www. photoontour.com Home >Special photos > 60th Celebrations
ภาพงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี รวมภาพจัดนิทรรศการ อิมแพค เมืองทองธานี
       
       
 
   
  ภาพ Gallery 5 เป็นภาพช้างเผือกคู่พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 10 เชือก ที่มีคชลักณะถูกต้องตามพระราชบัญญัติ

ภาพช้างเผือก

ภาพช้างเผือก


ภาพช้างเผือก

ภาพช้างเผือก

ภาพช้างเผือก

ภาพช้างเผือก

ภาพช้างเผือก

ภาพช้างเผือก

ภาพช้างเผือก

ภาพช้างเผือก

ภาพช้างเผือก

ภาพช้างเผือก

ภาพช้างเผือก

ภาพช้างเผือก
     
  Home >Special photos > 60th Celebrations > Gallery 5
   
  รวมภาพมหาชนก,การแสดงมหาชนก,นาฏกรรมมหาชนก,มหาชนก สอนเรื่องความเพียร , มหาชนก นางมณีเมขลา,มหาชนกกับต้นมะม่วง,มหาชนกอยู่ในพระไตรปิฏก
พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดัดแปลงเนื้อเรื่องมหาชนก ,ผู้แสดงเรื่องมหาชนกเป็นนักศึกษาภาควิชาศิลปะการแสดง คณะนิเทศศาตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
         
 

ภาพชุดที่ 5 : Gallery 5
ภาพช้างเผือกคู่พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจำนวน 10 เชือก ที่มีลักษณะถูกต้องตามคชลักษณะของช้างสำคัญ
แสดงถึงความเป็นมงคลของบ้านเมือง และความร่มเย็นเป็นสุขของราษฏร

 




ช้างเผือกคู่พระบารมี

       
          

                  ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติเมืองทองธานี มีอยู่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นอาคารทรงไทยที่รวมภาพและเรื่องราวของพระราชพิธีสมโภชและขึ้นระวางช้างสำคัญตั้งแต่ช้างตัวแรกจนถึงปัจจุบัน หรือตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันทรงครองราษฏร์มาเป็นระยะเวลาครบ 60 ปี   ถ้าเข้าใจแบบชาวบ้านก็น่าจะเรียกว่าเป็นการฉลองต้อนรับช้างเผือกเชือกใหม่ ีการตั้งชื่อใหม่ที่เป็นมงคลเพื่อยกระดับให้สูงกว่าช้างทั่วไป โดยจะมีพิธีการตามจารีตประเพณีดั่งเดิม ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีของบ้านเมือง เป็นขวัญกำลังใจให้กับราษฏร

ในสมัยพุทธกาลได้กล่าวถึงเรื่องราวช้างเผือกที่เป็นช้างคู่บารมีของพระเวสสันดร ตอนที่พระเจ้ากลิงคราษฏร์ส่งทูตไปทูลขอช้างเผือกที่มีชื่อว่า "ปัจจัยนาค" เพื่อขจัดปัดเป่าความแห้งแล้งและข้าวยากหมากแพงในเมืองกลิงคราษฏร์ โดยเชื่อว่าช้างเผือกที่พระเวสสันดรทรงประทับนั้น มีอำนาจพิเศษ ถ้าอยู่เมืองใดก็จะทำให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธ์จะอุดมสมบูรณ์ ซึ่งพระเวสสันดรก็ประทานให้ตามที่ขอ

ช้างเผือก ตอนเด็กๆก็เข้าใจว่าเป็นช้างที่มีผิวหนังและขนสีขาว เหมือนคนเผือก หรือควายเผือกที่เห็นกันอยู่ทั่วไป แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ก็สอนว่าช้างเผือกหรือช้างมงคลนั้นไม่ได้เป็นช้างตัวสีขาวๆ แต่จะเป็นช้างที่มีลักษณะต้องตามตำรา ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านคชลักษณ์มาตรวจสอบว่าเข้าลักษณะตามตำราหรือไม่ และตำรานี้ก็มีต้นตำรับมาจากพราห์ม

ลักษณะของช้างมงคลที่ถูกต้องตามตำรานั้นจะประกอบไปด้วย 7 ลักษณะ ได้แก่ ตาขาว เพดานขาว เล็บขาว ขนขาว พื้นหนังขาวหรือสีคล้ายหม้อใหม่ ขนหางขาว อัณฑโกศขาวหรือคล้ายสีหม้อใหม่ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆอีกด้วย

เมื่อเห็นว่าช้างใดที่มีลักษณะถูกต้องตามตำราก็จะต้องทูลเกล้าถวายแด่พระมหากษัตริย์เท่านั้น เจ้าของหรือบุคคลอื่นไม่มีสิทธิ์ครอบครอง เพราะถือว่าเป็นช้างที่เกิดมาเพื่อคู่บารมีของกษัตริย์ หากครอบครองหรือไม่บอกกล่าวก็จะมีความผิดต้องถูกจำคุกและถูกปรับ ปัจจุบันกฏหมายฉบับนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติ กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 500 บาท

ช้างเผือก ถือว่าเป็นช้างที่อยู่คู่บารมีของพระมหากษัตริย์มาหลายยุคหลายสมัย หากยุคใดกษัตริย์ใดมีช้างเผือกไว้ครอบครองมาก ก็จะแสดงถึงบุญญาธิการของพระมหากษัตริย์พระองค์นั้น และยังแผ่ไพศาลให้บ้านเมืองอยู่ร่มเย็นเป็นสุขอีกด้วย ดังนั้นเมื่อมีข่าวว่าพบช้างเผือกที่ใด ก็ถือเป็น ข่าวมงคล สร้างความปลึ้มปิติไปทั่ว

