วันนั้นผมมาถึงวัดพระแก้วดอนเต้าเอาช่วงเย็นๆ หลังเดินทางกลับจาก อ.งาว นึกขึ้นได้ว่าวัดพระแก้วดอนเต้าอยู่ไม่ไกลจากสุสานไตรลักษณ์ของหลวงพ่อเกษม เขมโก เท่าใดนัก ซึ่งหากใครไปนมัสการหลวงพ่อเกษม ก็น่าจะหาโอกาสไปแวะยังวัดพระแก้วดอนเต้าด้วย เพราะอยู่ในเส้นทางเดียวกัน และห่างจากสุสานไตรลักษ์ไปไม่ไกลนักก็จะมีทางแยกเลี้ยวซ้ายไปยังวัดเจดีย์ซาว หรือเจดีย์ 20 องค์ ที่มีลักษณะแตกต่างจากวัดทั่วไป นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนจังหวัดลำปางมักจะรู้จักวัดพระแก้วดอนเต้า เพราะปรากฏอยู่ในแผ่นพับโฆษณาแหล่งท่องเที่ยว และอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองลำปางเท่าใดนัก เพียงแค่ประมาณ 2 กิโลเมตรจากศาลากลางจังหวัด ข้ามสะพานรัษดาแล้วเลี้ยวขวาอีกนิดนึงก็ถึงแล้วหากใครไปเที่ยวลำปาง อาจนั่งรถม้าจากห้าแยกหอนาฬิกา โดยบอกกล่าวให้ไปวัดพระแก้วดอนเต้าด้วยก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะแค่เพิ่มระยะทางจากปกติอีกนิดหน่อยเท่านั้นเอง เส้นทางนี้จะผ่านบ้านท่ามะโอ ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยผู้มีชื่อเสียงในอดีตและปัจจุบันของลำปาง วัดพระแก้วดอนเต้าตั้งอยู่ตำบลเวียงเหนือ เป็นย่านอยู่อาศัยที่ดูสงบร่มรื่น และใกล้กับสำนักงานป่าไม้ของลำปาง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมดูแลพื้นที่ป่าไม้ของจังหวัด และเนื่องจากเป็นสถานราชการอันเก่าแก่และตั้งมาเป็นเวลานานจึงทำให้พื้นที่อันกว้างขวางของสำนักงานร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่ที่มีอายุอานามนับชั่วอายุคน พื้นที่แถบนี้ก็จะพบเห็นบ้านเรือนรุ่นเก่าๆอยู่หลายหลัง แต่ละหลังก็มีพื้นที่บริเวณใหญ่โต หลายคนบอกว่าแถวนี้เป็นย่านคหบดีที่มีฐานะและมีชื่อเสียงทางสังคม บ้างก็ว่าแถวนี้เป็นบ้านเชื้อเจ้าเก่าหรือผู้ดีเก่า ในอดีตบางหลังก็เปิดให้เป็นสถานท่องเที่ยวที่เรียกว่า "บ้านเสานัก"หรือบ้านที่มีเสาเรือนมาก แต่เมื่อเดือนเมษายน 2548 มีโอกาสขับรถผ่านไป ปรากฏว่าปิดแล้ว มองเข้าไปก็มีสภาพทรุดโทรม ในเขตตำบลเวียงเหนือ มีวัดเล็กวัดใหญ่อยู่มากมาย แต่วัดพระแก้วดอนเต้าดูจะแตกต่างจากวัดอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงกัน ประการแรกก็คือเป็นวัดที่สร้างอยู่บนเนิน ออกจะแปลกอยู่บ้างที่แถบนี้ไม่ไช่เป็นภูเขาหรือเป็นเนินขึ้นๆลงๆ แต่กลับมีพระเจดีย์ตั้งโดดเด่นบนเนินเล็กๆ ลักษณะเดียวกับวัดพระธาตุลำปางหลวง จะมีการถมดินให้สูงหรือว่าแต่เดิมนั้นเป็นเนินจริงๆก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ ประการที่สองก็คือวัดพระแก้วดอนเต้าเป็นวัดเก่าแก่ที่มีรูปทรงแบบพม่า ที่มีอายุนับพันๆปี แตกต่างจากวัดในระแวกเดียวกันอย่างชนิดคนละยุคสมัยกันเลยทีเดียว อาจจะบอกได้ว่าวัดนี้เป็นแหล่งรวมสถาปัตย์กรรม ศิลปกรรม หลายสมัย ที่แปลกกว่านั้นก็คือมีตำนาน มีประวัติความเป็นมาแตกต่างจากวัดอื่นๆโดยทั่วไป ลานจอดรถภายในวัดพระแก้วดอนเต้าในวันนั้น มองเห็นรถตู้ของกรุ๊ปทัวร์นักท่องเที่ยวจอดอยู่หลายคัน ทั้งๆที่เป็นช่วงเวลาเย็นแล้ว และเมื่อเดินเข้ามาภายในวัดก็ไม่ทำให้ผิดหวัง แสงอาทิตย์สาดส่องเจดีย์จนเห็นเป็นสีทองสุกปลั่ง เหมือนได้เห็นอัญมณีที่สุกใสปรากฏอยู่เบื้องหน้า สวยมากครับ
