ทริปภาคเหนือ แพร่ น่าน ลำปาง ตอนที่ 3
ตอนที่ 3 Aumphur Pua, Nan Province อำเภอปัว
(เดินทางมกราคม ปี54)
ครั้งก่อนหรือตอนที่ 2 ได้กล่าวถึงเมืองปัวว่า มีการปลูกผักสวนครัวไม่ต่างกับประเทศเวียดนาม ที่ปลูกกันทั้งประเทศ จนแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีที่ว่างในดินแดนเวียดนาม และหากจะมองในเชิงเศรษฐกิจแล้วถือว่าเวียดนามใช้ทรัพยากรของประเทศได้อย่างคุ้มค่า ต่างกับประเทศไทยที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ว่างเปล่าและตกอยู่กับเจ้าของรายใหญ่ๆที่ซื้อเก็งกำไร หรือเผื่อขายในอนาคต ส่วนรายที่มีน้อยและอยากจะมีมากหรือโลภมาก ก็ฉกฉวยที่ดินของรัฐกันอย่างหน้าด้านๆ คงไม่ต้องบอกว่ามีที่ไหนบ้าง เพราะมันมีทั่วประเทศ และเป็นข่าวกันอยู่บ่อยๆ

เรื่องที่ดินในประเทศไทยอนาคตเดาๆแล้วก็คงจะเกิดวิกฤติกันใหญ่โต เป็นศึกจากชาวบ้านชิงที่ดินจากรัฐ หรือชาวบ้านชิงที่ดินแปลงใหญ่จากเจ้าของเดิม ซึ่งความจริงแล้วเจ้าของเดิมก็โขมยมาจากรัฐอีกทีหนึ่ง
แก้ยากครับเรื่องที่ดินที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ และปัญหาส่วนใหญ่ก็มาจากเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตกันเสียเอง เช่นออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฏหมาย หรือเฉือนที่ดินของรัฐไปเป็นของตนหรือเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนที่เอาเงินฟาดหัว
ต่างกับประเทศจีนที่มีประชากรหนาแน่น แต่ปัญหาเรื่องที่ดินกลับไม่มีปัญหาเหมือนบ้านเรา เพราะที่ดินทั้งหมดทั้งประเทศนั้นรัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้ยึดมาเป็นของรัฐเมื่อหลายสิบปีก่อน ไม่พ้นแม้กระทั้งที่ดินของราชวงค์หรือของจักรพรรดิ์ ประเทศไหนปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ก็จะใช้นโยบายเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ลาว และเขมร ที่อยู่ใกล้ๆกับเรา
จะสังเกตได้ว่า ปัจจุบันประเทศเหล่านี้ไม่มีปัญหาเรื่องบุกรุกที่ดิน เพราะรัฐบาลเป็นเจ้าของ ไม่มีการออกโฉนดให้ใครแม้แต่รายเดียว ทุกคนรวมทั้งธุรกิจต่างๆที่มีดินครอบครอบ จะเป็นเพียงผู้เช่าเท่านั้นเอง ธุรกิจบางรายก็อาจทำสัญญาเช่าถึง 50 ปี หรือ 100 ปี เมื่อครบสัญญญาที่ดินเหล่านี้ก็จะตกเป็นของรัฐ
คนไทยอาจแปลกใจว่าเช่ากันนานนับร้อยๆปีเลยหรือ ก็ต้องบอกว่า รัฐบาลจีนเคยให้อังกฤษเช่าเกาะฮ่องกงมาแล้วเป็นเวลา 100 ปี เมื่อครบสัญญา อังกฤษก็ต้องกลับบ้านไปมือเปล่า (หลังกอบโกยผลประโยชน์มาเป็นเวลานาน ) จากนั้นรัฐบาลจีนก็ส่งเจ้าหน้าที่มาบริหารเกาะฮ่องกงต่อไป
