The Professional photo website เวปไซต์ภาพถ่าย เวปไซต์คุณภาพ Home > Gallery >Wat Pra Singha
Wat Pra Singha Chiangmai : วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงส์ และเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเชียงใหม่
    อ่าน >>>       I บทความ I ข้อมูลการถ่ายถาพ I
 
 
< Home > ออกไปหน้าแรก ดูภาพชุดอื่นๆ
   
 
       
  วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่  
                       

                            เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อพระพุทธสิหิงส์ พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวเชียงใหม่ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ยิ่งมาในระยะหลังๆนี้จะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นพระที่ชาวเชียงใหม่ให้ความเลื่อมใสศรัทธาแล้ว ก็ยังเป็นพระ ประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดปีมะโรงหรือปีราศรีงูใหญ่ด้วย  ดังนั้นในช่วงชีวิตของผู้ที่เกิดราศีนี้ อย่างน้อยๆก็น่าจะมากราบสักการะกัน ้สักครั้งหนึ่ง

พระพุทธสิหิงส์ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระสิงห์เขตอำเภอเมือง อยู่ตรงปลายสุดของถนนราชดำเนิน ใครผ่านมาตามเส้นทางนี้ก็จะเห็น วิหารที่สวยงามของวัดมาแต่ไกล ป็นมุมมองที่น่าสนใจและเป็นเสน่ห์ทางวัฒนธรรมของถนนสายนี้ ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกที่ดี กับวิหารอันเก่าแก่ที่มีกำแพงสีขาวล้อมรอบ เพราะนอกจากจะเป็นวัดสำคัญของเมืองเชียงใหม่แล้ว ยังเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความ เป็นเมืองล้านนาได้เป็นอย่างดี

ครั้งหนึ่งที่ผมเคยขับรถผ่านมาตามถนนสายนี้ในยามเช้า ซึ่งเป็นทางลัดเพื่อออกถนนใหญ่ ็เห็นประกายสีทองหน้าบันของพระวิหาร สะท้อนแสงตะวันให้เห็นอย่างโดดเด่น ถามคนที่นั่งมาด้วยกันว่า " ที่เห็นข้างหน้านี้วัดอะไรนะ สวยจริงๆ" เค้าก็ตอบว่าวัดพระสิงห์ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ ภาพแรกที่เห็นในวันนั้นก็ยังจดจำมาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะล่วงเลยมาหลายปี ีแล้วก็ตาม

์ในอดีตบริเวณวัดพระสิงห ์เดิมเป็นตลาด ชื่อ "กาดลีเชียง" ซึ่งคำว่า ลี แปลว่าตลาด

วัดนี้สร้างในปี พ.ศ 1888 หรือประมาณ 660 ปี โดยพญาผายูกษัตริย์องค์ที่ 7 ในราชวงค์มังรายทรงโปรดให้สร้าง ซึ่งแต่เดิม
มีชื่อว่า "วัดลีเชียง" เช่นเดียวกับชื่อตลาด วัดนี้สร้างขึ้นพร้อมกับสร้างพระเจดีย์สูง 24 วา เพื่อใช้เป็นที่บรรจุอัฐิพระราชบิดา
ของพระองค์

ในสมัยที่พระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์องค์ที่ 9 เป็นผู้ครองนครเชียงใหม่ ในปี พ.ศ 1983 เจ้ามหาพรหมได้อัญเชิญพระพุทธ
สิหิงค์มาจากเมืองกำแพงเพชร เพื่อถวายแด่พระเจ้าแสนเมืองมา โดยจะอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัด บุปฝาราม แต่เมื่อรถที่
ี่อัญเชิญมาถึงหน้าวัดลีเชียง รถเกิดติดขัดไม่สามารถชักลากไปได้ จึงให้ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ไว้ที่วัดนี้ ต่อมาวัดนี้ได้ชื่อ
เพิ่มว่า " วัดลีเชียงพระ " และต่อมาเรียกกันว่าวัดพระสิงห์

