บอกเล่าเรื่องเที่ยว  
   บทความเรื่องถ่ายภาพ+ท่องเที่ยว โดยเวปมาสเตอร์ Home >Today Talk     









    อ่านบทความที่ผ่านๆมา

(14)
ภาพถ่ายดาวเทียมจาก Google Earth
(13)
บอกกล่าวเรื่องเกาะตะรุเตา
(12)
เล่าเรื่องเที่ยวเมืองเหนือ
(11) 90 พรรษาพระสังฆราช
(10) เมื่อต้องไปถ่ายภาพที่ทำเนียบ
(9) ภาวะการท่องเที่ยวที่ซบเซา
(8) เบื้องหลังเรื่องราวชุดสมเด็จย่า
(7) ถ่ายภาพไปทำไม
 

(6)
ฟิล์มสไลด์เสื่อมคุณภาพ
(5) วางแผนเที่ยวช่วงสงกรานต์
(4) สะบักสะบอมกับการเดินทาง
(3) โล่งอกไปอีกเปราะ
(2) ทีเด็ดคุณป้า ที่ลานพระรูป
(1) เบิกโรง

  (14) ภาพถ่ายดาวเทียมจาก Google Earth 9 กันยายน 2548
 

               เมื่อไม่นานมานี้เราคงได้ทราบข่าวจาก Google ที่มีการเผยแพร่ภาพถ่ายจากดาวเทียมผ่านทางเวปไซต์ ที่เรียกว่า Google Earth หากใครเข้าไปดาวน์โหลดมาดูกัน ก็จะเห็นว่าโลกใบนี้มันเล็กมาก สิ่งต่างๆที่อยู่บนโลกนี้ มันสามารถดูได้หมด ภาพถ่ายทางอากาศจากดาวเทียมได้ย่อโลกทั้งหมดมาไว้ที่หน้าจอ อยากเห็นส่วนไหนของโลก ก็เลือนขยับลูกโลกเอาเอง พอได้ตำแหน่งก็ซูมเข้ามา จนเห็นเมือง เห็นสถานที่ต่างๆ อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม

ผมเข้าไปดูเล่นๆกับลูกชายแล้วลองหาบ้านตนเอง ไล่ไปตามจุดสำคัญเช่นอนุสาวรีย์ชัย จากนั้นก็เลือนไปตามถนน จากถนนพหลโยธิน เลี้ยวเข้าซอย แล้วเข้าไปตามถนนของหมู่บ้านจนเจอหลังคาบ้านตนเอง ที่จำได้เนื่องจากบ้านติดกันเค้าสร้างใหม่ หลังคาสีออกแดงๆ ส่วนบ้านเราหลังเก่าหลังคาจึงออกสีหม่นๆปนดำ คิดว่าถ้ามีใครไปนั่งอยู่บนหลังคาบ้านในขณะที่ดาวเทียวได้ถ่ายภาพไว้ก็จะเห็นเป็นตัวคนได้

ผมอยากเชิญชวนให้ทุกท่านเข้าไปดาวน์โหลดโปรมที่ใช้ง่ายมาก แต่ก็ควรเป็นคอมพิวเตอร์ที่สเปคสูงๆหน่อย ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาการ์ดจอไม่สามารถ support โปรแกรมนี้ได้ โปรแกรมตัวนี้เป็น Freeware ความจุ 22 MB ส่วน version ที่ต้องเสียเงินมี 2 ตัว google Earth plus ราคา $20 สามารถ plug in ระบบ GPS ของเราได้ พูดง่ายๆว่าหากพก GPS เข้าป่าก็สามารถหา ตำแหน่งเจอบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ ส่วน อีกตัวหนึ่งชื่อ google Earth pro ตัวนี้แพงหน่อยราคา $400 เป็น full option เพื่อธุรกิจโดยเฉพาะ เช่น ประกันภัยรถยนต์ โดยติดระบบสื่อสารกับดาวเทียมก็หาตำแหน่งรถได้ หากรถหายก็คงหาได้ไม่ยาก และใน version ที่เสียเงินภาพจะชัดกว่าและสามารถ Export เป็น Spreadsheet ได้

ในความเข้าใจของผม google Earth น่าจะเป็นศักราชใหม่ในวงการอินเตอร์เนต เป็นโครงการนำร่องให้ธุรกิจอื่นๆเข้ามาใช้บริการ หลายอย่างที่เราเคยได้ยินเรื่องตรวจเช็คระบบการจราจรผ่านเครือข่ายหรือเวปไซต์ โดยมีจอคอมพิวเตอร์เล็กๆติดอยู่หน้ารถปัจจุบันอาจมีใช้แต่ไม่แพร่หลาย แต่ต่อไปก็จะใช้กันเต็มรูปแบบมากขึ้น หรือ (ขอคิดไปไกลหน่อย) บัตรประชาชนก็อาจเข้ามาแจมกับระบบสื่อสารดาวเทียม ก็สามารถทราบได้ว่าคนนั้นอยู่ที่ใด หรือชายใดแอบไปนอนในอ่างแถวๆ ถ.รัชดา ภรรยาที่บ้านก็รู้ได้ทันที

ขอทำความคุ้นเคยกันอีกนิดเกี่ยวกับโปรแกรมตัวนี้ ด้านซ้ายมือจะเป็น Layer ต่างๆมากมาย หากเราปิดไว้ก็จะไม่ show เช่นตำแหน่ง ปั้มน้ำมัน โรงพยาบาล ร้านอาหาร แต่ถ้า click ออกไป ก็จะ show พื้นที่ทางกายภาพล้วนๆ อาจบอกชื่อ จังหวัด อำเภอหรือเขตชุมชนใหญ่ๆ และก็ขอบอกก่อนว่าภาพที่เห็นได้ถ่ายไว้เป็นปีๆแล้ว และใน google Earth มีการซ้อนกันหลายเลเยอร์ เหมือนตัดกระดาษมาปะไว้ เช่นเขตนนทบุรี อาจเห็นพื้นที่สีน้ำตาลหรือสีดินเป็นรูปตารางสีเหลี่ยม มองเหมือนถางป่า ขณะที่ที่ดินข้างเคียงเป็นสีเขียวแน่นคล้ายป่าทึบ ก็ขอบอกว่า พื้นที่สีเขียวๆนั้นอาจถ่ายมาแล้วหลายปี จะเป็นปีไหน ที่หน้าจอจะแสดงบอกไว้ ส่วนพื้นที่สีน้ำตาลอาจพึ่งถ่ายไม่นานนัก สองพื้นที่จึงต่างกันมาก ใครเข้ามาเล่นตรงเลเยอร์ก็ขอบอกไว้ล่วงหน้าจะได้ไม่งุนงง

