พี่..พี่..อีก 2-3 วัน พี่อาจได้ไปถ่ายภาพที่ทำเนียบรัฐบาล....
เป็นการบอกกล่าวแต่เพียงคร่าวๆเพื่อให้เตรียมตัว และไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสได้ถ่ายภาพหรือไม่ ฟังๆดูแล้วก็รู้สึกว่ายังหาคำตอบที่ชัดเจนอะไรไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่าเป็นการเข้าไปถ่ายภาพแบบไม่สู้จะเป็นทางการนัก ที่ทำเนียบรัฐบาล การติดต่อให้ไปถ่ายภาพครั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลที่เค้าต้องการการความแน่นอนประเภทชัวร์ๆ หากเป็นนายพรานก็ต้องทำนองประเภทมือฉมัง และมีประสบการณ์ที่ไว้ใจได้ อีกอย่างหนึ่งในช่วงเวลานั้น คนที่ทำหน้าที่โดยตรงด้านนี้ยังขาดประสบการณ์สำหรับงานใหญ่ๆ เหลียวซ้ายแลขวาแล้วคิดว่าผมนี้แหละ
หลังจากที่สอบถามแล้วจึงทราบความจริงว่า กิจการแห่งหนึ่งต้องการภาพถ่ายการมอบโน๊ตบุ๊คให้กับนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ของ งานนี้นับว่ามีเรื่องน่าวิตกอยู่ไม่น้อย หลังจากที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โจทย์ยากๆ มีอยู่ 2 ข้อ ที่ต้องทำข้อสอบให้ผ่าน และต้องอาศัยโชคช่วยด้วย
1. อาจถูกห้ามถ่ายภาพ เพราะเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับบุคคลภายนอก และในพิธีอาจมีเจ้าหน้าที่ซึ่งทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว
2 มีโอกาสถ่ายภาพได้ แต่อาจอยู่ห่างจากเหตุการณ์ จนไม่มีโอกาสหามุมภาพได้ตามที่ต้องการ ค่อนข้างเสี่ยงพอสมควรในการทำหน้าที่ครั้งนี้ อย่างอื่นไม่ค่อยกังวลนัก แต่กลัวว่าจะถูกห้ามเสียมากกว่า ถ้าหากมีโอกาสได้ถ่ายภาพก็คิดว่าคงไม่กลับบ้านมือเปล่าแน่ วันนั้นได้เตรียมอุปกรณ์เท่าที่จำเป็น มี Nikon F 90 พร้อมเลนส์ แมนนวล 28 มม. และ AF 35-70 มม. พร้อมแฟลช SB- 25 และฟิล์มสีโกดัก ISO 100 อีก 3 ม้วน ซึ่งคิดว่าน่าจะพอเพียงสำหรับพิธีการสั้นๆ พิธีจะมีขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 9.30-10.00 น. ที่ห้องประชุมใหญ่ ครม.ชั้นบนของตึกในทำเนียบรัฐบาล จะว่าไปก็น่าตื่นเต้นสำหรับบุคคลภายนอกอย่างเราๆที่มีโอกาสเข้าไปในสถานที่นั้นเป็นครั้งแรก และมีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด แต่วันนั้นได้มีการประสานงานกันกับเจ้าภาพ และถือว่าเกี่ยวข้องกับงานนี้อยู่บ้าง จึงมีโอกาสพาตัวเองเข้ามายังห้องรับรองเจ้าหน้าที่จนได้ วันนั้นจำเป็นต้องใส่สูทผูกไท้ซะเต็มยศ นานๆจะแต่งแบบนี้ทีรู้สึกจะอึดอัดเนื้อตัวไม่น้อย ส่องกระจกแล้วก็ภูมิฐานดีแต่ใบหน้าดูจะแก่ไปหน่อย สถานที่แบบนี้คงหนีไม่พ้นที่ต้องพิถีพิถันและให้ดูดี เพื่อเปิดทางให้การถ่ายภาพสดวกขึ้น และเป็นเกราะป้องกันปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี การแต่งกายให้ดูเหมาะสมกับงานและสถานที่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักถ่ายภาพทุกคน ผมไปถึงทำเนียบราว 8.00 น.ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หลังจากแลกบัตรแล้ว ก็ต้องนำกระเป๋ากล้องผ่านเครื่อง X-ray ที่หน้าลีฟท์ ผ่านมาถึงจุดนี้โดยไม่มีเจ้าหน้าที่มาขอเปิดกระเป๋าเพื่อตรวจเช็ค ก็ดูจะโล่งใจขึ้นมาบ้าง จากนั้นก็ขึ้นลิฟท์ไปชั้นบน ซึ่งเป็นห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ได้ยินว่าพึ่งซ่อมแซมตกแต่งมาหมาดๆ และหมดงบประมาณไปหลายสิบล้านบาท