ในประวัติศาสตร์ของไทยกับพม่า หากใครพอจะจดจำเรื่องราวในตำราสมัยเรียนก็พอจะนึกออกว่า ไทยกับพม่า ก็เคยเกิดศึกสงครามเกี่ยวกับช้างเผือกถึง 2 ครั้ง 2 ครา ครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัยของสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ์(พระเฑียรราชา พ.ศ. 2091 - 2111) ที่มีช้างเผือกถึง 7 เชือก จนกิตติศัพท์นี้มีไปถึงพระเจ้าหงสาวดี ประเทศพม่า จึงมีพระราชสาส์นมาขอช้างเผือก แต่พระเจ้าจักรพรรดิ์ไม่ยอมส่งไปให้ พระเจ้าหงสาวดี จึงยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา และช้างพระที่นั่งของพระเจ้าพระเจ้าจักรพรรดิ์เกิดเสียทีแก่ข้าศึก สมเด็จพระมเหสีสุริโยทัย ซึ่งแต่งพระองค์เป็น
ชาย โดยเสด็จมาด้วยทรงเกรงว่าพระสวามีจะได้รับอันตราย จึงขับช้างเข้ามากันไว้ จนต้องคมอาวุธสวรรคตอยู่บนคอช้าง

ยุทธหัตถีครั้งสำคัญที่ 2 ของกรุงศรีอยุธยาคือ ยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชา แห่งกรุงหงสาวดี ที่ตำบล หนองสาหร่าย แขวงเมืองสุพรรณบุรี ในการรบครั้งนั้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงช้างพระที่นั่งคือเจ้าพระยาไชยยานุภาพซึ่งกำลังตกมัน เข้าทำยุทธหัตถีและมีชัยต่อพระมหาอุปราชาในสมรภูมิเดียวกันนี้

คุณย่าของผมเคยเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ให้ฟังว่า คนสมัยก่อนถือว่าช้างเป็นสัตว์ที่ประเสริฐกว่าสัตว์ทุกชนิด มีความฉลาดและเข้าใจภาษามนุษย์ได้ดี เป็นพาหนะของเจ้านายฝ่ายสูงและเป็นเครื่องชี้แสดงถึงฐานะบรรดาศักดิ์ของผู้นั้น ยิ่งเป็นช้างเผือกของพระมหากษัตริย์ด้วยแล้ว ทุกคนจะให้ความยำเกรงและกราบไหว้ เพราะถือว่ามีบุญวาสนาสูงส่ง เป็นพาหนะให้กับพระมหากษัตริย์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันมีช้างเผือกคู่พระบารมีถึง 10 เชือก ถือว่ามีมากกว่ากษัตริย์พระองค์ใดในอดีต แสดงถึงพระบารมีและ บุญญาธิการอันสูงส่งที่แผ่ไพศาลให้กับอาณาประชาราษฏร์ เป็นที่ประจักษ์แก่คนไทยมาจนถึงทุกวันนี้

ช้างเผือกถือเป็นสัตว์ที่เป็นมงคลมาแต่อดีต จนได้มีการนำรูปช้างเผือก(สีขาว)ติดไว้บนธงพื้นสีแดงในสมัยรัชกาลที่ 4 และได้เปลี่ยนเป็นธง ไตรรงค์ในรัชกาลที่ 6 มาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้คำว่าช้างเผือกยังหมายถึงสิ่งที่หายาก มีความหมายในทางที่ดี

ช้าง เป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับประเทศไทยและคนไทยมาเป็นเวลาช้านาน มีการเลี้ยงดูและปฏิบัติต่อช้างด้วยดีเสมอมา แต่ปัจจุบันเได้ลดความสำคัญลงไปมาก มีการปฏิบัติต่อช้างอย่างน่าสมเพชเวทนา โดยนำมาเดินขอทานในเขตกรุงเทพและต่างจังหวัดจนเป็นเรื่องปกติ หลายคนเห็นแล้วก็เกิด ความสงสารที่เห็นช้างตัวเล็กตัวน้อยมาเดินกลางเมือง ต้องทนทุกข์กับสภาวะแวดล้อมอันเลวร้ายรอบด้าน ทั้งควัน เสียง และพื้นถนนที่ร้อนระอุ ุ เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นประเทศที่เรียกตัวเองว่าพัฒนาแล้ว ยิ่งมีคนบริจาคซื้ออาหารให้ก็ยิ่งเป็นการส่งเสริมให้นำช้างมาขอทานกันมากขึ้น หากคนไทยในอดีตมีโอกาสรับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น คงรู้สึกเสียใจที่เห็นคนในยุคนี้ดูถูกดูแคลนกับสัตว์ที่คนสมัยก่อนถือว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ และเป็น
สัญลักษณ์ของสิ่งที่เป็นมงคลมาโดยตลอด




เวปมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
7 สิงหาคม 2549


ข้อมูล :
มติชน โดยน้าชาติ ประชาชื่น http://www.matichon.co.th
สถาบันคชบาลแห่งชาติ ออป. http://www.thailandelephant.org
ช้างสุรินทร์ http://www.surin.net/elephant
ศึกษาพระไตรปิฏก http://www.learntripitaka.com



สนใจพระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คลิก

ดาวน์โหลดภาพในหลวง พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์




   
       
         
  photoontour.com    copyright © All images www.photoontour.com, All rights reserved