รีบๆกันเข้ามาโหลดหน่อยนะครับเพราะวันสองวันนี้ทางกองทัพไทย และเกาหลี ออกมาท้วงติง google ว่า ทำให้กระทบความมั่นคง บอกว่าภาพมันชัดเจนจนเกินไป แต่ในทัศนะของผมแล้วมันเป็นเทคโนโลยี่ของมวลมนุษย์ และคงห้ามกันลำบาก จริงๆแล้วหากใครคิดทำจารกรรม เค้าคงไม่มานั่งดูภาพถ่ายจากดาวเทียมหรอกครับ เค้าใช้เทคโนโลยี่ที่สูงกว่านี้ และดีกว่านี้ด้วยซ้ำไป

จะว่าไปแล้วภาพถ่ายทางดาวเทียมที่เห็นนี้ เป็นเทคโนโลยี่ที่อเมริกาใช้ในวงการทหารมานานหลายสิบปีแล้ว ขอย้ำว่าหลายสิบปีแล้วครับ ขณะนั้นก็ยังเป็นภาพขาว-ดำ อเมริกาเคยให้ข้อมูลดาวเทียมนี้แบบนี้กับประเทศไทย ในยุคที่คอมมิวนิสต์ครองอินโดจีนที่ไทยเราเคยใช้ภาพถ่ายแบบนี้วางแผนไล่ล่าคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในป่า เพราะมองเห็นหมดว่ารังผู้ก่อการร้ายอยู่ส่วนไหนของประเทศแต่ปัญหาคือ “ รังอยู่ในรู ” ถ่ายภาพมากี่ครั้งก็เห็นเป็นป่า เราจึงปราบกันยาก จริงแม๊ะ..

ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงกันมาก มาดาวน์โหลดกันเลยดีกว่า โดยจะอธิบายเป็น step จะได้ง่ายสำหรับบุคคลทั่วไป และในส่วนล่างก็จะเป็นตัวอย่างภาพสถานที่สำคัญของกรุงเทพ ลองคลิ๊กดูนะครับ


 
 

1.) key URL ในช่อง Address http://earth.google.com


2.) click Download

3.) Click google earth
(ถ้าเลือก 2 ตัวล่าง ต้องเสียเงินครับ)


4.) click I'm good Download....

5.) เลือก save จากนั้นเครื่องจำทำการ save file ไว้ให้

6.) จากนั้นก็รอ และทำรายการต่อไปตามลำดับ แล้วclick open ภาพนี้ก็จะปรากฏ  ลูกโลกก็จะค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น เป็นอันจบ.........

ละเชิญเล่นกับลูกโลกใบนี้ตามสะดวก ซูมเข้ามา หรือย้ายไปดูส่วนไหนของโลก ก็เชิญได้เลย

ตัวอย่างภาพสถานที่สำคัญ (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)

อนุสาวรีย์ชัย

ตึกใบหยก

วัดอรุณ

ทางด่วนมักกะสัน

วัดพระแก้ว

สนามหลวง/แม่น้ำเจ้าพระยา

พระราชวังจักรพรรดิ-ญี่ปุ่น
ซูมเล่นๆ จากแผนที่ประเทศไทยมาสู่ปลายทางที่อนุสาวรีย์

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10
จากนี้ไปเราคงเห็นเทคโนโลยี่ด้านนี้มีการพัฒนาไปอีกมากมาย มนุษย์จะมีโอกาสได้รู้ได้เห็นมากขึ้น และทันต่อเหตุการณ์ ในอนาคต เราอาจได้เห็นภาพจากดาวเทียมที่เป็น real time คือได้ดูกันแบบถ่ายทอดสด มองเห็นความเคลื่อนไหวของโลกได้ตลอดเวลา




สวัสดีครับ
เวปมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
9 กันยายน 2548

สนใจการใช้ Google maps (เมนูใหม่ล่าสุด)

เพื่อค้นหาเส้นทางรถยนต์ และเส้นทางรถประจำทางได้ที่นี่ เรามีคำอธิบายการใช้โดยละเอียด คลิก


โหลดแผนที่กรุงเทพฯ(ขนาดใหญ่) และแผนที่ในเขตปริมณฑล ได้ที่นี่

  
 
 
(13) บอกกล่าวเรื่องหมู่เกาะตะรุเตา และควันหลงจากวัดไหล่หิน 22 เมษายน 2548

 

                     ระยะหลังๆนี้ ผมมีงานราษฏร์งานหลวงมะรุมมะตุ้มจนมีเวลาอัพเดตเวปน้อยลง รวมไปถึงเป็นช่วงที่พักร้อนออกไปเที่ยวต่างจังหวัดไปจึงทำให้ห่างๆเวปไปบ้าง

ช่วงนี้พอมีเวลาก็ถือโอกาสมารายงานตัวกันหน่อย ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเที่ยวและถ่ายภาพนั่นแหละครับ เรื่องแรกที่อยากแจ้งแถลงไข ก็คือเรื่องไปเที่ยวหมู่เกาะตะรุเตา เมื่อเดือนมีนาคม 2548 ที่ผ่านไปไม่นานนี้เอง โดยซื้อทัวร์ไปจากกรุงเทพและอยู่กับโปรแกรมทัวร์ ตลอดรายการ นอนที่เกาะหลีเป๊ะ 2 คืน นอนบนรถ 2 คืน จะนับวันนับคืนก็ดูจะงงๆ สรุปง่ายๆว่าถ้าไม่นับเวลาที่อยู่บนรถก็เท่ากับ 3 วัน 2 คืน ค่าทัวร์ก็ราคาไม่แพง เลขกำลังดี 3,999 บาท เป็นการลดราคาเพื่อดึงนักท่องเที่ยวให้หันมาเที่ยวฝั่งอันดามันเหมือนเดิม

