ภาพชุดดอกไม้ในพระตำหนักภูพิงค์มาถึงตอนสุดท้ายแล้วละครับ เป็นภาพต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว หรือตามเส้นทางในเขตพระตำหนัก โดยมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำตามจุดต่างๆ เพราะสถานที่ค่อนข้างจะกว้างขวาง ระหว่างที่เดินก็คอยสังเกตว่าตรงไหนมีดอกไม้มากๆ ก็จะเดินไปตามนั้น ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง แต่ถ้าหากมีเวลาจำกัดก็พยายามดูนาฬิกาด้วย กลัวจะเพลินกับดอกไม้จนลืมเรื่องเวลา
ระหว่างที่นั่งพักก็สอบถามเจ้าหน้าที่ว่าจะต้องออกทางเดิมหรือไม่เพราะรู้สึกมาไกลพอสมควร แต่เจ้าหน้าที่แนะนำให้เดินขึ้นไปบริเวณเนินเขาที่เห็นอยู่ข้างหน้า บอกว่ามีพันธ์ไม้แปลกๆ และมีอ่างเก็บน้ำอยู่ด้านบน ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของพระตำหนัก
แรกๆญาติที่มาด้วยกันทำท่าว่าจะถอยกลับไปทางเดิม เพราะเห็นทางขั้นบันใดแล้วว่าคงได้เหงื่อแน่ แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่เห็นบ่นสักคำ เพราะเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ เหนือยก็นั่งพัก แถบยังบอกว่าอากาศเย็นสบายเหมือนอยู่ห้องแอร์ ทั้งๆที่เป็นเวลาเที่ยงวัน
เนินเขาลูกเล็กๆที่นี่เป็นป่าชุ่มชื้น และน่าจะมีเพียงจุดเดียวบนพระตำหนัก ต้นไม้ส่วนใหญ่เป็นพันธ์ไม้ในเขตป่าชื้น บางชนิดก็ไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเฉพาะต้นเฟิร์นขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายต้นปาล์ม ซึ่งมีอยู่หลายต้น บางต้นมีอายุมาก และเป็นพันธ์ที่หายาก
เจ้าหน้าที่บอกว่าบริเวณป่าชื้นนี้เป็นพระราชดำริของพระราชินี
หากใครมาเที่ยวก็จะรู้สึกได้เอง และอาจพบกับความประหลาดใจว่าเมื่อเข้ามาในบริเวณป่านี้แล้วจะรู้สึกเย็นสบายกว่าด้านล่าง
เดินขึ้นเนินมาไม่นานก็มาถึงอ่างเก็บน้ำที่มีพื้นที่ประมาณหนึ่งในสี่ของสนามฟุตบอล และน้ำที่เห็นในอ่างซีเมนต์ขนาดใหญ่นี้ก็มีไว้ใช้ในพระตำหนักนี้ทั้งหมด
เราเดินอ้อมอ่างเก็บน้ำจนมาถึงร้านอาหารที่เป็นมุมพักผ่อนของนักท่องเที่ยว ใครมาถึงจุดนี้ก็ต้องแวะพักกันก่อน ที่นี่มีของขายหลายอย่าง ทั้งอาหารและของว่าง น้ำชา กาแฟ พร้อม
ทั้งหมดนี้มาจากโครงการหลวง กาแฟก็มาจากดอยตุง ส่วนพืชผักผลไม้ก็มาจากโครงการในพระราชดำริหรือโครงการหลวง เรียกว่าทานได้อย่างสนิทใจ และปลอดภัยต่อสุขภาพ
ใครมาเที่ยวพระตำหนักภูพิงค์แล้วต้องเดินมาจนถึงร้านอาหารนี้ให้ได้ เพราะเป็นจุดสูงสุด นั่งจิบกาแฟ หรือน้ำผลไม้ปั่น ในบรรยากาศสบายๆจนไม่อยากจะลุกไปไหน
เรานั่งอยู่ที่ร้านอาหารได้พักใหญ่ๆก็ต้องเดินทางกลับ แต่เป็นการกลับอีกเส้นทางหนึ่ง เดินไปไม่กี่ก้าวก็มาถึงประตูทางเข้าพระตำหนัก ถึงรู้ว่าร้านอาหารนี้อยู่เกือบจะถึงทางออกอยู่แล้ว