ส่วนเกาะมาเก้าก็ทำนองเดียวกัน ประเทศโปรตุเกสทำสัญญาเช่าจากรัฐบาลจีนเพื่อทำหน้าที่บริหารเมืองท่าให้เจริญก้าวหน้า ซึ่งจีนไม่มีความถนัดนัก เมื่อครบสัญญาก็ต้องกลับบ้านไปตามระเบียบ และในช่วงเวลาที่เช่าอยู่นั้นก็เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปอย่างเต็มที
ปัจจุบันทั้งมาเก้าและฮ่องกง เป็นเขตปกครองตนเอง เหมือนเป็นอีกประเทศหนึ่ง ใครจะเข้าประเทศจีนหรือไปมาระหว่างกันก็ต้องใช้พาสปอร์ต หรือทำหนังสือผ่านแดน
การแก้ปัญหาเรื่องที่ดินในบ้านเราจึงเป็นปัญหาใหญ่ และต้องแก้กันที่โครงสร้าง ขณะเดียวกันก็ต้องออกกฏหมายมารองรับ เช่นรัฐบาลชุดนี้กำลังจะเริ่มทำในเรื่องการเก็บภาษีที่ดินว่างเปล่า โดยเก็บในอัตราก้าวหน้า หากทำได้พวกบรรดาพวกนักกว้านซื้อที่ดินทั้งหลายก็ต้องเสียภาษีมาก
รัฐบาลจึงพยายามให้มีกฏหมายที่ดินมาดัดหลังพวกเจ้าของที่ดินรายใหญ่ เพราะถือว่าบั่นทอนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะปล่อยให้ที่ดินว่างเปล่าโดยไม่ได้ทำประโยชน์ให้เกิดคุณค่า
แต่คงทำได้ยาก เพราะคนเสียประโยชน์นั่งหน้าสลอนกันเต็มสภา คงต้องรอให้พวกเสือสิงห์กระทิงแรดเหล่านี้พ้นๆไปจากสภา หรือให้ล้มหายตายจากไปก่อน ประเทศเราจึงจะปฏิรูปที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวมได้
กลับมาที่เมืองปัว ในวันที่ขับรถผ่านพ้นตัวอำเภอเพื่อขึ้นสู่ดอยภูคา ระหว่างทางได้ผ่านไปตามท้องนาที่อยู่ริมถนน ช่วงนี้เป็นฤดูหลังเก็บเกี่ยว หลายพื้นที่ในต่างจังหวัดมักปล่อยให้ที่ดินว่างเปล่า มีส่วนน้อยที่คิดจะปลูกพืชพักสวนครัวเหมือนกับชีวิตของชาวนาในอดีต แต่มีเมืองปัวนี้กลับตรงกันข้าม สองข้างทางเต็มไปด้วยพืชผักที่กำลังงาม ที่พอสังเกตได้ก็มีต้นข้าวโพด ไร่ยาสูบ ต้นถั่ว ผักสลัด และพืชอื่นๆที่ไม่รู้จัก
วันนั้นลูกชายเห็นแปลงผักที่มองจากที่สูงลงมาแล้วตื่นเต้นใหญ่ เพราะตั้งแต่ขับรถมาจากกรุงเทพก็พึ่งจะประทับใจกับสวนพืชพักที่เมืองปัวนี่แหละ จึงอดไม่ได้ที่จะขอบันทึกภาพไว้ดู โดยเฉพาะบรรยากาศในยามเย็นที่เด็กที่เด็กนักเรียนกำลังขี่มอเตอร์ไซด์กลับบ้าน มันช่างเป็นภาพที่น่าอิจฉาสำหรับคนต่างจังหวัดที่มีโอกาสใกล้ชิดกับธรรมชาติ และทิวทัศน์สวยงาม
เช้าจากบ้านมาโรงเรียนก็ต้องเจอ เย็นกลับบ้านก็ต้องเจอกับอากาศดี ทิวทัศน์สวยงาม ถือว่าเป็นชีวิตที่ได้เปรียบ และเป็นสุขกว่านักเรียนในเมืองใหญ่ๆมากมาย
เมืองปัว อาจไม่ไช่คำตอบทั้งหมดของจังหวัดน่านทางด้านความเป็นชนบทที่สวยงาม เพียงแต่ว่าได้มีโอกาสผ่าน และเก็บบรรยากาศมาให้ดูกัน ซึ่งที่อื่นๆอาจสวยงามกว่านี้ก็เป็นได้
เส้นทางในเมืองปัว มีโอกาสผ่านไปทั้งขาไปและขากลับ พอจะบอกได้ว่าเป็นเมืองเล็กๆที่ดูสงบ ผู้คนก็เบาบางมาก ตัวอำเภอก็อยู่ใกล้ชิดกับภูเขาที่มุ่งสู่อำเภออื่นๆที่อยู่ห่างไกล
เมืองปัวยังพอมาพักได้ชนิดที่ไม่ยุ่งยากและลำบากนัก เพราะเส้นทางยังไม่ขึ้นเขา เพียงแต่อยู่บริเวณเชิงดอย และมีสภาพเป็นชนบท