ผมไปเที่ยวในช่วงเวลาที่ภาครัฐโหมโฆษณาเต็มที่ ดึงไครต่อไครมาเป็นพรีเซนเตอร์ ทั้งเบิร์ดธงไชย และผู้ว่า ททท.หญิง ชวนคนไทยให้ไปเที่ยวในแถบจังหวัดที่โดนคลื่นซึนามิ ใครไปเที่ยวช่วงนั้น ก็ถูกตั้งคำถามติดตลกว่า " ไม่กลัวผีเรอะ " เพราะหลังซึนามิ ปรากฏว่ามีคนเห็นผีเดินตามชายหาดกันอยู่บ่อยๆ บ้างก็ลือว่าเห็นผีฝรั่งเดินลงน้ำแล้วหายไปต่อหน้าต่อตา

ทั้งภูเก็ตและพังงา ผีไทยผีฝรั่งมีเรื่องเล่าให้ขนหัวลุกกันเป็นที่ตื่นเต้น ขนาดพระยังกลัวผีเลย เดินตอนกลางคืนต้องพกปืนฉีดน้ำที่ใส่น้ำมนต์ไว้ ได้ยินเสียงหวีดร้องตรงไหนก็ฉีดไปตรงนั้นเสียงจึงเงียบลง ช่วงเดือน มค.- กพ.48 มีรายการโทรทัศน์ออกไปทำรายการเรื่องผีกันหลายรายการ แต่ก็ไม่มีสักรายที่เห็นผี ในที่สุดก็หน้าแตกกลับมาเพราะผีไม่ยอมออกมาให้เห็น เรื่องผีๆนี้ก็ต้องโทษสื่อที่ทำเอาชาวบ้านกลัวจนไม่กล้าไปเที่ยว

สรุปว่าคนไม่ไปเที่ยวทะเลทางฝั่งอันดามัน กลัวจะเกิดคลื่นยักษ์หรือกลัวผีกันแน่ ก็ยังไม่มีการยืนยัน หรือว่ากลัวทั้งสองอย่างผมไปเที่ยวหมู่เกาะตะรุเตา เขตจังหวัดสตูล ห่างวัดย่านยาวที่เขาหลัก จ.พังงา ไปไกลพอสมควร ผีคงไม่ตามไปรังควานแน่ อีกอย่างได้ยินว่าคุณหมอพรทิพย์พาพวกเค้ากลับบ้านกันไปหมดแล้ว จึงอุ่นใจได้ในระดับหนึ่ง

แต่ผมไปที่นั่น เจอผีครับ.....

แต่เป็นผีหลอกตามที่คนไทยมักพูดกัน ที่หากไปที่ใดแล้วมีคนน้อยๆหรือดูเงียบๆ ก็มักเปรียบเปรยว่า “ ผีหลอก ”

คนน้อยจริงๆ โดยเฉพาะที่เกาะหลีเป๊ะ มีนักท่องเที่ยวเบาบางมาก แม่ค้าแม่ขาย ต่างก็บอกว่าพวกฝรั่งที่เค้าอยู่กันมานานนับเดือนหรือนับหลายเดือนต่างทะยอยกันกลับ โดยที่แทบไม่มีนักท่องเที่ยวรายใหม่ๆเข้ามาเลย ทั้งที่หมู่เกาะตะรุเตาไม่ได้รับผลกระทบกับคลื่นยักษ์ อย่างมากก็มีแค่น้ำทะเลขึ้นเอ่อล้นมากกว่าปกติเท่านั้น ไม่มีคลื่นซัดรุนแรงเสียหายเหมือนที่อื่นๆ ที่นี่ไม่มีซากความเสียหายให้ปรากฏ

ผมคงไม่พูดถึงเรื่องตะรุเตามากนัก เอาไว้เล่าตอนที่เห็นภาพกันดีกว่า เรื่องตะรุเตาคงเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องของเวปนี้ และคงมีการแบ่งย่อย ซอยเป็นฉากๆ ตามลำดับเรื่องราวของภาพ แต่ละฉากแต่ละตอนก็รับประกันว่ามีภาพสวยๆแยะ ตอนนี้ขอเกริ่นๆ เรียกน้ำย่อยกันล่วงหน้าไว้ก่อน ใครที่ไปเที่ยวในทริปเดียวกับผม หากได้อ่านตรงนี้ก็ขอให้สมัครเป็นสมาชิกไว้ก่อน จะได้รู้ความคืบหน้าในการอัพเดตเวป หากเรื่องตะรุเตาขึ้นเวปเมื่อไหร่ก็จะได้รับแจ้งทางอีเมล์ แล้วก็จะเห็นว่าที่เห็นของจริงกับภาพถ่าย

มันแตกต่างกันค่อนข้างมาก ภาพในมุมกล้องที่มาจากฟิล์มสไลด์นั้น เป็นคนละมิติกับที่เห็นมากับตา ขนาดที่บ้านผมเห็นแล้วก็ยังงงๆว่า ไช่ที่ไปเที่ยวหรือ ก็ต้องบอกว่า นี่มันเป็นมุมกล้องเป็นการถ่ายภาพที่ช่างภาพต้องสรรสร้างให้ออกมาสวย มันเป็นสีสันเป็นศิลปะของแต่ละคน หากถ่ายออกมาไม่ให้ผิดเพี้ยนจากของจริงแล้ว คำว่าศิลปะภาพถ่ายก็คงไม่เกิดขึ้น ช่างภาพสมัครเล่นหรือช่างภาพที่มีฝีมือก็คงไม่มีอะไรแตกต่างกัน

อีกอย่างก็ขอแทรกตรงนี้ไว้นิดหนึ่งที่ระบบสมาชิกเราขัดข้องเล็กน้อยเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา โดยที่ผมไม่ได้ตรวจเช็คให้เรียบร้อย เมื่อสมัครไปแล้วก็ไม่มีการตอบรับจากระบบว่าเรียบร้อย หากใครสมัครไปแล้วลองตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ระบบใหม่ของเราตอนนี้เมื่อสมัคร หรือ register ไปแล้ว จะแจ้งผ่านอีเมล์ที่ให้ใว้ และบอกระหัสเพื่อใช้ในการ ดาวน์โหลดภาพฟรี ด้วยหากใครที่สมัครไว้และไม่มีการแจ้งผ่านอีเมล์ ขอให้สมัครอีกครั้งหนึ่งนะครับ

เอาละมาว่ากันเรื่องตะรุเตากันต่อดีกว่า....

