งานพืชสวนโลก ชุด 7 จากฤดูหนาวที่เหมือนจะไม่มีความหมายอะไรนักเมื่อหลายปีก่อน กลายมาเป็นความหนาวจัดจนมีโอกาสได้เห็นแม่คะนิ้ง หรือ เหมยคาบตามยอดเขาสูง เป็นความหนาวที่หลายคนรอคอยว่าเมื่อไหร่จะมาเยือนเหมือนเช่นอดีต และเดือนธันวาคม 2549 ก็ต้องจารึกไว้ในความ ทรงจำว่าได้กลับมาให้สัมผัสกันอีกครั้ง ทั้งได้แผ่ขยายลงมายังภาคกลางให้ใครต่อใครได้หยิบเสื้อกันหนาวออกมาปัดฝุ่น หลังจากที่เก็บไว้มานานหลายปี งานพืชสวนโลกที่เปิดงานมาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ต้องพบกับอากาศร้อนมาโดยตลอด ทำให้ดอกไม้ต้นไม้จากต่างประเทศต้องเฉาเร็ว กว่าปกติ ณ วันนี้คงน่าจะดีขึ้นมาบ้าง รวมทั้งผู้ที่เข้าชมงานพลอยคลายร้อนไปได้มากทีเดียว อาจถือได้ว่าโชคดีกว่าคนที่มาเที่ยวกันในช่วงแรกๆ ยิ่งนานวันเข้า ผู้คนก็ยิ่งมาเที่ยวงานกันมากขึ้นตามความคาดการณ์จากหลายๆฝ่าย ยิ่งเป็นเดือนสุดท้ายหรือเดือนมกราคม ปี 50 คงจะหนาแน่นกัน มากขึ้น และเป็นที่แปลกใจเหมือนกันว่า เสียงบ่น เสียงผิดหวังกับงานพืชสวนโลกนับวันจะมากขึ้นตามตัว โดยเฉพาะเสียงนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพ ดูเหมือนจะผิดหวังกับสิ่งที่ตนเองได้คาดการณ์ไว้ว่าจะเป็นงานที่รวมความสวยงามของดอกไม้ที่สุดอลังการณ์ แต่เมื่อมาเห็นแล้ว บางคนบอกว่าที่อื่นสวยกว่าอีก ที่อื่นในที่นี้ก็น่าจะหมายถึงดอยตุง หรือสถานที่มีดอกไม้เมืองหนาวในแหล่งท่องเที่ยว บางคนก็่ว่างานพันธ์ไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9 ในปีนี้ยังสวยกว่าซะอีก จะอย่างไรก็แล้วแต่งานนี้เปิดตัวมาหลายวันแล้ว เสียงชม เสียงตำหนิ ก็คงจะเป็นเรื่องปกติ เพราะงานใหญ่ๆแบบนี้ หากมองตามธรรมชาติของคนไทยในครั้งที่ผ่านๆมา ก็ต้องบอกว่าสอบตกกันทุกงาน สาเหตุก็ง่ายๆก็คือ "ความเป็นไม่เป็นมืออาชีพในด้านการจัดการ " หลายครั้งหลายงานที่ทำพิธีเปิดแบบทุลักทุเล สุกเอาเผากิน หรือแบบผักชีโดยหน้า หากจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกสงสัยต้องออกกฏระเบียบว่าให้คนไทยเลิกปลูกเลิกกินผักชี หรืออีกอย่างที่เป็นปัญหาก็คือผู้ดำเนินการและรับผิดชอบการจัดงานเป็นคนในภาคราชการ ที่ยังขาดประสพการณ์ในการจัดการ ประกอบกับยังต้องอยู่ในกรอบของคำว่าระบบราชการ งานไหนงานนั้นจึงต้องออกมาแบบที่คาดเดากันไม่ผิดว่า "เสร็จไม่ทันแน่" จะว่าไปก็น่าเห็นใจที่ผู้มีตำแหน่งสูงๆมักถูกจับพลัดจับพลู่ ให้มารับผิดชอบงานใหญ่ๆ ทั้งที่ตนเองก็ขาดความรู้ความเข้าใจ กี่ครั้งกี่งานก็ออกมา แบบที่เห็น ไม่ว่าจะเป็นการเป็นเจ้าภาพเอเชียนเกมส์ ที่เสร็จไม่ทันกำหนด ถนนหน้างานยังคลุกฝุ่นคลุกดินกันฝุ่นตลบ มางานพืชสวนโลกก็ทำนอง เดียวกัน ถนนภายในงานก็ยังคลุกดินคลุกหิน ยังไม่เสร็จเรียบร้อย หรือสนามบินสุวรรณภูมิยิ่งแล้วใหญ่ จนป่านนี้ปัญหาต่างๆก็ยังแก้กันไม่จบ ทั้งที่เป็นเรื่องพื้นฐานไม่ได้มีความสลับซับซ้อนแต่อย่างใด สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่างานไหนงานนั้นก็ต้องพบกับคำว่า "คอร์รัปชั่น" ที่มักมาพร้อมกับงานใหญ่ๆ งานพืชสวนโลกก็มีข่าวทำนองนี้มาตั้งแต่แรก เสร็จงานนี้เมื่อไหร่ ก็อาจมีข่าวการตรวจสอบทุจริตกันขึ้นมาอีกรอบ ยิ่งบ้านเมืองยุคนี้ พ.