www. photoontour.com Home >Special photos > 60th Celebrations
ภาพงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี รวมภาพจัดนิทรรศการ อิมแพค เมืองทองธานี
       
       
 
   
   
     
  Home >Special photos > 60th Celebrations > Gallery 8
   
  รวมภาพมหาชนก,การแสดงมหาชนก,นาฏกรรมมหาชนก,มหาชนก สอนเรื่องความเพียร , มหาชนก นางมณีเมขลา,มหาชนกกับต้นมะม่วง,มหาชนกอยู่ในพระไตรปิฏก
พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดัดแปลงเนื้อเรื่องมหาชนก ,ผู้แสดงเรื่องมหาชนกเป็นนักศึกษาภาควิชาศิลปะการแสดง คณะนิเทศศาตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
       
 

ภาพชุดที่ 8
นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ " เศรษฐกิจพอเพียง " : Self - Sufficient Economy

 



พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2540

...เคยพูดเสมอในที่ประชุมอย่างนี้ว่า การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้น หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ให้มีพอเพียงกับตัวเอง

ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไปแต่ว่าในหมู่บ้านหรือใน อำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควรบางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้ มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่า ขนส่งมากนัก

อย่างนี้ท่านนักเศรษฐกิจต่างก็มาบอกว่าล้าสมัย จริงอาจจะล้าสมัยคนอื่นเขาต้องมีเศรษฐกิจที่ต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียกว่า เศรษฐกิจการค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง เลยรู้สึกว่าไม่หรูหรา แต่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ว่าผลิตให้พอเพียงได้

อย่างข้าวที่ปลูกเคยสนับสนุนให้ปลูกข้าวให้พอเพียงกับตนเอง แต่ละครอบครัว เก็บเอาไว้ในยุ้งเล็กๆ แล้วถ้ามีพอก็ขาย แต่คนอื่น กลับบอก ว่าไม่สมควร โดยเฉพาะในทางภาคอีสานเขาบอกว่าต้องปลูกข้าาวห้อมมะลิ เพื่อจะขายอันนี้ถูกต้อง ข้าวหอมมะลิขายได้ดีแต่เมื่อขายแล้วจะ บริโภคเองต้องซื้อ ต้องซื้อจากใคร ทุกคนก็ปลูกข้าวหอมมะลิ ในภาคอีสานส่วนมากเขาชอบบริโภคข้าวเหนียว ซึ่งใครจะเป็นคนปลูกข้าวเหนียว เพราะประกาศโฆษณาว่าคนที่ปลูกข้าวเหนียวเป็นคนโง่ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญเลยได้สนับสนุนบอกว่าให้ปลูกข้าวบริโภค เขาจะชอบข้าว เหนียวก็ปลูกข้าวเหนียว เขาจะชอบข้าวอะไรก็ตาม ให้เขาปลูกข้าวอย่างนั้น และเก็บไว้ เพื่อที่จะบริโภคตลอดปี ถ้ามีที่ที่จะทำนาปรังหรือมีที่ มากพอสำหรับปลูกข้าว ก็ปลูกข้าวหอมมะลิเพื่อที่จะขาย

ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่าข้าวที่ปลูกสำหรับบริโภคไม่ต้องเที่ยวรอบโลก

ถ้าข้าวที่ซื้อมาต้องเที่ยว อาจจะไม่ถึงรอบโลก แต่ก็ต้องข้ามจังหวัดหรืออาจจะข้ามประเทศ ค่าขนส่งนั้นก็บวกเข้าไปในราคาข้าว ตกลงเขา จะต้องขายข้าวในราคาถูก เพราะว่าข้าวนั้นต้องขนส่งไปสู่ต่างประเทศ ที่จะขายได้กำไรก็ต้องบวกค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็บวกเข้ามาใน ราคาข้าวหมายความว่าราคาข้าวของเกษตรกรจะถูกตัด เขาบอกว่าขายข้าวหอมมะลิได้ราคาแพง จริง ตอนขายถึง ผู้บริโภคในต่างประเทศ แต่ต้นทางก็ไม่ได้ค่าตอบแทนมากนัก และยังต้องไปซื้อข้าวบริโภค ซึ่งจะแพงกว่าเพราะต้องขนส่งมา

