นาฏกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระมหาชนก
นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เมืองทองธานี คิดว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจชมการแสดงพระมหาชนก
แต่ต้องผิดหวัง จากปากต่อปาก ก็ยิ่งทำให้มีผู้สนใจมากขึ้นเป็นทวีคูณ งานนี้จึงต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดกันเลยทีเดียวที่จะให้ได้บัตรสัก 1 ใบ
แต่สำหรับผู้ที่มีโอกาสได้ชม ก็ต้องถือว่าโชคดี เพราะการแสดงพระมหาชนก เป็นไฮไลท์สำคัญของงานที่จัดในครั้งนี้ ใครได้ชม
นิทรรศการทุกห้องทุกอาคาร รวมทั้งได้ชมพระมหาชนก ต้องถือว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่มีโอกาสสัมผัสกับงานเฉลิมฉลองอันยิ่ง
ใหญ่
และคงถูกจารึกไว้ในความทรงจำจนชั่วชีวิต
การแสดงเรื่องพระมหาชนก หรือที่เรียกกันเต็มๆว่า
นาฏกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระมหาชนก เป็นเรื่องราวในพระไตรปิฏกของ
พุทธศาสนาจากประเทศอินเดีย
และพระมหาชนกก็เป็นตอนหนึ่งในชาดก ที่แสดงถึงความเพียรพยายาม ความมุ่งมั่น แก้ไขปัญหา
บ้านเมือง
จนพสกนิกรอยู่เย็นเป็นสุข
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราได้ทรงค้นคว้าและดัดแปลงเนื้อเรื่องเพื่อให้เหมาะสม สอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน นับว่าเป็นเรื่อง
น่าแปลกนะครับ ที่ในหลวงของเราให้ความสนใจเรื่องราวทางพุทธศาสนาอย่างละเอียดลึกซึ้ง ทรงใช้เวลาค้นคว้าเป็นเวลานาน พิมพ์ เป็นหนังสือออกจำหน่ายทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อเป็นคติสอนใจให้กับพสกนิกร โดยยึดถือเอาความเพียรพยายามของพระมหา
ชนกเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต
จะมีคนไทยสักกี่คนที่หยิบพระไตรปิฏกมาอ่านมาค้นคว้า พระไตรปิฏกคืออะไร หลายคนก็ยังตอบไม่ได้ แต่ในหลวงของเรานอกจากจะทรงงานหนัก และมีพระราชกรณียกิจมากมายแล้ว ท่านก็ยังเข้าถึงพุทธศาสนา ที่คนไทยทุกคนควรนำไปเป็นแบบอย่าง
ผมมีโอกาสเข้าไปดูนาฏกรรม พระมหาชนกถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกนั่งซะไกลลิบ ถ่ายภาพก็ไม่ถนัด ภาพไหว ภาพสั่นไปหมด ก็ถ่ายกัน
ตามมีตามเกิดด้วยกล้องดิจิตอลเล็กๆขนาดใส่กระเป๋าเสื้อได้ เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้เอากล้องชนิดถอดเลนส์เข้าไป บอกเป็นกล้องโปร
ทั้งที่เป็นกล้องฟิล์มรุ่นเก่าๆ มีเลนส์เล็กๆ 50 มม. ติดกล้องไปตัวเดียว ความจริงแค่ห้ามใช้แฟลชก็น่าจะพอเพียงแล้ว เพราะงานนี้
ถือเป็นงานพิเศษสำหรับในหลวง ี่ทุกคนก็อยากได้ภาพไปไว้เป็นประวัติ เป็นที่ระลึก กฏเกณฑ์นี้น่าจะผ่อนปรนกันบ้าง
วันนั้นใครหิ้วกระเป๋ากล้องเป็นต้องโดนเจ้าหน้าที่ตามประกบ และขอเชิญไปฝากกระเป๋าทันที ก็เชื่อว่าคงสร้างความหงุดหงิดใจให้กับ
ผู้พกกล้องไม่น้อย จะยอมให้ผ่านได้ก็เฉพาะกล้องป็อกแป็ก หรือกล้องอีเดียต ชนิดที่พกใส่กระเป๋าเสื้อได้เท่านั้น ภาพที่ออกมาก็เป็นแบบที่รู้ๆกัน คือถ่ายเสียเป็นส่วนใหญ่