ภาพในชุดนี้ได้จอดแวะถ่ายทั้งขาไป และขากลับจากดอยภูคา เพื่อเก็บเกี่ยวบรรยากาศที่คิดว่าคงหาโอกาสแบบนี้ได้ยาก
ชนบทในต่างจังหวัดยังมีอีกมากที่น่าสนใจ เพียงแต่ว่าอาจไม่มีใครกล่าวถึงในบรรยากาศที่ชวนให้สัมผัส เพราะการท่องเที่ยวแบบนี้มันไม่ไช่เป็นการเที่ยวไปตามกระแส ความสะดวกสบายๆต่างๆอาจไม่พร้อมเท่ากับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมทั้งหลาย
เมืองปัว เท่าที่ทราบนั้นยังมีที่พักแบบโฮมสเตย์ราคาไม่แพงนักอยู่หลายแห่ง หากมาพักก็ควรเลือกมาในฤดูกาลที่เหมาะสม จะได้เห็นวิธีชีวิตของท้องไร่ท้องนาได้อย่างใกล้ชิด การเดินทางก็สะดวก รถทัวร์รถประจำทางก็มีมาก นั่งรถมาลงที่น่านแล้วต่อรถมาที่อำเภอปัวอีกราว 60 กม. หรืออยากเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆของเมืองน่าน ก็แนะนำให้ซื้อแพกเกจทัวร์ของเอกชนในจังหวัดน่าน ทุกอย่างจะได้ลงตัวทั้งเรื่องเวลาและสถานที่ เพราะเส้นทางบนภูเขานี้คาดเดารื่องเวลาได้ลำบากมาก เพราะบางแห่งเป็นภูเขาสูงชัน จึงกะเวลาได้ยาก
มาเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวบนเขาเมืองน่าน รถต้องพร้อม และคนขับต้องชำนาญ โค้งหักศอกเต็มไปหมด ถนนก็ไม่กว้างขวางมากนัก หากมีรถสวนมาในช่วงกำลังเลี้ยวหักศอกอาจเป็นอันตราย เพราะต่างคนต่างขับกินเลน
ในวันที่เดินทางนึกในใจว่า เส้นทางนี้ถือว่าเป็นเส้นทางปราบเซียน โอกาสพลาดช่วงทางโค้งนั้นสูงมาก และได้ยินข่าวว่ามีรถตกเขาอยู่บ่อยๆ เส้นทางบนภูเขาในจังหวัดน่านจึงไม่เหมาะสำหรับผู้ยังไม่ชำนาญ และสภาพรถที่ยังไม่น่าไว้วางใจ หากจะพูดตรงๆละก้อเป็นเส้นทางที่ว่านี้ไม่เหมาะสำหรับรถเก๋งมากนัก หาก
1 นั่งกันเต็มคัน
2 บรรทุกของกันจนเพียบ
หากรถ(เก๋ง)ของท่านเข้าข่ายใน 2 ข้อที่ว่า จึงนึกเสมอว่า รถของท่านขาดประสิทธิภาพไปไม่ไช่น้อย และอาจควบคุมไม่อยู่โดยเฉพาะระบบเบรค ส่วนรถปิคอัพหรือประเภทขับเคลื่อน 4 ล้อ เหมาะสำหรับเส้นทางนี้อยู่แล้ว จึงขับขี่ได้ค่อนข้างมั่นใจ
ขณะนี้ได้มาถึงเมืองปัว คราวต่อไปจะพาไปนอนที่ดอยภูคา ที่นั่นหนาวแน่ครับ
โฟโต้ออนทัวร์
18 เมษายน 2545
ข้อมูลจังหวัดน่าน
พื้นที่ : 11,472.072 ตร.กม.(อันดับที่ 13)
ประชากร : 476,363 (อันดับที่ 55 ข้อมูลปี 2553)
ความหนาแน่น : 41.52 คนต่อตร.กม. (อันดับที่ 74)
น่าน แบ่งออกเป็น
15 อำเภอ ได้แก่
1 อำเภอเมืองน่าน
2.อำเภอแม่จริม
3 อำเภอบ้านหลวง
4 อำเภอนาน้อย
5 อำเภอปัว
6 อำเภอท่าวังผา
7 อำเภอเวียงสา
8 อำเภอทุ่งช้าง
9 อำเภอเชียงกลาง
10 อำเภอนาหมื่น
11 อำเภอสันติสุข
12 อำเภอบ่อเกลือ
13 อำเภอสองแคว
14 อำเภอภูเพียง
15 อำเภอเฉลิมพระเกียรติ
กลุ่มชาติพันธุ์
กลุ่มชาติพันธุ์ประชากรในจังหวัดน่านมีอยู่อย่างเบาบางเป็นอันดับ 3 ของประเทศ (ประมาณ 41 คนต่อตารางกิโลเมตร) กระจัดกระจายไปตามสภาพทางภูมิศาสตร์ แบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่