ในข้อนี้ได้ทราบดี เพราะเมื่อมีภัยธรรมชาติ จะเป็นที่ไหนก็ตามสมมติว่าเกิดที่เชียงราย มีเจ้าหน้าที่ออกไปสงเคราะห์ แล้วก็ขอ ข้าวเพื่อไป แจก เราก็ซื้อข้าว ซื้อข้าวในกรุงเทพฯ หมายความว่าข้าวนั้นมาจากเชียงรายเพราะเชียงรายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ขนส่งมาถึงกรุงเทพฯ ซื้อที่กรุงเทพฯ แล้วก็ส่งไปเชียงราย เสียค่าขนส่งเท่าไร แท้จริงไปซื้อที่เชียงรายได้ ซื้อที่กรุงเทพฯ นี่...แต่ให้เขาจ่ายที่เชียงราย

ข้าวนั้นไม่ต้องเดินทาง แต่ว่าราคานั้น "เดินทาง" คือ พ่อค้าเขานำข้าวมาในนาม-ในเอกสาร-นำเข้ากรุงเทพฯ และเมื่อเราสั่งข้าว คำสั่งนั้นต้อง เดินทางไปเชียงราย แต่ไม่ใช่เอกสารสั่งข้าวเท่านั้นที่เดินทางไป เขายังเอาค่าขนส่งข้าวจากเชียงรายเข้ากรุงเทพฯและ ค่าขนส่งจากกรุงเทพฯ กลับไปเชียงราย บวกเข้าไปอีก ลงท้ายต้องเสียราคาข้าวแพง ผู้ที่บริโภคข้าวในภาคเหนือก็ต้องเสียราคาแพง ทางภาคใต้ก็เช่นเดียวกัน นั่นใกล้
หน่อยอย่างนราธิวาสซื้อข้าวจากพัทลุง

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ "เศรษฐกิจแบบค้าขาย" ภาษาฝรั่งเขาเรียก TRADE ECONOMY ไม่ใช่ "แบบพอเพียง" ซึ่งฝรั่งเรียก SELF-SUFFICIENT ECONOMY ที่ไหนทำแบบ SELF-SUFFICIENT ECONOMY คือเศรษฐกิจแบบ
พอเพียงกับตัวเอง เราก็อยู่ได้ ไม่ต้องเดือดร้อน

สำหรับข้าวก็เห็นชัด สำหรับสิ่งอื่น ประชาชนก็ต้องใช้ มีสิ่งของจำเป็นที่จะใช้หลายอย่าง ที่เราทำได้ในเมืองไทย แล้วก็สามารถที่จะเป็น สินค้าส่งนอก ใช้เองด้วย และเป็นสินค้าส่งนอกด้วย แต่ว่าสำหรับส่งนอกนั้นก็มีพิธีการที่จะต้องผ่านมากมาย ลงท้ายกำไร เกือบไม่เหลือ แต่ถ้าสามารถติดต่อโดยตรง ก็อย่างกลองนี้ เขาติดต่อโดยตรง ก็ส่งไปลงเรือที่เรียกว่า CONTAINER ส่งไปเต็ม CONTAINER และค่าขนส่งนั้นก็ไม่แพงนัก

ที่พูดกลับไปกลับมาในเรื่องการค้า การบริโภค การผลิต และการขายนี้ ก็นึกว่าท่านทั้งหลายกำลังกลุ้มใจ ในวิกฤตการณ์ ตั้งแต่คนที่มีเงินน้อย จนกระทั้งคนมีเงินมาก ล้วนเดือดร้อน แต่ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้องอาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคน ก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่ เดี๋ยวนี้ก็สามารถที่จะแก้ไขได้ ที่จริงในที่นี้ก็มีนักเศรษฐกิจต่างๆ ก็ควรจะเข้าใจที่พูดไปดังนี้

วิธีแก้ไขสถานการณ์ปัจจุบัน ทางหนึ่งวิธีหนึ่งสมัยนี้เป็นสมัยที่พูดกันได้ว่า "โลกาภิวัตน์" ก็จะต้อง "ทำตาม" ประเทศอื่นด้วย เพราะว่าถ้าไม่ ทำตามประเทศอื่นตามคำสัญญาที่มีไว้เขาอาจจะไม่พอใจ ทำไมเขาจะไม่พอใจ ก็เพราะว่าเขาเองก็มีวิกฤตการณ์เหมือนกัน การที่ประเทศใกล้เมืองไทยในภูมิภาคนี้มีวิกฤตการณ์ด้วย ก็ทำให้เราฟื้นจากวิกฤตการณ์นี้ยากขึ้นและไม่ใช่เฉพาะประเทศที่อยู่ในภูมิภาคนี้ แม้แต่ประเทศที่ดูยังเจริญรุ่งเรืองดี ก็รู้สึกว่าจะกำลังเดือดร้อนขึ้น เพราะว่าถ้าไม่แก้ไขวิกฤตการณ์ในมุมไหนของโลก ส่วนอื่นของโลกก็จะต้องเดือดร้อนหมือนกัน ฉะนั้นเราต้องพยายามอุ้มชูประชาชนให้ได้มีงานทำ มีรายได้ ก็จะสามารถผ่านวิกฤตการณ์

