เกาะราชา จ.ภูเก็ต (ตอนที่2)
หลังจากตอนที่ 1 ได้พูดถึงการเดินทาง (ที่ไม่ค่อยจะมันส์นัก) ว่ามีฝนตกตลอดเส้นทาง แต่พอเข้าเขตจังหวัดภูเก็ตฝนเริ่มเบาบางลง และขาดหายเป็นช่วงๆ จนใกล้จะถึงสะพานข้ามเกาะภูเก็ต ถึงตรงนี้ก็บอกลูกๆว่ากำลังจะผ่านสะพานเชื่อมระหว่างเกาะภูเก็ต กับ แผ่นดินในพื้นที่ของจังหวัดพังงาแล้วนะ จากเดิมที่มีแค่สะพานเดียว แต่เมื่อปรับปรุงถนนสายนี้ใหม่ก็สร้างสะพานขึ้นมาคู่ขนานกันสะพานเดิม สะพานใหม่นี้ใหญ่โตกว่าเก่ามากมีชื่อว่าสะพานเทพกษัตรี ส่วนสะพานเดิมชื่อสะพานสารสิน สะพานนี้ยาว 660 เมตร เปิดใช้เมื่อปี พ.ศ. 2510 สมัยรัฐบาลจอมพลถนนอม กิตติขจร ส่วนชื่อสะพานก็ตั้งตามนามสกุลของรัฐมนตรีที่ดูแลรับผิดชอบการก่อสร้าง ชื่อ นาย พจน์ สารสิน สำหรับสะพานเทพกษัตรี สร้างเมื่อคราวที่ปรับปรุงถนนสายนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองภูเก็ต ส่วนชื่อสะพานตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติแด่วีรสตรีผู้กล้าหาญ นามว่าท้าวเทพกษัตรีย์ (ชื่อเดิมว่า ท้าวหญิงจัน หรือคุณหญิงจัน ) หญิงไทยที่ระดมพลพรรคต่อสู้กับพม่าจนล่าถอยไป ทำให้เมืองถลางไม่ตกเป็นของพม่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 หรือสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อครั้งที่พม่ายกทัพมาตีเมืองถลาง (จ.ภูเก็ต) วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ 2338 ขณะขับรถมาถึงสะพานข้ามเกาะเป็นช่วงเย็นๆ เมฆก้อนใหญ่กำลังเคลื่อนเต็มท้องฟ้า บางครั้งก็มีแสงสีทองเล็ดลอดออกมา ทำให้ภาพที่มองเห็นเบื้องหน้ามีแสงสีสวยงามมาก ตั้งใจว่าจะจอดแวะที่เชิงสะพานเพื่อถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก ซึ่งดูแล้วน่าจะได้ภาพสวยๆก่อนเข้าเมืองภูเก็ต (อ่านต่อ)
แต่เมื่อรถผ่านสะพานไปแล้วกลับสับสนเรื่องจุดวกกลับมาเข้าถนนสายเดิม หรือถนนที่จะเข้ามาด้านหน้าโรงพักตำบลท่าฉัตรไชย ที่อยู่ติดทะเลเชิงสะพาน อาจเป็นเพราะไม่ทันสังเกตว่าป้ายอยู่ตรงไหน ทำให้ขับรถเลยไป เมื่อเลยไปแล้วก็ต้องเลยตามเลย จึงไม่คิดจะย้อนกลับ อีกอย่างก็ไม่อยากถึงตัวเมืองภูเก็ตมืดค่ำ เพราะระยะทางยังอีกราว 50 กิโลเมตร กว่าจะถึงภูเก็ต สะพานรักสารสิน สำหรับผู้ที่ชอบถ่ายภาพและขับรถส่วนตัวมาเที่ยวภูเก็ต