1. ชาวไทยวน หรือ คนเมือง
ส่วนใหญ่อพยพมาจากเชียงแสนและบริเวณต่างๆ ของล้านนา ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัด
2. ชาวไทลื้อ (ไทลื้อ, ไทยอง)
ส่วนใหญ่อพยพมาจากสิบสองปันนาและหัวเมืองต่างๆ บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งมีทั้งอพยพมาด้วยความสมัครใจและอพยพมาเนื่องจากเกิดศึกสงครามทั้งภายในหัวเมืองลื้อเอง และอพยพมามากที่สุดยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมืองของเจ้ากาวิลละแห่งเชียงใหม่ และเจ้าอัตถวรปัญโญฯ แห่งนครน่าน และยุคของเจ้าสุมนเทวราช อีกทั้งมีการอพยพเข้ามาเรื่อยๆ ครั้งเกิดการปฏิวัติการปกครองประเทศของจีน ชาวไทลื้ออาศัยตั้งบ้านเรือน อยู่กระจัดกระจายตามลุ่มน้ำต่างๆ ในจังหวัดน่านมีมากที่สุด คือ อำเภอปัวแทบทุกตำบล อำเภอท่าวังผา อำเภอสองแคว อำเภอเชียงกลาง และอำเภอทุ่งช้าง เลยไปถึงอำเภอเฉลิมพระเกียรติ
ภาษาไทลื้อในจังหวัดน่าน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
ไทลื้อฝั่งสิบสองปันนาตะวันออก ได้แก่ เมืองล้า เมืองมาง (อาศัยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำน่าน บริเวณชุมชนบ้านหนองบัว ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา และแถวตำบลยอด อำเภอสองแคว) สำเนียงพูดใกล้เคียงกับภาษาไทยอีสานปนลาวพวน
ไทลื้อฝั่งสิบสองปันนาตะวันตก ได้แก่ เมืองยู้ เมืองยอง เมืองเชียงลาบ เมืองเสี้ยว (อาศัยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำย่าง บริเวณชุมชนตำบลยม อำเภอท่าวังผา แถบลุ่มแม่น้ำปัว ตำบลศิลาเพชร ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว ถึงตำบลห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ) สำเนียงพูดเหมือนสำเนียงคนยองในจังหวัดลำพูน-เชียงใหม่
3. ชาวไทพวน หรือ ลาวพวน
ตั้งบ้านเรือนที่บ้านฝายมูล อำเภอท่าวังผา และบ้านหลับมืนพวน อำเภอเวียงสา
4. ชาวไทเขิน หรือ ชาวขึน
อพยพมาจากเชียงตุง ปัจจุบันส่วนใหญ่จะถูกกลืนทางวัฒนธรรมจากคนเมือง ทั้งภาษาพูดและเครื่องแต่งกาย แต่บางหมู่บ้านยังมีการนับถือผีเจ้าเมืองของไทเขินอยู่ จึงรู้ว่าเป็นไทเขิน เช่นบ้านหนองม่วง อำเภอท่าวังผา ส่วนบ้านเชียงยืน ตำบลยม อำเภอท่าวังผา ถูกชาวไทลื้อกลืนวัฒนธรรมจนไม่เหลือเค้าของชาวไทเขิน
5. ชาวไทใหญ่ หรือ เงี้ยว หรือ ไตโหลง นอกจากนี้ในบริเวณที่สูงตามไหล่เขายังเป็นชุมชนของชนกลุ่มน้อยที่เรียกกันว่า "ชาวเขา" ได้แก่ ชาวม้ง, เมี่ยน, ลัวะหรือถิ่น, ขมุ รวมถึงชาวตองเหลืองหรือมาบลี ที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ตำบลแม่ขะนิง อำเภอเวียงสา
(ข้อมูล วิกิพีเดีย)
|