พวกเราถูกพาเข้าไปอยู่ในห้องหนึ่งใกล้กับห้องประชุม ครม. ห้องนี้ไม่ใหญ่นัก ภายในเปิดแอร์เย็นฉ่ำ มารู้ทีหลังว่าเป็นห้องพักสำหรับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ที่ถูกเชิญให้มาชี้แจงในที่ประชุม ครม. หากวาระการประชุมใดที่ต้องการความกระจ่าง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ก็จะมานั่งอยู่ห้องนี้ และรอจนกว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาเชิญเข้าไปชี้แจงหรือตอบข้อซักถามจากที่ประชุม ตอนนั้นมีเจ้าหน้าที่ระดับอธิบดีและเจ้าหน้าที่อยู่ 2-3 คน พร้อมกระเป๋าเอกสารใบใหญ่ เห็นกำลังสาระวนอยู่กับเอกสารที่ตระเตรียมมา ผมยังมีเวลาเหลืออีกมาก กว่าจะถึงเวลาที่ต้องทำหน้าที่ ในช่วงนั้นจึงตรวจสอบและเตรียมพร้อมกับอุปกรณ์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ทุกอย่างพร้อมที่จะทำงาน โดยเซตระบบกล้องให้พร้อม ฟิล์มใหม่ ถ่านใหม่ สวมแฟลชติดกล้องและเปิด on ไว้ เพียงแค่ยกกล้องออกจากกระเป๋าก็สามารถกดชัตเตอร์ได้ทันที พอสายหน่อยผู้คนเริ่มคึกคัก ทั้งบุคคลภายนอกนอกและเจ้าหน้าที่ของทำเนียบเดินกันขวักไขว่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตรวจหาวัตถุระเบิดที่พึ่งเสร็จสิ้นการปฏิบัติงาน ซึ่งได้ยินว่าในทุกวันพุธจะดูวุ่นวายแบบที่เห็นนี้เป็นประจำ ห้องที่พวกผมนั่งอยู่ก็มีคนเข้ามามากขึ้น และเป็นเจ้าหน้าที่ที่มาเตรียมชี้แจง ครม. ทั้งนั้น เพราะเห็นหิ้วกระเป๋าเอกสารกันมาคนละใบสองใบ บางคนดูเหมือนจะมีความคุ้นเคยกับสถานที่นี้เป็นอย่างดี เวลาที่ผมต้องทำหน้าที่ถ่ายภาพชักเริ่มไม่แน่นอน นั่งดูทีวีในห้องพักจนเบื่อก็ยังไม่มีวีแววว่าจะถูกพาตัวไปถ่ายภาพเสียที มันเนิ่นนานจนคิดว่าทุกอย่างผ่านไปแล้วโดยที่เราไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพ กระทั่งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้มาแจ้งข่าวว่าท่านนายกฯยังมาไม่ถึง และพิธีเตรียมได้จัดขึ้นในห้องรับรอง ครม. ตรงข้ามห้องพักแขกที่ผมนั่งอยู่นี้แหละ จากนั้นไม่นานนักก็มีเจ้าหน้าที่รีบมาบอกผมว่า ... มาตรงนี้เลย มาเข้าห้องนี้..... ผมรีบหยิบกล้องออกจากกระเป๋าทันทีโดยไม่รอช้า แล้วตามเจ้าหน้าที่คนนั้นไป โดยฝากกระเป๋ากล้องไว้กับพรรคพวกที่มาด้วยกันเพราะเกรงว่าอาจเป็นเป้าสายตาให้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย สู้เอากล้องคล้องคอไว้น่าจะดีกว่า ส่วนฟิล์มและถ่านสำรอง ก็เก็บใส่ไว้ที่กระเป๋าสูท ห้องนั้นเป็นห้องโถงใหญ่ที่ดูคล้ายล้อบบี้โรงแรมใหญ่ๆ โอ่อ่า กว้างขวาง มีโซฟาวางอยู่หลายชุด เห็นคณะรัฐมนตรีที่คุ้นหน้าคุ้นตากำลังนั่งเสวนากัน และทักทายกับรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยที่พึ่งมาถึง โน๊ตบุ๊ค ตั้งอยู่บนโต๊ะตัวเล็กๆเห็นเด่นอยู่กลางห้องโถง มีเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยราวสิบคนกำลังรอเวลาทำพิธีมอบและเป็นสักขีพยาน ภายในห้องนั้นไม่มีนักข่าวหรือช่างภาพสื่อมวลชนเลย