(8) เบื้องหลังการจัดเทำรื่องราว ชุดสมเด็จย่า 19 มิถุนายน 2546

              ผ่านไปแล้วสำหรับภาพชุดของสมเด็จย่า ซึ่งถือว่าเป็นชุดใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีเวปไซต์นี้ 170 ภาพนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว กว่าจะจบงานนี้ก็เล่นเอามึนไปหลายวัน เพราะมีภาพเยอะมากทั้งภาพสีและภาพสไลด์ นั่งคัด นั่งดู กันหลายรอบกว่าจะมาลงเอยที่ 170 ภาพ และยังต้องมาแยกเรื่องราวออกเป็น 7 หัวข้อ เพื่อให้ภาพดูเป็นหมวดเป็นหมู่ ง่ายต่อการดู หากไม่แยกเป็นเรื่องๆแล้วคิดว่าคนที่คลิ๊กเข้ามาดูภาพชุดนี้ก็คงจะเวียนหัวแน่ เพราะมันลายตาไปหมด เมื่อครั้งที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรคต ถ้ายังจำกันได้จะเห็นว่าทั่วประเทศมีการแต่งชุดดำไว้ทุกข์กันทั้งประเทศ มีการลดธงครึ่งเสาในสถานที่ราชการ และหน่วยงานสำคัญๆ ทีวีในประเทศต่างประเทศ รวมทั้งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับต่างลงข่าวกันครึกโครม ถือเป็นข่าวใหญ่ของทางราชสำนักในรอบหลายๆปี

คำว่า “ เสด็จสวรรคต ” คำนี้คนไทยไม่เคยได้ยินมาเป็นเวลานานทีเดียว นับจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระราชินีในรัชกาลที่ 7 เสด็จสวรรคต เมื่อปี 2527 จากนั้นมาก็ไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก จวบจนมาถึงปี 2538 ที่สำนักพระราชวังประกาศแถลงการณ์ “ สมเด็จพระราชชนนีเสด็จสวรรคต ” เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538

หลังจากนั้นคนไทยทั่วประเทศ หน่วยงานราชการ และกลุ่มคณะบุคคลต่างๆ ต่างทยอยกันมาถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จย่าซึ่งประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ซึ่งถ้าใครไปถวายสักการะก็จะเห็นผู้คนมากมาย ทั้งในกรุงเทพและมาจากต่างจังหวัด บริเวณลานท้องสนามหลวงกลายเป็นที่จอดรถบัสรถทัวร์และตู้ ที่เดินทางกันมาอย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งวัน

ไม่น่าเชื่อว่าประชาชนคนไทยต่างพร้อมใจกันมาถวายสักการะกันมากมายเช่นนี้ ทุกคนต่างมีใจตรงกันที่ตั้งใจมากราบพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย

ทุกคนต่างพร้อมใจกันแต่งกายสุภาพด้วยชุดดำ หรือแต่งกายแบบเต็มยศในเครื่องแบบราชการ ซึ่งเห็นแล้วก็อดที่จะตื้นตันใจไม่ได้ที่คนไทยให้ความเคารพเพื่อถวายเป็นพระเกียรติแด่สมเด็จย่าอย่างสูดสุดตามฐานานุรูปของแต่ละคน หลายคนที่มาต่างถ่ายภาพด้านหน้าพระที่นั่งดุสิตฯไว้เป็นที่ระลึก ถือว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่มีโอกาสถวายสักการะพระบรมวงศานุวงศ์ขั้นสูงในพระบรมมหาราชวัง

และเนื่องจากได้พาญาติๆจากต่างจังหวัด มาถวายสักการะสมเด็จย่า จึงมีโอกาสเข้ามาในบริเวณมหาราชวังอยู่บ่อยครั้ง แต่ละครั้งก็ได้บันทึกภาพไว้ด้วย จากนั้นมาจึงคิดว่าน่าจะเก็บภาพบรรยากาศอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับงานพระราชพิธีของสมเด็จย่าซึ่งมีพิธีอย่างต่อเนื่อง และคิดว่าครั้งนี้เป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของชาติไทย ทีมีงานพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ และดูเหมือนว่าประเทศไทยไม่เคยจัดงานพระบรมศพราชวงค์องค์ใดที่จะยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติเช่นนี้มาก่อน

เกิดมาในยุคนี้ และมีโอกาสได้เห็นงานพิธีอันยิ่งใหญ่แบบนี้ ไฉนเลยจะนิ่งดูดาย ความรู้สึกที่จะติดตามถ่ายภาพเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกตามสัญชาติญานของนักถ่ายภาพจึงได้เริ่มขึ้น โดยเลือกบันทึกภาพตามเหตุการณ์เท่าที่จะมีเวลา และพอจะมีทุนทรัพย์ในการถ่ายภาพแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นระยะเวลานานหลายเดือนทีเดียวสำหรับช่วงของเหตุการณ์ในครั้งนั้น ภาพจำนวนไม่น้อยถูกบันทึกไว้ทั้งฟิล์มสีและฟิล์มสไลด์ ซึ่งคิดว่างานแบบนี้คงจะมีนักถ่ายภาพจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่ได้ถ่ายภาพเก็บสะสมไว้

จนมาถึงวันนี้ ได้มีโอกาสนำภาพเหล่านั้นมาให้หลายๆคนได้เห็นผ่านเวปไซต์ เป็นการรำลึกถึงสมเด็จย่า และเป็นการนำเหตุการณ์ที่สำคัญมาให้อีกหลายคนได้รู้สึกและภาคภูมิใจว่า เมืองไทยเรานี้มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีพระราชพิธีพระบรมศพของราชวงค์ ชั้นสูงที่จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ แสดงถึงการมีวัฒนธรรมและจารีตประเพณีอันดีงามของคนไทยปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้ง่บรรพบุรุษ ซึ่งแทบจะหาดูได้ยากในระดับอารยะประเทศทั้งหลาย และที่สำคัญ เป็นการแสดงความจงรักภักดีที่ประชาชนชาวไทยมีต่อสมเด็จย่าอย่างเหลือล้น เป็นภาพที่คนไทยทั่วประเทศต้องจดจำ จากภาพในคืนวันที่ 10 มีนาคม 2539 ที่ประชาชนชาวไทยจำนวนหลายล้านคนต่างแต่งชุดดำออกจากบ้านเพื่อถวายดอกไม้จันทร์แด่สมเด็จย่าและร่วมส่งเสด็จดวงวิญญาณสู่สรวงสวรรค์

ความจริงการจัดทำหน้าเวปเพจชุดนี้เสร็จสิ้นมานานแล้ว แต่มาติดขัดตรงที่เรื่องราวและคำบรรยายภาพที่มาค่อยจะพอใจนัก เพราะเป็นการใช้ภาษาคำพูดที่ดูธรรมดา ที่สำคัญใช้ภาษาไม่ถูกต้อง เขียนมากก็ยิ่งผิดมาก ความเข้าใจในการใช้ภาษาที่เป็นพิธีการตามราชาศัพท์นั้นดูจะผิดไปทุกจุด ตัวอย่างเช่นคำว่า ” พระศพสมเด็จย่า ” ที่ถูกต้องต้องใช้คำว่า “ พระบรมศพสมเด็จย่า ” หรือคำว่า “ ตั้งพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตฯ ” ที่ถูกต้องนั้นใช้คำว่า “ ประดิษฐานพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตฯ ” ซึ่งคำเหล่านี้เป็นคำราชาศัพท์ที่จะต้องใช้ตามลำดับของราชสกุลให้ถูกต้องด้วย และในเรื่องราวของสมเด็จย่าหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้คำเหล่านี้ หลังจากที่หาความรู้ในเรื่องเหล่านี้ซึ่งใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะคิดว่าใช้ได้ และพอจะสอบผ่าน (หากผิดพลาดไปบ้างก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย)

การเขียนเรื่องราวท่องเที่ยวและการเดินทางเขียนกันได้ไม่สู้จะยากนัก ผิดถูกอย่างไรก็คงไม่ค่อยถือสากันเพราะเป็นเรื่องของสำนวนแต่ละคน แต่การเขียนเรื่องราวทางพระราชพิธี ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์และราชวงศ์นี้ ต้องมาศึกษาและทำความ เข้าใจกันไม่น้อย จะมาเดาสุ่มตามที่เข้าใจนั้นคงไม่ได้