หากมีเวลาและคิดจะตระเวณถ่ายภาพก็ขอแนะนำว่าสะพานสารสินเป็นจุดถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกที่น่าสนใจมาก ตอนเย็นๆจะมีนักตกปลามาชุมนุมกันหลายคน เป็นบรรยากาศที่น่าเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของภูเก็ตตอนเหนือที่เรียกว่าท่าฉัตรไชย บริเวณนี้มีเรือประมงจอดหลายลำ สามารถใช้เป็นองค์ประกอบให้ภาพมีเนื้อหาสาระได้ดีทีเดียว อาจจัดโปรแกรมเที่ยวรอบเกาะในภาคเช้าถึงบ่าย และไปปิดท้ายรายการที่สะพานสารสินในช่วงเย็น ก็นับว่าไม่เลว ยามเย็นที่นี่บรรยากาศโรแมนติคมาก (ขอบอก) หลายคู่เคยมานั่งจีบกันและดื่มด่ำกับท้องทะเลยามโผล้เผล้ ในอดีตสะพานสารสินก็มีเรื่องราวของความรัก เป็นตำนานรักในบทเศร้าของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง และี่จบชีวิตลงด้วยการกระโดดน้ำตายด้วยกันที่กลางสะพานสารสินเมื่อปี 2510 จนกระทั่งมีการนำเรื่องราวไปสร้างเป็นภาพยนต์ในเรื่อง สะพานรักสารสิน ใครสนใจเรื่องราวบทเศร้านี้ก็สามารถ Search หาอ่านได้จาก Google บังเอิญผมไปเจอเข้า เลยหยิบมาฝากกัน เพื่อประกอบเรื่องราวเกี่ยวกับสะพานสารสิน นึกขึ้นมาได้ว่า ผมเคยไปนั่งจีบสาว เอ้ย..เคยไปถ่ายภาพสะพานสารสิน เมื่อปี 2545 (ปีที่มาเที่ยวเกาะไข่ ) บรรยากาศในขณะนั้นใกล้เคียงกับการเดินทางในคราวนี้มาก มีเมฆ มีแสงแดด และมีทิวทัศน์สวยงาม คราวนั้นขับรถมาถึงสะพานสารสินก็จอดแวะถ่ายภาพก่อนจะเข้าตัวเมือง ภาพที่ว่านี้หากหาภาพเจอก็จะเอามาให้ดูกัน หากไม่เจอก็ถือว่าผ่านเลยไปก็แล้วกันนะครับ แต่ว่าภาพสวยๆบริเวณท่าฉัตรไชยยังจะมีให้ดูในทริปเที่ยวเกาะภูเก็ตครั้งนี้ อาจเป็นตอนสุดท้ายในวันที่เดินทางออกจากภูเก็ตและได้แวะถ่ายภาพไว้ ได้ฤกษ์เที่ยวเกาะราชา เที่ยวเกาะราชาคราวนี้ เป็นการเดินทางด้วยสปีตโบ๊ตที่เครื่องแรงและเร็วสะใจ แรกๆก็กลัวเรือจะแตกและพลิกคว่ำเพราะคนขับเรือแกสปีดออกจากท่าเหมือนจะโชว์ให้สาวๆดู แต่จริงๆแล้วก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น จะให้ขับแบบช้าๆ เรื่อยๆ ก็คงจะไม่สมชื่อว่าสปีดโบ๊ตที่แปลว่าเรือเร็ว อีกอย่างหนึ่งก็เป็นเรื่องปกติสำหรับเรือประเภทนี้ ใครไม่เคยก็อย่าตกอกตกใจ และกลัวจะตกน้ำตกท่า รับรองว่าปลอดภัยครับ เรือหางยาวที่เคยนั่งๆกัน เมื่อเทียบกับสปีตโบ๊ตแล้วความปลอดภัยต่างกันมาก การทรงตัวของสปีตโบ๊ตดีมาก