แต่ถ้าทำแบบที่เคยมีนโยบายมา คือผลิตสิ่งของทางอุตสาหกรรมมากเกินไป ก็จะไม่สำเร็จ โดยที่ในเมืองไทย ลาดยังมีน้อยลง เพราะคนมีเงินน้อยลง

แต่ข้อสำคัญ นักเศรษฐกิจบอกว่าให้ส่งออก ส่งออกไป ประเทศอื่นๆ ซึ่งก็เดือดร้อนเหมือนกัน เขาก็ไม่ซื้อ ถ้าทำผลิตผลทางอุตสาหกรรม และไม่มีผู้ซื้อ ก็เป็นหมันเหมือนกัน เราอาจจะผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดี แต่หลายประเทศในภูมิภาคนี้ก็มีอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพสุดยอดทีเดียว

ที่เกิดวิกฤตการณ์ขึ้นมาก็เพระาว่าขยายการผลิตมากเกินไป และไม่มีใครซื้อ เพราะไม่มีใครมีเงินพอที่จะซื้อ

ต้องถอยหลังเข้าคลอง จะต้องอยู่อย่างระมัดระวังและต้องกลับไปทำกิจการที่อาจจะไม่ค่อยซับซ้อนนัก คือใช้เครื่องมืออะไรที่ไม่หรูหรา มีความจำเป็นที่จะถอยหลัง เพื่อที่จะก้าวหน้าต่อไป ถ้าไม่ทำอย่างที่ว่านี้ ก็จะแก้วิกฤตการณ์นี้ยาก

พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2540


 

พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2541

...เศรษฐกิจพอเพียงนี้ ให้ปฏิบัติเพียงครึ่งเดียว คือไม่ต้องทั้งหมดหรือแม้จะเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอ ไม่ใช่เศษหนึ่งส่วนสี่ของพื้นที่ แต่เศษหนึ่งส่วนสี่ของการกระทำ

หมายความว่าวิธีปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียงนั้นไม่ต้องทำทั้งหมด และขอเติมว่าถ้าทำทั้งหมดก็จะทำไม่ได้ ถ้าครอบครัวหนึ่ง หรือแม้หมู่บ้านหนึ่งทำเศรษฐกิจพอเพียง 100 เปอร์เซ็นต์ ก็จะเป็นการถอยหลังถึงสมัยหิน

สมัยคนอยู่ในอุโมงค์หรือในถ้ำ ซึ่งไม่ต้องอาศัยหมู่อื่น เพราะว่าหมู่อื่นก็เป็นศัตรูทั้งนั้น ตีกัน ไม่ใช่ร่วมมือกัน จึงต้องทำเศรษฐกิจพอเพียง แต่ละคนต้องหาที่อยู่ ก็หาอุโมงค์ หาถ้ำต้องหาอาหาร คือไปเด็ดผลไม้หรือใบไม้ตามที่มี หรือไปใช้อาวุธที่ได้สร้างได้ประดิษฐ์เองไปล่าสัตว์ กลุ่มที่อยู่ในอุโมงค์ในถ้ำนั้นก็มีเศรษฐกิจพอเพียง 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ปฏิบัติได้ แต่ต่อมาเมื่อออกจากถ้ำในสมัยต่อมาที่สร้างบ้านเป็นที่อาศัย ก็เริ่มจะเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหลือประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่ามีคนไปผ่านมา ซึ่งไม่ได้เป็นศัตรูเอาอะไรๆ มาแลกเปลี่ยนกัน เช่นคนที่มาจากที่ไกล ผ่านมามีหนังสัตว์ที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ก็ซื้อด้วยการแลกเปลี่ยนด้วยอาหาร เช่น ปลาที่จับได้ใน

บึง อย่างนี้ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียงแล้ว เวลาก้าวล่วงมาอีก มาถึงปัจจุบันนี้ ถ้าคนที่อยู่ทั้งข้างนอกทั้งข้างในนี้ จะปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง 100 เปอร์เซ็นต์ คงทำไม่ได้ และถ้าสำรวจตัวเองหรือเศรษฐกิจของตัวเอง ก็เข้าใจว่าจะเห็นได้ว่าไม่ได้ทำเข้าใจว่าทำได้ไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่ เพราะว่าสิ่งที่ตนผลิตหรือทำ ส่วนใหญ่ก็เอาไปแลกกับของอื่นที่มีความจำเป็น