พระตำหนักภูพิงค์ ณ ปัจจุบัน ต้องบอกว่าสวยกว่าที่คิด ญาติที่มาด้วยกันต่างชื่นชมกับความสวยงามของต้นไม้ดอกไม้ชนิดที่ลืมไม่ลง ขณะเดียวกํนก็มีโอกาสถ่ายภาพดอกไม้ชนิดต่างๆอย่างไม่รู้จักเหนื่อย ทุกย่างก้าวที่เดินมีแค่ความสวยงามชนิดไม่ซ้ำกัน เชื่อว่าภาพเช่นนี้น่าจะประทับใจไปอีกนาน
ปัจจุบันพระตำหนักแห่งนี้คงไม่ได้รับเสด็จในหลวงและพระราชินี รวมทั้งพระบรมวงศานุวงค์มาเป็นเวลานาน ตำหนักภูพิงค์คงค่อยๆเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเช่นเดียวกับพระตำหนักดอยตุง สถานที่ประทับของสมเด็จย่า ที่อยู่บนเขาในจังหวัดเชียงราย ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใครๆก็อยากไปเห็นโดยเฉพาะสวนดอกไม้ที่นี่ขึ้นชื่อมาก
ดอยตุงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการหลวงในจังหวัดเชียงราย ที่สร้างชีวิตใหม่ให้กับผู้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวเขาเผ่าต่างๆที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้ผู้คนเหล่านั้นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีฐานะขึ้น และที่สำคัญก็คือได้ร่วมอยู่ในองค์กรด้านการเกษตรที่มีประสิทธิภาพสูง มีขบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ อนาคตคาดหวังได้ว่าน่าจะมีส่วนพลักดันให้เอกชนเข้ามาทำธุรกิจการเกษตรที่ยั่งยืนแบบนี้มากยิ่งขึ้น
โครงการหลวงในปัจจุบันน่าจะเป็นต้นแบบของธุรกิจกิจด้านการเกษตร ที่ให้ความรู้ทางวิชาการกับเกษตรกร ส่งเสริมการปลูกพืชผักปลอดสารพิษ (Organic) เหมือนกับที่เคยเห็นการเพาะปลูกบนเขาคาเมรอน ประเทศมาเลเซีย ที่นั้นเขารับประกันว่าผลผลิตทุกชนิดจะไม่มีสารเคมีใดๆ ทั้งปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง เรียกว่า Organic Product
ในเมืองไทยทีเห็นชัดเจนก็มีร้านของโครงการหลวง และร้านตามปั้มน้ำมันบางจาก เรียกว่ามีน้อยมาก
แต่คาเมรอนทำมากไปกว่าที่คิด ก็คือมีการรักษาสภาพแวดล้อมควบคู่ไปกับการเพาะปลูก
ขณะเดียวกันก็ยังส่งเสริมให้เป็นสถานที่พักผ่อน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือโฮมสเตย์ นับว่าเป็นต้นแบบที่เกษตรกรไทยน่าจะมาศึกษาเรียนรู้ว่าเขากันได้อย่างไร ทั้งวิธีการและแนวคิดก้าวไปไกลมาก แต่บ้านเราก็ยังโชคดีที่โครงการหลวงมีแนวนโยบายที่คล้ายๆกับการเกษตรบนเขาคาเมรอนที่มีมานานนับเป็นร้อยๆปี จุดเริ่มต้นบนเขาคาเมรอนก็คล้ายกับโครงการหลวงในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เริ่มจากทดลองนำพืชผักเมืองหนาวมาปลูกที่ดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ ้มีการค้นคว้าเพื่อหาพันธ์พืชผักจากต่างประเทศ ที่สามารถทดแทนการปลูกฝิ่นของชาวเขา
แต่อากาศและภูมิประเทศที่คาเมรอน ประเทศมาเลเซีย ต่างจากภาคเหนือของไทยที่เป็นเขตหนาวและมีความแห้งแล้ง ส่วนคาเมรอนเป็นเทือกเขาสูงในเขตป่าฝน อากาศไม่หนาวจัดแต่เย็นสบาย ภูมิอากาศคล้ายกับทางภาคใต้ของไทย ที่มีฝนตกชุกตลอดปี ไม่ต่างกับเก็นติ้งไฮแลนด์แดนกาสิโน ที่เห็นเมฆฝนลอยต่ำจนสัมผัสได้เหมือนมีหมอกลงตลอดทั้งวัน
ที่คาเมรอนมีการนำเอาความรู้ ที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์การเกษตร เข้ามาช่วยพัฒนาการพืชผักผลไม้ ชนิดที่แทบจะเรียกว่าสั่งได้เลยว่าจะให้มีผลออกมาเป็นจำนวนเท่าใด เพื่อให้ได้ขนาดและปริมาณที่เหมาะสม
ลองคลิกดูเว็บไซต์ของธุรกิจการเกษตรที่ทันสมัยของมาเลเซีย ที่เรียกว่า Organic Product หรือ Organic Farm
Capillary AgroTech (Malaysia) Sdn Bhd
Cameron Orgnanic
Zenxin Organic
การเกษตรในแนวทางแบบนี้มีมากมายในรัฐต่างๆของมาเลเซีย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เขาคาเมรอน
บ้านเราเคยได้ยินเรื่องการพัฒนาสายพันธ์ เพื่อให้มีผลผลิตที่มีได้ปริมาณมากๆและทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ แต่ที่คาเมรอนเข้าใจว่าเขามีการพัฒนาดินปลูกเพื่อให้มีแร่ธาตุหรือสารอาหารเหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด หากเป็นตามที่เข้าใจแล้วก็น่าบอกได้ว่า ดินปลูกของพืชแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน และมีส่วนผสมของสารอินทรีย์ที่ไม่เหมือนกัน
แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็คงมีการค้นคว้าวิจัยมาเป็นเวลานาน ว่าพืชแต่ละชนิดต้องการสารอาหารอะไรบ้าง ในปริมาณมากน้อยแต่ไหน ในช่วงเวลาที่พืชชนิดนั้นให้ผลผลิตอย่างเต็มที่
เข้าใจว่าดินปลูกของพืชแต่ละชนิด น่าจะมาจากโรงงานที่มีส่วนผสมของสารอาหารอย่างพอเหมาะ และครบถ้วนตามหลักวิชาตามที่พืชแต่ละชนิดต้องการ ในระหว่างที่ต้นไม้กำลังเติบโตก็คงไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเหมือนกับที่บ้านเรากำลังทำกันอยู่ทุกวันนี้ หรืออย่างมากก็เติมสารอินทรีย์ เป็นระยะๆ
ที่คาเมรอนเขาห้ามใช้ปุ๋ยเคมี รวมไปถึงห้ามฉีดพ่นยาฆ่าแมลงด้วย ซึ่งเป็นเรื่องน่าศึกษาว่าเขาทำได้อย่างไร ขณะเดียวกันพืชผักแต่ละชนิดก็ออกดอกออกผลกันอย่างสมบูรณ์เต็มที่ และมีราคาถูกอีกด้วย (ราคาที่ขายในตลาดริมทางคาเมรอน)
สิ่งหนึ่งที่เห็นว่าเป็นของแปลกสำหรับบ้านเราก็คือเขามีการควบคุมอุณหภูมิในแปลงปลูกด้วย ซึ่งพืชแต่ละชนิดได้ผ่านการทดลองและวิจัยแล้วว่า อุณหภูมิระดับไหนที่เหมาะสำหรับพืชแต่ละชนิด เรื่องเหล่านี้หากเป็นบ้านเราก็ยากที่เกษตรกรจะเข้าใจและเข้าถึง และน่าจะใช้เงินลงทุนสูง แค่คาเมรอนของมาเลเซียทำในรูปบริษัทฯนิติบุคคล ข้างกล่องบรรจุภัณฑ์จะระบุรายละเอียดของพืชผักชัดเจน รวมทั้งชื่อบริษัทด้วย ออกจากสวนก็สามารถส่งขายไปต่างประเทศได้เลย
