The Professional Photo Website
เวปไซต์ภาพถ่าย เวปไซต์คุณภาพ
โฟโต้ออนทัวร์  
 

Home>Today Talk
  (11) งานเฉลิมฉลอง 90 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช(1-7 ตค.46) 17 ตุลาคม 2546   
 



              มาถ่ายภาพที่วัดบวรในครั้งนี้ ถือว่าสะบักสะบอมอีกครั้งหนึ่งที่นานๆจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ วันนั้นต้องพกเอาขาตั้งกล้องไปด้วยเพราะการถ่ายภาพภายในโบสถ์ ที่มีสภาพแสงน้อยในยามหน้าฝน การใช้ขาตั้งกล้องดูจะเหมาะสมที่สุด มีโอกาสเปิดรูรับแสงให้เล็กเพื่อเพิ่มช่วงระยะชัดให้มากขึ้นได้ และสามารถถ่ายให้ได้บรรยากาศธรรมชาติเหมือนที่ตาเห็น โดยไม่ต้องพึ่งพาแฟลช ซึ่งจะทำให้เกิดการสะท้อนแสงที่ตัวองค์พระ

กระเป๋ากล้องที่หนักมากพออยู่แล้ว และยังมีขาตั้งตัวหนักให้แบกอีก มันเป็นอะไรที่ยุ่งยากไม่น้อยสำหรับการถ่ายภาพด้วยตัวคนเดียวก็ในเมื่อพกเอามันมาแล้ว ก็ต้องอดทนจนถึงที่สุด

โดยปกติทั่วไปแล้วเรื่องขาตั้งนี้ถือเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ไม่ค่อยจะนำไปไหนมาไหนง่ายๆหากไม่จำเป็น ชอบที่จะทำตัวง่ายๆสบายๆ จะได้เดินเหินคล่องตัวหน่อย เรื่องยุ่งๆเห็นจะเป็นอีตอนเข้าห้องน้ำนี่แหละ ไม่รู้เป็นไง วันนั้นท้องไส้ไม่ค่อยจะเป็นใจนัก ไปถึงวัดไม่นานก็ต้องถามหาห้องน้ำกันแต่วันถามคนขายไอติมก็บอกว่าเดินไปทางขวาแล้วเลี้ยวเข้าไปทางเดินของตึกที่มองเห็นคนพลุกพล่าน แต่ไปถึงแล้วกลับหาไม่เจอ เลยถามเจ้าหน้าที่ดูแลวัดแถวนั้น ก็บอกว่าให้ไปตึกโน้น...(.ก็แถวๆที่เดินมาเมื่อตะกี้นี้แหละ)จึงต้องเดินกลับไปที่เดิมซึ่งอยู่หลังห้องประชุมสงฆ์

มาเห็นห้องน้ำของที่วัดนี้แล้วต้องบอกว่าสะอาดจริง นึกในใจว่าคนมากมายแต่ก็ยังรักษากันได้ดีทีเดียว ตอนเช้าก็สะอาด พอตอนบ่ายก็ยังสะอาดเหมือนเดิม ทั้งที่วันนี้เป็นวันที่วุ่นวายที่สุด

แต่ปัญหาก็ไม่หมด ทั้งกระเป๋ากล้องหนักๆรวมทั้งขาตั้งกล้อง ก็ต้องขนเข้าไปในห้องสุขาทั้งหมด คงฝากใครไม่ได้แน่ วันนั้นเล่นสวมรองเท้ากีฬาที่ผูกเชือกเรียบร้อย และใส่กางเกงยีนส์ที่หนาเตอะด้วย เลยยุ่งยากไปหมด จะขยับเขยื้อนอะไรแต่ละที มันวุ่นวายเกะกะจริงๆกว่าจะแก้ปัญหากับมันได้ก็หงุดหงิดใจไม่น้อย

ไปไหนมาไหนมีปัญหาเรื่องท้องไส้นี้ทำให้เสียสมาธิในการถ่ายภาพไปแยะ

เฮ้อ....นี่ลางาน พักร้อนมาถ่ายภาพ แทนที่จะถ่ายภาพแบบสบายๆ แต่เมื่อมาถึงแล้ว ก็ต้องปวดใจ นึกในใจว่าไม่น่าหลงผิดมาเลย สู้นอนตีพุงอยู่บ้านสบายใจกว่าเป็นไหนๆ

ดูจะมันผิดคาดไปหมด ตั้งแต่เห็นศรัทธาประชาชนที่ล้นหลาม จนคาดไม่ถึงว่าจะเยอะแบบนี้ ที่เยอะนะไม่ค่อยจะกังวลนัก แต่การที่ต้อง เบียดคนเข้าไปในโบสถ์วิหารต่างๆนี่ซิ มันไม่สนุกเลย ขนาดพาตัวเข้าไปยังแทบแย่ แถมยังมีภาระที่แบกกันพะรุงพะรัง มันกลับกลายเป็น เครื่องถ่วงความเจริญไม่น้อย การถ่ายภาพในวันนี้ก็ทำได้เพียงแค่กดชัตเตอร์อย่างเดียว โดยใช้แฟลชช่วยเกือบทุกภาพ จะมาบรรจงเลือกมุมสวยๆนั้นเลิกพูดกันไปเลย ขาตั้งกล้องแทบไม่ได้นำออกมาใช้ กว่าจะเอาออกจากซอง กว่าจะกางขาตั้ง จัดโน่นปรับนี่ มันใช้เวลาไปไม่ไช่น้อย และไม่ค่อยสะดวกนักที่จะต้องคอยเก็บคอยกางอยู่ร่ำไป จะใช้แบบเป็นเรื่องเป็นราวก็บางจุดเฉพาะที่ไม่เกะกะผู้คน