เพราะเรือสร้างมาสร้างถูกแบบและได้มาตรฐาน ที่กลัวว่าเรือจะแตกตอนมันกระแทกคลื่น มันเป็นแค่ความรู้สึกเท่านั้นเอง แต่พอนั่งไปนานๆและปรับความรู้สึกได้ ก็มีแต่ความมันส์ลูกเดียว และมันส์พอๆกับดูภาพยนต์เรื่อง " สปีดเร็วกว่านรก " เรือออกจากท่าราว 9.30 น. ได้เวลาเคาะระฆังของท่าเรืออ่าวฉลองแล้วละครับ และไม่ว่าจะเรือจะออกไปที่เกาะใดๆ ก็จะได้ฤกษ์ออกเรือพร้อมๆกันในเวลาประมาณ 9.30 น. ท่าเรือที่อ่าวฉลองถือเป็นท่าเก่าแก่ และเป็นท่าเรือท่องเที่ยวที่ใหญ่สุดของภูเก็ต เดิมทีก็เป็นทั้งท่าเรือประมงและท่าเรือท่องเที่ยว แต่เมื่อการท่องเที่ยวขยายตัวมาก เรือประมงก็ย้ายไปยังท่าอื่น ช่วงเช้าๆที่นี่จึงคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เตรียมลงเรือ หมดช่วงเวลานี้แล้วบริเวณท่าเรือก็จะดูโล่งๆ คงมีแต่กรุ๊ปย่อยๆ ที่ว่าจ้างเหมาลำเฉพาะกลุ่มคณะของตนเอง พอช่วงเย็นราวสี่โมง ท่าเรือนี้ก็จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งคนขายของที่ระลึก ทั้งรถตู้รถรับจ้าง รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่กลับเข้าฝั่ง เกาะราชา (ใหญ่) เผลอแผลบเดียวเรือก็พามาถึงเกาะราชา ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง ต่างกับเมื่อหลายปีก่อนที่เป็นเรือไม้ หรือเรือประมงดัดแปลงเพื่อบริการนักท่องเที่ยวในขณะนั้น นั่งกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ กว่าจะถึงก็ใช้เวลาราวชั่วโมงเศษ (ใครอยากสัมผัสบรรยากาศเดิมๆสามารถอ่านบทความเรื่องเกาะราชา ปี 2542 ได้ที่นี่ ) ที่นี่เรียกว่าเกาะราชาใหญ่ หรือรายาใหญ่ เป็นเกาะที่มีอ่าวหันหลังชนกันอยู่ 2 อ่าว หรือ 2 หาด เพียงเดินข้ามพื้นที่ป่าระยะทางราว 800 เมตรก็ถึงกันแล้ว ส่วนอีกเกาะหนึ่งที่อยู่ใกล้กันเรียกว่าเกาะราชาน้อย หรือรายาน้อย เป็นเกาะที่ไม่มีชายหาด มีแต่จุดดำน้ำดูปะการัง สำหรับโปรแกรมท่องเที่ยวแบบปกติจะแวะไม่เกิน 2 จุด หากต้องการดำน้ำดูให้ทั่วก็ต้องเป็นทริปดำน้ำประเภท Scuba ใช้ถังอ๊อกซิเจนเพื่อดำดิ่งลงสู่ก้นทะเล ที่นักดำน้ำต่างชาติใช้กันนั่นแหละครับ เรือท่องเที่ยว Scuba แบบนี้จะเห็นถังอ๊อกชิเจนเต็มลำเรือ คนไทยน้อยคนที่ชอบดำน้ำแบบนี้้ เพราะต้องไปร่ำเรียนให้เป็นเรื่องเป็นราว ต้องฝึกการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ต้องรู้จักการใช้สัญญาณมือเมื่ออยู่ในน้ำ และที่สำคัญมีค่าใช้จ่ายสูง คนไทยส่วนใหญ่นิยมว่ายบนผิวน้ำแล้วก้มหน้าดูใต้ทะเลที่เรียกว่า Skin Diver มีชูชีพ หน้ากาก และสน็อกเกิล (ใช้อมเพื่อหายใจทางปาก) เป็นอุปกรณ์ แต่หากว่ายน้ำแข็งขึ้นมาหน่อยก็อาจใช้ตีนกบ เพื่อช่วยให้การแหวกว่ายเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น สำหรับผมก็แค่ต้วมเตี้ยมอยู่บนผิวน้ำ ออกทริปเที่ยวทะเลแต่ละครั้งก็สำลักน้ำกันเป็นประจำ ใช้อุปกรณ์ต่างๆก็ไม่ค่อยจะชำนาญ น้ำเข้าหน้ากากบ้าง เข้าสน๊อกเกิลบ้าง จนน่ารำคาญ ไกด์ปล่อยให้นักท่องเที่ยวเล่นน้ำกันตามสบายที่หาดราชาโดยบอกเวลานัดหมายไว้ ส่วนผมและญาติๆที่ซื้อบริการแบบมาพักค้างคืนที่เกาะ จึงต้องแบกเป้กระเป๋าเสื้อผ้าไปติดต่อที่พักบังกะโล อยู่ด้านหลังชายหาด บังกะโลที่นี่ดูเป็นแบบบ้านชาวเล ผนังสานด้วยไม้ใผ่ ลักษณะบ้านทรงสูง สร้างลดหลั่นไปตามเนินดิน มีระยะห่างกันมากเลยทีเดียว บรรยากาศเดิมๆ เอกลักษณ์ของที่นี่คือเงียบสงบ และอยู่ในบรรยากาศธรรมชาติของเกาะ มีต้นไม้ใหญ่อยู่เต็มไปหมด เสียงนกและเสียงจั๊กจั่นดังสนั่นบริเวณ นึกในใจว่าไม่ต่างกับที่เคยมาเห็นเมื่อ 8 ปีก่อน หากเที่ยวกับเกาะอื่นๆของทะภูเก็ตในเวลาเดียวกันนี้แล้วคงเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้ อาจเป็นไปได้ว่าบริเวณทั้งเกาะนี้เป็นที่ของทางราชการ หรืออาจเป็นเขตอุทยาน ทุกอย่างจึงเป็นบบเดิมๆ จะเห็นเปลี่ยนแปลงก็ตรงหน้าหาดเพียงแห่งเดียวที่ถูกโรงแรมยึดพื้นที่ตลอดทั้งหน้าหาด ชื่อโรงแรม The Racha เจ้าของเป็นนักธุรกิจต่างชาติ ถ้าจำไม่ผิดอาจเป็นชาวมาเลเซีย หรือชาติอื่นที่นับถืออิลสาม สไตล์ของโรงแรมสูงประมาณ 2- 3 หรือหลังคาสูงไม่เกินยอดมะพร้าว ห้องพักออกแบบเป็นหลังๆบ้าง บางส่วนดูคล้ายทาวน์เฮ้าส์ สภาพภายในที่มองเข้าไปดูเรียบง่ายแต่หรูหรา เข้ากับบรรยากาศของเกาะ ส่วนราคาห้องพัก ขั้นต่ำก็คืนละหมืนบาท(เท่านั้นเอง) แพงสุดก็ราวสี่-ห้า หมื่นบาท ห้องพักอยู่บนหอสูงเห็นวิว 360 องศา ใครสนใจก็ติดต่อกันเอาเอง ส่วนผมและญาติๆพักดีกว่านี้ครับ เราอยู่กันแบบธรรมชาติ(สุดๆ) มีจั๊กจั่นนับร้อยนับพันร้องเพลงประสานเสียงให้ฟังกันตลอดคืน ติต่างว่ามีเหล่าบรรดานางระบำรำฟ้อน มาร้องเพลงขับขานให้องค์พระชายาได้บรรทมอย่างมีความสุข... มาสะดุ้งตื่นตอนตีห้า..