เป็นภาพที่งดงามของพระธาตุเจดีย์อันเก่าแก่คู่เมืองลำปางมานับพันๆปี และดูจะมีคุณค่ายิ่งขึ้นไปอีกที่รู้ว่าบนเจดีย์นั้นเป็นที่บรรจุพระเกศา(เส้นผม) ของพระพุทธเจ้า ซึ่งก็น่าจะเชื่อได้ว่าเป็นพระเกศาธาตุจริงของพระพุทธเจ้า ไม่ไช่เพียงแค่เป็นตำนานเล่าขานที่หลายแห่งมักจะอุปโหลกศาสนสถานของตนเอง เพื่อยกระดับให้เลอเลิศเหมือนกับที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยๆ วัดพระแก้วดอนเต้าเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เมื่อราว 700 ปี ก่อน ปี 1879 เกิดสงครามขึ้นที่เมืองเชียงราย เจ้าเมืองเชียงใหม่ซึ่งปกครองหัวเมืองตอนเหนือเกรงจะไม่ปลอดภัย จึงจัดขบวนช้างขบวนม้า อัญเชิญเสด็จมายังเมืองเชียงใหม่ แต่เมื่อมาถึงเมืองลำปางปรากฏว่าช้างที่อัญเชิญพระแก้วมรกตไม่ยอมเดินทางต่อ แม้ควานช้างจะปลอบ อย่างไรหรือแม้จะเปลี่ยนเป็นช้างเชือกอื่นก็ไม่ยอมไปอยู่ดี เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงต้องยอมให้อยู่ที่เมืองลำปางเป็นการชั่วคราวที่วัดดอนเต้า นับเป็นเวลานานถึง 32 ปี หรือในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 1879 2011 ที่พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้วดอนเต้า หลังจากนั้น่ก็ได้อัญเชิญไปยังเมืองเชียงใหม่ เพราะถือว่าเป็นพระที่มีสมบัติลำค่า ควรอยู่คู่กับเมืองเชียงใหม่ หรือเมืองหลวงของล้านนาในสมัยนั้น วัดพระแก้วดอนเต้า ตั้งอยู่ที่ตำบลเวียงเหนือ อ.เมือง จ.ลำปาง เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบพม่า มีพระบรมธาตุดอนเต้าเป็นเจดีย์องค์ ใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเนิน เมื่อเดินเข้าไปในวัดจะเห็นมณฑปเป็นชั้นๆ ฉลุลวดลายแบบวัดพม่า ภายในมณฑปจะเห็นเสาทุกต้นสลักลายคล้ายเถาวัลย์เลื้อย แตกต่างจากวัดทางภาคเหนือที่มักนิยมเขียนลายมากกว่าการแกะสลัก ส่วนเพดานก็ยังมีการสลักเป็นรูปลายต่างๆที่งดงามและดูเป็นการผสมผสานของศิลปะแบบพม่าและแบบจีน สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของจีนได้แทรกซึมเข้าไปสู่พม่านานหลายร้อยปีแล้วเช่นเดียวกับล้านนาของไทย ที่ปรากฏศิลปะแบบจีนปรากฏตามวัดเก่าแก่ของภาคเหนืออยู่มาก ภายในมณฑป หรือลักษณะที่เป็นศาลาหลังเล็กๆตรงหน้าพระธาตุเจดีย์ มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์แบบพม่าประดิษฐาน จะว่าไปแล้วคล้ายพระพุทธรูปแบบจีนมากกว่า วัดพระแก้วดอนเต้าและวัดสุชาดา แต่เดิม วัดพระแก้วดอนเต้าและวัดสุชาดามีพื้นที่อยู่ติดกัน ต่อมาทางการได้รวมเป็นวัดเดียวกัน และมีชื่อใหม่ว่า " วัดพระแก้วดอนเต้า สุชาดาราม วรวิหาร " คำว่า " สุชาดา " มีตำนานกล่าวว่าเป็นเทวดาที่จุติมาเกิด นางมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จนได้มารับใช้ปรนนิบัติพระเถระอยู่ที่วัดม่อนดอนเต้า (ม่อนแปลว่าเนิน) อยู่มาวันหนึ่งพระเถระคิดจะสร้างพระพุทธรูปสักองค์ แต่หาวัตถุที่จะสร้างไม่ได้ ก็พอดีนางสุชาดาได้ไปที่ไร่เพื่อเก็บดอกไม้มาถวายพระ และได้พบหมากเต้า (ผลแตงโม) ลูกงามใบหนึ่ง จึงนำมาถวายพระเถระ แต่เมื่อผ่าออกมาปรากฏว่าในผลหมากเต้านั้นพบแก้วมรกตอยู่ข้างใน พระมหาเถระก็นำแก้วมรกตนั้นมาสลักให้เป็นพระพุทธรูป เมื่อเสร็จแล้วก็มีพิธีฉลองสมโภช และตั้งชื่อวัดม่อนดอนเต้าเป็น วัดพระแก้วดอนเต้า ส่วนแก้วมรกตได้อัญเชิญไปประดิษฐานยังวัดพระธาตุลำปางหลวง และเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลำปางมาจนถึงทุกวันนี้
เวปมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
6 เมษายน 2549
|