ภาพที่เห็นในชุด ” พระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จย่า ” อาจจะดูมาก แต่ก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเหตุการณ์เท่าที่จะมีโอกาสได้เข้าไปถ่ายภาพเท่านั้น พิธีสำคัญๆในบางเหตุการณ์ บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปถ่ายภาพได้ หากผู้ใดสนใจและต้องการติดตามเรื่องราวและดูภาพพิธีที่สำคัญๆโดยละเอียดแล้ว ติดตามหาอ่านได้จากหนังสือ ” พระมามลายโศกหล้า เหลือสุข ” โดย ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล และหนังสือ ” งานพระเมรุมาศ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ” ของสำนักพิมพ์อมรินทร์ ซึ่งเรื่องราวบางตอนในชุดนี้ ได้นำมาจากหนังสือดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้เรื่องราวในชุดพิธีพระบรมศพสมเด็จย่านี้ มีความสมบูรณ์มากขึ้น



 สวัสดีครับ
 webmaster
 photoontour .com
19 มิถุนายน 2546

 
(8) เบื้องหลังเรื่องราวชุดสมเด็จย่า
(7) "ถ่ายภาพไปทำไม
"
(6) ฟิล์มสไลด์เสื่อมคุณภาพ
(5) วางแผนเที่ยวช่วงสงกรานต์
(4) สะบักสะบอมกับการเดินทาง
(3) โล่งอกไปอีกเปราะ
(2) ทีเด็ดคุณป้า ที่ลานพระรูป
(1) เบิกโรง







(7) "ถ่ายภาพไปทำไม" 28 เมษายน 2546



       
        นักถ่ายภาพที่ชอบถ่ายภาพแนวอื่นๆเช่นแนวสภาพแวดล้อม สภาพสังคม หรือ ถ่ายแปลกๆที่ไม่ค่อยเหมือนช่างภาพที่ชอบถ่ายของสวยๆงามๆเช่นภาพคน ภาพดอกไม้ ภาพวิวทิวทัศน์หรือพระอาทิตย์ตก เมื่อออกไปถ่ายภาพในที่ต่างๆอาจเจอคำถามที่ว่า “ ถ่ายไปทำไม ” สำหรับผมนั้นมักเจอคำถามเช่นนี้เป็นประจำ บางครั้งก็มองเราอย่างแปลกๆ ว่าอีตาบ้าคนนี้มันถ่ายเอาถ่ายเอา กดชัตเตอร์เป็นว่าเล่นก้มๆเงยๆ มองซ้ายมองขวาไม่ยอมไปไหน ดูแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรน่าถ่ายภาพเลย ชาวบ้านที่เห็นเราแบบนี้ นานเข้าก็หลุดปากถามด้วยความสงสัยว่า “ เป็นนักข่าวหรือ เห็นถ่ายตั้งเยอะแยะ ”

เจอคำถามแบบนี้แล้วจะตอบว่าอย่างไรกัน

คงต้องบอกว่า เลือกตอบไปตามสถานการณ์ เช่นอาจตอบว่า “ ใช่เป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์ ” และบ่อยครั้งที่ถูกถามต่อว่า “ ไทยรัฐ หรือเดลีนิวส์ “ เจอแบบนี้ก็ต้องแก้ตัวกันต่อไม่มีที่สิ้นสุด จนชาวบ้านเค้าเลิกถาม

ถ้าตอบติดตลกหน่อยก็อาจตอบพวกผู้หญิงไปว่า ถ่ายไปลงหนังสือโป้ หรือถ้าเป็นผู้สูงวัยหน่อยก็อาจตอบว่าเอาไปลงหนังสือธรรมะ หรือหนังสือไม้ใกล้ฝั่ง ก็เป็นการแซวเล่นเพื่อเรียกเสียงเฮฮา

จะว่าไปแล้วคงหงุดหงิดพอสมควรที่ขณะกำลังตั้งอกตั้งใจถ่ายภาพแล้วมาถูกถามคำถามที่เป็นการรบกวนสมาธิ

ซึ่งในการถ่ายภาพนั้น บางครั้งบางขณะจำเป็นต้องใช้สมาธิอยู่เหมือนกัน ไม่อยากให้ใครมาถาม และไม่อยากตอบคำถามใครแม้กระทั้งคนใกล้ชิด เพราะจิตใจกำลังมุ่งไปที่สิ่งกำลังจะถ่ายภาพ แต่ส่วนใหญ่แล้วขณะที่อยู่ท่ามกลางชาวบ้าน หรือสถานที่มีผู้คนมากมาย และคาดว่าจะได้รับคำถามแบบนี้แล้ว มักจะยิ้มแย้มกับชาวบ้าน ทักทาย ชวนคุยบ้างสิ่งที่เป็นปกติวิสัยก็คือมักพูดคุยในสิ่งที่ชวนเฮฮามากกว่า เป็นการสร้างความเป็นกันเอง และตอบไปแบบทีเล่นทีจริงซึ่งท้ายที่สุดแล้วมักจะได้รับความร่วมมือด้วยดีในหลายๆด้าน

บ่อยครั้งที่มักโกหกพกลมไปว่า “ ถ่ายภาพเพื่อเอาไปลงหนังสือในต่างประเทศ “ ก็ว่ากันไปไกลเลยบอกจะส่งภาพไปให้ฝรั่งดู เค้าไม่เคยเห็นแบบนี้ บ้านเมืองเค้าไม่มี หากเค้าชอบอาจชวนกันมาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้นหลายคนบ่นผิดหวังที่ไม่มีโอกาสเห็นภาพตนเอง

เคยตอบว่าเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์ และสิ่งที่ได้รับตามมาก็คือ ต่างก็มาขอร่วมแจม มาขอถ่ายภาพด้วย เพราะอยากมีภาพลงหนังสือพิมพ์ หลายคนที่เอียงอายกระมิดกระเมี้ยน ไม่ค่อยให้ความร่วมมือในตอนแรก กลับให้ความร่วมมือด้วยดีก็แปลกดีกับคำว่าช่างภาพหนังสือพิมพ์ บางครั้งรู้สึกว่าจะขลังและศักดิ์สิทธิ์ไม่น้อย

หลายปีมาแล้วเคยไปต่างจังหวัดเห็นชาวบ้านกำลังขุดดินกันหลายสิบคน เป็นภาพน่าสนใจจึงจอดรถลงไปถ่ายภาพ ไม่ช้าก็มีกำนัน หรืออาจเป็นผู้คุมงานก็ทำท่าชี้โน่นชี้นี่ กางแผนที่แบบแปลนเหมือนกำลังตรวจงาน นึกในใจว่าเค้าคงคิดว่าเราเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์ มาถ่ายภาพจับผิดอะไรทำนองนั้น เลยต้องออกมาโชว์ตัวในมาดผู้ควบคุมงานกันหน่อย จะได้มีภาพลงหนังสือพิมพ์

เคยตอบชาวบ้านริมถนนขณะถ่ายภาพกองฟางยามเย็นว่า “ เห็นสวยดี ถ่ายเก็บไว้ดูเล่น เพราะภาพแบบนี้หาดูได้ยาก ” แล้วพวกเค้าก็ยังยืนงงต่อไปว่า มันสวยตรงไหน มันแปลกตรงไหน (คงนึกขำกลิ้งในใจ)

ตอบตรงๆแต่ชาวบ้านยืนงง ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ และไม่ถามต่อ

“ อ๋อ ...ถ่ายภาพไปลงในอินเตอร์เนต เอาไปลงเวปไซต์ภาพถ่าย ”

จำได้ว่าที่ผ่านมาเป็นคำตอบที่ทุกคนงง กันหมด บางคนก็พูดทำนองพอรู้ๆบ้าง ว่ามีหลานๆญาติกันเล่นเนตด้วย

คำว่า เวปไซต์ คำว่าอินเตอร์เนต เชื่อหรือไม่ว่า หลายคนแม้ในเมืองหลวง ยังมีอีกมากมายที่ไม่เข้าใจและไม่รู้เรื่องกันจริงๆแม้เราจะคิดว่า ดูท่าทางแล้วน่าจะพอรู้เรื่องเหล่านี้บ้าง แต่กว่าจะเข้าใจก็อธิบายกันนาน และที่เข้าใจก็เป็นการเข้าใจผิดเสียเป็นส่วนใหญ่

และคำตอบที่ว่า ” ถ่ายภาพไปลงเวปไซต์ “ จึงไม่นำมาใช้อีกเลย ทั้งๆที่เป็นความจริงที่ถูกต้องที่สุด

 

 สวัสดีครับ
 webmaster
 photoontour .com
 28 เมษายน 2546





(6) ฟิล์มสไลด์เสื่อมคุณภาพ 4 March 2003   
      
 

             เมื่อวันสองวันนี้ คอมพิวเตอร์ที่บ้านมีปัญหา จอภาพเกิดอาการประหลาด ภาพหน้าจอยืดออกด้านข้าง ประเภทคนผอมกลายเป็นคนอ้วนอะไรทำนองนั้น ทั้ง text ทั้ง Icon ดูเพี้ยนไปหมด ปรับยังไงมันก็ไม่กลับคืนเหมือนเดิม Shutdown และ Start กันใหม่หลายครั้งอาการไม่ดีขึ้น  ยุ่งเลยเรา  กำลังจะทำงานในวันที่มีเวลาว่างๆอย่างวันอาทิตย์นี้เลยอดกัน สงสัยต้องส่งซ่อมกันยาวแน่ นอนซิครับ....

