| |
ครั้งแรกที่ผมเคยมาเที่ยววัดสวนดอก ยังจำภาพเดิมๆว่าเป็นวัดมีวิหารใหญ่โตมาก ชนิดที่ไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อน และเป็นวิหารที่ค่อนข้างจะแปลกคือไม่มีฝาผนัง ไม่มีหน้าต่าง วิหารจึงดูโล่งๆ มีเพียงลูกกรงเหล็กดัดเอาไว้ป้องกันพวกมิจฉาชีพ
วัดสวนดอกมีบริเวณที่กว้างขวางมากประมาณ 35 ไร่ เดิมที่นี่เป็นสวนดอกไม้ของพระเจ้ากือนา กษัตริย์องค์ที่ 8 ในราชวงศ์
เม็งราย ซึ่งปกครองอาณาจักรล้านนาในสมัยนั้น
พ.ศ. 1914 หรือเมื่อ 634 ปีนับจากปัจจุบัน พระเจ้ากือนาทรงโปรดให้สร้างวัดสวนดอกขึ้นให้เป็นวัดอารามหลวง หรือเป็นวัด เอกของเมืองเชียงใหม่ มีชื่อว่า วัดบุปผาราม ที่แปลว่าวัดดอกไม้ และได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากเมืองสุโขทัย
มาประดิษฐานที่พระเจดีย์ทรงศรีลังกา (ทรงระฆังคว่ำ)
ในสมัยที่พระเจ้ากือนาปกครองเชียงใหม่ วัดสวนดอกมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก แต่หลังสิ้นราชวงศ์เม็งราย(องค์ที่ 17) และตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า บ้านเมืองก็เกิดจลาจลรบราฆ่าฟันวุ่นวาย ทำให้วัดสวนดอกขาดการทำนุบำรุงจึงกลายเป็นวัดร้าง
วัดประจำตระกูล ณ เชียงใหม่
ถึง พ.ศ. 2450 หรือเมื่อ 98 ปี นับจากปัจจุบัน ในยุคของพระยากาวีละปกครองเชียงใหม่ พระนางดารารัศมี พระสนมเอกในรัชกาลที่ 5
ซึ่งเป็นเจ้านายในราชตระกูล ณ เชียงใหม่ เห็นทำเลที่วัดสวนดอกกว้างขวาง จึงย้ายเอากู่(เจดีย์บรรจุอัฐิ)ของเจ้า
นายในตระกูล ณ
เชียงใหม่ จากที่เคยอยู่ใต้ต้นสนร้างริมแม่น้ำปิงจึงได้นำมารวบรวมไว้ที่นี่
และวัดสวนดอกก็กลายเป็นที่เก็บ
อัฐิของเจ้านายในราชวงศ์เชียงใหม่สืบมา โดยราชสกุลรุ่นต่อๆมาก็ได้อุปถัมภ์ค้ำชูวัดนี้มาโดยตลอด จึงถือว่าวัดสวนดอก
เป็นวัดประจำตระกูล
ณ เชียงใหม่ เป็นต้นมา
พ.ศ.2475 พระครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาได้ทำการบูรณะวัดนี้ขึ้นและได้บูรณะวิหารหลวงหลังปัจจุบันด้วย และ
หลังจากที่พระครูบาศรีวิชัยมรณะภาพในปี พ.ศ. 2481 ก็ได้สร้างอนุสาวรีย์เก็บอัฐิไว้ที่วัดนี้ด้วยเช่นกัน
ถ้าใครมาเที่ยววัดสวนดอก ก็ควรเข้าไปนมัสการพระเจ้าเก้าตื้อด้วย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญและเป็นที่เคารพสักการะ
ของชาวเชียงใหม่ พระเจ้าเก้าตื้อเป็นพระเก่าแก่ที่สร้างในสมัยพระเมืองแก้ว กษัตริย์องค์ที่ 13 ของราชวงศ์เม็งรายเมื่อปี
พ.ศ. 2047 พระเจ้าเก้าตื้อเป็นพระพุทธรูปหล่อที่ใหญ่มาก
หน้าตัก
กว้าง 8 ศอก ครั้งแรกที่สร้างก็เพื่อจะนำไปประดิษฐาน
ให้เป็นพระประธานที่วัดพระสิงห์ แต่หลังจากหล่อเสร็จแล้วปรากฏว่ามีน้ำหนักมาก เคลื่อนย้ายไม่สะดวก จึงโปรดให้ประดิษฐานไว้ที่วัดสวนดอกแห่งนี้
(พระเมืองแก้ว หรือที่เรียกในตำนานว่า พระเจ้าดิลกปนัดดาธิราช หรือพระเจ้าศิริธรรมจักรพรรดิราช กษัตริย์แห่งเมือง
เชียงใหม่
ซึ่งครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2038 2068 )
คำว่าเก้าตื้อนี้มีความหมาย