จังหวัดสตูล เป็นจังหวัดเดียวของภาคใต้ที่ค้างคาใจผมมานานหลายปี เพราะ 14 จังหวัดภาคใต้นั้น ก็มีที่นี่แหละที่ไม่เคยมาเหยียบ แผ่นดินนี้เลย ครั้งนี้เลยตั้งใจเต็มที่จะเก็บเกี่ยวสิ่งที่พบเห็นมาให้ดูกันอย่างจุใจ แค่ทริปเดียวแต่ก็มีภาพมากพอที่จะกระตุ้นให้ใครต่อใครแอบวาดฝันจนอยากมาเที่ยว พูดแบบย่อๆก็ต้องบอกว่าที่นี่เป็นธรรมชาติมาก แตกต่างจากเกาะที่มีชื่อแถบฝั่งอันดามันของเกาะภูเก็ตหรือกระบี่อย่างสิ้นเชิง

ครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ค่อนข้างพอใจกับภาพที่ถ่ายมา หลายภาพดีกว่าที่คาด หลายภาพสามารถถ่ายทอดวามรู้สึกที่พบเห็นตามที่ต้องการได้ และก็มีหลายภาพที่ไม่ได้ดั่งใจ ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการถ่ายภาพ แต่โดยรวมแล้วค่อนข้างพอใจกับภาพที่ได้ในครั้งนี้

จะนานอีกแค่ไหนกับภาพชุดเกาะตะรุเตา ผมก็ตอบไม่ได้ เพราะคิวของภาพที่รออัพเดตก็มีอีกหลายเรื่องที่กำลังเตรียมๆอยู่ โดยเฉพาะเรื่องราวของวัดทางภาคเหนือ ตั้งแต่วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดพระสุโทนฯ จังหวัดแพร่ และวัดอีกหลายแห่งที่จังหวัดเชียงใหม่ พ้นชุดนี้ไปแล้วก็คงมาว่าเรื่องตะรุเตา แต่ก่อนถึงเรื่องตะรุเตาก็อาจมีเรื่องอื่นๆมาคั่นรายการบ้าง ก็ไม่อยากให้เวปนี้พาทัวร์ แต่วัดหรือทัวร์วัฒนธรรม เดี๋ยวคนจะหนีหมด แต่ถ้าเป็นคนชอบเที่ยววัดอาจจะถูกใจเพราะมีภาพค่อนข้างละเอียด เห็นทุกซอกทุกมุม

ถัดจากตะรุเตา ก็เป็นเรื่องทัวร์ภาคเหนืออีกรอบหนึ่ง พึ่งผ่านมาหมาดๆใน ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา คราวนี้มีเหตุต้องเดินทางไปจังหวัดลำปาง และก็ถือโอกาสแวะเวียนจังหวัดแพร่ และต่อที่จังหวัดน่านเมืองไม้สักที่อยู่ติดชายแดนประเทศลาว ครั้งนี้มีโอกาสเห็นประเพณีงานบุญในเทศกาลสงกรานต์ ที่คนภาคเหนือยังให้ความสำคัญและมาร่วมงานที่วัดกันคับคั่ง

ปีนี้เป็นปีที่อากาศร้อนมาก ฝนทิ้งช่วง แห้งแล้งและเดือดร้อนกันหลายจังหวัด การมาเที่ยวหน้าร้อนคราวนี้ก็มีความรู้สึกว่า มันร้อนระเบิดเทิดเทิง สองข้างทางที่ว่าเป็นป่า มันก็เห็นเป็นป่าแห้งๆ จอดรถแวะข้างทางก็ร้อนเหลือหลาย เท่ากับว่ามาภาคเหนือคราวนี้ ได้มาสัมผัสอากาศร้อนอย่างจุใจ หลังจากที่ไม่เคยมาภาคเหนือในช่วงสงกรานต์ นานนับสิบๆปี

ก่อนออกเดินทางผมมีการบ้านที่ต้องแวะวัดไหล่หินของจังหวัดลำปาง เป็นวัดที่ผมได้เสนอ เรื่องราว และ ภาพ เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2547 เป็นความประทับใจที่มีโอกาสสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านที่มีความศรัทธาต่อพุทธศาสนา มีวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจ

พูดถึงวัดไหล่หินทีไรก็อดนึกถึง ป่ออุ้ย แม่อุ้ย ที่ผมได้ถ่ายภาพมาลงในเวปไม่ได้ เป็นความรู้สึกลึกๆที่เราในฐานะช่างภาพ มีโอกาสถ่ายภาพผู้คนเหล่านั้น จึงอยากมอบภาพให้พวกเค้าได้ชื่นชม ที่ครั้งหนึ่งบุคคลเหล่านี้ก็หมือนกับเป็นนายแบบนางแบบ ที่ก่อให้เกิดสีสันสวยงามใน ภาพชุดวัดไหล่หิน ของเวปนี้

ก่อนเดินทางผมจึงเลือกภาพชาวบ้านที่เห็นหน้าตากันชัดๆหน่อย อัดขยายขนาด 6*8 นิ้ว พร้อมอัดภาพเจดีย์เก่าแก่ และภาพพระประธานของวัดไหล่หินจำนวนหนึ่งไปแจกจ่าย และยังอัดภาพวัดขนาดใหญ่ 20 นิ้วไปถวายให้กับทางวัดด้วย งานนี้ค่าอัดขยายล่อถึงหลักพัน ก็ถือว่าได้ทำบุญกับวัดกับชาวบ้านไป