นาฏกรรมพระมหาชนก มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นผู้แสดงเกือบทั้งหมด โดยมี JSL เป็นผู้ผลิต สร้างความประทับใจ
ให้กับผู้ชมชนิดที่ใครไปชมมาแล้วก็ต้องเม้าท์กันไม่หยุด ต่างบอกว่า สวยมาก อลังการมาก ผู้ที่มีโอกาสได้นั่งชมก็เหมือนกับผู้มีความ
เพียรพยายามเป็นเลิศ เพราะต้องเข้าคิวซื้อบัตรกันหลายชั่วโมง และการมาชมนิทรรศการที่เมืองทองคราวนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์จิตใจ
กันเลยว่ามีน้ำอดน้ำทนกันขนาดไหน บางคนยกธงขาวเลยก็มี
บอกว่าขอดูจากทีวีดีกว่า
ผมเข้าไปชมมหาชนกในรอบ 2 นี้ เพราะรอบสองนี้ ได้บัตรฟรีชั้นวีไอพี ที่บังเอิญพรรคพวกกันได้มา จึงมีโอกาสแก้ตัวในการถ่ายภาพ
เพราะอยู่ใกล้เวทีเข้ามาอีกหน่อย โชคดีด้วยที่ได้ยึดกล้องให้นิ่งๆ กับเหล็กกั้นที่อยู่ข้างหน้า ภาพที่ได้จึงดีกว่าวันแรก
ถ้าจะถามว่าพระมหาชนกให้คติอะไรกับเราบ้าง ก็จะบอกว่าสอนใจประชาชนทุกระดับ ภาพรวมพระมหาชนก ไม่ต่างอะไรกับสังคมไทย แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น มีการใช้ทรัพยากรอย่างไม่บันยะบันยัง ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ในที่สุดก็เดือดร้อนถึงพระมหาชนกที่ต้องทรงลงมาแก้ไข และแนะนำให้รู้จักการทำมาหากิน สร้างโรงเรียนฝึกฝนอาชีพ สอนการทำเกษตร 9 ขั้นตอน
ผมนั่งดูแล้วก็อดนึกเปรียบเทียบไม่ได้ว่า เป็นภาพสะท้อนของชาติบ้านเมืองที่กำลังหลงไหลไปตามกระแสจากต่างชาติ ไม่รู้จักพอเพียง ข้าราชการ นักการเมือง แก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น รุมทึ้งลูกมะม่วง(ในเรื่อง) จนต้นหักต้นล้ม
นี่แหละประเทศไทย ที่ในหลวงท่านมีพระราชนิพนธ์ออกมา เพื่อสะท้อนสิ่งที่เป็นอยู่ ว่าสังคมทุกวันนี้มันมีแต่เสื่อมลง
ส่วนสถาบัน
ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย ( ในท้องเรื่อง) ผมนึกไปถึงศูนย์ศิลปาชีพที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ฝึกฝนชาวบ้านไห้มีอาชีพ
นาฏกรรม พระมหาชนก ในความเข้าใจของผมก็คือภาพของสังคมไทยในปัจจุบัน พระมหาชนกก็เปรียบเหมือนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานี่เอง ที่พระองค์ไม่อยู่ในฐานะจะวิจารณ์บ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมาได้ จึงได้สะท้อนออกมาเป็นพระราชนิพนธ์
เพื่อให้ทุกคนได้คิดตาม ไม่ไช่จะดูแต่เพียงความบันเทิงเท่านั้น
เรื่องราวของพระมหาชนกน่าจะเป็นสิ่งสะท้อนความรู้สึก และความเพียรพยายามมาตลอดชีวิตของพระองค์ ที่ทรงช่วยเหลือพสกนิกรมาเป็นระยะเวลาถึง 60 ปี และวันที่ 9 มิถุนายน 2549 จึงเป็นวันที่ประชาชนทั่วประเทศแสดงความรู้สึกในส่วนลึก ต่อในหลวงของเรา จนสร้างความแปลกใจให้กับชาวโลก
เหตุการณ์ในวันนั้นคงจะอยู่ในความทรงจำของคนไทยทุกคนมิรู้ลิม
เว็บมาสเตอร์
25 มิถุนายน 2549
สนใจอ่านพระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คลิก
................................................................................................................................................................................................................