ในเทศกาลวันสงกรานต์ของแต่ละปีทางจังหวัดเชียงใหม่จะมีพิธีอัญเชิญพระพุทธสิหิงส์ เคลื่อนขบวนผ่านไปตามถนนสายต่างๆ
เพื่อให้ประชาชนได้สักการะและสรงน้ำพระตามประเพณีของชาวเหนือ

มาเชียงใหม่ก็อย่าลืมมากราบนมัสการพระคู่บ้านคู่เมืองของเชียงใหม่เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตโดยเฉพาะผู้ที่เกิดปีมะโรง


เวปมาสเตอร์
23 เมษายน 2548



 
 
 
     
  ข้อมูลการถ่ายภาพ


               ภาพในชุดนี้ใช้ฟิล์ม Fuji velvia ทั้งหมด ซึ่งทริปครั้งนี้ผมซื้อฟิล์มของ velvia ตุนไว้ค่อนข้างจะมากหน่อย
ทั้งฟิล์มเก่าที่เหลือๆจากการถ่ายครั้งก่อนๆ เก็บแช่ไว้ในตู้เย็นมาเป็นเวลานาน เลยได้โอกาสเอาออกมาใช้ให้หมดในคราวนี้

วัดพระสิงห์เป็นวัดที่สามของการถ่ายภาพในวันนี้ เริ่มจาก วัดโลกโมฬี วัดกู่เ และวัดพระสิงห์ ถัดจากวัดนี้ก็อาจจะไปต่อที่วัด
สวนดอก ผมมาถึงวัดราวช่วงบ่ายๆ หลังจากที่ฟ้าครึ้มฝนผ่านพ้นๆไปแล้ว ที่วัดนี้เห็นมีแดดจัดเป็นส่วนใหญ่ จะมีเมฆปกคลุม
บ้างก็เป็นบางครั้ง แต่โชคดีที่ไม่มีฝนมารบกวน ไม่เช่นนั้นคงต้องหลบฝนและนั่งดูเม็ดฝนแทน

วัดนี้ค่อนข้างเป็นวัดใหญ่และมีนักท่องเที่ยวมากันแยะ โดยเฉพาะชาวต่างชาติจะมากันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ แต่ส่วนมากก็เห็นเดินดู
ูเฉพาะบริเวณส่วนด้านหน้าหรือบริเวณวิหารหลังใหญ่ แต่ลึกๆเข้าไปด้านหลังแล้วกลับไม่ค่อยเห็นมีใครเดินเข้าไป ทั้งๆที่ความ
ดั่งเดิมของสถานที่ภายในวัดจะอยู่ด้านหลังๆ หากใครมาเที่ยวหรือมาถ่ายภาพก็แนะนำว่าควรเดินไปดูด้านหลังด้วย

การถ่ายภาพภายในวัดก็ไม่มีอะไรที่เป็นพิเศษมากนัก อาศัยมุมมองและความสังเกตุ ซึ่งตรงนี้นักถ่ายภาพแต่ละคนจะมีความแตก
ต่างกัน  เห็นและคิดไม่เหมือนกัน การถ่ายถอดออกมาก็จะไม่ซ้ำกัน ใครมีความคิดความอ่านที่ลุ่มลึกหน่อยก็จะได้ภาพที่สะท้อนถึง
สถานที่ออกมาได้มาก อยู่ที่ว่าเรากำลังหาหรือกำลังคิดอะไรอยู่

ภาพสวยๆนั้นมีอยู่ทั่วไป เวลาที่ต่างกันก็จะเห็นมุมภาพไม่ซ้ำกัน แต่สิ่งสำคัญแล้วใครมาช่วงไหนเวลาไหนก็ต้องพยายามหยิบ
เพชรเม็ดงามของช่วงเวลานั้นออกมาให้เห็น ช่างภาพจึงไม่ควรอับจนกับมุมมองและความคิด และก็ไม่ควรโทษสิ่งใดๆ หากได้
ภาพออกมาไม่ถูกใจ บทสรุปของความพอใจและไม่พอใจแท้จริงแล้วมันอยู่ที่ตัวเราทั้งนั้น