ย้อนกลับมาบ้านเรา การที่จะให้กลุ่มเกษตรกรรวมตัวกันเป็นบริษัทหรืองค์กรนิติบุคคล ก็คงทำได้ยาก เพราะพิ้นฐานความรู้ในเชิงบริหารและความรู้ทางการเกษตรมีน้อยเต็มทน แค่รวมตัวกันแล้วตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรของหมู่บ้าน เพื่อรับเงินอุดหนุนช่วยเหลือจากรัฐบาลก็ยังลูกผีลูกคน ทำเจ้งกันเป็นส่วนใหญ่ โครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ที่เคยได้ยิน รับเงินเสร็จโครงการก็เสร็จตาม
ทุนก็หมดแถมยังเป็นหนี้ที่รอรัฐบาลมาช่วยแก้ไข เพื่อปลดหนี้ให้ เมื่อปลดแล้วรัฐบาลใหม่ก็จะมีเงินมาให้เล่นแชร์กันอีก เอ้ย..มาให้ผลิตสินค้าโอท๊อปกันใหม่ จากนั้นก็เจ้งอีกตามเคย สินค้าเหลานี้มันมีสารพิษ พวกเหลือบหนอนที่เข้ามาซอนไซหาเศษหาเลย มีมากจนปราบไม่อยู่
คาเมรอนเติบโตได้ก็เป็นผลพลอยได้จากนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่มาตั้งศูนย์ค้นคว้าวิจัยพืชผักเมืองหนาว เมื่อครั้งที่มาเลเซียเป็นประเทศในอาณานิคมของอังกฤษ หรือเมื่อราว 100 ปีก่อน เริ่มจากปลูกชา ถัดมาก็เป็นสตอเบอรี่ จากนั้นก็มีพืชชนิดอื่นๆตามมาอีกมากมาย
แรกเรื่มธุรกิจเหล่านี้มีชาวอังกฤษเป็นเจ้าของกิจการ แต่หลังจากมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.2506 หรือเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน จึงเปลี่ยนเจ้าของมาเป็นคนมาเลเซีย
เมืองไทยเป็นเมืองเกษตรกรรมมาแต่ไหนแต่ไร แต่แปลกใจมากกว่าเรากลับขาดความรู้ความเข้าใจการเกษตรในขั้นสูง ต่างกับอีกหลายๆประเทศที่เขาพัฒนาก้าวไปไกลกว่าบ้านเรามาก
ประเทศไทยมีธุรกิจอุตสาหรรมขนาดใหญ่มากมาย แต่ไม่มีธุรกิจการเกษตรที่ผลิตสินค้าประเภทพืชผักกันอย่างจริงจัง ถึงมีบ้างแต่ก็เป็นธุรกิจเล็กๆและทำเพื่อลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ส่วนใหญ่บ้านเรามีแต่ชาวนาชาวสวน ทีมีข้อจำกัดในเรื่องความรู้ขั้นสูง ภาคการเกษตรของเราจึงเป็นง่อยเปลี้ยกันแบบที่เห็น ยิ่งเห็นชาวนาทิ้งท้องไร่ท้องนา ปล่อยให้หญ้าขึ้นรก โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์จากพื้นดินก็รู้สึกเสียดาย ประเทศชาติต้องสูญเสีญโอกาสไปอย่างมหาศาล ผิดกับประเทศจีนและเวียดนาม แทบจะเรียกว่าไม่มีที่ดินว่างเปล่าให้เห็น
เกษตรกรบ้านเราขาดภูมิคุ้มกันในอาชีพ ขาดความรู้ในภาคการเกษตร จึงตกเป็นทาสของธุรกิจที่ผลิตปุ๋ย หรือผลิตยาฆ่าแมลงกันจนหมดสิ้น บางรายสิ้นเนื้อประดาตัว
หากรัฐจะส่งเสริมเกษตรกรอย่างแท้จริง ต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกหลานเกษตรกรได้สานต่ออาชีพนี้จากบรรพบุรุษ เช่นให้เรียนฟรีในสาขาการเกษตรจนจบขั้นปริญญาตรี และให้สิทธิพิเศษในการศึกษาขั้นสูงขึ้นไปอีก เพราะความรู้เหล่านี้จะย้อนกลับมาพัฒนาประเทศในภายหลัง ไม่ไช่เป็นแบบปัจจุบันที่ลูกหลานไม่อยากทำไร่ทำสวนกันแล้ว
เกษตรกรเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ แต่น่าเสียดายที่ถูกละเลยจากรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่า ลูกหลานเกษตรกรอยากจะเรียนต่อในภาคการเกษตร แต่ก็ถูกลูกคนมีเงินแย่งที่เรียนจนหมด เรียนจบก็ไม่มีใครมายึดอาชีพนี้ ไปทำงานหรือไปเรียนต่อในสาขาอื่นจนหมด
เราไม่มีวิทยาลัย ที่มุ่งเน้นส่งเสริมเกษตรกรที่แท้จริง สถาบันด้านการเกษตรที่มีอยู่ก็ถือหลักเหมือนๆกันที่ว่า ใครสอบได้ก็มีสิทธิเรียน ลูกเกษตรกรจึงเสียเปรียบมาตั้งแต่ยังไม่ได้สอบ คนมีอาชีพเกษตรที่แท้จริงกลับหมดเข้าเรียนในสถาบันการเกษตรของรัฐ
ผิดกับวิชาชีพทหารที่จะให้สิทธิ์พิเศษแก่ลูกหลานของทหารมากกว่าบุคคลอื่น และจะให้สิทธิ์มากเป็นขั้นๆตามความสำคัญของผู้เป็นพ่อที่เคยทำบุญคุณให้กับกองทัพ เช่นบิดาเป็นทหาร บิดาเคยผ่านสนามรบ บิดาเคยได้รับเหรียญกล้าหาญ หรือบิดาเสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ก็จะได้สิทธิพิเศษหรือได้คะแนนการสอบเพิ่มขึ้น กรณีบิดาเสียชีวิตในสนามรบอาจได้สิทธิโดยไม่ต้องสอบพร้อมกับได้ทุนเรียนฟรีตลอดการศึกษา
ที่เขาให้สิทธิพิเศษก็เพื่อต้องการสืบสายเลือดของบรรพบุรุษ ไม่ต่างกับการคัดเลือกสายพันธ์ที่ดีในวิชาชีพ ที่ต้องเสียสละเพื่อประเทศชาติ ขณะเดียวกันก็เป็นการตอบแทนบุญคุณต่อผู้ที่เคยทำหน้าที่รับใช้ชาติมาก่อน
แต่วิธีการแบบนี้ไม่มีในอาชีพเกษตรกร ทั้งๆที่เป็นอาชีพหลักของคนไทย
ในอดีตเรามีความคิดที่จะส่งเสริมอาชีพเกษตรกรของประเทศ โดยเปิดมหาวิทยาลัยขึ้นมารองรับ
แต่ทำไปทำมาสถาบันหรือมหาวิทยาลัยด้านการเกษตร กลับไปตอบสนองผู้ที่มีความได้เปรียบทางการศึกษา หรือลูกคนมีเงินมีฐานะ
บางสถาบันก็ปรับเปลี่ยนนโยบาย กลายเป็นมหาวิทยาลับจับฉ่าย เปิดสอนทุกสาขาอาชีพ แทนที่จะขยายภาคการเกษตรหรือเพิ่มจำนวนนักศึกษาในสาขานี้ กลับไปเพิ่มหรือขยายวิชาการด้านอื่นจนผิดเพี้ยนไปหมด นี่ถ้าไม่เกรงใจเจ้าของประเทศผู้เสียภาษี อาจเปิดรับปริญญาตรีในสาขาโหราศาสตร์ และวิชาไสยศาสตร์ให้รู้แล้วรู้แรดกันไปเลย
เมืองไทยมีสถาบัน หรือมหาวิทยาลัยที่มุ่งพัฒนาและส่งเสริมภาคการเกษตรของประเทศหรือไม่ คำตอบคือไม่มี
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องวางแผนเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะได้ไม่ปล่อยให้เกษตรกรทิ้งที่นา หรือตายไปต่อหน้าต่อตา แล้วต่อไปประชาชนคนไทยก็อาจต้องสั่งซื้อข้าวจากประเทศเวียดนาม จากกัมพูชา หรือจากพม่า
ดีเหมือนกัน จะได้มีโอกาสได้กินข้าวเมืองนอกเสียที
เขียนเรื่องดอกไม้ในภูพิงค์ แต่มาจบลงที่ท้องไร่ท้องนา อยากเขียนต่อแต่ก็ง่วงนอนแล้วครับ ขอจบดื้อๆแบบนี้ก็แล้วกัน
โฟโต้ออนทัวร์
16 สิงหาคม 2554
ต้องการนำภาพ หรือ บทความ จากโฟโต้ออนทัวร์ไปใช้งาน < คลิก >
|