ทุกวันของวันหยุด เวลาส่วนใหญ่จะง่วนอยู่กับการทำเวปไซต์ พอเกิดเหตุขัดข้องก็เลยไม่รู้ทำอะไรดี นั่งดูหนังที่เช่ามาได้ไม่กี่น้ำก็ต้องหามุมนอน ปล่อยให้คนอื่นนั่งดูกันต่อ เจ้าลูกชายที่นั่งดูด้วยกันออกจะแปลกใจที่หนังออกตื่นเต้นเรื่อง เบลนรึไงนี่ แต่พ่อดันมาง่วงนอน นั่งหาวอยู่หลายครั้ง

" โห... พ่อไม่ดูเหรอ หนังเรื่องนี้มันส์ด้วย....."

"......เออ เออ พ่อนอนละ ง่วง หรี่เสียงเบาๆหน่อย ........"  ว่าแล้วก็นอนขดที่โซฟาข้างตัวเจ้าลูกชายต้องหรี่เสียง และปรับจากเสียงเซอร์ราวน์แบบกระหึ่มๆประเภทโฮมเธียร์เตอร์ มาเป็นเสียงปกติแทน

วันว่างๆอาทิตย์ที่ผ่านมาจึงถือโอกาสสะสางฟิล์มสไลด์เก่าๆที่เคยถ่ายไว้นานแล้ว พอนานเข้าสิ่งที่สะสมไว้เหมือนจะเป็นดินพอกหางหมู ไม่รู้จะไปจัดการกับมันอย่างไรเพราะมันเยอะจริงๆ คิดจะสะสางอยู่หลายหนแต่พอมานึกถึงเวลาที่ต้องเสียเวลากับมันแล้วเป็นอันต้องท้อทุกที

กล่องสไลด์ที่เก็บไว้กระจายอยู่หลายแห่ง ในตู้บ้าง ตามชั้น ตามซอกตามหลืบต่างๆที่พอจะซุกๆมันได้ จนจำไม่ได้ว่าอยู่ที่ใดบ้าง

จะว่าไปแล้วในช่วงที่ผ่านมาก็ได้สะสางไปบ้างแล้วอยู่หลายครั้ง จัดที่จัดทางจัดแยกฟิล์มที่คัดเฉพาะดีๆ และฟิล์มทั่วไปออกจากกันแต่มันก็ฟิตอยู่ๆได้ไม่กี่น้ำ ทำไปทำมาก็เข้าอีหรอบเดิมคือลูกมั่วเก็บกันมั่วๆ หาที่ซุกให้พ้นสายตาไปก่อน

เอาละ วันนี้ถึงเวลาที่ต้องจัดการกับศึกหนักซะที ไม่เริ่มวันนี้แล้วเห็นทีจะหาเวลาเริ่มต้นกับมันค่อนข้างยาก หลังจากที่ไหว้ครู ตั้งสติกันสักพัก ก็ได้ฤกษ์ขึ้นเวที จัดการรื้อตู้ รื้อชั้น รื้อทุกอย่างที่มีกล่องใส่สไลด์วางอยู่ ยกเอาออกมาให้หมด

พับผ่าซิ  มันเยอะจริงๆ ยิ่งรื้อก็ยิ่งเยอะ หลายร้อยกล้อง(ม้วน)เลยทีเดียว ถ้านำมาใส่ในกระสอบข้าวสารก็น่าจะได้ราวๆครึ่งกระสอบบางกล่องมีฝุ่นจับบ้างทั้งๆที่อยู่ในตู้ อาจเป็นเพราะเปิดตู้เข้าๆออกจนลืมปิดบ้าง หรืออาจเป็นเพราะไม่ค่อยทำความสะอาดจึงมีฝุ่นเกาะ

จากนั้นก็แกะทีละกล่อง นำมาส่องกับตู้ไฟสำหรับส่องสไลด์เพื่อตรวจเช็คสภาพทั่วๆไปและที่สำคัญ คือ “ คัดทิ้ง ” แทบลมจับ...สไลด์ส่วนใหญ่ถึงหกสิบเปอร์เซ็นต์มันมีลวดลายเป็นเส้นเป็นสาย เป็นจุดดำๆเต็มไปหมด หรือบางอันก็เกิดปฏิกิริยาทางเคมี เกิดเป็นดวงเป็นจุดสีม่วง โดยไม่เลือกชั้นวรรณะว่าเป็นฟิล์มยี่ห้อไหน โปรหรือไม่โปร เสียเหมือนกันหมดเลยลองเอาหนังชามัวร์เช็ดเบาๆ  ปรากฎว่าพอจะฟื้นคืนชีพได้บ้าง แม้ไม่ใสปิ้งเหมือนตอนล้างมาใหม่ๆ แต่ก็พอจะลอกคราบที่ไม่พึงประสงค์ได้ในระดับที่ใจชื้นขึ้นมาบ้าง เข้าใจว่าหากผ่านขบวนการทำความสะอาดที่ถูกต้องแล้ว น่าจะดีขึ้นกว่านี้

ลักษณะที่ว่านี้ไม่ใช่เกิดจากฝุ่น เพราะสไลด์ทุกชิ้นอยู่ในกล่องเรียบร้อยปราศจากฝุ่นแน่

หลังจากนั่งพินิจพิเคราะห์ด้วยตัวเองแล้ว พอจะสรุปอย่างไม่เป็นทางการว่า สาเหตุที่สไลด์เสื่อมคุณภาพอาจเนื่องมาจาก
1.  โดนอากาศ หรือความชื้นในอากาศ อันเป็นตัวร้ายลักษณะเดียวกับที่ทำลายชิ้นเลนส์กล้องถ่ายภาพ
2.  ขบวนการล้างสไลด์ที่ไม่ได้มาตรฐานพอ

ข้อแรก มีบททดสอบเปรียบเทียบให้เห็นว่า สไลด์บางชิ้น(ที่คัดไว้) ปกติจะระมัดระวังเป็นพิเศษโดยการห่อรัดอยู่ในถุงพลาสติคจึงไม่มีอากาศเข้าไปถ่ายเท ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ยังมีสภาพที่ดีไม่มีปัญหา ส่วนสไลด์ที่เก็บในกล่องกระดาษตามปกติ จะมีโอกาสเสียง่ายเป็นจุดดำ, เส้นขนแมว, เชื้อรา, จุดสีม่วง หรือคราบเชื้อรา

ข้อสอง มีการเปรียบเทียบและเห็นค่อนข้างชัดเจนว่า สไลด์ที่ผ่านการล้างจากแลบมาตรฐานแล้ว จะเสื่อมคุณภาพช้ากว่าแลบทั่วไปที่ราคาถูก ภาพจากแลบมาตรฐานยังรักษาคุณภาพของสีได้ดี ใกล้เคียงกับที่เห็นครั้งแรก แม้จะล่วงเลยมานานหลายปีแล้วก็ตาม

ซึ่งเป็นไปได้ว่าในขบวนการล้างสไลด์ของแลบทั่วไปอาจล้างน้ำยาเคมีออกไม่หมด จึงทำให้เกิดผลทางเคมีเมื่อกระทบกับความชื้นในอากาศ

ข้อสรุปข้างต้นนี้อาจไม่ใช่บทสรุปที่ถูกต้องนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับสไลด์กองมหึมาที่อยู่ตรงหน้านั้น มันก็พอจะเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ได้บ้าง ว่าน่าเป็นไปตามนั้น