ศ.นี้ กำลังไล่ล่าหาคนโกงระดับชาติกันเป็นที่สนุกสนาน มีข่าวออกมากันเกือบทุกวัน ยังไงก็อยากเตือนสติแบบชาวพุทธที่หลายคนมักไม่ใส่ใจว่า "กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นจะคืนสนอง" ทุกวันนี้ก็เห็น ตัวอย่างสัจจธรรมที่ว่ากันดีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องไปหาตัวอย่างจากที่อื่น สังคมจะอยู่กันอย่างมีความสุขก็ต้องมีผู้นำที่รู้คุณธรรม ไม่คิดทุจริตคดโกง ใครมีจิตใจคดโกงก็ต้องมัอันเป็นไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เหมือนที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ งานพืชสวนโลกชุดที่ 7 นี้ เป็นภาพหอคำหลวงเป็นส่วนใหญ่ ที่หลังจากแดดเริ่มอ่อนตัวลงในเวลาบ่ายสาม ก็ออกเดินไปยังหอคำหลวงที่อยู่ค่อนข้าง ไกล จะบอกว่าอยู่ตอนท้ายสุดของพื้นที่งานก็ว่าได้ โดยมีถนนทอดยาวตรงมายังประตูหน้างาน มีซุ้มเฉลิมพระเกียรติจำนวน 30 ซุ้ม ตลอดสอง ข้างทาง ถือว่าเป็นการวางตำแหน่งหอคำหลวงได้อย่างเหมาะสม ไม่ต่างกับสถานที่สำคัญๆระดับโลกเช่นทัชมาฮาลของอินเดีย ทำให้ดูโดดเด่น และสง่างาม หอคำหลวงได้รับการออกแบบและระดมความคิดจากจากช่างสิบหมู่ของล้านนา โดยมี ช่างรุ่ง จันตาบุญ สล่าล้านนาเป็นผู้ควบคุมการออกแบบ ต้นแบบมาจากที่ประทับของเจ้าเมืองเชียงใหม่และราชวงศ์ในอดีต จึงคิดสร้างหอคำหลวงเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้มีความอ่อนช้อยตามศิลปกรรมแบบล้านนา การสร้างหอคำหลวงในส่วนหลังคาที่เรียกว่า วิหารซด ใช้วิธีการแบบโบราณที่เรียกว่า " ม้าต่างไหม " คือใช้ลิ่มตอกสลักให้ยึดติดกันโดยไม่ใช้ตะปู ูส่วนหน้าบันและเสาหลวงนั้นเป็นผลงานของช่างสิบหมู่ล้านนากว่า 60 คน จากเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน ที่ถือว่าเป็นการรวมตัวระดับ สุดยอดของสล่าล้านนา และเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา เชื่อว่าใครที่มางานพืชสวนโลกต่างก็ต้องมาชมหอคำหลวง เพราะเป็นสถานที่สำคัญและมีความหมายที่สุดของงาน เป็นการสร้างเพื่อเทิดพระเกียรติ การครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นสัญญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีที่ประชาชนชาวไทยร่วมสร้างเพื่อน้อม ถวายในปีอันเป็นมงคลยิ่ง เมื่อเข้ามาภายในหอคำหลวงก็จะพบกับต้นบรมโพธิสมภาร ประกอบด้วยทั้งหมด 21,915 ใบ เป็นต้นไม้แห่งทศพิธราชธรรมที่ใบมีการดูนอักษร นูนต่ำที่มีคำที่เป็นธรรม 10 ประการ เป็นภาษาบาลี อันหมายถึง ทศพิธราชธรรม เป็นธรรมะที่พระองค์ท่านยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้เหล่าพสกนิกรอยู่ อย่างร่มเย็นเป็นสุขภายใต้ร่มพระบารมีตราบเท่าปัจจุบัน เว็บมาสเตอร์ โฟโต้ออนทัวร์ 24 ธันวาคม 2549