ตอนบ่ายเวลา 17 นาฬิกา 30 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง เสด็จขึ้นพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ต่อจากนั้น พระธิดา พระนัดดา พระปนัดดา สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี นายกรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทูตานุทูต ผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศ ข้าราชการทหารพลเรือน และสตรีผู้มีตำแหน่งเฝ้าฯ ขึ้นถวายพระ เพลิงพระบรมศพตามลำดับ
ในขณะเดียวกัน ณ สถานที่ต่าง ๆ ที่จัดเป็นที่ทูลเกล้าฯ ถวายดอกไม้จันทน์ทั่วประเทศพสกนิกรจำนวนมากมายได้ร่วมทูลเกล้าฯ ถวายดอกไม้จันทน์พระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เฉพาะในกรุงเทพฯ ประมาณว่ามีประชาชนราว 2,550,000 คนที่วัดดอนเมืองซึ่งเป็นสถานที่ทูลเกล้าฯ ถวายดอกไม้จันทน์แห่งหนึ่ง ตั้งเป็นสี่แถว แต่ละแถวยาวพ้นเขตกำแพงวัดออกไปจรดสถานีรถไฟดอนเมือง เป็นระยะทางประมาณ 500 เมตร
...................................................................................................................
วันนั้น ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดที่ประชาชนไทยเฝ้ารอดูคือ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในตอนกลางคืน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระประยูรญาติใกล้ชิด เสด็จพระราชดำเนินมายังพระที่นั่งทรงธรรม ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวงอีกครั้งเมื่อเวลาประมาณ 22 นาฬิกา 15 นาที หลังจากทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ 30 รูปสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรกแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จพระราชดำเนินขึ้นบนพระเมรุมาศ
เวลา 22 นาฬิกา 45 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดดอกไม้จันทน์ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระบรมราชชนนี เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นเหนือพระจิตกาธานใต้หีบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีสีพระพักตร์สงบนิ่ง
ประชาชนที่ดูพระราชพิธีต่างนิ่งเงียบ แล้วน้ำตาไหลพรากอย่างสุดกลั้น เมื่อภาพบนจอโทรทัศน์ถ่ายภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรุดพระองค์ลงถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระบรมราชชนนีเป็นครั้งสุดท้าย ถวายพระเกียรติยศสูงสุดแด่พระราชมารดาผู้ทรงมีพระชนม์เพื่อพระโอรสธิดาและพสกนิกร
ทรงหมอบกราบอีกครั้ง แล้วทรงยืน ทอดพระเนตรเปลวเพลิงที่กำลังโชติช่วงพระจิตกาธาน ต่อแต่นี้ภาพอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว พระขวัญแก้วมิ่งเกล้าชาวสยาม สองพระหัตถ์โอบพระกรโอนอ่อนตามช่างงดงามตราตรึงซาบซึ้งใจ ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เห็นทรงประคองพระราชชนนี ไม่มีอีกแล้วที่จะได้เห็นสองพระองค์ทรงเคียงกัน
จากนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงถวายพระเพลิง ทรงหมอบกราบพระบรมศพ แล้วทรงยืนเคียงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้สมเด็จพระเข้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเข้ามาถวายพระเพลิง
ต่อจากนั้น พระนัดดาทุกพระองค์ รวมทั้งท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม ถวายพระเพลิงสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระปนัดดา ได้ทรงเข้าถวายพระเพลิงด้วย
ทรงกระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานปิดพระวิสูตร พระฉากบังเพลิง แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจูงพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ เสด็จพระราชดำเนินลงจากพระเมรุมาศอย่าช้า ๆ ไปประทับ ณ พระที่นั่งทรงธรรม ทอดพระเนตรพระเมรุมาศที่เพลิงกำลังลุกโชติช่วงเหนือพระจิตกาธานด้วยพระอริยาบถอันสงบเงียบขรึม
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรและทรงกำกับการถวายพระเพลิงพระบรมศพบนพระเมรุมาศเข้าพนักงานกองพระราชพิธีจะต้องฉีดน้ำหล่อโครงลวดพระบรมศพเป็นระยะ เพื่อมิให้เพลิงเผาโครงลวดเสียหาย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ได้เสด็จมาทรงสมทบในตอนหลัง
ประมาณ 1 นาฬิกา วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2539 เปลวเพลิงมอดลง พระบรมศพสมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนีผู้เป็นที่รักยิ่งของประชาชนชาวไทยเหลือเพียงพระบรมอัฐิและพระสรีรางคาร
...................................................................................................................
( บทความตั้งแต่หน้า 1 - 4 คัดบางตอนมาจากจากหนังสือ พระมามลายโศกหล้า เหลือสุข ในบทที่ 24 โดย ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล ที่ปรึกษาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี)
|