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแล้วคงต้องหาคำตอบให้ชัดเจนกันต่อไป และยังต้องต้องตั้งคำถามกับตนเองเพื่อนำไปค้นคว้าหาคำตอบกันภายหลังว่า -การเก็บรักษาสไลด์ที่ถูกต้องควรทำอย่างไร

-การทำความสะอาดสไลด์เก่าและมีปัญหา มีวิธีการอย่างไร

มันเป็นโจทย์ที่ต้องติดตามเพื่อไขปัญหา เป็นความรู้สำหรับผู้ที่เล่นสไลด์จะได้ไม่ต้องผิดหวังกันภายหลัง  และเริ่มต้นตั้งหลักกันให้ถูกต้อง เพราะฟิล์มสไลด์มีราคาค่อนข้างแพง กดชัตเตอร์แต่ละทีมันเป็นเงินทั้งนั้น ครั้งละ 6 บาทบ้าง 10 บาทบ้างตามราคาสไลด์ การมุ่งแต่จะประหยัดค่าล้างจากแลบราคาถูกๆและไม่ระมัดระวังในการเก็บรักษา อาจเสียใจภายหลังได้

และหากท่านใดที่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ หรือมีประสพการณ์ในการเก็บรักษา ช่วยแนะนำผ่าน e-mail มาได้นะครับ จะได้เป็นวิทยาทานแก่ผู้สนใจ และจะได้รวบรวมเป็นเรื่องราวและนำไปบรรจุไว้ในเรื่องราวน่ารู้ ซึ่งคิดว่าจะมีขึ้นในอนาคต

 

 สวัสดีครับ
 Webmaster
 Photoontour.com
4 มีนาคม 2546





(5) วางแผนเที่ยวช่วงสงกรานต์ แล้วหรือยัง 25 February 2003   


               วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วสำหรับคนที่ง่วนอยู่กับการทำงาน ส่วนคนที่ไม่ค่อยทำงานหรือไม่มีงานทำอาจเห็นว่าเวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้าเสียเต็มประดา คนทำงานหรือมนุษย์ทำงานตามศัพท์ใหม่ที่เรียกกันไม่นานนี้ ชีวิตจึงผูกพันธ์กับงานทุกเมื่อเชื่อวันเช้ามาก็ออกจากบ้าน บางคนก็ต้องบอกว่าออกบ้านกันแบบตาลีตาเหลือก เพราะมันเป็นรุ่งอรุณของความทุกข์ ที่ต้องออกไปต่อสู้ วันศุกร์โน่นนะ จึงพอเห็นความสุขอยู่รำไรขึ้นมาบ้าง

ชีวิตคนทำงานก็เป็นแบบนี้แหละ ทุกอย่างที่ดำเนินไปทุกวันนี้ พระท่านว่าเป็นการปฏิบัติธรรม ฟังดูอาจจะงง ท่านพุทธทาสบอกว่าเป็นการทำหน้าที่ คือหน้าที่ของมนุษย์ จากนั้นก็แนะวิธีปฏิบัติให้ถูกหน้าที่ที่มนุษย์พึงกระทำ ให้สมกับที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ตามแนวทางของพระพุทธเจ้า (ใครสนใจหาอ่านได้ตามร้านหนังสือทั่วไป)

ไม่ได้คิดจะพาเข้าวัดเข้าวา หรือพาไปหาหลวงพ่อนะครับ แต่จะพาไปเที่ยว จะพูดเรื่องท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ปีนี้

หลายคนวางแผนไว้แล้ว บางคนบอกใจเย็นๆพี่ ยังมีเวลาอีกเยอะ แต่อย่าลืมว่าเวลาที่เหลือเยอะนี้พอเอาเข้าจริงๆแล้วมันอาจฉุกละหุก มากกว่าที่คิด เพราะเวลานั้นต่างคนต่างก็อยากเที่ยว ทั้งที่พักทั้งทัวร์และแหล่งท่องเที่ยวถูกจองจนเต็ม แล้วมานั่งรำพึงรำพรรณว่า “ ช้าไปแล้วต๋อย ”

ยิ่งถ้าไปเป็นคณะใหญ่ ก็ต้องเตรียมตัวและวางแผนแต่เนิ่นๆ จะไปไหน ไปอย่างไร ที่เที่ยว ที่พัก วางแผนแล้วหรือยัง ไปไกลไปนานเป็นภาระที่ต้องเตรียมพร้อมกันมากหน่อย ว่ากันตั้งแต่ จะไปวันไหน จะไปกี่วัน และไปที่ไหนบ้าง ไปเอง หรือซื้อทัวร์ งบประมาณที่ใช้ วางแผนลาพักร้อนล่วงหน้า กล้อง อุปกรณ์ ฟิล์ม พร้อมหรือไม่ หรือบางคนอาจวุ่นวายมากกว่านี้ว่า สัตว์เลี้ยงจะทำยังไง ต้นไม้ที่ปลูกไว้ใครจะรดน้ำ ต้องฝากบ้านกับตำรวจหรือไม่ จิปาถาะที่ต้องเตรียมการสำหรับผู้ที่มีภาระมากมายหลายอย่าง

ยิ่งใครมีลูกเล็กเด็กแดงละก้อ ไม่ต้องพูดกันเลย ขนสัมภาระกันไปเหมือนย้ายบ้าน มีอยู่ครั้งหนึ่งช่วงหน้าหนาว พบครอบครัวหนึ่งที่หัวลำโพง ครอบครัวนี้กำลังจะเดินทางไปภาคเหนือ ปลายทางจังหวัดเชียงใหม่ สัมภาระกองใหญ่ ทั้งกระเป๋าเดินทางทั้งกล่องกระดาษวางเรียงรายข้างลานชลาเพื่อรอขึ้นรถด่วน กท-ชม. เห็นแม่เด็กกำลังอุ้มเด็กตัวเล็กๆน่ารัก จ่ำม่ำเชียว ได้ความว่าจะเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ภาคเหนือ ราว 5-6 วัน

แต่เจ้าพ่อคุณ มีสัมภาระสำหรับเด็กๆทั้งนั้นที่เห็นกองอยู่ข้างหน้า ใหญ่หน่อยก็เป็นรถเข็นเด็ก (สงสัยพ่อขี้เกียจอุ้ม) มีผ้าอ้อมผ้าห่ม เสื้อผ้าสำหรับเด็กอีกเพียบ(สงสัยแม่เด็กขี้เกียจซักผ้า) จนพ่อเด็กรู้สึกเขินอายที่เห็นผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาชำเลืองมองอยู่บ่อยครั้ง เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นที่หัวลำโพงเมื่อหลายปีก่อน และ....

พ่อเด็กคนนั้นก็คือผมเอง

หลายครั้งที่ผ่านมาแม้จะเตรียมตัวล่วงหน้าแล้ว แต่พอเอาจริงๆ มันมีเรื่องติดขัดเยอะแยะไปหมด มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เคยประสพกับตนเอง ครั้งนั้นวางแผนจะไปเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลโดยขับรถไปกับครอบครัว ทุกอย่างดูเหมือนไม่มีปัญหา แต่เมื่อใกล้ถึงวันเดินทางก็เอารถไปตรวจเช็คเพื่อเดินทาง กลายเป็นปัญหาขึ้นมา

เพราะรถต้องซ่อมนานกว่าปกติ คิดว่าจะเรียบร้อยในวันสองวัน เหมือนทุกครั้ง แต่มันไม่ได้แล้ว  ช่างที่ศูนย์บอกรถเข้าซ่อมมาก ยิ่งใกล้เทศกาลแบบนี้ต้องคอยกันนาน

" รถของพี่ซ่อมตามรายการที่ว่านี้ ต้องใช้เวลาราว 4-5 วัน เพราะต้องไปตามคิว แต่ถ้าตรวจเช็คธรรมดาทั่วไปวันเดียวเสร็จถ้าดูช่วงล่าง เช็คเสียงดัง ต้องใช้เวลานานหน่อย และไม่แน่ใจจะมีปัญหาอื่นตามมาอีกหรือไม่ ถ้าพี่จะซ่อมจริงต้องจองไว้ก่อน.."

