Photoontour   โฟโต้ออนทัวร์
  Home  : :    Galllery   :    Lopburi
H  
Home   :   Gallery Lopburi Province
       
  Mae Hong Son
ยามเช้าที่แม่ฮ่องสอน
 
  Phuket
เกาะราชา ภูเก็ต
 
  Hat Yai
ตลาดคลองแห หาดใหญ่
 
  Chiangmai
ดอยสุเทพ เชียงใหม่
     
       
  Cambodia
กัมพูชา นครวัด-นครธม
 
  Myanmar
พม่า ชเวดากอง อินทร์แขวน
 
  China
จีน ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กุ้ยหลิน
 
  Vietnam
เวียดนาม ฮานอย เว้ ดานัง
     
       
  Phu Ping Palace
พระราชวังภูพิงค์
 
  Sun Flower
ทุ่งทานตะวัน
 
  Sunrise
พระอาทิตย์ขึ้น
 
  Canola
ดอกคาโนล่า


(



 
 

 

Lopburi Province เที่ยวจังหวัดลพบุร
(เดินทาง กรกฎาคม.55)



จังหวัดลพบุรีในความเข้าใจของหลายคนอาจนึกถึงภาพฝูงลิงที่ศาลพระกาฬเป็นอันดับแรก  ใครมาเที่ยวลพบุรีก็ต้องมาดูลิง ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับว่ายังมาไม่ถึง อีกอย่างหนึ่งศาลพระกาฬก็ตั้งอยู่กลางเมือง แค่ขับรถผ่านมาทางรถไฟก็จะเห็นฝูงลิงยั้วเยี้ยอยู่ขอบกำแพง

หลายปีทีเดียวที่เคยพาเด็กๆไปดูทุ่งทานตะวันในสมัยที่ยังคึกคัก จากนั้นก็มาแวะที่ศาลพระกาฬ แต่มาวันนี้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม   ลานจอดรถข้างศาลฯก็ยังดูรกๆ ที่ดินว่างๆริมทางรถไฟก็ยังสกปรกรุงรังจนแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง

หรือว่าเทศบาลเมืองลพบุรีตั้งใจจะอนุรักษ์ให้เป็นของเก่าเหมือนกับพระปรางค์สามยอดที่สร้างกันมาตั้งแต่ยุคขอมก็ไม่แน่ใจนัก หากไม่ใช่เป็นการอนุรักษ์  ก็อยากฝากบอกให้ชาวลพบุรีช่วยดูแล  เพราะนี่คือประตูบ้านของจังหวัดลพบุรี  เป็นหน้าเป็นตา  และเป็นสถานท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด

หลายจังหวัดเขาได้ปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวให้แลดูสะอาดตากันหมดแล้ว ลพบุรีก็น่าจะทำได้หากมีการเอาใจใส่

ถ้าจะบอกว่าบริเวณนี้ที่เป็นเขตของการรถไฟ คนละหน่วยงานกันก็คงพูดไม่ได้เพราะเป็นหน้าที่ของเทศบาลโดยตรงที่ต้องดูแล 

เคยไปเที่ยวจังหวัดน่านที่อยู่ห่างไกลปืนเที่ยงค่อนข้างมาก  และเป็นจังหวัดเล็กๆที่อยู่ติดกับประเทศลาว แต่บ้านเมืองสะอาดน่าอยู่  โดยเฉพาะย่านท่องเที่ยวแถวบริเวณวัดภูมินทร์และวัดช้างค้ำ ยามแดดร่มลมตกในช่วงวันหยุดก็มีลานขันโตกนั่งปูเสื่อกับสนามหญ้า  มีร้านอาหารพื้นเมืองจำหน่าย  เป็นบรรยากาศที่เรียบง่ายคล้ายกับประเทศลาว

ในตัวเมืองลพบุรีก็มีแค่ศาลพระกาฬและวังสมเด็จพระนารายณ์เท่านั้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  ที่อยู่นอกเมืองออกไปก็ไม่ได้มีเสน่ห์เหมือนแต่ก่อน ปัจจุบันภายในบริเวณเขื่อนก็ดูไม่ค่อยจะเรียบร้อย ผิดกับอดีตเป็นอย่างมาก  ส่วนถนนหน้าเขื่อนที่เคยคึกคักไปด้วยร้านค้าก็ดูหงอยเหงา  ตึกแถวขายไม่ออก บางห้องปล่อยทิ้งร้างว่างเปล่า

สำหรับทุ่งทานตะวันในปัจจุบัน กลายเป็นไร่ข้าวโพดและไร่มันสำปะหลังเป็นส่วนใหญ่ ว่ากันว่าให้ราคาดีกว่าปลูกทานตะวันมาก

ในขณะที่เขียนบทความนี้ก็เกิดข้อสงสัยว่า เขื่อนในประเทศไทยส่วนใหญ่มีแต่ความสวยงามสะอาดตา แต่ทำไมเขื่อนป่าสักจึงรกรุงรัง จึงลองหาข้อมูลจากเว็บไซต์อื่นๆ ได้คำตอบว่าเขื่อนป่าสักอยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน ต่างกับเขื่อนอื่นๆที่เป็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เพียงแค่นี้ก็หายข้อสงสัย

