| (ต่อ)
สิ่งหนึ่งที่ประทับใจและยังอยู่ในความทรงจำ หลังจากได้พูดเรื่องนี้ในตอนแรกของเรื่องราวเมืองน่านไปแล้ว ก็คือ เสียงซอเมืองน่าน ที่ได้ยินแว่วมาจากสถานที่แห่งหนึ่งขณะทานอาหารกลางเมืองน่าน แม้จะฟังได้ไม่ถนัดในทุกถ้อยคำ แต่ก็มีความหมาย และมีความไพเราะมาก
สิ่งนี้อาจเป็นเพียงตัวอย่างวัฒนธรรมดั่งเดิมของท้องถิ่น เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดน่านที่เสริมสร้างบรรยากาศให้สำผัสได้ทางโสตประสาทเสียงซอที่ได้ยินนั้นมีความหมายทางพุทธศาสนา กล่าวถึงพระพุทธเจ้า คำสั่งสอน และศาสนสถานของจังหวัดน่าน เป็นบทกวีพื้นบ้านที่คิดว่าชาวน่านหรือจังหวัดใกล้เคียงเคยได้ยินจนชินหู แต่เป็นเรื่องน่าแปลก น่าฟัง สำหรับนักท่องเที่ยวไม่น้อย
ณ วันนี้เรายังได้ยินเสียงซอย่านใจกลางเมือง แต่อนาคตก็ตอบไม่ได้ว่าจะได้ยินเสียงแห่งวัฒนธรรมท้องถิ่นนี้ ดังก้องกังวานอยู่กลางเมืองนี้อีกหรือไม่
นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวที่ใดเมืองใด ร้อยทั้งร้อยก็อยากเห็นอยากได้ยินสิ่งที่แสดงถึงความเป็นท้องถิ่นให้มากที่สุด ไปเที่ยวปักษ์ไต้ ก็อยากเห็น อยากได้ยิน อยากสัมผัสความเป็นภาคใต้ ไปเที่ยวภาคเหนือก็อยากเห็นความเป็นชาวเหนือ อยากได้ยินเสียง จ้าว อยากได้ยินภาษาท้องถิ่น ที่มีความไพเราะ แต่ปัจจุบัน มันเริ่มเลือนหายไป ทุกจังหวัดที่เติบใหญ่ กลายเป็นกรุงเทพฯเข้าไปทุกขณะ ระบบการจัดการทุกอย่างกลายเป็นความคิดความอ่านของคนเมืองกรุง และแน่นอนว่าทุกหนทางของความเจริญที่เกิดขึ้นในบ้านเรา จะทับถมความเป็นรากเหง้าของท้องถิ่นจนหมดสิ้น ต่างกับบางประเทศที่มีความเจิญทางความคิด ได้ทำให้สองสิ่งนี้เป็นไปในลักษณะคู่ขนานและเกื้อกูลกัน
ที่เชียงใหม่ ครั้งหนึ่งที่ไปเที่ยวเมื่อหลายปีก่อน ได้นั่งทานอาหารพื้นเมืองแถวๆประตูเมือง ทานลาบ ข้าวเหนียว ในร้านเล็กๆที่มุงด้วยใบตองตึง ข้างหน้าจะเห็นประตูเมืองเก่าแก่ข้างคูเมือง แต่ปัจจุบันไม่เหลือสภาพที่ว่านี้ บรรยากาศตองตึงที่เคยเห็นออกร้านในเทศกาลต่างๆกลายเป็นอย่างอื่นไปหมดแล้ว
เราคงไม่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงของความเจริญเติบโต แต่ปัญหาว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้คำว่า ท้องถิ่น นั้นคงอยู่ และอยู่ในสภาพที่เป็น ธรรมชาติด้วยตัวของมันเอง ไม่ไช่เป็นการแสร้ง สักแต่ว่าให้มันมีอยู่กันแบบแกนๆเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยว หรือหวังผลประโยชน์ทางการค้า
ความเป็น original หรือความดั่งเดิม แบบพื้นเมืองล้านนา ได้เลือนหายไปแล้วในหลายจังหวัด แต่ที่น่านยังพบเห็นอยู่หลายมิติ สามารถ ติดตามอ่านได้ในเรื่องราวที่ผ่านมา (ตามที่สรุปเรื่องไว้ข้างบน)