เรื่องที่คิดว่าง่ายๆไม่น่ามีปัญหาก็อาจทำให้การเดินทางชะงักลงก็ได้

ครั้งหนึ่งรถมีปัญหาวาล์วปั้มน้ำ ซึ่งเป็นตัวปิด-เปิดให้น้ำไหลระบายความร้อนในเครื่องยนต์ คือมันไม่ยอมทำงาน เกย์ความร้อนขึ้นสูงปริ๊ด กว่าจะถูลู่ถูกังขับไปที่อู่ได้ก็เล่นเอาเหงื่อแตก ช่างดูโน่นดูนี่แล้วหายหัวเข้าไปข้างในสักพัก ออกมาบอกว่าไม่มีอะไหล่

” หา...ศูนย์ออกใหญ่ขนาดนี้ไม่มีอะไหล่ “

“ ครับไม่มีจริงๆ ลองเช็คไปที่สำนักงานใหญ่แล้วก็ไม่มีครับ ต้องรอสั่งจากญี่ปุ่น...”

"เวรกรรม......แล้วกี่วันละของจึงจะมา ”

“ ประมาณ 3 อาทิตย์ครับ.....”

กำลังวางแผนเดินทางในอีก 2 วันข้างหน้า พร้อมกับสมาชิกเต็มรถ ทุกคนเตรียมตัวเตรียมใจจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน แล้วจะให้ทุกอย่างจบเพียงแค่นี้หรือ...

” เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ..” โฟร์แมนแนะนำ

” ผมจะถอดวาล์วปั้มน้ำนี้ออกไปก่อน ให้คุณใช้รถไปตามปกติ ถ้าสั่งอะไหล่ได้เมื่อไรค่อยนำรถมาซ่อม ”

” แล้วรถผมไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนหรือ ”

” ขับทางไกลไม่มีปัญหาครับ เพราะเครื่องยนต์จะเย็นในขณะวิ่งทางไกล แต่ถ้าขับกรุงเทพในสภาพรถติดอาจมีปัญหาบ้าง ”

“ ผมจะขับไปต่างจังหวัด อีกวันสองวันข้างหน้า ไม่มีปัญหาแน่นะ ”

” ผมรับรองครับ ”

เอาก็เอา ไปก็ไป ครั้งนั้นผมขับรถอย่างไม่ค่อยวางใจมากนัก ต้องคอยมองเกย์ความร้อนไปตลอดทาง แต่ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา จนกระทั่งกลับถึงกรุงเทพ จึงนำรถไปเข้าอู่

 สวัสดีครับ
 เวปมาสเตอร์
Photoontour.Com
25 กุมภาพันธ์ 2546





 (4)  สะบักสะบอมกับการเดินทาง 12 December 2002   




               ช่วงเวลาที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 4 – 11 ธันวาคม 2545 ผมมีโอกาสเดินทางล่องใต้อีกครั้งหนึ่ง ขับรถส่วนตัวไปกับครอบครัวและญาติพี่น้อง ซึ่งเป็นการเดินทางซ้ำรอยเดิมเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว ครั้งล่าสุดเดินทางเมื่อปี 2542 มาปีนี้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปหลายๆอย่างหากจะเปรียบเทียบกับการเดินทางในครั้งที่ผ่านๆมา

ถนนบางสายที่เคยราบเรียบเมื่อสามปีที่แล้วก็เริ่มกลายเป็นระลอกคลื่น ทั้งปุทั้งปะเต็มไปหมด หรือถนนที่เคยลุยดินลุยโคลนเมื่อครั้ง ก่อนขณะกำลังก่อสร้าง มาคราวนี้ราบเรียบจนจำไม่ได้ แต่ในภาพรวมๆแล้วเส้นทางสายใต้จากกรุงเทพถึงภูเก็ต นับว่าดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ถนน 6 เลนวิ่งคนละฝั่งถนนทำให้การเดินทางกระชับขึ้น รถเครื่องแรงๆก็วิ่งกันเร็วเหมือนกับว่าจะโชว์สมรรถนะให้ชาวบ้านได้รับรู้

ได้พบอุบัติเหตุก็ตอนขากลับ วันที่ 11 ธันวาคม ในเขตจังหวัดชุมพร ตอนช่วงบ่ายๆ รถประจำทางปรับอากาศ กรุงเทพฯ - กระบี่ ของ บขส. ชนกับรถปิคอัพตกข้างทางเละเทะทั้งคู่ ได้ยินว่ามีทั้งคนเจ็บและตายหลายคน ขณะที่ผมขับรถผ่านมาเห็นชาวบ้านมุงดูเป็นจำนวนมาก แถมมีรถราที่วิ่งผ่านไปมาจอดข้างทางอีกราว 50 คัน เพื่อลงไปดูเหตุการณ์ตามประสาไทยมุง จากที่มองเห็นในระยะไกล ดูจะเป็นอุบัติเหตุที่ร้ายแรงไม่น้อย เพราะรถทัวร์นอนพังพาบตะแคงอยู่ข้างทาง หน้ายุบ กระจกหน้าแตก และกระจกข้างพังเป็นแถบๆเกือบตลอดแนว ส่วนรถคู่กรณีเข้าใจว่าเป็นรถ 6 ล้อ ก็นอนแน่นิ่งตีลังกาเกยกับรถทัวร์ มีรถกระบะของตำรวจ รวมทั้งรถของมูลนิธิร่วมกตัญญู รับส่งคนเจ็บเข้าโรงพยาบาลกันหลายรอบ เปิดไฟสีแดงวับวาบไปตลอดทาง

นี่เป็นอุบัติเหตุบนถนน 6 เลน ที่วิ่งคนละ3ช่องทาง และถือว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่วายต้องพบกับเรื่องน่าเศร้าอันร้ายแรง

จะว่าไปแล้วถนนสายนี้ใช่ว่าจะปลอดภัยนัก หลายจุดที่ดูไม่น่าปลอดภัย เช่นจุดตัดทางแยกของถนนสายรองดันผ่าไปอยู่ตรงทางโค้งบนเนิน  ลองคิดดูก็แล้วกันว่า ขณะที่รถขึ้นเนินและเป็นทางโค้ง ต้องมาเจอกับทางแยกตรงหัวโค้งพอดีแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากมีรถออกมาจากถนนสายรองหรือทางโท ซึ่งโค้งลักษณะที่ว่านี้มีบ่อยมาก ไม่เข้าใจว่าตามหลักวิศวกรรมสร้างทางของกรมทางหลวงทำไมจึงไม่คำนึงความปลอดภัยในจุดนี้ หรือว่าต้องให้คนขับรถวัดดวงกันเอาเอง เจ็บตายกันมากเข้าก็จะมาตั้งศาลเพียงตาให้

จะได้เป็นที่สิงห์สถิตย์ของวิญญาณ

ทางเลี่ยงที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือให้ถนนทางโทที่ต้องตัดกับถนนใหญ่ ให้ทำเป็นทางคู่ขนานไปสักช่วงหนึ่ง สัก 80 เมตรก็ยังดี ให้รถที่มาจากทางโทได้มีโอกาสวิ่งขนานไปกับเส้นทางเอกก่อน แล้วจึงค่อยๆเลียบเข้าถนนใหญ่ ซึ่งทำให้ปลอดภัยขึ้น

ตลอดระยะเวลาการเดินทางไปใต้ราว 2,300 กม.ทั้งไปและกลับคราวนี้ ได้เห็นจุดที่ดูไม่ค่อยปลอดภัยหลายจุด ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมการสร้างทางที่ดูค่อนข้างมาตรฐานจึงปล่อยให้เป็นแบบนั้น ง่ายๆ ที่เห็นบ่อยมาก ก็คือจุดตรงจุดกลับรถตรงเกาะกลางถนนซึ่งบริเวณนี้ควรให้มีทัศนะวิสัยให้คนขับรถมองเห็นกันในระยะไกล แต่จุดที่ว่าดันไปปลูกต้นไม้เต็มไปหมด บดบังสายตาทั้งรถที่มาทางตรงและรถที่กำลังจะเลี้ยวยูเทอร์น ทำไมจึงไม่ทำบริเวณนั้นให้โล่งเตียนโดยไม่ต้องมาปลูกไม้ใหญ่ให้บังตา

ถนนบางเส้นทางหนักกว่านี้เข้าไปอีก คือด้วยความหวังดีที่จะให้เกิดความสวยงาม จึงทำเป็นเนินดินสูงๆปลูกไม้ประดับทำเป็นสวนหย่อม ใครที่ใช้ถนนสายเอเชียมุ่งหน้าไปภาคเหนือลองสังเกตดูให้ดีว่าเห็นอยู่บ่อยๆ ดูแล้วไม่ค่อยเข้าท่าเลย ทำให้รถที่วิ่งตรงมาจากทางซ้ายของรถที่กำลังยูเทอร์นมองไม่ค่อยถนัด เพราะไม้ประดับชูดอกชูใบเต็มไปหมด