เก้าตื้อ หมายถึงทองหนัก 9 ตื้อ คำว่า "ตื้อ" เป็นหน่วยน้ำหนักทองที่เรียกในสมัยนั้น ตื้อเป็นภาษาพื้นเมืองเหนือ
1 ตื้อ เท่ากับ
พันชั่ง หรือ ทองคำ 1,000 กิโลกรัม ดังนั้น 9 ตื้อก็เป็นนำหนักทอง 9,000 กิโลกรัม หรือ 9 ตัน ซึ่งก็คงหายากที่จะมี
พระพุทธรูปเนื้อทองหนักขนาดนี้
พระเจ้าเก้าตื้อ ในอดีตถือว่าเป็นเป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดของล้านนา แม้ปัจจุบันก็ยังเป็นที่ยอมรับว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อ
ที่ใหญ่โตและงดงามที่สุด
พระเจ้าเก้าตื้อชาวล้านนาร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์รวมจิตใจ
ศูนย์รวมศรัทธาที่แสดงถึงความ
เป็นปึกแผ่นของบ้านเมืองในสมัยนั้น
ในวันที่ผมมาเที่ยววัดนี้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2547 หลังจากที่ออกจากพระอุโบสถพระเจ้าเก้าตื้อแล้ว ก็ได้เดินไปทางกุฏิของพระรูปหนึ่งที่อยู่ใกล้กัน เมื่อท่านเห็นผมจึงเรียกเข้าไปหา ครั้งแรกก็คิดว่าท่านเรียกให้อุดหนุนเช่าพระ
ก็รีรอสักพัก
แต่หลังจากญาติที่มาด้วยกันชวนให้เข้าไปหาท่านจึงตัดสินใจเดินเข้าไป
ท่านชื่อ หลวงปู่บุญมา อนิญชโต อายุ 81 ปี เป็นพระที่บวชอยู่วัดนี้มานานถึง 27 พรรษา และเป็นพระอาวุโสที่รู้เรื่องราวของวัดนี้เป็นอย่างดี เรื่องที่สนทนากับท่านมีสาระที่น่าสนใจไม่น้อย
ท่านบอกว่าพระเจ้าเก้าตื้อที่เห็นนี้ หนัก 9 ตื้อ คือ 1 ตื้อนั้นจะเท่ากับ 1,200 กิโลกรัม(ตัวเลขต่างกับข้างต้น) ถ้า 9 ตื้อก็เท่ากับ
หนัก 108,000 กิโลกรัม และความหมายอีกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้าเก้าตื้อก็คือ เป็นการหล่อด้วยทองสำริดแบ่งเป็นท่อนๆ ได้ 9
ท่อน แล้วนำมาประกอบกัน โดยหล่อจากที่อื่นแต่นำมาต่อเชื่อมเป็นองค์พระที่วัดนี้ เหตุที่ไม่สามารถหล่อได้ครั้งเดียวก็เนื่อง
จากเป็นพระโลหะที่ใหญ่มาก จึงต้องหล่อทีละส่วนแล้วนำมาต่อกัน ลักษณะเดียวกับการสร้างพระประธานปางลีลากลางแจ้งที่พุทธมณฑล
และในวันขึ้น 8 ค่ำ ของทุกเดือน จะมีการเฉลิมฉลองพระเจ้าเก้าตื้อ ซึ่งวันนั้นจะมีพิธีทำบุญตักบาตร และมีชาวบ้านมาร่วม
ทำบุญเป็นจำนวนมาก
ความจริงของพระเจ้าเก้าตื้อที่ไม่ได้ปรากฏในที่สาธารณะ
ท่านเล่าว่าพระเจ้าเก้าตื้อที่เห็นนี้ได้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่แทนของเก่า โดยมีคณะศรัทธาญาติโยมซึ่งมีหัวเรือใหญ่เป็นอาจารย์
จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ มีตำแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์ ร่วมกับผู้มีฐานะร่ำรวยมั่งคั่ง ได้ไปปรึกษาหารือกับท่านเจ้าอาวาส เพื่อจะทำการลอกทองคำที่หุ้มพระเจ้าเก้าตื้อออก และปิดใหม่ให้ดูสวยงามขึ้นซึ่งในขณะนั้นเห็นว่าทองเก่าได้หลุดลอกออกบางส่วน
และการปิดทองใหม่ก็ได้ให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการ โดยใช้ทองชนิดพิเศษเรียกว่าทองวิทยาศาสตร์ ์ซึ่งจะทำให้องค์พระมีสีทองสุกใสแวววาว
การบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งนี้ ชาวบ้านที่ศรัทธาวัด ต่างไม่เห็นด้วยที่ต้องลอกทองเก่าซึ่งเป็นทองบริสุทธิ์ออก และปิดทองใหม่
ซึ่งเป็นทองผสม ไม่ได้เป็นทองคำบริสุทธิ์เหมือนแต่แรก แต่ชาวบ้านใกล้เคียง คนเฒ่าคนแก่ และพระในวัดที่เป็นคนท้องถิ่นไม่สามารถทัดทานความตั้งใจนั้นได้ จึงต้องปล่อยให้บูรณะจนแล้วเสร็จ ท่ามกลางความเสียดายของชาวบ้าน ซึ่งการบูรณะ
ครั้งนี้กระทำเมื่อปลายปี 2539 และมาเสร็จเมื่อต้นปี 2540
แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุกับอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้นี้หลายเรื่อง เช่นมีญาติเสียชีวิตอย่างกระทันหัน และเจ้าตัวประสบเคราะห์กรรมต่างๆนานา นต้องลาออกจากหน่วยงานและได้มาบวชชีที่วัดนี้เพื่อเป็นการขอขมา (ปัจจุบันได้สึกแล้ว)
จะเป็นอาถรรพ์ด้วยเหตุจากการลอกทองพระเจ้าเก้าตื้อหรือไม่คงเป็นเรื่องที่พิสูจน์ยาก แต่จากคำร่ำลือของชาวบ้านวัดสวนดอก
และชาวเชียงใหม่ที่ทราบเรื่องนี้ ต่างกล่าวว่าเป็นเพราะการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำและเป็นการฝืนมติของชุมชน
จากคำบอกเล่าของหลวงพ่อพอจะจับประเด็นได้ว่า วัดสำคัญๆของเชียงใหม่เมื่อจะมีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส
ก็จะมีการพิจารณาตามขั้นตอนของคณะสงฆ์ ที่ไม่ต่างจากการแต่งตั้งในทางโลก ดูยศ ดูตำแหน่ง แล้วก็แต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส
ทำให้ขาดความรู้สึกผูกพันกับวัดนั้นมาก่อน เหมือนเป็นพระจากที่อื่นที่มาอยู่ใหม่ เมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสก็พยายามสร้างผลงาน
ให้เป็นที่ปรากฏ การสร้างถาวรวัตถุ การระดมทุนรับบริจาค ก็ถือเป็นผลงานที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้
การที่ลอกทองคำเก่าดั่งเดิมของพระเจ้าเก้าตื้อออกและปิดทองใหม่นี้ เป็นการฝืนความรู้สึกของชาวบ้านที่มีความผูกพัน
และหวงแหนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเองนับถือ และสิ่งนี้ยังเป็นเรื่องที่ค้างคาใจชาวบ้านและชาวเชียงใหม่มาจนถึงทุกวันนี้
จากการที่ได้สนทนากับหลวงพ่อ ทำให้สิ่งที่ผมสงสัยในใจนั้นกระจ่างขึ้น เพราะก่อนหน้าที่จะมาพูดคุยกับหลวงพ่อ มีคนบอก
ว่าพระเจ้าเก้าตื้อนั้นเป็นพระเก่าแก่มาก แต่เมื่อมาเห็นแล้วก็รู้สึกว่าเป็นพระใหม่เหมือนวัดทั่วๆไป เพียงแต่มีการจัดฉากและเปิด
ไฟให้ดูสวยงาม ปิดบังร่องรอยของอดีตจนหมดสิ้น
การที่หลวงพ่อปู่กวักมือเรียกอยู่หลายครั้งในตอนแรกนั้น ก็พอจะเข้าใจว่าท่านคงต้องการเล่าความจริงให้ฟัง เล่าแทนชาวบ้าน
ที่รักและหวงแหนพระพุทธรูปที่ตนเคารพนับถือมาหลายชั่วอายุคน
วันที่หลวงปู่ตื่นเต้น
ครั้งหนึ่งในไม่กี่ปีมานี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จมาที่วัดนี้ และวันนั้นหลวงปู่ท่านไม่ได้ออกไปอยู่ต้อนรับ
ก็อาจไม่ใช่พระผู้ใหญ่ที่มีสมณะศักดิ์สูง จึงอยู่แต่ที่กุฏินี้ และวันนั้นก็ได้สร้างความประหลาดใจให้กับหลวงปู่เป็นอย่างมาก
เพราะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังเดินมาบอกท่านว่า
เดี๋ยวพระเทพฯท่านจะเสด็จมาที่นี่
ซึ่งก็ทำเอาหลวงปู่เตรียมตัวแทบไม่ทัน เพราะเป็นการเสด็จโดยที่ไม่ได้อยู่ในหมายกำหนดการแต่อย่างใด แต่เจ้าหน้าที่ผู้นั้น
ก็บอกว่าไม่ต้องเตรียมตัวอะไร ทำตัวแบบปกติและไม่ต้องใช้คำราชาศัพท์
อีกไม่ถึง 5 นาที พระเทพฯท่านก็เสด็จมา และสนทนากับหลวงปู่ยังหน้ากุฏิแห่งนี้ ซึ่งภาพวันนั้นก็สร้างความแปลกใจให้กับหลายๆคน เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้มาก่อน ทุกวันนี้หลวงปู่ก็ยังแปลกใจไม่หาย หรือว่ามีใครเล่าเรื่องหลวงปู่ให้ท่านฟังก่อนที่จะเสด็จมาที่วัดนี้ ผมฟังหลวงปู่เล่าก็พลอยแปลกใจไปด้วย แต่ลึกๆแล้วก็น่าจะมีนัยสำคัญบางอย่างที่หลายคนมิอาจล่วงรู้ได้
นี่เป็นปรากฏการณ์ที่หลวงปู่เล่าให้ฟังเมื่อเย็นวันที่ 12 สิงหาคม 2547 ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้และมีโอกาสไปเที่ยววัดสวนดอก
ลองเดินไปที่กุฏิหลวงปู่ซึ่งอยู่ใกล้กับพระอุโบสถพระเจ้าเก้าตื้อ พบท่านแล้วก็อาจได้รับรู้เรื่องราวของวัดสวนดอก และประวัติ
พระเจ้าเก้าตื้อจากปากของท่านเอง จากผู้ที่เกิดที่นี่และมีความผูกพันกับวัดนี้มาเป็นเวลานานถึง 81 ปี
ก่อนที่กราบลาหลวงพ่อท่านก็ได้มอบรูปภาพพระเจ้าเก้าตื้อให้เป็นที่ระลึก เป็นภาพพระเจ้าเก้าตื้อก่อนมีการบูรณะ ซึ่งถ่ายโดย
นักท่องเที่ยวชาวเยอรมันและได้มอบให้กับหลวงปู่ไว้ เมื่อผมเห็นภาพนั้นแล้วก็ร้องว่า "ใช่เลยนี่แหละ เป็นพระเก่าแก่ที่แสดงถึงฝีมือของช่างล้านนาในสมัยก่อน"
พระเจ้าเก้าตื้อที่เห็นในภาพนั้น แสดงถึงความเก่าดั่งเดิม ให้ความรู้สึกที่เป็นพระพุทธรูปสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน แม้สีทองที่ปิดจะไม่เหลืองอร่ามเช่นปัจจุบัน แต่ก็ทำให้รู้สึกดูขลังกว่าที่เห็นองค์จริงในวันนั้น < ูดููภาพของเดิมที่นี่ >
พระพุทธรูปเก่าแก่หลายแห่ง เท่าที่สังเกตกำลังเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะเดียวกับที่วัดสวนดอกอีก
คือลอกของเก่าออกแล้วปิดใหม่ จนไม่เหลือร่องรอยเดิม เหมือนกับแต่งทรงองค์พระกันใหม่ให้สวยขึ้น ซึ่งความหวังดีนั้นมันอาจจะเป็นการทำลายของเก่าแก่ดั่งเดิมแบบไม่รู้เท่าไม่ถึงการณ์
เวปมาสเตอร์
19 พฤษภาคม 2548
ข้อมูลของวัดสวนดอก
ชื่อวัด : วัดสวนดอก
ชื่อเดิม : วัดบุปผาราม
ตั้งอยู่ที่ : 139 ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
เนื้อที่ : 35 ไร่
ปีที่สร้าง : พ.ศ 1914
ผู้สร้าง : พระเจ้ากือนาธรรมิก ราชกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย หรือเม็งราย ลำดับที่ 6 ของอาณาจักรล้านนา
พระประธาน : พระเจ้าเก้าตื้อ หน้าตักกว้าง 3 เมตร(8ศอก) สูง 4.7 เมตร
ผู้สร้างวิหารหลวง : ครูบาศรีวิชัย สร้าง พ.ศ 2474- 2475 วิหาร กว้าง*ยาว 24*27 เมตร
ข้อมูลภาพถ่าย
Data
กล้อง : Nikon F90
Film : Slide Kodak E100VS /Slide Kodak 400
Lens : 50 mm., 28-70 mm.
Filter : No
Film scanner : Nikon Coolscan V ED |
|
|