เขียนมาถึงตอนนี้ นึกขึ้นได้ว่า มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ไปพบเห็นในงานสรงน้ำพระธาตุวัดลำปางหลวงเมื่อเดือนเมษายน 48 และก็ลืมเขียนไว้ใน บทความครั้งนั้น โดยเจ้าหน้าที่ของวัดเล่าให้ฟังว่า ทางจังหวัดขอร้องให้ทางวัดใช้ภาษาภาคกลาง ในการสื่อสาร ประกาศ หรือ บอกบุญว่าไม่ควรใช้ภาษาท้องถิ่น (คำเมือง) ในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุ ที่กระจายเสียงไปทั่วทั้งวัด เพราะเกรงว่านักท่องเที่ยวที่มากันมากมายจะฟังไม่รู้เรื่อง ผมได้ยินเรื่องนี้ถึงกับสะอึกขึ้นมาทันที
บ้ากันหรือเปล่าที่คิดแบบนี้
งานบุญงานกุศลที่เป็นประเพณีท้องถิ่นและจัดกันมานานหลายชั่วอายุคน กี่ปี กี่ครั้ง ทางวัดก็ใช้ภาษาคำเมืองกันมาตลอด แล้วจู่ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่ ของจังหวัด มาขอให้ทางวัดทำแบบที่ว่านี้ ตลกสิ้นดี แสดงถึงภูมิปัญญาของผู้นั้นเลยว่าขาดความเข้าใจในเรื่องประเพณีและวัฒนธรรมอย่างมาก ไม่พอยังเป็นผู้ที่ทำลายวัฒนธรรมเสียเอง
" น่าอนาถไม๊ครับ กับความคิดความอ่านแบบนี้ "
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่อยากจะเล่าให้ฟัง เพราะได้ยินมากับหู เจ้าหน้าที่ของวัดก็รู้สึกอึดอัดใจ เพราะถนัดที่จะใช้ภาษาคำเมือง มากกว่าภาษา ภาคกลาง จะว่าไปแล้วเรื่องภาษาท้องถิ่นก็เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ พอฟังกันได้ แม้จะฟังได้ไม่ตลอดแต่พอจับใจความได้ และก็เชื่อว่าไม่ มีใครจะตั้งอกตั้งใจฟังกันเท่าใดนัก เพราะส่วนใหญ่ตั้งใจมาทำบุญกัน เสร็จจากทำบุญที่นี่ก็จะเดินทางไปเที่ยวกันต่อ
กลับมาที่เมืองน่านกันต่อดีกว่า ก่อนที่จะลามปามไปอีกหลายจังหวัด
ในตัวจังหวัดมีวัดสำคัญอยู่ 2 แห่ง แห่งแรกก็คือ วัดภูมินทร์ วัดนี้อยู่กลางเมือง ขับรถผ่านในเมืองก็มีโอกาสได้เห็น เป็นวัดเก่าแก่ที่น่าสนใจ มีสิ่งดีๆหลายอย่างเช่นภาพจิตรกรรมฝาผนัง ใกล้กันก็เป็นพิพิธภัณฑ์ มีของเก่าของแก่มากมาย โดยเฉพาะงาช้างดำ ที่เคยได้ยินมานานว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองน่าน ใครไปเที่ยวก็น่าจะแวะพิสูจน์ด้วยตา วันนั้นผมไม่มีเวลา เพราะต้องรีบกลับกรุงเทพจึงแค่ขับรถผ่าน
อีกแห่งหนึ่งก็เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองน่านก็คือ วัดพระธาตุแช่แห้ง เป็นวัดที่คนเกิดปีเถาะหรือปีกระต่ายจะมากราบใหว้พระธาตุกันถือว่าหากใครได้กราบนมัสการพระธาตุเจดีย์ตามปีเกิดแล้วก็จะเป็นสิริมงคลกับผู้นั้น
คำว่า แช่แห้ง ที่เป็นชื่อวัด ฟังดูแปลกๆ จนขณะนี้ก็ยังหาคำตอบถึงที่มาที่ไปไม่ได้ แต่ดูเหมือนจะคล้องจองกับชื่อวัดประจำจังหวัดแพร่ คือ วัดพระธาตุช่อแฮ
ช่อแฮ แช่แห้ง จะเกี่ยวข้องกันหรือไม่ .. ?