ครับ..ก็คงบ่นไปตามประสาคนเดินทาง ที่ชอบขับรถเดินทางท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ เห็นอะไรที่คิดว่าน่าจะช่วยทำให้เกิดความปลอดภัยบนท้องถนนขึ้น จึงได้เขียนบอกกันมา

วันนี้ยังเพลีย และยังมึนกับการเดินทางอยู่ วันพรุ่งนี้น่าจะดีขึ้น จะได้มีเวลามา update เรื่องที่ยังคั่งค้างอยู่หลายเรื่อง ส่วนการเดินทางคราวนี้ ก็คิดว่าคงมีทั้งภาพและเรื่องราวดีๆ มาเสนออีกหลายเรื่อง เพราะการไปเที่ยวครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆที่บันทึกภาพแต่เพียงอย่างเดียว แต่มาคราวนี้ได้เก็บเกี่ยวเรื่องราวสถานที่ต่างไว้มาก รวมทั้งได้บันทึกภาพหลายแง่หลายมุม มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพื่อให้เวปไซต์นี้มีความสมบูรณ์มากขึ้น บางเรื่องเป็นสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง บางเรื่องเป็นสิ่งที่หลายคนไม่เคยรู้เห็น มาก่อน  รับรองได้เลยว่าเห็นภาพแล้วอาจก็ต้องอึ้ง

หากท่านเป็นผู้ที่ชอบดูภาพสวยๆงามๆ และชอบเรื่องราวในเชิงสารคดีท่องเที่ยวแล้ว ควรเข้ามาแวะเยี่ยมเวปนี้กันเป็นประจำ เพราะจะมีสิ่งดีๆทะยอยนำลงกันเรื่อยๆ



 สวัสดีครับ
 Web master
Photoontour.Com
12 ธันวาคม 2545




 (3) โล่งอกไปอีกเปราะ 26 November 2002   



       
                  หลังจากที่เวปนี้ได้ออกอากาศไปได้ประมาณเกือบ 1 เดือน ก็ต้องมาพบกับปัญหาที่ต้องกุมขมับกันอีกพักใหญ่ มานั่งงมโข่งหาสาเหตุกันวุ่นวายพอสมควร ที่ดูวุ่นวายและต้องเหงื่อตกกับการแก้ปัญหาก็ด้วยสาเหตุที่เป็นเวปที่ค่อนข้างจะใหญ่โต และค่อนข้างจะเกินตัวสำหรับเวปน้องใหม่เลยทีเดียว นับจากครั้งแรกที่ On line เมื่อปลายเดือน ตุลาคม 2545 ขนาดของเวปก็ปาเข้าไปราว 51 MB. มาเช็คดูอีกทีเมื่อวานนี้ 25 พย.45 ก็เข้าไปที่ประมาณ 61 MB. มีเวปเพจราว 800 เวปเพจ มี Links ทั้งหมดราว 18,000 Links ซึ่งนับว่าใหญ่โตมโหฬารเลยทีเดียว ทั้งหมดที่ดูใหญ่โตนี้ราว 80-90 เปอร์เซ็นต์นี้เป็นไฟล์ภาพเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทุกภาพได้ทำการ Compress( ย่อขนาด) ลงมาเกือบทุกภาพจนหมดแล้ว แต่ยังไงก็ยังดูใหญ่โตอยู่ดีสำหรับเวปน้องใหม่ของวงการ

ตัวใหญ่เลยต้องล้มเสียงดังเป็นธรรมดา ปัญหาที่ต้องแก้ไขจึงมีจุดต้องแก้กันหลายจุด เสียเวลากับการทำความเข้าใจกับปัญหา และยังต้องใช้เวลาแก้ปัญหากันมาพอสมควร บางเรื่องเป็นสิ่งที่นอกเหนือความคาดหมายและไม่มีความรู้เรื่องนั้นๆมาก่อน  จึงต้องสาวเรื่องกันนานหน่อย

พูดไปก็อายปาก ที่จะบอกว่า พึ่งรู้จักคำว่า FTP , domain server, Web server, DNS , หรือคำอื่นๆที่เป็นศัพท์แสงเทคนิคที่น่าปวดหัวนี้เพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้นเอง จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมึนไม่สร่างเลยครับ แต่เอาละ ถ้าจะลุยก็จงอย่ากลัว แต่ก็รอดมาอย่างที่เห็นนี้แหละครับ ข้างหน้าจะเจออะไรอีกหรือเปล่า ก็มิอาจเดาได้ เขียนมาถึงตอนนี้ก็ไม่ได้คิดจะโม้หรือคุยโวอะไรกันหรอกแต่ก็อยากเป็นกำลังใจให้กับหลายๆคนที่กำลังเดินสู่ถนนเส้นนี้ ให้มีกำลังใจในทำเวปไซต์ให้ประสพความสำเร็จต่อไป ซึ่งเข้าใจว่าหลายคนกำลังซุ่มทำอยู่อย่างเงียบๆ  เวปไซต์ทั่วโลกมีเป็นล้านๆเวปเค้ายังทำกันได้ นับประสาอะไรกับเราจะทำแบบเค้าไม่ได้บ้าง

แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีใครจะช่วยได้หรอกครับ ต้องใช้คาถาตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จะปรึกษาผู้รู้ก็เป็นเรื่องเฉพาะจุดเฉพาะทาง ที่ไม่สามารถจะช่วยแก้ปัญหาในทุกๆอย่าง จึงต้องคลำปัญหาและแก้ไขเอาเอง ดีเสียอีกที่ต้องเป็นแบบนี้ จะไก้แกร่งพอที่ จะยืนอยู่บนถนน WWW. ได้อย่างมั่นคง

หลายคนที่เข้ามาเยี่ยมชมเวปนี้คงคิดว่าเวปนี้คงมีทีมงานใหญ่โต ทั้งฝ่ายภาพ ฝ่ายศิลป์หรือ web design ในการออกแบบเวปไซต์ และต้องมีฝ่ายเทคนิค ที่ต้องรู้เรื่องเทคนิคสามารถสื่อกับเวปโฮสต์และรับผิดชอบในการอัพโหลดเวป แก้ปัญหาทางเทคนิคต่างๆให้สำเร็จได้

ก็ขอกระซิบบอกให้ทราบว่า เรามีทีมงานที่ใหญ่โตมาก(ขอบอก) คือมีคนเดียว หัวเดียวกระเทียมลีบนี่แหละครับ ตอนนี้ตัวเริ่มลีบ กระเป๋าก็ชักจะเริ่มลีบตามแล้ว แต่ยังไงก็คิดว่า คงไม่แห้งเหี่ยวหัวโตซะก่อน ทั้งหมดนี้พูดไปแล้วอายตัวเอง(แต่ไม่อายคนอื่น) ว่าทำกันแบบถูลู่ถูกังอาศัยฟอร์มสวยรูปมวยดี ก็พอจะกู้หน้าไม่ให้เคอะเขินไปได้บ้าง มาจนถึงวันนี้ทุกอย่างก็ดูจะราบรื่นขึ้นมาอีกหน่อยพอจะหายใจหายคอและพอโล่งอกไปได้บ้าง

ก็มาเล่าเรื่องปลีกย่อยให้ฟังสำหรับแฟนๆรายการที่อาจหงุดหงิด และไม่สามารถเข้ามาชมภายในเวปไซต์ได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้เข้าใจ ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ยังไงก็อย่าพึ่งเบื่อซะก่อน เรายังมีอะไรดีๆที่ค่อยๆทะยอยนำออกมาให้ปรากฎกันอยู่เรื่อยๆ หากสนใจคำว่า “ ภาพถ่าย “ อย่างจริงจัง และอยากดูภาพสวยๆแล้วคิดว่าเวปนี้คงเป็นที่คาดหวังให้กับนักถ่ายภาพและผู้สนใจภาพถ่ายได้บ้างไม่มากก็น้อย และหากเป็นไปได้ก็ช่วยบอกต่อให้คนอื่นได้เข้ามาเยี่ยมมาชม ก็ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง




 สวัสดีครับ
 Web master
Photoontour.Com
26 พฤศจิกายน 2545

 (2)  ทีเด็ดคุณป้าที่ลานพระรูป 24 October 2002    

   

            
                 วันปิยะมหาราช 23 ตุลาคม ปีนี้ เป็นวันที่ไม่ได้นึกวางแผนมาก่อนว่าจะมาถ่ายภาพที่ลานพระรูป ราว 5-6 ปี