ฝันว่ามานั่งดูการแข็งขันรถฟอร์มูร่าวัน เมื่อเล่นน้ำที่หน้าชายหาดได้ไม่นานก็ได้เวลาขึ้นเรือเพื่อไปดำน้ำดูปะการังกันต่อที่เกาะราชาน้อย ตรงจุดนี้น้ำใสเอามากๆ จนเห็นสรรพสิ่งที่อยู่ใต้น้ำได้อย่างถนัดตา ยิ่งมาเจอแสงแดดแรงๆที่ส่องถึงใต้ท้องทะเลก็ยิ่งเห็นแนวปะการังได้อย่างชัดเจน บริเวณนี้มีเรือลำอื่นๆจอดอยู่หลายลำ ต่างก็เลือกทอดสมอให้ห่างกันเพื่อป้องกันการพลัดหลงของลูกทัวร์ ที่อาจว่ายน้ำไปปะปนกับกรุ๊ปอื่น ดำน้ำดูปะการัง คณะเราซึ่งมีหลายชาติหลายภาษาต่างดำผุดดำว่ายกันอย่างสนุก เพราะความใสบริสุทธิ์ของน้ำที่ปราศจากมลภาวะ อีกอย่างหนึ่งบริเวณนี้อยู่ด้านหลังของเกาะ น้ำจึงนิ่ง และทำให้ปะการังเจริญเติบโตได้ดี ผิดกับด้านหน้าของเกาะ หรือด้านที่หันหน้าออกไปทางมหาสมุทรอินเดีย ทางซีกนี้จะรับคลื่นและลมกันอย่างเต็มๆ โดยเฉพาะคลื่นสึนามิที่ซัดเข้าหน้าหาดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 พร้อมกับฝากปะการังก้อนใหญ่ๆ ไว้ถึง 3 ก้อนเป็นของที่ระลึก ก้อนใหญ่สุดสูงราว 2 เมตรหนักราว 10-15 ตัน เห็นก้อนหินหรือก้อนปะการังแล้วก็ทำให้รู้ว่าคลื่นยักษ์นี้มันรุนแรงและน่ากลัวขนาดไหน เมื่อได้เวลาพวกเราก็ขึ้นเรือเพื่อเดินทางไปทานอาหารเที่ยงซึ่งอยู่อีกซีกหนึ่งของเกาะ จากนั้นเรือเร็วก็ทะยานออกจากฝั่งไปอย่างรวดเร็วจนเห็นน้ำแตกกระจายอยู่เบื้องหลัง เรือขับอ้อมเกาะเลาะฝั่งในระยะไม่ห่างมากนัก ช่วงนี้จะเห็นน้ำใสและทะเลเป็นสีมรกตสวยงามมาก ผมเที่ยวทะเลภูเก็ตกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ เพราะเกาะต่างๆที่อยู่ทางแถบทะเลภูเก็ตเป็นหมู่เกาะที่อยู่ทางฝั่งทะเลอันดามัน ไกลออกไปก็จะเป็นมหาสมุทรอินเดีย หมู่กาะต่างๆจึงอยู่ห่างจากฝั่งค่อนข้างมาก และเข้าสู่เขตน้ำลึก สังเกตุได้จากสีของน้ำทะเลจะเห็นเป็นสีน้ำเงินเข้ม ต่างจากบริเวณรอบเกาะที่สีของน้ำทะเลเป็นสีฟ้าอ่อนๆ ภาพของท้องทะเลที่ออกจากฝั่งมาไกลขนาดนี้ จึงเห็นสีน้ำทะเลที่แปลก และสวยงาม มันอาจเป็นสวรรค์ของหลายๆคนที่มีโอกาสมาสัมผัส และแน่นอนว่าผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ความสวยงามของท้องทะเลในทริป เที่ยวเกาะราชา ยังมีออกมาเรื่อยๆ ทั้งภาพและบทความก็จะลำดับไปตามโปรแกรมการเดินทาง พบกันใหม่ในตอนที่ 3 นะครับ เว็บมาสเตอร์ โฟโต้ออนทัวร์ 29 เมษายน 2551