หลายภาพในนี้ถ้าเห็นของจริงแล้วอาจไม่สะดุดตา ไม่มีอะไรน่าสนใจนัก แต่ถ้าลองตีกรอบแคบๆเฉพาะที่เห็นในมุมเล็กๆ โดยให้
crop อยู่ในเฟรม ก็อาจเห็นเป็นภาพที่มีความหมายได้ โดยเฉพาะภาพบานประตูลายไทยที่ ลงรักษ์ปิดทอง จะเห็นลายละเอียด
และลีลาสวยงามซึ่งเข้าใจว่าน่าจะทำขึ้นมาใหม่ในยุคหลังๆ เปรียบเทียบกับบานประตู อีกบานหนึ่ง ที่คิดว่าน่าจะเป็นแบบดั่งเดิม
หรือเป็นศิลปะแบบล้านนา ภาพเหล่านี้อาจไม่ค่อยสะดุดตานักแต่ถ้ามองใกล้ๆและ crop ภาพให้เห็นในสาระที่ต้องการ โดยการ
เปิดแฟลชถ่ายแบบใช้ reflex (เปิดแผ่นสะท้อนสีขาว) พื้นสีทองก็จะถูกดึงให้สว่างซึ่งทำให้ภาพเด่นขึ้นมาได้

ขณะกำลังเดินถ่ายภาพอยู่ภายในบริเวณ  บนท้องฟ้าก็เห็นลีลาของกลุ่มเมฆกำลังขับเคลื่อนเปลี่ยนอิริยาบทไปทุกขณะ ฟ้าเข้มกับ
ปุยเมฆขาว เป็นสิ่งที่ต้องหมั่นสังเกตุตลอด เพราะหากมันเคลื่อนจังหวะให้เห็นอย่างลงตัวกับภาพหรือสถานที่นั้นๆ ก็น่าจะทำ
ให้กลายเป็นภาพที่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ภาพเจดีย์ ที่เห็นฟ้าเข้มนั้นได้ถ่ายไปหลายภาพ เพราะการเคลื่อนตัวของเมฆจะทำให้
ภาพฉากหลังของท้องฟ้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เห็นจังหวะดีๆจึงต้องถ่ายเก็บไว้โดยที่อย่าเสียดายฟิล์มนัก และควรถ่ายไว้
้หลายๆภาพ เพราะช่วงนั้นจะเห็นว่าความงามกำลังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งรวมไปถึงการปรับเปลี่ยนหน้ากล้องให้หลากหลาย
ด้วย มีทั้งตั้งค่าวัดแสงให้พอดีและตั้งเผื่อให้โอเวอร์ เพราะเมฆสีขาวในปริมาณมากๆบนท้องฟ้าจะมีผลต่อการวัดแสงทุกครั้ง

มีอยู่ภาพหนึ่งที่เห็นแล้วก็รู้สึกทันทีว่าเสร็จแน่ "คือเราเสร็จ" เป็นภาพ พระพุทธสิหิงส์ภายในพระอุโบสถหลังเก่า บริเวณนี้จะ
เปิดไฟสว่าง มีฉากหลังเป็นพื้นแดงและเห็นลายสีทองที่สวยงาม แต่ถ้าจะถ่ายภาพให้ได้ดีจำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง เพราะฟิล์ม
Velvia มีความไวของแสงเพียงแค่ 50 ISO ซึ่งน้อยมากในสภาพแสงต่ำๆแบบนี้ เนื้อฟิล์มอาจละเอียดมากแต่ก็มีข้อจำกัดใน
สภาพแสงน้อยๆ

วันนั้นผมไม่ได้เตรียมมาขาตั้งกล้องมา มีแต่แฟลชเท่านั้นที่จะพอช่วยได้บ้าง แต่ปัญหาที่ตามมาอีกอย่างก็คือก็คือตัวองค์พระกับ
ฉากหลังมีระยะห่างกันค่อนข้างมาก ตัวพระอาจไม่มีปัญหาแต่ฉากหลังคิดว่ามีปัญหาคือมืดแน ่แฟลชจะไปไม่ถึง ผลที่ออกมา
ก็เป็นไปตามนั้นคือฉากหลังไม่สว่างเท่าเหมือนกับที่เห็นด้วยตา ดูภาพแล้วรู้เลยว่าแสงไม่พอ เพราะของจริงจะเห็นฉากหลังสี
แดงสดและเด่นมาก  แต่ภาพที่ถ่ายออกมากลายเป็นสีแดงปนน้ำตาล ความรู้สึกที่เห็นภาพจากสไลด์มัน drop ลงไปมาก