พระราชปรารภ
เมื่อ พ.ศ.2520 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ทรงสดับพระธรรมเทศนา ของสมเด็จ
มหาวีรวงศ์ (วิน ธมมสาโร มหาเถร) วัดราชผาติการาม เรื่องพระมหาชนกเสด็จทอดพระเนตรพระราชอุทยานในกรุงมิถิลา เรื่องมีใจความว่า ที่ทางเข้าสวนหลวงมีต้นมะม่วงสองต้น ต้นหนึ่งมีผล อีกต้นหนึ่งไม่มีผล ทรงลิ้มรสมะม่วงอันโอชา แล้วเสด็จเยี่ยม
อุทยาน เมื่อเสด็จออกจากสวนหลวง ทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงที่มีผลรสดีถูกข้าราชบริพารดึงทึ้งจนโค่น ส่วนต้นที่ไม่มีผลยังคงตั้งอยู่
ตระหง่าน แสดงว่าสิ่งใดดี มีคุณภาพ จะเป็นเป้าหมายของการยื้อแย่ง และจะเป็นอันตรายในท่ามกลางผู้ที่ขาดปัญญา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัย จึงทรงค้นเรื่องพระมหาชนกในพระไตรปิฏก (พระสูตตันตปิฏก ขุททกนิกายชาดก
เล่มที่ 4 ภาคที่ 2) และทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษ ตรงจากมหาชาดก ตั้งแต่ต้นเรื่อง โดยทรงดัดแปลงเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น
พระมหาชนกบำเพ็ญวิริยบารมีที่ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ จนกระทั่งได้ทรงครองราชสมบัติ และนำความเจริญมั่งคั่งแก่กรุงมิถิลาด้วยพระ
ปรีชาสามารถ
มาถึงตอนเรื่องต้นมะม่วง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า การที่พระมหาชนกจะเสด็จออกทรงแสวงโมกขธรรม ยังไม่
ถึงวาระเวลาอันควร เพราะว่าได้ทรงสร้างความเจริญแก่มิถิลาไม่ครบถ้วน กล่าวคือข้าราขบริพาร นับแต่อุปราชจนถึงคนรักษาช้างรักษา
ม้า และนับแต่คนรักษาม้าจนถึงอุปราช และโดยเหล่าอมาตย์ล้วนจาริกในโมหภูมิทั้งนั้น ไม่มีความรู้ในทั้งทางวิทยาการและทางปัญญา ยัง
ไม่เห็นความสำคัญของผลประโยชน์แท้แม้ของตนเอง จึงต้องตั้งสถานอบรมสั่งสอนให้เบ็ดเสร็จ อนึ่ง พระมหาชนกยังต้องทรงปราถนาเรื่องการอนุบาลต้นมะม่วงตามวิธีสมัยใหม่ เก้าวิธีด้วย ด้วยประการเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงดัดแปลงเนื้อเรื่องในมหาชนกชาดกให้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน โดยที่
พระราชดำริว่า พระมหาชนกจะบรรลุโมกขธรรมได้ง่ายกว่า หากได้ประกอบพระราชกรณียกิจในโลกให้ครบถ้วนก่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลมหาชนกชาดกเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี พ.ศ. 2531 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้
พิมพ์ในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล ให้เป็นเครื่องพิจารณาเพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของสาธุชนทั้งหลาย
ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์
พระตำหนักจิตรดารโหฐาน
9 มิถุนายน 2539
(อัญเชิญจากหนังสือพระราชนิพนธ์พระมหาชนก)
สนใจอ่านพระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คลิก
ดูภาพชุดอื่นๆ click
Gallery 1 : Gallery 2 : Gallery 3 : Gallery 4 : Gallery 5
|