ฉะนั้น จึงพูดว่าเศรษฐกิจพอเพียง ปฏิบัติเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ก็ควรจะพอและทำได้

คำว่าพอเพียงมีความหมายอีกอย่างหนึ่งมีความหมายกว้างออกไปอีกไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้เองเท่านั้น แต่มีความหมายว่า พอมีพอกิน

พอมีพอกินนี้ ถ้าใครได้มาอยู่ที่นี่ในศาลนี้เมื่อปี 2517 เมื่อ 24 ปีมาแล้ว วันนั้นได้พูดว่าเราควรจะปฏิบัติให้พอมีพอกิน

พอมีพอกินนี้ก็แปลว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง

ถ้าแต่ละคนพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดีและประเทศไทยเวลานี้ก็เริ่มจะไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมากบางคนก็ไม่มี เลย สมัยก่อนนี้พอมีพอกิน มาสมัยนี้ชักจะไม่พอมีพอกิน จึงต้องมีนโยบายที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะให้ทุกคนมีพอเพียงได้ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ

เมื่อปีที่แล้วตอนที่พูดพอเพียง แปลในใจ แล้วก็ได้พูดออกมาด้วยว่าจะแปลเป็น Self-sufficient ( พึ่งตนเอง) ถึงได้บอกว่า พอเพียงแก่ตนเอง แต่ความจริงเศรษฐกิจพอเพียงนี้กว้างขวางกว่า Self-sufficient คือ Self-sufficient นั้นหมายความว่า ผลิตอะไรที่มีพอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอซื้อคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง พึ่งตนเอง

บางคนแปลจากภาษาฝรั่งว่าให้ยืนบนขาตัวเอง ซึ่งแปลว่าพึ่งตนเองหมายความว่าสองขาของเรานี่ยืนอยู่บนพื้นได้ ไม่หกล้ม ไม่ต้องไปขอยืมขาของคนอื่นมาใช้สำหรับยืน

แต่พอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางกว่านี้ คือคำว่า "พอ" ก็ "เพียงพอ" , " เพียงนี้พอ" !

คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข

พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง

เคยพูดว่า ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ตรงนี้ ถ้าอยากจะไปนั่งบนเก้าอี้ของผู้ที่อยู่ข้างๆ เช่นนี้ไม่พอเพียง และทำไม่ได้ ถ้าอยากนั่ง อย่างนั้นก็เดือดร้อนกันแน่ เพราะว่าอึดอัด จะทำให้ทะเลาะกัน เมื่อมีการทะเลาะกันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ฉะนั้น ควรที่จะปฏิบัติสิ่งที่พอเพียง

ทางความคิดก็เหมือนกัน ไม่ใช่ทางกายเท่านั้น ถ้ามีใครมีความคิดอย่างหนึ่งและต้องการบังคับให้คนอื่นคิดอย่างเดียวกับตัว ซึ่งอาจจะเป็น ความคิดที่ไม่ถูกก็ไม่สมควรทำ ปฏิบัติอย่างนี้ก็ไม่ใช่ปฏิบัติแบบพอเพียง

ความพอเพียงในความคิดก็คือ แสดงความคิดของตัว ความเห็นของตัว และปล่อยให้อีกคนพูดบ้าง และมาพิจารณาว่าที่เขาพูดกับที่เราพูดอันไหนพอเพียง อันไหนเข้าเรื่อง ถ้าไม่เข้าเรื่องก็แก้ไข

เพราะว่าถ้าพูดกันโดยที่ไม่รู้เรื่องกัน จะกลายเป็นการทะเลาะกันจากการทะเลาะด้วยวาจาก็กลายเป็นการทะเลาะด้วยกาย ซึ่งในที่สุดก็ นำมาสู่ความเสียหาย เสียหายแก่ผู้ที่เป็นตัวละครทั้งสองคน ถ้าเป็นหมู่ก็เลยเป็นการตีกันอย่างรุนแรงได้ ซึ่งจะทำให้ คนอื่นอีกมากเดือดร้อน

ฉะนั้น ความพอเพียงนี้ก็แปลว่า ความพอประมาณและความมีเหตุผล

พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2541




เวปมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
17 สิงหาคม 2549



สนใจพระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คลิก



ดาวน์โหลดภาพในหลวง พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์



     
  photoontour.com    copyright © All images www.photoontour.com, All rights reserved