ความจริงเจ้าหน้าที่ชลประทานน่าจะไปศึกษาดูงานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็ไม่เลว จะได้ทราบถึงวิธีการจัดการสภาพแวดล้อมที่ได้มาตรฐาน


สรุปว่าทั้งเขื่อนป่าสัก และทุ่งทานตะวัน ทุกวันนี้กลายเป็นอดีตไปหมดแล้วและไม่น่าเที่ยวเหมือนแต่ก่อน

ส่วนวังสมเด็จพระนารายณ์นั้นอยู่ในความรับผิดชอบของกรมศิลปากร แค่ผ่านประตูเข้าไปก็เห็นความสะอาดเรียบร้อย ชนิดที่ต้องยกนิ้วให้  ทุกอย่างดูดีเกินคาด ต่างกับบริเวณศาลพระกาฬที่พบเห็นแต่สิ่งรกรุงรัง จนต้องนำมาบอกกล่าวกัน

ลพบุรีเมืองลิง ทุกปีที่มีงานเลี้ยงโต๊ะจีนลิงก็จะมีข่าวไปทั่วโลกเพราะเป็นเรื่องแปลก นิตยสารสารคดีระดับโลกเคยมาถ่ายทำเมื่อสมัยแรกๆ จนเป็นที่รู้จักกันในต่างประเทศ


ทั้งศาลพระกาฬและพระปรางค์สามยอดอยู่ไม่ไกลนัก มาเที่ยวศาลพระกาฬแล้วก็สามารถข้ามถนนไปเที่ยวปรางค์ปราสาทได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วคงไม่ได้แวะ น้อยคนนักที่จะข้ามไปเที่ยว คงกลัวร้อนมากกว่า

พระปรางค์สามยอดที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินหญ้าสีเขียว เป็นหลักฐานที่แสดงว่าดินแดนแห่งนี้เคยเป็นเมืองเก่าในยุคขอมที่มีอายุราว 7-800 ปี ลักษณะของปราสาทก็ไม่ต่างกับที่พบเห็นในเมืองเขมร เช่นปราสาทนครวัด

พระปรางค์สามยอดสันนิษฐานว่าสร้างสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7(ครองราชย์ พ.ศ. 1724 - ประมาณ 1757) เพื่อเป็นพุทธสถานในลัทธิวัชรยานประจำเมืองละโว้หรือลพบุรี ซึ่งในขณะนั้นเป็นเมืองลูกหลวง(เมืองบริวาร)ของอาณาจักรกัมพูชา  มีศูนย์กลางอยู่ที่ “เมืองพระนคร “ หรือ “นครวัด-นครธม “  ในจังหวัดเสียมเรียบปัจจุบัน

คำว่า เมืองพระนคร  ภาษาอังกฤษเรียกว่า อังกอร์ Angkor ความหมายก็คือ “ อาณาจักรขอม หรือนครปราสาท "  

สมัยที่ขอมรุ่งเรือง ได้แผ่อาณาจักรมาทางฝั่งไทยไปจนสุดชายแดนพม่า ดังนั้นอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ตอนบนไทย จึงเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรขอมมาก่อน 

ในอดีตเมื่อพันกว่าปี ธิดาหรือลูกสาวเจ้าเมืองละโว้ ยกกองคาราวานไปสร้างบ้านแปงเมืองที่เมืองหริภูญชัย หรือจังหวัดลำพูน กองคาราวานนี้ประกอบด้วย พระสงฆ์ นักปราชญ์ และช่างศิลปะต่างๆราวหมื่นคน จากนั้นได้ทำพิธีราชาภิเษก อัญเชิญ “ พระนางจามเทวี “ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งเมืองหริภูญชัย

พงศาวดารจีนมีบันทึกไว้ในสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161 -1450) กล่าวถึงนครหริภุญชัยไว้ว่า เป็น“อาณาจักรกษัตริย์หญิง” หรือ หนี่ว์ หวัง กว๋อ 

พระนางจามเทวีครองเมืองเมื่อปี พ.ศ. 1205 หากนับเวลามาจนถึงปัจจุบันก็ร่วม 1350 ปี จะเก่าจะนานแค่ไหนก็บวกลบกันเอาเอง
 
เมืองหริภูญชัยถือว่าเป็นเมืองโบราณทางภาคเหนือของไทย  มีอายุจนถึงปัจจุบันราว 1350 ปี  นี่ย่อมแสดงว่าเมืองลพบุรีหรือเมืองละโว้ ต้องมีอายุมากกว่า 1350 ปีเป็นแน่แท้

อาณาจักรสุโขทัยอันเป็นต้นกำเนิดของอาณาจักรไทย มีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์เมื่อปี พ.ศ.1792  หรือเมื่อ 762 ปีที่ก่อน บางคนอาจแปลกใจว่าทำไมเมืองละโว้กลับเป็นเมืองโบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่ากรุงสุโขทัยตั้งหลายร้อยปี