บางคนบอกว่า " แช่แห้ง" มีความหมายที่เป็น ปริศนาธรรม ให้คนคิด และตีความเอาเอง
วัดพระธาตุแช่แห้งห่างจากตัวเมืองไปไกลนัก คะเนด้วยสายตาน่าจะราวๆ 3 กม. วัดนี้ตั้งอยู่บนเนิน เมื่อขับรถขึ้นไปบนเขตวัดแล้วจะเห็น ท้องไร่ท้องนาอยู่เบื้องล่าง พระธาตุแช่แห้ง เป็นปูชนียสถานที่สำคัญและเก่าแก่ของจังหวัดน่าน มีอายุราว 600 ปี ประดิษฐานอยู่ที่วัด พระธาตุแช่แห้ง ตามพงศาวดารเมืองน่าน กล่าวว่า พญาการเมืองโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระธาตุที่ได้มาจากเมืองสุโขทัย ระหว่างปี พ.ศ.1897-1901 ปัจจุบันองค์เจดีย์ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยาวด้านละ 22.5 เมตร สูง 55.5 เมตร บุด้วยทองเหลืองหรือทองจังโก ลงรักปิดทองตลอดทั้งองค์
คำว่าทองจังโก ปัจจุบันนิยมนำไปปิดพระธาตุเจดีย์กันหลายแห่งทั่วภาคเหนือ สร้างความโดดเด่นสวยงามให้กับศาสนสถานนั้นๆ หากนักท่องเที่ยวมีโอกาสพบเห็นตามวัดเก่าแก่ ก็ขอให้เข้าใจว่า สิ่งที่เห็นเหลืองอร่ามนั้น เป็นแผ่นทองที่ปิดทับของเก่าไว้ และพึ่งจะนิยมทำกันไม่กี่ปีมานี้เอง พระธาตุเจดีย์ที่เคยพบเห็นเป็นสีปูน สีขาว ปัจจุบันกลายเป็นเจดีย์ที่ปูทับด้วยแผ่นทองกันหมดแล้ว แต่ถ้าหากจะดูพระธาตุเจดีย์ที่ปิดด้วยแผ่นทองจังโกแบบโบราณแท้ มีการสลักลวดลายก่อนนำไปปิดทับ ก็ต้องไปดูที่วัดพระธาตุลำปางหลวง ที่นั่นเก่าแก่จนแผ่นทอง ผุกร่อนจนกลายเป็นสนิม
สำหรับงานประจำปีของวัดพระธาตุแช่แห้ง มีขึ้นระหว่างวันขึ้น 11 ค่ำถึง 15 ค่ำ เดือน 6 ทางเหนือ โดยนับทางจันทรคติ ซึ่งอยู่ในราว ปลายเดือนกุมภาพันธ์หรือประมาณเดือนมีนาคมทุกปี เมื่อราวต้นปี 2549 ที่ผ่านมาก็เห็นมีข่าวทางโทรทัศน์ มีการจัดขบวนที่แสดงถึง วัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นที่สืบทอดมาเป็นระยะเวลาอันนาน
เรื่องราวของจังหวัดน่านที่มีโอกาสไปเยือนเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2548 ได้จบลงอย่างครบถ้วนหมดแล้ว โดยมีเรื่องราวต่างๆจำนวน5 เรื่อง 5 ตอน จังหวัดน่านที่มาเที่ยวคราวนี้ คงเที่ยววนเวียนอยู่แต่ในเมือง ยังไม่มีโอกาสไปเที่ยวขุนเขาทางธรรมชาติที่เป็นเสน่ห์และเป็นสถานท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด ก็หวังว่าสักวันหนึ่งคงมีโอกาส และได้นำภาพพร้อมเรื่องราวการเดินทางมาให้ชมกัน
เว็ปมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
15 สิงหาคม 2549
........................................................................................................................................................................................................
การถ่ายภาพ
ภาพทั้งหมดในชุดนี้ถ่ายด้วยฟิล์ม Slide Kodak E 100VS ที่เป็นฟิล์มหลักในการเดินทาง (อาจจะสลับกันบ้างกับ Fuji Velvia 50)ช่วงเวลาที่ไปถึงที่วัดเวลาประมาณ 9.30 น. มีแสงแดดอ่อนๆ ซึ่งไม่มีปัญหาในการถ่ายภาพ ฟิล์มไวแสง 100 ISO กับสภาพแสงขนาดนี้สามารถเปิดรู้รับแสงให้เล็กเพื่อผลด้านระยะชัดลึกโดยไม่มีอุปสรรค
ความเร็วชัตเตอร์ จะใช้ที่ 1/60 เกือบทุกภาพ รูรับแสงที่ได้จะอยู่ที่F 8 โดยประมาณ
ทุกภาพในชุดนี้ได้ Set กล้อง
(Nikon F 90)ให้ Under 1/3 หรือ -30%
เพื่อต้องการให้ภาพมีความเข้มเล็กน้อยส่วนภาพใดที่ใช้ฟิลเตอร์ PL จะปรับให้ปกติ
Filter PL ที่ใช้ในการถ่ายภาพครั้งนี้ มีผล Effect ได้ไม่มากนัก เพราะท้องฟ้ามีสีอ่อนๆ หลายภาพในชุดนี้ใช้ PL แต่อาจดูไม่ค่อยออก
(หากไม่บอกไว้ใต้ภาพ)
การถ่ายภาพในชุดนี้เป็นการบันทึกภาพตามปกติ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็มีข้อแนะนำอยู่อย่างหนึ่งในการถ่ายภาพพื้นผิวเจดีย์สีทองในภาพที่ 18 และ 19 หากวัดแสงจากตัวกล้องจะต้องปรับให้ OVER 1 Stop เพราะสีทองสะท้อนจนทำให้การวัดแสงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ขอให้ถือหลักเช่นเดียวกับ การถ่ายพื้นทรายที่ชายหาด หากเผลอและมัวแต่ถ่ายเพลินรับประกันว่า ภาพมืดแน่ๆ ก็ขอให้นักถ่ายภาพทุกคนมีสติในการถ่ายภาพทุกครั้ง
......................................................................................................................................................................................................
|