ร้ายไปกว่านั้น มีฝนตกกันแบบถล่มทลายในตอนเที่ยง ลมพัดแรงจนหลบไปทางไหนก็หนีไม่พ้นละอองฝน ไม่นานพื้นวัดก็นองไปด้วยน้ำ มันเป็นอะไรที่ออกจะดูโหดๆในการถ่ายภาพพอสมควร วันนั้นเลยต้องทำใจ เป็นไงเป็นกัน พอฝนตกพรำๆก็ต้องออกลุยต่อ ทั้งกล้องทั้งแฟลช โดนละลองฝนไปไม่น้อย ไม่คิดว่าจะเจอแบบนี้เลยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมพร้อมที่จะสู้กับฝน

ถ่ายภาพไปก็เอาผ้าขนหนูบังกล้องไป ทำแบบนี้อยู่นาน กว่าฝนจะขาดเม็ด ไปๆมาเลยชักสนุกกับมัน เห็นผู้คนที่มาทำบุญ ผมเผ้ากระเซิงเปียกฝน  เสื้อผ้าสวยๆที่ตั้งใจใส่มางานนี้โดยเฉพาะ ต้องมาเปียกปอนกันไปหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งพระเจ้าที่อำนวยความสะดวก ดูจะเปียกโชคกว่าฆราวาสด้วยซ้ำ จีวรสีเหลืองเลยกลายเป็นสีกระที่เข้มกว่าเดิม แต่ใบหน้าก็ยังยิ้มแย้มกับญาติโยมอย่างไม่ทุกข์ร้อน

ที่คิดว่ามาลำบากในคราวนี้กลับได้ภาพเบื้องหลังงานวัดยามฝนตกอย่างที่ไม่ได้คาดคิด คราวนี้เลยสนุก ถอดรองเท้าไว้หน้าโบสถ์ รวมๆกับของคนอื่นที่อยู่ข้างใน แล้วเดินลุยเท้าเปล่ากันรอบวัดอย่างสะใจ กลายเป็นกระหายอยากได้ภาพในบรรยากาศแบบนี้ทันที

ฟิล์มที่เตรียมไป เป็นฟิล์มสไลด์ Kodak E 100 VS 5 ม้วน และ Extrachrome 400 อีก 1 ม้วน พร้อมกับฟิล์มสำรองจำนวนหนึ่ง กะว่าถ้าใช้ขาตั้งกล้องฟิล์มไวแสงขนาด 100 น่าจะพอ แต่เอาเข้าจริง มันคนละเรื่องกับที่คิดไว้เลย

ลุยถ่ายไปราว 4 ชั่วโมง ใช้ฟิล์มไป 5 ม้วน งานนี้ถือว่าเอาดีแค่เสมอตัว ไม่ต้องไปคาดหวังจะได้ภาพดีเด่อะไรกับมันนัก ถือว่ามารับน้ำมนต์จากฟ้าในวันครบรอบ 90 พรรษาพระสังฆราช  เป็นอนิสสงฆ์กลับบ้านไป ซึ่งทางพระที่ประชาสัมพันธ์อยู่ตามจุดต่างๆก็มักพูดทำนองนี้  เป็นการปลอบใจญาติโยมที่กำลังรอคอยอยู่นอกพระอุโบสถ ในท่ามกลางสายฝนที่ยังตกพรำๆ

หลังจากล้างฟิล์มมาแล้ว ก็เสมอตัวจริงๆ ได้ภาพดีบ้างเสียบ้าง มืดไปบ้าง ขาวไปบ้าง ที่ดีหน่อยก็เอามาให้ชมกันในเวปนี้แหละครับ

เป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่คิดว่าบางคนหากมาเจอแบบนี้ก็อาจจะท้อใจ กลัวกล้องเปียก ถ่ายยาก แสงน้อยเกินไป บรรยากาศมัวๆสลัวๆ ไม่เห็นจะมีอะไรน่าถ่ายเลย เรื่องนี้อยากแนะนำกันหน่อยสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยชอบลุย ว่าอย่าพยายามคิดถ่ายภาพแบบสบายๆนัก ทุกครั้งที่มีกล้องอยู่ในมือ จงคิดเสมอว่า ต้องหาภาพให้ได้ แม้สถานการณ์จะไม่เป็นใจนัก การถ่ายภาพนั้นแท้จริงแล้วมันไม่มีกฎเกณฑ์ในเรื่องแสงเรื่องสี พยายามคิดพยายามทำตัวให้อยู่เหนือกฎเกณฑ์เหล่านี้ แล้วก็จะเห็นว่าภาพถ่ายนั้นมันไม่ยาก ทุกอย่างมันอยู่ใกล้ตัวแค่นี้เอง