ได้มั้งที่เคยมายืนตากแดดถ่ายภาพ ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นช่วงที่พึ่งซื้อกล้อง F 90 มาหมาดๆ เลยลองถ่ายภาพสไลด์ดูเพื่อทดสอบเริ่มจากวัดเบญจะ  เรื่อยมาจนถึงลานพระรูป จะว่าเห่อของใหม่ก็คงจะใช้ แต่จะว่าไปแล้วกล้องรุ่นนี้ถือว่าไฮเทคที่สุดในขณะนั้นมีระบบวัดแสง 3 มิติ เป็นรุ่นแรก (ใช้มาจนป่านนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจระบบวัดแสงที่ว่านี้ จนกล้องจะพังอยู่แล้ว)

เหตุที่มาถ่ายภาพลานพระรูปปีนี้ ก็เพราะอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง ว่าบรรยากาศจะแตกต่างจากเมื่อก่อนแค่ไหน เผื่อฟลุ๊กถ้ามี อะไรดีๆจะได้มีข้อมูลมาเล่าให้ฟังและมีภาพมาให้ดูกันในเวปนี้  ซึ่งคิดว่างานประเภทคนเยอะๆมักจะได้ภาพติดไม้ติดมือมาแบบไม่คาดฝันทุกครั้ง คิดได้แบบนี้เลยตัดสินใจมาถ่ายภาพพวงมาลาที่ลานพระรูปอีกครั้งหนึ่ง

แวะซื้อฟิล์มสีจากร้านเจ้าประจำ ทีแรกว่าจะซื้อนิดหน่อย แต่เห็นสาวเจ้าคนขายหน้าใสๆส่งยิ้มหวานให้บ่อยๆเลยซัดไปหลายม้วน เล่นเอากระเป๋าตังค์แฟบจนเห็นทันตา นี่ยังไม่นับฟิล์มเก่าที่ตุนไว้ในกระเป๋ากล้องอีกจำนวนหนึ่ง

งานนี้กะไว้ว่าถ่ายแต่ฟิล์มสี  กล้องหนึ่งตัว เลนส์อีก 2 ตัว แฟลชอีก 1 ใช้ฟิล์มสี Supra 100 เตรียมไว้ถ่ายตอนกลางวัน ส่วนช่วงค่ำยามแสงน้อย ก็เตรียม Supra 400 ของโกดักเช่นกัน

ไปถึงลานพระรูปเอาก็ราว 11 โมงแล้ว แดดนี้เปรี้ยง  เอาละ.. พอทนเพื่อให้ได้ภาพ บรรยากาศเริ่มคึกคักกว่าที่คาด คนส่วนใหญ่ที่มาไหว้ นอกจากธูปเทียนแล้ว บางคนยังเตรียมของมาบูชาอีกหลายอย่าง หัวหมูก็ยังมี ดูไปเหมือนกับใหว้เจ้าช่วงตรุษจีนไม่มีผิด ใหว้เสร็จเจ้าหน้าที่ของ กทม.จะคอยรับดอกไม้ธุปเทียนไปวางด้านในที่มีแผงเหล็กกั้นไม่ให้คนนอกเข้าไปภายใน ทำให้ถ่ายภาพด้านหน้าพระรูปไม่ได้... ก็ไม่ว่ากัน  มุมอื่นมีเยอะแยะ เลยเก็บภาพพวงมาลาที่รายล้อมด้านข้างและด้านหลังพระรูป เลือกถ่ายเฉพาะ ที่เห็นว่าเข้าตากรรมการ และดูแปลกๆ  ซึ่งมีทั้งของหน่วยงานรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ ธนาคาร สถาบันการศึกษา บริษัทห้างร้าน และ รวมไปถึงบุคคลธรรมดาที่เป็นตระกูลดังๆ ซึ่งเข้าใจว่าในอดีตต้นตระกูลนี้คงมีความใกล้ชิดกับในหลวงรัชกาลที่ห้า

ถ่ายไปถ่ายมาก็เล่นไปหลายชั่วโมง กินข้าวกินปลา และนั่งกินลมเสร็จสรรพจะกลับบ้านอยู่แล้ว แต่ได้ยินประกาศจากประชาสัมพันธ์ว่า เวลาห้าโมงเย็นในหลวงจะเสด็จ เลยสองจิตสองใจ เหลือเวลาอีกตั้ง 3 ชั่วโมง จะเอาไงดี เพราะจะหวังถ่ายภาพในหลวงให้ชัดๆคงยากเต็มที งานแบบนี้ คงโดนกีดกันให้ไปอยู่ริมรั้วไกลสุดกู่เหมือนเช่นทุกปีแน่ พูดง่ายๆว่าหมดสิทธิ์ถ่ายภาพเลยก็ว่าได้

มาแล้วนี่...ลองทนรออีกหน่อยปะไรเผื่อมีอะไรเด็ดๆบ้าง จนในที่สุดก็ต้องคอย ยิ่งใกล้เวลาคนยิ่งมาก จากที่ยืนจุดแรกกับประชาชนอีกหลายร้อยคนริมแผงเหล็กกั้น ไม่ช้าเจ้าหน้าที่ก็เชิญให้ถอยห่างไปอีก เอา ถอยกันหน่อย ปรากฏว่าพวกที่ยืน-นั่งริมแผงเหล็กต้องถอยออกไปอีกราว 4 - 5 เมตร ในจำนวนนั้นเห็นมีสาววัยรุ่นชาวญี่ปุ่น 5-6 คน ลุกขึ้นอย่าง งงๆ"ถอยออกไปอีกครับๆ ไปยืนที่ฟูดบาทเลย" พวกเราก็เฮโลไปยืนแนวฟูตบาท พอหย่อนก้นลงนั่งไม่ถึงนาที ตำรวจที่คุมเชิงแถวนั้นก็บอกว่า "ไม่ได้ครับๆ ตรงนี้ขอกันที่ให้พวกผู้ใหญ่เดินเข้ามาปรำพิธี" ขณะกำลังยืนขึ้นก็เหลือบไปเห็นท่านรัฐมนตรีท่านหนึ่งกำลังก้าวลงจากรถคันงาม สีดำมันวับ เดินผ่านหน้าพวกเราไป ด้วยชุดขาวและสายสะพายเต็มยศ เข้ามาในปรำพิธีริมรั้วสวนอัมพร

จากตรงนั้นก็ขยับเลยไปหน่อย ไปยืนเก้ๆกังๆอยู่สถานที่กำลังก่อสร้างศาลาเตรียมงานสวนสนาม 5 ธันวาฯ และจากตรงนี้ก็ไม่มีที่ไปแล้ว นึกในใจว่าหากให้ย้ายไปที่อื่นอีก ก็คงกลับบ้านไปเลย ....... ก็พอดีอัศวินม้าขาวมาช่วยพอดี เป็นตำรวจยศจ่า" แถวนี้ยืนได้แต่อย่าให้เลยเส้นสีน้ำเงินตรงนี้นะครับ...." เฮ้อ..โล่งอกซะที ผมได้ยืนเป็นแถวที่สอง "คงไม่เป็นไรน่า" เพราะคิดว่าถ้าในหลวงเสด็จก็จะเบียดไปอยู่แถวหน้ามีโอกาสถ่ายภาพแบบไม่ยากเย็น

ยืนได้อึดใจก็ปรากฎว่าประชาชนคนไทยกลุ่มใหญ่จากไหนก็ไม่ทราบได้ โดนตำรวจต้อนมาจากด้านประตูสวนอัมพร เฮโลมายืนบังหน้าพวกเราจนมิด หมดกันเลย..เรื่องเส้นน้ำเงินเลยเลิกพูดกัน เอาไงดี..หากปล่อยให้เป็นแบบนี้คงไม่มีโอกาสถ่ายภาพแน่ จะมองเห็นในหลวงหรือเปล่าก็ยังเป็นปัญหา เลยต้องหาทางหลบไปทางอื่น เอาละ..ขยับมาหน่อยตรงนี้แหละน่าจะเหมาะแล้ว ช่วงนั้นคนก็เริ่มทะยอยมาไม่ขาดสาย ถ้าคิดจะกลับบ้านคงเป็นเรื่องใหญ่และหาทางออกลำบากแน่