วันที่ 15 เมษายน 2548 ผมไปที่วัดเพื่อให้ชาวบ้านที่นั่นช่วยบอกกล่าวบุคคลในภาพ ให้มารับภาพในวันถัดไป วันนั้นยังไม่ได้เตรียมภาพใส่ซองเพื่อกันเปื้อน และภาพใหญ่ก็ยังไม่ได้ใส่กรอบ คิดว่าวันรุ่งขึ้นจะจัดการ แต่พอไปถึงวัดปรากฏว่าเป็นวันที่มีงานบุญประเพณีของภาคเหนือ เป็นวันถวายครัวทาน มีชาวบ้านกำลังเดินทางกันมาไม่ขาดสาย ตอนเที่ยงวันนั้นจึงได้เห็นหน้าเห็นตาบุคคลในภาพทะยอยกันมาวัด จึงถือโอกาสมอบภาพให้ไปโดยที่ไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัว ส่วนภาพใหญ่ก็ถวายให้หลวงพ่อไปก่อน แล้วขอ นำกลับมา เพื่อใส่กรอบให้เป็นที่เรียบร้อย

วันนั้นทุกคนดีใจและตื่นเต้นที่เห็นภาพตนเอง แต่ก็ออกจะวุ่นวายบ้างที่ชาวบ้านมารุมมุงดูภาพที่อัดแจก หลายคนเข้าใจว่าเป็นช่างภาพมาถ่ายภาพหากินกันในวัด บางคนบอกขอให้ถ่ายให้หน่อย คิดเท่าไร ได้ภาพวันนี้หรือเปล่า แต่พอบอกว่า ไม่ใช่ ก็เลยต้องเสียเวลาอธิบายกัน และต้องรีบขอตัวกลับ ขืนช้าอาจไม่ดีเพราะบางคนเข้าใจว่าเราเล่นตัว หาว่าถ่ายแต่คนอื่น


ดูภาพในวันนั้นได้เลย หากต้องการดูภาพแต่ละคนที่ปรากฏในเวปก็คลิ๊กที่ภาพได้

ภาพเหตุการณ์ที่วัดไหล่หินเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2548 เพื่อมอบภาพถ่ายให้กับทางวัดและชาวบ้าน


รับภาพแล้วก็ถ่ายเป็นหลักฐานที่หน้าวัด                             ชาวบ้านมาแสดงความยินดี และตื่นเต้นที่บอกว่ามีภาพลงเวป
 

ลุงเป็ง ไกด์อาวุโส กับภรรยาคู่ชีวิต ดีใจเป็นพิเศษ              ป่ออุ้ย (ขวา) ดีใจที่เห็นรูปภรรยาตนเอง เลยขอร่วมถ่ายภาพด้วย
 

เจ้าอาวาสกับภาพตนเองที่ซุ้มประตูโขง      รองเจ้าอาวาสกับภาพใบใหญ่ที่ถูกอกถูกใจ    แม่อุ้ยดีใจจนพูดไม่ออก และยังงงไม่หาย

หลายคนเรียกอาจารย์กับภาพจุดเทียนหน้าวัด        ภาพนี้รับแทนลูกสาว

ภาพที่ฝากให้ผู้อื่นมอบให้กับเจ้าของภาพ เพราะบางคนยังไม่มา และเด็กๆพ่อแม่ก็พาไปเยี่ยมญาติ

ภาพที่อัดขยาย 6*8 นิ้ว อย่างละ 15 ภาพ ถวายวัด เพื่อให้แจกจ่ายศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย
 


วันนั้นทุกคนก็ดีใจกันถ้วนหน้าโดยเฉพาะรองเจ้าอาวาส ที่ออกจะดีใจกับภาพพระประธานและภาพเจดีย์ รวมกันถึง 30 ภาพ บอกว่าจะเอาไปติดภายในวัด และแจกจ่าย

เรื่องภาพนี้ คงเป็นราคาค่างวดที่ไม่แพงนักสำหรับสังคมในยุคที่แต่ละคนสามารถถ่ายภาพกันแบบง่ายๆ ค่าอัดก็ราคาถูก หรือจะดูภาพบนจอคอมพิวเตอร์ ก็สามารถทำกันแบบไม่ยากนัก แต่สำหรับสังคมหรือสำหรับผู้คนที่ห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้ มันอาจเป็นสิ่งของที่มีราคาค่างวดทางจิตใจ โดยเฉพาะภาพวัด หรือภาพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นทั้งภาพและสิ่งเคารพบูชาไปในตัว



สวัสดีครับ
เวปมาสเตอร์
22 เมษายน 2548



 
 
 (12) เล่าเรื่องไปแอ่วเจียงใหม่และลำปาง เมื่อ สค.47 22 กันยายน 2547   



           ผมค่อนข้างจะห่างเหินเมนู today talk ไปซะนาน ความจริงในเมนูอื่นๆก็พลอยห่างๆไปด้วยเช่นกัน พยายามจะอัพเดตกันให้ครบทุกเมนู แต่เอาจริงเข้าก็ทำได้ไม่ครบถ้วน ก็คงต้องบอกว่ามันไม่ง่ายสำหรับคนทำเวปในแนวนี้ เพราะแค่ภาพอย่างเดียวมันก็มีขบวนการและต้องใช้เวลาไม่น้อย พยายามจะให้ออกมาดีซึ่งรวมไปถึงการออกแบบเวปเพจด้วย ที่ไม่อยากให้ซ้ำซาก จำเจกับของเดิมๆ

ก็สนุกดี เป็นงานอดิเรกในยามว่าง หากมีเรื่องใหม่ๆก็อยากจะดีไซน์ไม่ให้ซ้ำกัน ถือว่าได้ฝึกสมอง ฝึกความชำนาญให้กับตนเองให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นผลพลอยได้สำหรับการถ่ายภาพไปพร้อมๆกันด้วย