แม้สิ่งที่ตั้งใจมาถ่ายภาพจะไม่เป็นดั่งที่คิด แต่ก็อดดีใจและคิดว่าคุ้มค่าสำหรับวันนี้ ก็คือ  ได้มีโอกาสถ่ายภาพสิ่งสำคัญๆต่างๆ ที่ปกติจะไม่เปิดให้ใครเข้าไปภายใน มีโอกาสได้เห็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นของมีค่า ที่เป็นเครื่องใช้ไม้สอยของอดีตพระสังฆราชและของเจ้านายเชื้อพระวงศ์ ที่เก็บรักษาไว้ที่ตำหนักเพชร ซึ่งในอดีตนั้นเป็นสถานที่ประชุมสงฆ์ ระดับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา  ดังนั้นเพียงแค่มาเห็นด้วยตาก็ถือว่าคุ้มค่าแก่การมาในครั้งนี้

สิ่งที่มีค่าอื่นที่ตั้งใจมาถ่ายภาพนี้โดยเฉพาะ ก็คือภาพเขียนบนผนังพระอุโบสถต่างๆ ที่อยู่ในสภาพดีมาก ทั้งๆที่ล่วงเลยมานับร้อยๆปีแล้วและไม่เคยมีการซ่อมแซมแม้แต่ครั้งเดียว เป็นภาพเขียนอันวิจิตรสวยงามที่จะหาชมจากที่อื่นได้ยากยิ่ง สิ่งสำคัญที่กล่าวมานี้ ทางวัดได้เปิดโอกาสให้ถ่ายภาพอย่างเต็มที่ จะมีห้ามถ่ายภาพอยู่ที่เดียวก็คือห้องเก็บรักษาพระพุทธรูปต่างๆที่เก่าแก่ ดูเหมือนจะเป็นห้องพระขนาดเล็กของสมเด็จพระสังฆราชองค์ใดองค์หนึ่ง โดยมีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด เดาว่าน่าจะเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญในยุคต่างๆ

มีอยู่องค์หนึ่งที่รู้จักกันโดยทั่วไปก็คือพระพุทธนิโรคันตราย ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่า องค์ที่เห็นนี้ (ความสูงไม่เกิน 1 ฟุต) เป็นองค์จริงและใช้เป็นต้นแบบเพื่อหล่อองค์ใหญ่ ที่ในหลวงพระราชทานให้กับจังหวัดต่างๆ

นับว่าเป็นความใจกว้างของทางวัดเป็นอย่างมาก ที่เปิดโอกาสให้บันทึกภาพอย่างเต็มที่ ภาพในนี้จึงเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง เท่าที่พยายามจะเปิดเผยสิ่งมีค่าที่เก็บรักษาไว้ในวัดบวรนิเวศวิหาร อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกซึ่งมีพระชนมายุ 90 พรรษาในวันที่ 3 ตุลาคม 2546 นี้

 



<คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูภาพเหตุการณ์ทั้งหมด>




สวัสดีครับ
Webmaster
Photoontour.com
17 ตุลาคม 2546






 
 

(11) เฉลิมฉลอง 90 พรรษา
     พระสังฆราช ที่วัดบวร
(10)  เมื่อต้องไปถ่ายภาพที่ทำเนียบ
(9) ภาวะการท่องเที่ยวที่ซบเซา
(8) เบื้องหลังเรื่องราวชุดสมเด็
จย่า
(7) "ถ่ายภาพไปทำไม"
(6) ฟิล์มสไลด์เสื่อมคุณภาพ
(5) วางแผนเที่ยวช่วงสงกรานต์
(4) สะบักสะบอมกับการเดินทาง
(3) โล่งอกไปอีกเปราะ
(2) ทีเด็ดคุณป้า ที่ลานพระรูป
(1) เบิกโรง






(10)   เมื่อผมต้องไปถ่ายภาพที่ทำเนียบรัฐบาล 17 กรกฏาคม 2546      

 

“ พี่..พี่..อีก 2-3 วัน พี่อาจได้ไปถ่ายภาพที่ทำเนียบรัฐบาล....”

