออนทัวร์ และพบกับเรื่องราวดีๆมากมายได้ที่นี่ >>   



 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