ใครที่กำลังทำเวปไซต์ หรือออกแบบเวปไซต์ หากสงสัยเรื่องการสร้างเวปเพจก็สอบถามมาได้นะครับ ยิ่งออกแบบด้วย Dreamweaver ก็ยิ่งดี เพราะเวปนี้ใช้ Dream ออกแบบทั้งหมด มันไม่ง่ายและไม่ยากสำหรับผู้ที่อยากศึกษา แต่มันจะยากตรงไอเดียมากกว่า ว่าจะทำให้มันออกมาสวยงามกันอย่างไร

ก็คงไม่ต่างกับการถ่ายภาพ บางคนเรียนรู้การถ่ายภาพมาเป็นเวลานาน แต่เข้าไม่ถึงจุดพอใจสักที หากใครเป็นแบบนี้ก็ต้องลองสำรวจตัวเองบ้าง พยายามเป็นตัวของตัวเอง ถ่ายในสิ่งที่ตนชอบ ให้กำลังใจตนเอง และมุ่งมั่นให้ได้ภาพที่มีคุณภาพ ข้อสำคัญอย่าเบื่อกับมัน หากเบื่อแล้วก็จะเสื่อมถอยลงตามลำดับ การถ่ายภาพมันเป็นเรื่องที่ต้องปฎิบัติและลงมือกันจริงจัง ความชำนาญมันจะมาจากตรงนั้น นั่งดูชาวบ้านเค้าถ่ายภาพกัน คงไม่ค่อยเกิดประโยชน์กับตัวเราแน่

ที่นี่มีเวปบอร์ดแล้ว หากอยากให้ผมช่วยแนะนำด้านถ่ายภาพก็สามารถส่งภาพมาทางเวปบอร์ดได้ ซึ่งผมจะช่วยเสริมให้อีกแรงหนึ่งโลกของการถ่ายภาพมันกว้างมาก เรียนรู้กันไม่รู้จบ ผมเองยังต้องหาทางไปถ่ายภาพในที่ต่างๆเสมอ เพราะมันทำให้เราได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากของจริง และมีโอกาสต่อยอดความรู้ไปเรื่อยๆ จึงหยุดไม่ได้ ยิ่งถ้ามีโอกาสไปเที่ยวไกลๆก็มีโอกาสถ่ายภาพกันได้มากขึ้นเหนื่อย เมื่อย ล้า แต่ก็มันส์ มีโอกาสปลดปล่อยจิตใจได้เป็นอย่างดี ฝนตกแดดออกก็ไม่หวั่น เดี๋ยวเปียก เดี๋ยวร้อน สะใจดี

เมื่อเดือนสิงหาคม' 47 ช่วงกลางเดือนผมมีโอกาสไปเที่ยวเชียงใหม่และแวะไปเที่ยวที่ลำปางด้วย มาคราวนี้ไม่ได้มีโปรแกรมเที่ยวอะไรมากนัก จะว่าไปไม่ได้วางแผนด้วยซ้ำ อยากไปที่ไหนก็คิดแบบคร่าวๆ  สอบถามเรื่องสถานที่กันนิดหน่อยแล้วก็ออกเดินทางกันเลย

สถานที่รอบนอกเชียงใหม่ก็เคยเที่ยวกันมาหลายครั้ง มาคราวนี้เลยขอถ่ายภาพในตัวเมืองกันบ้าง เพราะเป็นหน้าฝนมองไปทางไหนก็มีแต่เมฆฝน เลยไม่คิดจะไปไกล ปรึกษาหารือกันแล้วก็หนีไม่พ้นวัดต่างๆที่อยู่เขตอำเภอเมือง หลายวัดเคยได้ยินชื่อมานานแต่ไม่เคยเข้าไปถ่ายภาพ เพราะมัวแต่สนใจแต่สถานที่ไกลๆมากกว่า ความจริงในตัวเมืองเชียงใหม่มีวัดสำคัญๆมากมายหลายวัด และส่วนใหญ่จะเป็นวัดเก่าแก่ บางแห่งก็ยังหาประวัติที่มาไม่ได้เลย เพียงแค่สันนิษฐานว่าสร้างในยุคนั้นยุคนี้ โดยอาศัยรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่พอจะประเมินหรือเปรียบเทียบกับวัดอื่นที่ดูคล้ายกันได้

อุปสรรคในการถ่ายภาพช่วงฤดูฝนก็คือฝนนั่นเอง มาเชียงใหม่คราวนี้เจอแต่เมฆฝนตลอด จะเห็นแดดก็วับๆแวมๆ ถ่ายภาพตามวัดวาอาราม ค่อนข้างจะถ่ายยากสักหน่อย สภาพแสงก็ต่ำ มิติของภาพก็ไม่ค่อยจะมี แต่เรื่องนี้ผมก็ไม่ค่อยถือสานัก ถ่ายได้แค่ไหนก็แค่นั้น แม้แสงจะน้อย และสภาพทั่วไปจะดูอึมครึม แต่ก็พยายามเสาะหามุมกล้องดีๆ ซึ่งความจริงแล้วสภาพแสงแบบนั้น บางครั้งก็อาจเป็นโอกาสให้พบภาพดีๆได้ไม่น้อย เพียงแต่เราพยายามหาหรือเปล่าเท่านั้นเอง

การถ่ายภาพจริงๆแล้วมันไม่มีสูตรสำเร็จว่าสภาพแสงที่เหมาะควรเป็นอย่างไร มันขึ้นอยู่กับความพยายามของเรามากกว่า หากใครคิดว่าควรเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ก็อาจทำให้เราตีกรอบมากเกินไป ทางที่ดีควรเปิดใจให้กว้าง รับสภาพในทุกโอกาส และพยายามเค้นภาพออกมาให้ได้ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งดีที่ไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ใดๆ