เป็นการบอกกล่าวแต่เพียงคร่าวๆเพื่อให้เตรียมตัว และไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสได้ถ่ายภาพหรือไม่ ฟังๆดูแล้วก็รู้สึกว่ายังหาคำตอบที่ชัดเจนอะไรไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่าเป็นการเข้าไปถ่ายภาพแบบไม่สู้จะเป็นทางการนัก ที่ทำเนียบรัฐบาล

การติดต่อให้ไปถ่ายภาพครั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลที่เค้าต้องการการความแน่นอนประเภทชัวร์ๆ หากเป็นนายพรานก็ต้องทำนองประเภทมือฉมัง และมีประสบการณ์ที่ไว้ใจได้ อีกอย่างหนึ่งในช่วงเวลานั้น คนที่ทำหน้าที่โดยตรงด้านนี้ยังขาดประสบการณ์สำหรับงานใหญ่ๆ  เหลียวซ้ายแลขวาแล้วคิดว่าผมนี้แหละ

หลังจากที่สอบถามแล้วจึงทราบความจริงว่า กิจการแห่งหนึ่งต้องการภาพถ่ายการมอบโน๊ตบุ๊คให้กับนายกรัฐมนตรี  เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ของ

งานนี้นับว่ามีเรื่องน่าวิตกอยู่ไม่น้อย หลังจากที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

จทย์ยากๆ มีอยู่ 2 ข้อ ที่ต้องทำข้อสอบให้ผ่าน และต้องอาศัยโชคช่วยด้วย
1. อาจถูกห้ามถ่ายภาพ เพราะเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับบุคคลภายนอก และในพิธีอาจมีเจ้าหน้าที่ซึ่งทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว
2 มีโอกาสถ่ายภาพได้ แต่อาจอยู่ห่างจากเหตุการณ์ จนไม่มีโอกาสหามุมภาพได้ตามที่ต้องการ

ค่อนข้างเสี่ยงพอสมควรในการทำหน้าที่ครั้งนี้

อย่างอื่นไม่ค่อยกังวลนัก แต่กลัวว่าจะถูกห้ามเสียมากกว่า ถ้าหากมีโอกาสได้ถ่ายภาพก็คิดว่าคงไม่กลับบ้านมือเปล่าแน่

วันนั้นได้เตรียมอุปกรณ์เท่าที่จำเป็น มี Nikon F 90 พร้อมเลนส์ แมนนวล 28 มม. และ AF 35-70 มม. พร้อมแฟลช SB- 25 และฟิล์มสีโกดัก ISO 100 อีก 3 ม้วน ซึ่งคิดว่าน่าจะพอเพียงสำหรับพิธีการสั้นๆ

พิธีจะมีขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 9.30-10.00 น. ที่ห้องประชุมใหญ่ ครม.ชั้นบนของตึกในทำเนียบรัฐบาล

จะว่าไปก็น่าตื่นเต้นสำหรับบุคคลภายนอกอย่างเราๆที่มีโอกาสเข้าไปในสถานที่นั้นเป็นครั้งแรก และมีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด แต่วันนั้นได้มีการประสานงานกันกับเจ้าภาพ และถือว่าเกี่ยวข้องกับงานนี้อยู่บ้าง จึงมีโอกาสพาตัวเองเข้ามายังห้องรับรองเจ้าหน้าที่จนได้

วันนั้นจำเป็นต้องใส่สูทผูกไท้ซะเต็มยศ นานๆจะแต่งแบบนี้ทีรู้สึกจะอึดอัดเนื้อตัวไม่น้อย ส่องกระจกแล้วก็ภูมิฐานดีแต่ใบหน้าดูจะแก่ไปหน่อย สถานที่แบบนี้คงหนีไม่พ้นที่ต้องพิถีพิถันและให้ดูดี  เพื่อเปิดทางให้การถ่ายภาพสดวกขึ้น และเป็นเกราะป้องกันปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

การแต่งกายให้ดูเหมาะสมกับงานและสถานที่  จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักถ่ายภาพทุกคน

ผมไปถึงทำเนียบราว 8.00 น.ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หลังจากแลกบัตรแล้ว ก็ต้องนำกระเป๋ากล้องผ่านเครื่อง X-ray ที่หน้าลีฟท์  ผ่านมาถึงจุดนี้โดยไม่มีเจ้าหน้าที่มาขอเปิดกระเป๋าเพื่อตรวจเช็ค ก็ดูจะโล่งใจขึ้นมาบ้าง จากนั้นก็ขึ้นลิฟท์ไปชั้นบน  ซึ่งเป็นห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ได้ยินว่าพึ่งซ่อมแซมตกแต่งมาหมาดๆ และหมดงบประมาณไปหลายสิบล้านบาท

พวกเราถูกพาเข้าไปอยู่ในห้องหนึ่งใกล้กับห้องประชุม ครม. ห้องนี้ไม่ใหญ่นัก ภายในเปิดแอร์เย็นฉ่ำ มารู้ทีหลังว่าเป็นห้องพักสำหรับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ที่ถูกเชิญให้มาชี้แจงในที่ประชุม ครม. หากวาระการประชุมใดที่ต้องการความกระจ่าง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ก็จะมานั่งอยู่ห้องนี้ และรอจนกว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาเชิญเข้าไปชี้แจงหรือตอบข้อซักถามจากที่ประชุม ตอนนั้นมีเจ้าหน้าที่ระดับอธิบดีและเจ้าหน้าที่อยู่ 2-3 คน พร้อมกระเป๋าเอกสารใบใหญ่ เห็นกำลังสาระวนอยู่กับเอกสารที่ตระเตรียมมา