แต่ยัง. .ยังไม่พ้นบ่วงกรรม.... ทันใดนั้นก็มีรถตำรวจมอเตอร์ไซด์จากไหนก็ไม่รู้เปิดไฟวูบวาบสีแดงน่าเกรงขาม ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงที่รถว่า ขอให้ถอยออกไปจากบริเวณนี้..." เวรกรรม....." ปรากฎว่าแถวปีกขวาถอยกันกรูดด้วยความเกรงกลัว แต่พวกที่อยู่เลยเข้ามาอีกหน่อย ก็แกล้งทำเป็นหูทวนลม ไม่ยอมขยับ ไม่ยอมถอย เพราะโดนต้อนจนชิดชายแดนเขมรกันแล้ว ตำรวจที่คุมแต่แรกก็พยายามขอร้อง พูดจาประสาชาวบ้าน

ก็มีป้าคนหนึ่งจุงมืออยู่กับหลานสาวแและยืนอยู่ตรงหัวแถวพอดี คงยั้วะมากที่ถูกต้อนอยู่หลายครั้ง จนเกิดอาการงอนและไม่ยอมถอย ตำรวจพูดยังไง  ขอร้องยังไง  แกก็ยืนนิ่ง แถมทำตาขวางใส่ตำรวจยศร้อยเอกที่แต่งตัวเต็มยศอีกต่างหาก

ได้ผลแฮะ..ตำรวจเลยเลิกยุ่ง เพราะเชิญคุณป้าถอยออกไปทีไร แกก็ทำหน้าเง้าหน้างอ สะบัดหน้าใส่ตำรวจจนเป็นที่ขบขันของคน ที่ยืนอยู่แถวๆนั้น  ทำไปทำมาทั้งตำรวจและประชาชนพลอยขำกับแกไปด้วย นึกในใจว่าถ้าแกโมโหมากๆเข้า  และเกิดด่ากราดใส่ตำรวจละ  คงจะยุ่งน่าดู เพราะด้านหลังก็มีผู้หลักผู้ใหญ่ระดับรัฐมนตรีอยู่หลายคน ผมก็เล็งๆอยู่แล้วหากมีอะไรเกิดขึ้นคงได้ภาพเด็ดๆแน่ สรุปว่างานนี้ต้องยกให้คุณป้าแกจริงๆ และส่งผลให้ตำรวจเลิกยุ่งเรื่องนี้โดยปริยาย

ถึงแม้การปฏิบัติงานของตำรวจจะดูขึงขังไปบ้าง เพราะต้องทำตามหน้าที่ของผู้รักษาความปลอดภัยระดับผู้นำสูงสุด ซึ่งอาจมีประชาชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในจุดนี้ ก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะประชาชนที่มายืนหลายหมื่นคนต่างอยากเห็นในหลวงอย่างใกล้ชิด บางคนมาไกล บางคนก็เป็นผู้สูงอายุและเฝ้าเสด็จกันเป็นประจำทุกปีไม่เคยขาด หลายคนอาจไม่เชื่อ แต่บอกได้เลยว่าเป็นเรื่องจริง เพราะเคยเจอมากับตนเองแล้ว เคยสอบถาม เคยพูดคุย ฟังแล้วก็อึ้ง ที่ชาวบ้านธรรมดาๆฐานะค่อนข้างยากจนแต่มีความรู้สึกที่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างสูงสุด ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

หากตำรวจหรือหน่วยงานรักษาความปลอดภัยได้ตระหนักถึงข้อนี้ และได้ลดความเข้มงวดลงบ้างก็น่าจะเป็นประโยชน์และเป็นบุญตาให้กับประชาชนที่เดินทางมาไกลๆและมานั่งเฝ้าเพื่อรอรับเสด็จอีกเป็นเวลาหลายชั่วโมง

ภาพคุณยายคุณป้า 4 - 5 คน ที่เดินทางมาไกล มีตระกร้าหวายใบเล็กๆใส่ขวดน้ำ ปูเสืออยู่ชิดริมรั้วเหล็ก นั่งกางร่มตากแดดอยู่หลายชั่วโมง ยังติดตาอยู่อย่างไม่รู้ลืม และหลังจากที่ถูกเจ้าหน้าที่ให้ลุกไปนั่งที่อื่น ก็ไม่ทราบว่าคุณยายคุณป้าเหล่านี้ไปอยู่ที่ใด และไม่ทราบ จะมีโอกาสเห็นในหลวงหรือไม่ .......



 สวัสดีครับ
Webmaster
Photoontour.Com
24 ตุลาคม 2545



 (1) เบิกโรง 25 August 2002   




               สวัสดีครับ สำหรับวันเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการสำหรับเวบไซต์นี้ ถ้าเป็นรถใหม่ป้ายแดง ก็เรียกว่ายังอยู่ระหว่าง Run - in เมื่อทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยแล้ว ก็จะเปิดตัวสู่สาธารณะอีกครั้งหนึ่ง ในระหว่างที่กำลังทดสอบทดลองเครื่องอยู่นี้ ผมก็จะมาเม้าท์ตามธรรมเนียมไปเรื่อยๆ สาระต่างๆก็จะเป็นเรื่องทั่วๆไปในแวดวงของการท่องเที่ยวและถ่ายภาพ ซึ่งสองสิ่งนี้รู้สึกว่าจะต้องเกาะกันไปอย่างขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ชอบการเดินทางท่องเที่ยว

มีคนบอกว่าเวลาไปเที่ยวที่ไหน กล้องถ่ายภาพเปรียบเหมือนเพื่อนคู่ใจที่ต้องตะลอนๆติดตัวอยู่ตลอดเวลา ไปไหนไปด้วยโดยไม่มีเกี่ยงงอน จะมีนึกเบื่อๆอยู่บ้างก็ตอนที่สัมภาระมันหนักบ่าชนิดที่คนถ่ายภาพต้องเดินกันจนไหล่เอียง ทั้งกระเป๋ากล้องทั้งเลนส์แพงๆที่หนักอาการอยู่ รวมทั้งขาตั้งกล้องด้วย  แค่ 3 อย่างนี้ก็ทำเอาคนแบกลิ้นห้อย ยิ่งเป็นการเดินทางที่ต้องปีนผาหน้าไม้ด้วยแล้วมันทรมานกายทรมานใจสิ้นดี แต่เมื่อได้ถ่ายภาพสวยๆงามๆ ณ ที่นั้นๆแล้ว ความลำบากลำบนต่างๆ มันกลับหายไปเป็นปลิดทิ้ง แถมมีความสุขจากภาพสวยๆเหล่านั้นด้วย กล้องและอุปกรณ์ที่ขนๆกันไปนั้นจะเห็นคุณค่าในตอนนี้แหละ  กล้องจึงเป็นเพื่อนคู่ใจอย่างแท้จริง

ดังนั้นการท่องเที่ยวใดๆก็ตามถ้าจะให้เกิดความสุขแก่ผู้เดินทาง ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องพกพากล้องถ่ายภาพไปด้วยทุกครั้ง ที่ไหนที่ว่าสวยสุดๆ ประทับใจสุดๆ  หากเพียงแค่พูดแต่ปากก็คงไม่ทำให้คนฟังเค้าคล้อยตามได้(นอกจากจะเม้าท์เก่ง) ภาพถ่ายนี้แหละที่จะทำให้คนฟังเห็นและอยากไปเที่ยวตามที่เราบอกกล่าวให้เค้าฟัง

ถ้าหากสถานที่นั้นสวยงามบาดใจ  แต่คนถ่ายภาพถ่ายมาแบบไม่เอาไหน ทุกอย่างมันก็จะตรงกันข้าม ของดีๆมีคุณค่าแต่กลับมาไร้ค่าด้วยฝีมือคนถ่าย ประเภทนี้มีค่อนข้างเยอะ

จะทำอย่างไรละให้ภาพที่ถ่ายมานั้น ออกมาได้สวยงามเหมือนดั่งที่เราคาดหวัง

มันคงไม่ง่ายนักที่จะบอกกล่าวในช่วงเวลาสั้นๆ คงต้องค่อยๆเรียนรู้และพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ หากมีความหวังและความตั้งใจอยู่บ้าง คงไม่ยากจนเกินไป

บ้านหลังนี้แห่งนี้ยินดีที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้ท่าน ช่วยเสริมเติมแต่งให้มีความแก่กล้าให้มีวิทยายุทธสูงขึ้นกว่าเดิม  ขอให้หมั่นเข้ามาดูเข้ามาอ่านและหาสาระประโยชน์ได้จากเวปไซต์แห่งนี้


สวัสดีครับ
Webmaster
Photoontour.Com
25 สิงหาคม 2545


 

[top]