ภาพจากการท่องเที่ยวเชียงใหม่ – ลำปางคราวนี้ ถือว่าเป็นการถ่ายภาพในสภาพแสงที่ค่อนข้างแย่ในความรู้สึกของหลายๆคน แต่ก็เป็นเหมือนบททดสอบให้เราข้ามพ้นความรู้สึกนั้นๆ มุงมั่นที่จะให้ได้ภาพอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เจาะภาพให้ตรงประเด็น หยิบเอาสิ่งที่เป็นแก่นสารของสถานที่นั้นๆออกมาให้เห็น และหลังจากที่ดูฟิล์มที่ถ่ายมาทั้งหมดซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพสไลด์แล้ว ปรากฏว่า เรื่องฟ้าเรื่องฝนแทบไม่มีอุปสรรคใดๆเลย บางภาพถือเป็นโชคช่วยด้วยซ้ำไป ที่ดูจะมีเรื่องราวและค่อนข้างพอใจกับภาพที่ได้มาเป็นส่วนใหญ่ แม้หลายภาพจะเสียไปด้วยเหตุผลบางประการ แต่ก็มีภาพดีๆอีกหลายภาพที่ทดแทนได้และไม่ทำให้เรื่องราว ต้องสูญไป

ความผิดพลาดกับการถ่ายภาพคราวนี้ค่อนข้างจะชัดเจน และออกจะผิดปกติอยู่บ้าง ก็จะขอเล่าให้ฟังอย่างน้อยๆก็น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับคนที่สนใจการถ่ายภาพสไลด์ ที่อาจเจอเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน

อันดับแรกที่เป็นความผิดพลาดของตนเองก็คือ เมื่อปรับกล้องให้อันเดอร์หรือโอเวอร์สำหรับบางภาพแล้ว ลืมปรับให้เป็นปกติ ผลเสียหายก็คือภาพถัดมาก็จะอันดอร์หรือโอเวอร์ตาม แม้ปรับผิดไปเพียงแค่ + หรือ - 1/3 Stop แต่ผลก็ออกมาให้เห็นต่างกัน ได้ชัดเจน เนื่องจากฟิล์มสไลด์มีค่า Density หรือค่าความหนาแน่นของสีค่อนข้างต่ำ จึงไวแสงค่อนข้างมาก ปรับแสงผิดไปนิด ก็จะเห็นผลทันที ซึ่งต่างกับฟิล์มสีที่ไม่ค่อยมีผลกระทบมากนัก ใครอยากเก่งเรื่องวัดแสงก็ต้องลองมาถ่ายภาพสไลด์ เพราะการ วัดแสงถือเป็นเรื่องสำคัญ จะหมู่หรือจ่าก็เห็นผลกันจะๆ ประเภทวัดดวงกันไปเลย

อันดับสอง เป็นข้อสงสัยที่มักเจอในระยะหลังๆสำหรับฟิล์ม Slide Fuji velvia (ISO 50) ซึ่งถือว่าสุดยอดของฟิล์มที่นักถ่ายภาพแนวธรรมชาติ จะนิยมใช้เป็นส่วนใหญ่ ช่างภาพที่มีชื่อเสียง(ระดับโลก) บางคนถึงขนาดยกนิ้วให้ว่าเป็นฟิล์มดีที่สุดในโลก ใครจะยกนิ้ว ใครจะชื่นชมอย่างไร ในความรู้สึกของผมระยะหลังๆ ชักแหยงๆอยู่พอควร ก่อนหน้านั้นในหลายๆปี ก็ใช้ได้ดี ให้สีสวยสดเนื้อสีแน่นสมใจนึกบางลำพูกันทีเดียว แต่ระยะหลังๆนี้ไม่ทราบเป็นไง ถ่ายมาก็ดี วัดแสงก็ไม่พลาด แต่ไหง๋มัน อันเดอร์อยู่เป็นประจำประมาณครึ่งสต๊อปเห็นจะได้ เซ็งเอาอยู่บ่อยๆ ฟิล์มโปรแต่ดันกลายได้ภาพออกมาแบบทึมๆจนอยากจะโยนลงถังขยะ ฟิล์มตัวอื่นไม่ค่อยมีปัญหา แต่เจ้า Velvia นี้ ทำเอาหงุดหงิดไม่น้อย

มันเป็นความผิดปกติที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีตที่ผ่านมา หรือว่ากล้องเราชักจะรวน หรือว่าฟิล์มมันเพี้ยน เหมือนกับที่ เจ้าของร้านแลปแห่งหนึ่งเคยบอกว่า ทุกครั้งที่ใส่กระดาษม้วนใหม่ลงเครื่องอัดภาพ จะต้องมีการ test สีกันทุกครั้งและต้องมาปรับ มาตั้งโปรแกรมเพื่อจูนให้ตรงกับกระดาษ ซึ่งทางแลปเคยบอกว่าต้องตั้งค่าใหม่กันทุกม้วน เพราะกระดาษแต่ละล๊อตมันมันผ่าน ร้อนผ่านหนาวมาในระยะทางที่ไกลกว่าจะมาถึงร้าน น้ำยาเคมีที่ฉาบลงบนกระดาษก็อาจเปียนไป๋ (ขอถือโอกาสใช้คำนี้หน่อยเหอะ)

เรื่องฟิล์ม มันจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจนัก ฟิล์มที่ระบุข้างกล่องว่า ISO 50 แต่อาจคลาดเคลื่อน กลายเป็น ISO 75 เมื่อเราไปตั้งค่าที่ 50 ภาพมันจึงอันเดอร์(มึด) ประมาณ 1/2 stop เรื่องนี้อาจเป็นวิชาการไปหน่อย แต่โดยสมมุติฐานแล้วก็เป็นไป ได้ว่า ISO ของฟิล์มมันคลาดเคลื่อน ดังนั้นกล้องออโต้ทุกรุ่นที่ไปอ่านค่า ISO จากบาร์โค๊ดบนกลักฟิล์ม จึงน่าจะพัฒนาให้ไปอ่านที่เนื้อฟิล์มแทน เพราะจะทำให้กล้องปรับค่าแสงได้ตามค่าจริงที่ถูกต้อง เรื่องนี้ผมก็นึกและคิดเอาเอง หากทำได้ก็คงดีไม่น้อย แต่ในทางปฏิบัติคงทำยาก เพราะมันฉลาดเกินไปหน่อย หากทำได้จริงอนาคตคงเปลี่ยนไปแยะ ใครจะรู้ว่า อาจมีเครื่องสะแกนมนุษย์สุดไฮเทค ที่ใครเดินผ่านแล้วก็อาจบอกอายุ บอกกรุ๊ปเลือด หรือบอกความสามารถของสมองได้ว่าฉลาดหรือโง่เกินมาตรฐาน