ผมยังมีเวลาเหลืออีกมาก กว่าจะถึงเวลาที่ต้องทำหน้าที่ ในช่วงนั้นจึงตรวจสอบและเตรียมพร้อมกับอุปกรณ์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ทุกอย่างพร้อมที่จะทำงาน โดยเซตระบบกล้องให้พร้อม ฟิล์มใหม่ ถ่านใหม่ สวมแฟลชติดกล้องและเปิด on ไว้ เพียงแค่ยกกล้องออกจากกระเป๋าก็สามารถกดชัตเตอร์ได้ทันที

พอสายหน่อยผู้คนเริ่มคึกคัก ทั้งบุคคลภายนอกนอกและเจ้าหน้าที่ของทำเนียบเดินกันขวักไขว่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตรวจหาวัตถุระเบิดที่พึ่งเสร็จสิ้นการปฏิบัติงาน ซึ่งได้ยินว่าในทุกวันพุธจะดูวุ่นวายแบบที่เห็นนี้เป็นประจำ

ห้องที่พวกผมนั่งอยู่ก็มีคนเข้ามามากขึ้น และเป็นเจ้าหน้าที่ที่มาเตรียมชี้แจง ครม. ทั้งนั้น เพราะเห็นหิ้วกระเป๋าเอกสารกันมาคนละใบสองใบ  บางคนดูเหมือนจะมีความคุ้นเคยกับสถานที่นี้เป็นอย่างดี

เวลาที่ผมต้องทำหน้าที่ถ่ายภาพชักเริ่มไม่แน่นอน นั่งดูทีวีในห้องพักจนเบื่อก็ยังไม่มีวีแววว่าจะถูกพาตัวไปถ่ายภาพเสียที มันเนิ่นนานจนคิดว่าทุกอย่างผ่านไปแล้วโดยที่เราไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพ กระทั่งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้มาแจ้งข่าวว่าท่านนายกฯยังมาไม่ถึง และพิธีเตรียมได้จัดขึ้นในห้องรับรอง ครม. ตรงข้ามห้องพักแขกที่ผมนั่งอยู่นี้แหละ

จากนั้นไม่นานนักก็มีเจ้าหน้าที่รีบมาบอกผมว่า “... มาตรงนี้เลย มาเข้าห้องนี้.....”

ผมรีบหยิบกล้องออกจากกระเป๋าทันทีโดยไม่รอช้า แล้วตามเจ้าหน้าที่คนนั้นไป โดยฝากกระเป๋ากล้องไว้กับพรรคพวกที่มาด้วยกันเพราะเกรงว่าอาจเป็นเป้าสายตาให้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย สู้เอากล้องคล้องคอไว้น่าจะดีกว่า ส่วนฟิล์มและถ่านสำรอง ก็เก็บใส่ไว้ที่กระเป๋าสูท

ห้องนั้นเป็นห้องโถงใหญ่ที่ดูคล้ายล้อบบี้โรงแรมใหญ่ๆ โอ่อ่า กว้างขวาง มีโซฟาวางอยู่หลายชุด เห็นคณะรัฐมนตรีที่คุ้นหน้าคุ้นตากำลังนั่งเสวนากัน และทักทายกับรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยที่พึ่งมาถึง

โน๊ตบุ๊ค ตั้งอยู่บนโต๊ะตัวเล็กๆเห็นเด่นอยู่กลางห้องโถง มีเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยราวสิบคนกำลังรอเวลาทำพิธีมอบและเป็นสักขีพยาน  ภายในห้องนั้นไม่มีนักข่าวหรือช่างภาพสื่อมวลชนเลย จึงเข้าใจว่าคงเป็นเรื่องภายในระหว่างหน่วยงานด้วยกันเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตจนถึงกับต้องเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์

หลังจากที่ดูท่าทีสักพักและคิดว่าไม่มีปัญหาในการถ่ายภาพ จึงเริ่มทำหน้าที่ช่างภาพทันที โดยมีเป้าหมายอยู่ที่โน๊ตบุ๊คที่เปิดวางไว้อยู่บนโต๊ะกลางห้อง ที่มีภาพโลโก้ของสำนักนายกปรากฏบนจอภาพ แสงแฟลชสว่างวาบขึ้นทุกครั้งที่กดชัตเตอร์ ซึ่งก็ดูไม่แปลกนัก

เพราะหลายคนที่อยู่ภายในห้องก็มีกล้องคอมแพคแบบพกพา นำมาถ่ายภาพกันเอง ซึ่งพวกเค้าก็คงจะตื่นตาและเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสเข้ามาในห้องรับรอง ครม. ที่ดูหรูหราสวยงาม แน่นอนว่าคงต้องการภาพไว้เป็นที่ระลึก  แสงแฟลชจากกล้องคอมแพคและกล้องของผมจึงสว่างวับ สลับกันไปมาตลอดเวลา