จึงเข้าใจว่าคงเป็นเรื่องภายในระหว่างหน่วยงานด้วยกันเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตจนถึงกับต้องเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ หลังจากที่ดูท่าทีสักพักและคิดว่าไม่มีปัญหาในการถ่ายภาพ จึงเริ่มทำหน้าที่ช่างภาพทันที โดยมีเป้าหมายอยู่ที่โน๊ตบุ๊คที่เปิดวางไว้อยู่บนโต๊ะกลางห้อง ที่มีภาพโลโก้ของสำนักนายกปรากฏบนจอภาพ แสงแฟลชสว่างวาบขึ้นทุกครั้งที่กดชัตเตอร์ ซึ่งก็ดูไม่แปลกนัก เพราะหลายคนที่อยู่ภายในห้องก็มีกล้องคอมแพคแบบพกพา นำมาถ่ายภาพกันเอง ซึ่งพวกเค้าก็คงจะตื่นตาและเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสเข้ามาในห้องรับรอง ครม. ที่ดูหรูหราสวยงาม แน่นอนว่าคงต้องการภาพไว้เป็นที่ระลึก แสงแฟลชจากกล้องคอมแพคและกล้องของผมจึงสว่างวับ สลับกันไปมาตลอดเวลา ขณะกำลังถ่ายภาพอยู่นั้น ประตูห้องโถงด้านหนึ่งก็เปิดขึ้น ช่างภาพและสื่อมวลชนราว 20 คน ต่างกรูกันเข้ามา มีทั้งจากหนังสือพิมพ์และทีวี พอมาถึงทุกคนก็เล็งถ่ายภาพโน๊ตบุ๊คที่วางอยู่ข้างหน้ากันพรึบผับ เข้าใจว่าสื่อมวลชนเหล่านี้คงรู้ข่าวล่วงหน้าแล้ว เพียงแต่รอเวลาให้เข้ามาถ่ายภาพ และทำข่าวเท่านั้นเอง ไม่เกิน 3 นาที นายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ก็มาถึง และทักทายรัฐมนตรีที่อยู่บริเวณนั้นรวมทั้งได้สนทนากับ มรว.จตุมงคล โสณกุลผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งจะเป็นผู้มอบโน๊ตบุ๊กให้กับห้องประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีท่านนายกฯชวนเป็นผู้แทนรับมอบ กำลังถ่ายภาพอยู่ดีๆ ในมุมที่เหมาะที่สุดสำหรับการถ่ายภาพที่จะมีขึ้น กระทั่งถูกแซะถูกเบียดจากบรรดาช่างภาพ จนขยับห่างจากจุดเดิมออกไปทุกขณะ และเห็นว่าเป็นมุมที่ค่อยจะดีนัก จึงได้ถอยออกจากกลุ่มเพื่อหามุมใหม่ที่คิดว่าน่าจะดีกว่า พอหลุดออกไปได้พิธีการก็ได้เริ่มขึ้น ทั้งท่านนายกฯและ ผู้ว่าการธนาคาร ต่างขยับมายืนต่อหน้ากลุ่มผู้สื่อข่าว โดยมีโต๊ะวางโน๊ตบุ๊คคั่นอยู่ตรงกลาง ทั้งสปอร์ตไลท์และแฟลชจากช่างภาพเริ่มทำงาน ผู้ว่าธนาคารหยิบกระดาษออกมากล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ ยุ่งเลยเรา พิธีเริ่มแล้ว ครั้นจะขยับไปถ่ายแนวข้างๆก็คงจะได้ภาพที่ไม่ค่อยจะดีนัก และคิดว่าฉากหลังจะมืดเกินไปเพราะเป็นห้องใหญ่ จึงลองเดินอ้อมไปอยู่ตรงข้ามกลุ่มช่างภาพแบบประจันหน้า ซึ่งเป็นมุมน่าสนใจ แสงแฟลชและแสงสปอร์ตไลท์ ส่องเข้ามาที่กล้องแบบเต็มๆ และย้อนแสงพอสมควร แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้นัก เพราะกลัวจะมีภาพตัวเองปรากฏอยู่ในภาพข่าวของสื่อมวลชนจึงยืนห่างออกไปราว 4-5 เมตร ซึ่งคิดว่าคงอยู่นอกระยะโฟกัสและพ้นระยะแฟลชไปแล้ว คงไม่มีทางอื่น และไม่มีทางเลือกอีกแล้ว เพราะช่วงเวลานั้นถือเป็นไฮไลท์สำคัญที่สุดของงาน พลาดภาพตรงนี้ไปถือว่าจบเกมทันที เมื่อได้ระยะที่พอเหมาะจึงยกกล้องถ่ายทันทีด้วยเลนส์แมนนวล 28 มม.ที่ติดกล้องในขณะนั้น
ถ่ายไปได้ 3-4 ภาพ ในมุมกว้าง ขณะที่ผู้ว่าฯกำลังอ่านรายงาน ในฐานะที่ป็นเจ้าภาพมอบโน๊ตบุ๊คเพื่อใช้ในห้องประชุม ครม.
จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเลนส์ AF 35 70 มม. ทั้งๆที่ไม่ควรเปลี่ยนในช่วงเวลาที่ถือว่าเสี่ยงที่สุด ที่สำคัญต้องเปลี่ยนคำสั่งของกล้อง Nikon F 90 จากระบบแมนนวลมาเป็นระบบ Auto ซึ่งต้องเสียเวลาอยู่บ้างในการปรับระบบ หากช่วงนั้น การมอบโน๊ตบุคได้เริ่มขึ้นคงไม่ทันแน่ แต่ด้วยเพราะเชื่อว่ายังอ่านรายงานไม่จบ
แต่ก็ยังเชื่อมั่นตัวเองที่จะจัดการเรื่องกล้องและเลนส์ได้ทัน จึงตัดสินใจเปลี่ยนเลนส์เพื่อ Close ภาพให้เข้ามาใกล้ๆและสามารถจัดองค์ประกอบภาพได้ตามที่ต้องการ ผลก็คือ ทุกอย่างทำได้ทันในช่วงเสี้ยวนาที หลังจากที่เปลี่ยนเลนส์และปรับตั้งโหมดหรือตั้งระบบของกล้องใหม่ จึงโล่งใจ และยิงภาพทันทีที่พิธีรับมอบได้ดำเนินในเวลาต่อมา ซึ่งคิดว่าได้ภาพในแง่มุมที่แปลกกว่าคนอื่นแน่นอน โดยมีกลุ่มผู้สื่อข่าวและช่างภาพเป็นแบคกราวน์ในขณะที่ผู้ว่าฯกำลังมอบโน๊ตบุ๊คให้กับนายกชวน
หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ให้ช่างภาพเข้าไปถ่ายภาพในห้องประชุม ครม.ซึ่งอยู่ในห้องถัดไป เพื่อทำข่าวการประชุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีรัฐมนตรีประจำกระทรวง รัฐมนตรีช่วย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนั่งกันเต็มห้อง และเปิดโอกาสให้บันทึกภาพได้ในช่วงเวลาสั้นๆประมาณ 3-4 นาที ขณะที่เลขาคณะรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม กำลังวอ่านวาระการประชุม ช่วงเวลานั้นช่างภาพแต่ละคนต่างก็ทำเวลากดชัตเตอร์กันแหลกเพื่อแข่งกับเวลา จากนั้นก็ถูกเชิญให้ออก งานนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้เห็นบรรยากาศในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี และคิดว่าสื่อมวลชนที่ประจำยังทำเนียบรัฐบาล็คงน้อยคนนักที่จะมีโอกาสเข้าไปบันทึกภาพอย่างใกล้ชิดเหมือนเช่นวันนี้ได้ ์ครั้งนี้ ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ต้องสวมวิญญาณของช่างภาพ ที่ต้องสอบให้ผ่านและต้องทำคะแนนให้ดีด้วย และทุกอย่างก็ผ่านพ้นมาด้วยดีซึ่งทั้งหมดนี้ก็มาจากประสพการณ์ การตัดสินใจ ความฉับไวในการทำงาน ที่มีส่วนทำให้งานนี้ลุล่วงมาได้ ปัจจุบันห้องประชุม ครม.ได้ย้ายจากตึกเดิม มาใช้อาคารเก่าของโรงเรียนนายร้อยฯ ในสมัยที่ พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2545 หมายเหตุ: เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ในอดีต เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2543
สวัสดีครับ
Webmaster
Photoontour.com
17 กรกฏาคม 2546 |