ผมไม่ได้รู้ลึกในเรื่องฟิล์มมากนัก เพราะไม่ได้เคยเรียนรู้ในส่วนที่เป็นเนื้อหาด้านเทคนิคด้านวิชาการ แต่ก็เชื่อว่ามีความเป็นไป ได้ที่ค่า ISO ของเนื้อฟิล์มโดยตรงอาจคลาดเคลื่อน เพราะขนาดกระดาษอัดรูปก็ยังมีการทดสอบที่ต้นม้วนก่อนอัดให้ลูกค้าทุกครั้ง ผมไม่มีเวลาไปหาความรู้เรื่องนี้จากเวปไซต์อื่นๆ เข้าใจว่าบางเวปน่าจะมีการพูดถึงเรื่องเหล่านี้บ้าง หากใครมีความรู้เรื่องนี้ และ อยากแชร์ความรู้ก็ช่วยแนะนำมาหน่อยนะครับ จะได้เอามาแปะไว้ที่เวปเป็นความรู้สำหรับนักถ่ายภาพ

ผมมาต่อเรื่องไปเที่ยวเชียงใหม่ดีกว่า จะได้จบเรื่องและหาสนามบินร่อนลงได้อย่างสวยงามตามที่อยากจะจบ

ที่ลำปางผมมีโอกาสถ่ายภาพวัดที่เก่าแก่มากอยู่วัดหนึ่ง คือวัดไหล่หิน เป็นวัดที่ผมเฉียดไปเฉียดมาอยู่หลายครั้งแต่ไม่เคยไป มีคน แนะนำว่าเป็นวัดที่เก่ามาก ไม่ผิดหวังครับ ผมเห็นแล้วก็ยังอดทึ่งไม่ได้ ถือว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดเท่าที่ผมเคยพบทางภาคเหนือ วัดนี้อยู่ห่างจากวัดลำปางหลวง หรือวัดคู่บ้านคู่เมืองลำปาง เพียงระยะทางประมาณ 5 กม.เท่านั้นเอง วัดลำปางหลวงที่ว่าเก่าและมี ความสำคัญทางประวัติศาสตร์มายาวนาน แต่วัดไหล่หินกลับมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมากกว่า รองเจ้าอาวาสบอกว่าวัดไหล่หิน เป็นวัดต้นแบบของวัดลำปางหลวง แต่ได้ขยายขนาดให้ใหญ่กว่า ซึ่งสร้างให้ใหญ่โตอลังการตามความเจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้น และวัดลำปางหลวงที่ว่าใหญ่โตนั้นก็ถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดตระกูลของเจ้าเมืองฝ่ายเหนือ ไม่ว่าจะเป็นต้นตระกูล ณ.ลำปาง ณ.เชียงใหม่ ณ.น่าน หรือ ณ.อื่นๆ เรื่องวัดนี้ยังมีอีกยาวครับ และจะนำมาเปิดเผยให้เห็นกันในเร็วๆนี้

วัดไหล่หินจะเก่าแค่ไหน ตอนนี้ผมกำลังจะเขียนบทความเรื่องราวของวัดนี้อยู่ รวมทั้งมีภาพทุกแง่ทุกมุมมาให้ดูกัน ก็รับรองว่า ท่านจะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านไหล่หินที่มีความศรัทธาและผูกพันกับวัดมาเป็นเวลาหลายร้อยปี เป็นศรัทธาบริสุทธ์ที่สืบสาน กันมาหลายชั่วอายุคน ชนิดที่ผมเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่ายังมีหลงเหลืออยู่ในสังคมของภาคเหนือ ถ่ายภาพไปก็เหมือนตกอยู่ใน ภวังค์กันชั่วขณะ เป็นความประทับใจที่ยากจะลืมเลือน

ผมใช้เวลาค่อนข้างนานในการบันทึกภาพและใช้ฟิล์มไปไม่ใช่น้อย แม้ขณะที่ออกจากวัดนี้มาแล้วก็ยังนึกถึงสิ่งที่พึ่งผ่านตาไป เป็นความรู้สึกดีๆที่เห็นศรัทธาของชาวบ้านยังมีต่อวัดคู่บ้านคู่ชุมชนของพวกเค้าอย่างเหนียวแน่น

ภาพจากวัดสำคัญๆของเชียงใหม่และที่ลำปาง จะค่อยๆทะยอยนำมาลงในเวป แล้วก็จะเห็นว่าวัดต่างๆที่เราเคยได้ยินอยู่บ่อยๆทั้ง ที่ลำปางหรือเชียงใหม่ มีประเด็นที่น่าสนใจต่างๆมากมาย หลายสิ่งที่ผมไม่เคยรู้ หลายสิ่งที่ไม่เคยเห็น ก็มีโอกาสได้รู้ได้เห็นจาก การถ่ายภาพคราวนี้ ทำให้การมาเที่ยวภาคเหนือคราวนี้คุ้มค่าเกินกว่าที่คาดหมายไว้แยะทีเดียว

พลาดไม่ได้นะครับ สำหรับผู้สนใจการถ่ายภาพ โดยเฉพาะผู้สนใจการถ่ายภาพสไลด์รับรองไม่ผิดหวังแน่ เป็นทริปหนึ่งที่มีโอกาสถ่ายภาพสไลด์มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และมีโอกาสได้รีดเอาศักยภาพของฟิล์มชนิดนี้ออกมาได้มากพอควร จนฟิล์มหมดเกลี้ยงกระเป๋าสุดท้ายจึงต้องงัดเอากล้องดิจิตอล Sony ออกมาปิดท้ายรายการที่ตลาดอัศวินในจังหวัดลำปางก่อนเดินทางกลับ ถือว่าพลังงานหลักและพลังงานสำรองได้ใช้ไปจนไม่เหลือหรอ (ภาพชุดแรกของทริปนี้เป็นภาพจาก ม.เชียงใหม่ และชุดต่อไปกำลังจะตามมาในไม่ช้า)


               
สวัสดีครับ
เวปมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
21 กย.47

 
 
 
 
    Photoontour.com