ขณะกำลังถ่ายภาพอยู่นั้น ประตูห้องโถงด้านหนึ่งก็เปิดขึ้น

ช่างภาพและสื่อมวลชนราว 20 คน ต่างกรูกันเข้ามา มีทั้งจากหนังสือพิมพ์และทีวี พอมาถึงทุกคนก็เล็งถ่ายภาพโน๊ตบุ๊คที่วางอยู่ข้างหน้ากันพรึบผับ เข้าใจว่าสื่อมวลชนเหล่านี้คงรู้ข่าวล่วงหน้าแล้ว เพียงแต่รอเวลาให้เข้ามาถ่ายภาพ และทำข่าวเท่านั้นเอง

ไม่เกิน 3 นาที นายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ก็มาถึง และทักทายรัฐมนตรีที่อยู่บริเวณนั้นรวมทั้งได้สนทนากับ มรว.จตุมงคล โสณกุลผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งจะเป็นผู้มอบโน๊ตบุ๊กให้กับห้องประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีท่านนายกฯชวนเป็นผู้แทนรับมอบ

กำลังถ่ายภาพอยู่ดีๆ ในมุมที่เหมาะที่สุดสำหรับการถ่ายภาพที่จะมีขึ้น กระทั่งถูกแซะถูกเบียดจากบรรดาช่างภาพ จนขยับห่างจากจุดเดิมออกไปทุกขณะ และเห็นว่าเป็นมุมที่ค่อยจะดีนัก จึงได้ถอยออกจากกลุ่มเพื่อหามุมใหม่ที่คิดว่าน่าจะดีกว่า

พอหลุดออกไปได้พิธีการก็ได้เริ่มขึ้น ทั้งท่านนายกฯและ ผู้ว่าการธนาคาร ต่างขยับมายืนต่อหน้ากลุ่มผู้สื่อข่าว โดยมีโต๊ะวางโน๊ตบุ๊คคั่นอยู่ตรงกลาง ทั้งสปอร์ตไลท์และแฟลชจากช่างภาพเริ่มทำงาน ผู้ว่าธนาคารหยิบกระดาษออกมากล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์

ยุ่งเลยเรา พิธีเริ่มแล้ว ครั้นจะขยับไปถ่ายแนวข้างๆก็คงจะได้ภาพที่ไม่ค่อยจะดีนัก และคิดว่าฉากหลังจะมืดเกินไปเพราะเป็นห้องใหญ่ จึงลองเดินอ้อมไปอยู่ตรงข้ามกลุ่มช่างภาพแบบประจันหน้า ซึ่งเป็นมุมน่าสนใจ แสงแฟลชและแสงสปอร์ตไลท์ ส่องเข้ามาที่กล้องแบบเต็มๆ และย้อนแสงพอสมควร แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้นัก เพราะกลัวจะมีภาพตัวเองปรากฏอยู่ในภาพข่าวของสื่อมวลชนจึงยืนห่างออกไปราว 4-5 เมตร ซึ่งคิดว่าคงอยู่นอกระยะโฟกัสและพ้นระยะแฟลชไปแล้ว

คงไม่มีทางอื่น และไม่มีทางเลือกอีกแล้ว เพราะช่วงเวลานั้นถือเป็นไฮไลท์สำคัญที่สุดของงาน พลาดภาพตรงนี้ไปถือว่าจบเกมทันที เมื่อได้ระยะที่พอเหมาะจึงยกกล้องถ่ายทันทีด้วยเลนส์แมนนวล 28 มม.ที่ติดกล้องในขณะนั้น

ถ่ายไปได้ 3-4 ภาพ ในมุมกว้าง ขณะที่ผู้ว่าฯกำลังอ่านรายงาน ในฐานะที่ป็นเจ้าภาพมอบโน๊ตบุ๊คเพื่อใช้ในห้องประชุม ครม.

จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเลนส์ AF 35 – 70 มม. ทั้งๆที่ไม่ควรเปลี่ยนในช่วงเวลาที่ถือว่าเสี่ยงที่สุด ที่สำคัญต้องเปลี่ยนคำสั่งของกล้อง Nikon F 90 จากระบบแมนนวลมาเป็นระบบ Auto ซึ่งต้องเสียเวลาอยู่บ้างในการปรับระบบ หากช่วงนั้น การมอบโน๊ตบุคได้เริ่มขึ้นคงไม่ทันแน่ แต่ด้วยเพราะเชื่อว่ายังอ่านรายงานไม่จบ

แต่ก็ยังเชื่อมั่นตัวเองที่จะจัดการเรื่องกล้องและเลนส์ได้ทัน จึงตัดสินใจเปลี่ยนเลนส์เพื่อ Close ภาพให้เข้ามาใกล้ๆและสามารถจัดองค์ประกอบภาพได้ตามที่ต้องการ

ผลก็คือ ทุกอย่างทำได้ทันในช่วงเสี้ยวนาที หลังจากที่เปลี่ยนเลนส์และปรับตั้งโหมดหรือตั้งระบบของกล้องใหม่ จึงโล่งใจ และยิงภาพทันทีที่พิธีรับมอบได้ดำเนินในเวลาต่อมา ซึ่งคิดว่าได้ภาพในแง่มุมที่แปลกกว่าคนอื่นแน่นอน โดยมีกลุ่มผู้สื่อข่าวและช่างภาพเป็นแบคกราวน์ในขณะที่ผู้ว่าฯกำลังมอบโน๊ตบุ๊คให้กับนายกชวน

หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ให้ช่างภาพเข้าไปถ่ายภาพในห้องประชุม ครม.ซึ่งอยู่ในห้องถัดไป เพื่อทำข่าวการประชุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีรัฐมนตรีประจำกระทรวง รัฐมนตรีช่วย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนั่งกันเต็มห้อง และเปิดโอกาสให้บันทึกภาพได้ในช่วงเวลาสั้นๆประมาณ 3-4 นาที ขณะที่เลขาคณะรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม กำลังวอ่านวาระการประชุม ช่วงเวลานั้นช่างภาพแต่ละคนต่างก็ทำเวลากดชัตเตอร์กันแหลกเพื่อแข่งกับเวลา จากนั้นก็ถูกเชิญให้ออก

งานนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้เห็นบรรยากาศในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี และคิดว่าสื่อมวลชนที่ประจำยังทำเนียบรัฐบาล็คงน้อยคนนักที่จะมีโอกาสเข้าไปบันทึกภาพอย่างใกล้ชิดเหมือนเช่นวันนี้ได้

์ครั้งนี้ ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ต้องสวมวิญญาณของช่างภาพ ที่ต้องสอบให้ผ่านและต้องทำคะแนนให้ดีด้วย และทุกอย่างก็ผ่านพ้นมาด้วยดีซึ่งทั้งหมดนี้ก็มาจากประสพการณ์ การตัดสินใจ ความฉับไวในการทำงาน ที่มีส่วนทำให้งานนี้ลุล่วงมาได้

ปัจจุบันห้องประชุม ครม.ได้ย้ายจากตึกเดิม มาใช้อาคารเก่าของโรงเรียนนายร้อยฯ ในสมัยที่ พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2545

หมายเหตุ: เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ในอดีต เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2543



สวัสดีครับ
Webmaster
Photoontour.com
17 กรกฏาคม 2546
 
คลิ๊กที่ภาพ
   
 
 
  (9) ภาวะการท่องเที่ยวที่ซบเซา 1 กรกฏาคม 2546

          

               คงได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้ากับโรคหวัดมรณะหรือโรคซาร์ สำหรับธุรกิจการท่องเที่ยวรวมทั้งธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โรคนี้เกิดที่ประเทศจีนแต่มีผลกระทบต่อประเทศในเอเชียมากมาย แม้กระทั่งสิงคโปร์ที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจกว่าประเทศใดในภูมิภาคนี้ ผู้นำประเทศยังต้องออกมายอมรับสภาพความจริงและบอกกล่าวกับคนในประเทศว่า สิงคโปร์ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุด ซึ่งคำกล่าวนี้ได้พูดไว้ในระยะที่โรคซาร์พึ่งจะเริ่มระบาดเท่านั้นเอง ล่าสุดเมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ กำลังมีการปรับลดพนักงาน ซึ่งอาจมีการเลิกจ้างหลายพันคน จากที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณหมื่นกว่าคน ข่าวนี้แม้จะเป็นข่าวต่างประเทศ แต่คิดว่าคนไทยหรือคนเอเชียที่อ่านข่าวนี้ก็คงมีความรู้สึกห่อเหี่ยวเช่นกัน  เพราะผลกระทบเรื่องใดๆในภูมิภาคนี้ย่อมส่งผลกระทบให้กับประเทศต่างๆในเอเชียด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวค่อนข้างจะมีความรู้สึกไวต่อเหตุการณ์

ในช่วงยุค IMF ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมที่พักในภูมิภาคต่างๆของประเทศต่างได้รับผลกระทบ จะมีบ้างในบางจังหวัดเท่านั้นที่ยังพอจะรักษาลูกค้าได้ การท่องเที่ยวในจังหวัดนั้นก็ยังดำเนินไปตามปกติ ในขณะที่จังหวัดอื่นต่างย่ำแย่ไปตามๆกัน จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดหนึ่งที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก นักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกายังเดินทางเข้ามาตามปกติ ยิ่งช่วงนั้นมีการประกาศลดค่าเงินบาท และปล่อยให้ค่าเงินลอยตัวไปตามกลไกตลาด ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมีโอกาสจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น เพราะค่าเงินบาทถูกลง แต่เมื่อมีเหตุการณ์โรคซาร์ระบาดครั้งนี้ ปรากฏว่านักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวภูเก็ตลดลงจนน่าตกใจ และเป็นจังหวัดต้นๆที่ได้

้รับผลโดยตรง โรงแรมใหญ่ๆได้รับผลกระทบทันที ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจอื่นที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวด้วย