เรื่องนี้หากใครศึกษาประวัติศาสตร์ไทยไม่ถ่องแท้แล้วอาจสับสน  ขออธิบายว่าเดิมทีดินแดนที่เราอาศัยอยู่นี้ เคยมีอาณาจักรอื่นๆ ครอบครองอยู่ก่อนแล้วนับเป็นเวลาหลายพันปี เช่นอาณาจักรฟูนัน อาณาจักรทวารวดี อาณาจักรละโว้ อาณาจักรขอม เรียกว่าต่างยุคต่างสมัย ในจำนวนนี้ก็มีพวกมอญ ที่ถือว่าเป็นชาติพันธ์เก่าแก่ที่สุดในดินแดนแหลมทองหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนอาณาจักรสุโขทัยถือกำเนิดขึ้นภายหลัง ซึ่งเป็นการเสื่อมสลายของอาณาจักรเก่าแก่ในอดีต ไม่ต่างกับสร้างบ้านสร้างเมืองอยู่บนซากปรักหักพังของอาณาจักรโบราณ

คำว่าชนชาติไทยที่แท้จริงก็คือการรวมเผ่าพันธุ์ต่างๆที่อาศัยอยู่ถิ่นเดิม กับชาติพันธุ์ใหม่ที่อพยพมาจากอาณาจักรน่านเจ้าในสมัย "พระเจ้าพีล่อโก๊ะ" ซึ่งเป็นชนชาติ “ชาวไต” ดังนั้นชาติตระกูลของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงมีเชื้อสายจากประเทศจีน

ความเป็นคนไทยจึงไม่อาจตอบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นใครมาจากไหน

อีกอย่างหนึ่งยุคสมัยที่สร้างอาณาจักรสุโขทัย  ก็ยังกวาดต้อนชาวลาวเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก  ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นกำลังให้อาณาจักรสุโขทัยมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง เป็นที่เกรงขามแก่อาณาจักรอื่นๆ  สมัยก่อนจึงมีธรรมเนียมกวาดต้อนพลเมืองของข้าศึกไปเป็นพลเมืองของตน

บางครั้งก็กวาดเอาทั้งสนมกำนัลชั้นสูง หรือบรรดาขุนนางทั้งหมดไปเป็นลูกเมียและให้อยู่ในราชสำนักของตน  ส่วนพลเมืองทั่วไปก็เอาไปเป็นข้าทาสบริวารหรือเชลยศึก มีหน้าที่ทำนาทำไร่เพื่อเก็บเสบียงเข้าคลังหลวง หรือทำงานหนักเช่นสร้างกำแพงเมืองรวมทั้งขุดคูเมือง

สมัยไทยรบกับพม่าในสงครามครั้งที่ 1 คราวที่แพ้พระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่าเมื่อ พ.ศ.2112 พม่าได้กวาดต้อนคนไทยไปเมืองหงสาวดีนับเป็นเรือนแสน และหลังจากสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพว่าไม่ขึ้นกับพม่าอีกต่อไป  จึงลักลอบพาเชลยคนไทยส่วนหนึ่งหนีกลับประเทศ จนข้ามแม่น้ำสะโตงมาได้อย่างปลอดภัย(ในภาพยนต์เรื่องพระนเรศวร) ท่ามกลางการไล่ล่าจากทัพพม่า แต่ได้ยุติหลังแม่ทัพพม่าโดนยิงจากพระแสงปืนของสมเด็จพระนเรศวรจนเสียชีวิต

คนพม่าในเมืองหงสาวดีปัจจุบัน ก็น่าจะมีคนกรุงศรีอยุธยาผสมผสานกับคนพม่าและมอญอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว  

ในอนาคตคำว่าชาติพันธ์ อาจกลายเป็น "ชาติพันธ์อาเซี่ยน" ความเป็นตัวตนดั่งเดิมจะเหลือน้อยเต็มที

ไม่แน่ว่าต่อไปบัตรประชาชนคนอาเซียนจะให้มีมาตรฐานเดียวกัน จะต่างกันตรงที่ระบุว่าเป็นชาติไหนเท่านั้น  ขณะเดียวกันข้อมูลของประชากรก็คงจะเชื่อมโยงถึงกันได้ทั้งหมดทุกประเทศในกลุ่มเดียวกัน เดินทางข้ามประเทศก็ใช้เพียงบัตรประชาชนเท่านั้น ความยึดมั่นในความเป็นคนไทยหรือประเทศของตนก็อาจลดน้อยลง  การทะเลาะระหว่างประเทศเช่นไทยกับเขมรที่เคยยิงปืนใหญ่ถล่มกันก็อาจจะหมดไป  เพราะคนไทยกับคนเขมรก็คือชาติพันธ์อาเซี่ยน หรือ ชาติพันธ์ AEC เหมือนกัน

แต่กว่าจะถึงเวลานั้นก็คงใช้เวลาอีกราว 30-40 ปี



โฟโต้ออนทัวร์
6 กันยายน 2555


 
       
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