ขาตั้งกล้อง หากสามารถพกพาไปได้อย่างไม่ลำบากนักก็น่าจะนำติดตัวไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นกล้องฟิล์มหรือกล้องดิจิตอลเพราะ
สามารถถ่ายโดยใช้สปีดต่ำๆได้ เทคนิคการถ่ายภาพโดยใช้ขาตั้งแบบง่ายๆก็คือเลือกรูรับแสงไปที่ 8 หรือ 11 (เพื่อผลความชัด
ลึกให้กว้างพอ) แล้วให้กล้องเลือกความเร็วเองสำหรับกล้อง auto ถ้าเป็นกล้องแมนนวลก็ใช้วิธีหมุนหรือเลื่อนปุ่มชัตเตอร์สปีดเอง
ตามค่าแสงนั้นๆ ส่วนการลั่นชัตเตอร์ให้ใช้ระบบตั้งเวลา เพื่อไม่ให้กล้องสั่นๆไหว ซึ่งระบบนี้ใช้ได้ทั้งหล้องทุกชนิดรวมทั้งกล้อง
ดิจิตอลด้วย สำหรับการวัดแสงภาพที่เห็นนี้ถ้าวัดแสงแบบเฉลี่ยภาพจะอันเดอร์เพราะมีแสงสีทองสะท้อนมากมาย เทคนิคง่ายๆ
ก็คือถ้าเป็นฟิล์มสีควรตั้งให้โอเวอร์ +1 stop ส่วน Slide ตั้งที่ +0.3 หรือ + 0.7 Stop โดยประมาณ

ภาพพระภายในพระอุโบสถทีเห็นสีทองเหลืองอร่าม หากวัดแสงตามนั้นรับประกันว่าภาพอันเดอร์ทุกภาพ(มืด) ทั้งนี้เพราะแสง
สีทองที่สะท้อนมายังกล้องนั้นจะทำให้การวัดแสงคลาดเคลื่อน จึงต้องตั้งเผื่อไว้ทุกครั้ง ตรงนี้หากที่ผ่านมาใครเคยพลาด
ถ่ายพระทีไรได้ภาพออกมามึดๆทุกที ก็อย่าโทษว่าเป็นเพราะปาฏิหาริย์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็แล้วกัน ลองหาทางแก้ตัวอีกครั้งโดย
ปรับตั้งหน้ากล้องกันใหม่ก็จะรู้ความจริงด้วยตนเอง

สีทองเป็นสีที่ถ่ายออกมาให้ดีให้มีสีสุกปลั่งค่อนข้างยาก ทั้งพระภายในพระอุโบสถและภาพเจดีย์สีทอง จึงจำเป็นต้องมีเทคนิค
บางอย่างที่ควรรู้ ภาพจึงจะเห็นเหลืองอร่ามใกล้เคียงหรือเหมือนกับของจริง ภาพถ่ายในชุดต่อจากนี้ไปจะมีภาพในแนวสีทอง
ที่ถ่ายตามวัดต่างๆอีกหลายวัด ถึงตอนนั้นก็จะมีคำแนะนำมาบอกกล่าวกัน ใครสนใจติดตามได้นะครับ  และเพื่อความแน่นอน
ก็ควรสมัครสมาชิกไว้ เพราะหากมีเรื่องใหม่ๆก็จะแจ้งให้ทราบทางอีเมล์ สมัครได้ที่นี่ คลิก




 
photoontour.com  copyright © All images www.photoontour.com, All rights reserved      
 
 
Articles  I City Tour  I Events I Photo Services I  Gallery I  Misc. I Free wallpaper

 
Portraits I  Special Photos I Today Talk I  About Us I Site Map  I Home