ข่าวโรงแรมว่าง ชายหาดเงียบเหงา  นักท่องเที่ยวบางตา  เริ่มมีเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั้งถึงขั้นให้พนักงานลาพักร้อนกันเป็นระยะเวลายาวนานโดยไม่มีการจ่ายเงินเดือน และข่าวการลดพนักงาน หรือประกาศปิดธุรกิจตัวเองชั่วคราว ก็ยังมีมาเป็นระยะๆ

ผลจากนักท่องเที่ยวที่ลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวอย่างถ้วนหน้าทั้งธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หลายเรื่องที่ทางรัฐบาลกำลังออกแรงส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงเวลาที่ผ่านมา เช่นให้คนไทยเที่ยวไทย หรือชักชวนให้ต่างชาติมาเที่ยวไทย ไม่ว่าจะเป็นโครงการถนนคนเดินย่านสีลม โฮมสเตย์ หรือเรื่องอื่นๆ กลับต้องมาสะดุดด้วยโรคซาร์ ทั้งๆที่ธุรกิจการท่องเที่ยวกำลังทำท่าว่าจะไปได้ดี จนรัฐบาลต้องออกมาโหมโรงส่งเสริมกันอีกรอบ ในโครงการ Unseen in Thailand ซึ่งมีธุรกิจน้อยใหญ่มาออกร้านลดแลกแจกแถมกันมากมาย

คำว่าโฮมสเตย์ หรือการท่องเที่ยวแบบสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้าน พักอาศัยอยู่กับชาวบ้านที่สามารถจัดหาบ้านพักว่างๆให้นักท่องเที่ยวมาพักในราคาถูก มีการพาไปเที่ยวให้เห็นสภาพท้องถิ่น ชมเรือกสวนไร่นา พานั่งเรือชมวัดวาอารามและสถานที่สำคัญๆในระแวกนั้นดูแล้วก็น่าส่งเสริมกิจกรรมเล็กๆนี้ให้คงอยู่ได้ ชาวบ้านจะได้มีรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์นี้ หลายแห่งได้เริ่มทำและยังทำอยู่แต่ก็มีอีกหลายแห่งเช่นกันที่เลิกทำไปแล้ว อาจจะเป็นแฟชั่นที่สร้างความฮือฮากันในช่วงแรกๆ จากนั้นก็ไม่มีใครสนใจส่งเสริม ทำให้โฮมสเตย์ค่อยๆจางหายไปจากวงการ

แม่คำว่าโฮมสเตย์อาจไม่ค่อยได้ยินในระยะหลังๆนี้ แต่ก็ยังมีคำว่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม หรือเที่ยวเชิงเกษตร ที่เห็นทำกันอยู่ และคิดว่าน่าจะคงอยู่ได้นาน เพราะเป็นการท่องเที่ยวที่ได้สาระประโยชน์หลายอย่าง ได้ทั้งความสุขจากการท่องเที่ยว ได้ความรู้จากผู้ที่มาถ่ายทอดให้ฟังในการเดินทาง และที่สำคัญ ทำให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักคุณค่าสถานที่นั้นๆ ซึ่งบางแห่งมีที่มา มีประวัติศาสตร์ อันยาวนาน  การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์นี้แหละจะทำให้คุณค่าสำคัญๆของสถานที่เหล่านั้นมีโอกาสได้ถ่ายทอดออกมาสู่คนรุ่นหลังๆได้

การท่องเที่ยวในบ้านเราที่ผ่านมาจะเป็นการเที่ยวแบบอิสระหรือหาความสุขใส่ตัวตามลำพังมากกว่า คงน้อยคนนักที่จะเคยท่องเที่ยวกับไกด์ที่รอบรู้ในสถานที่ต่างๆอย่างแท้จริง สามารถอธิบายที่มาที่ไปถึงความสำคัญของสถานที่นั้นๆได้อย่างละเอียด และถูกต้องคิดว่าหากการท่องเที่ยวในเชิงนิเวศน์แพร่หลายมากขึ้น  ก็คิดว่าอาชีพมัคคุเทศน์หรือไกด์ก็จะเป็นที่ยอมรับ สามารถถ่ายทอดสิ่งต่างๆจากการพาเที่ยวได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ถูกต้องตามหลักวิชาการ คนท้องถิ่นเองที่รู้เรื่องราวในอดีต ก็มีโอกาสบอกกล่าวเล่าขานตำนานท้องถิ่นของตนเอง เป็นการสืบสานความรู้ต่างๆที่สะสมไว้ มาถ่ายทอดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าใจ และได้ความรู้มากยิ่งขึ้น

หากธุรกิจใดมีการจัดพาเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น ตามที่กล่าวมา ขอให้แจ้งข่าวสารการท่องเที่ยวการจัดกิจกรรมต่างๆมาให้เราด้วย เราจะลงโฆษณาให้ฟรีๆโดยไม่เสียเงิน

เวปนี้ไม่ได้ทำเพื่อการค้า หากสิ่งใดสามารถทำประโยชน์ ได้บ้างก็จะพยายามทำ เพื่อเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามที่ภาวะการท่องเที่ยวกำลังซบเซาอยู่ในขณะนี้



สวัสดีครับ
webmaster
photoontour.com

1 กรกฏาคม 2546