ทริปภาคเหนือ แพร่ น่าน ลำปาง ตอนที่ 5 ตอนที่ 5 เมืองน่าน Nan Province (เดินทางมกราคม ปี54) ขณะนี้เราลงมาจากดอยภูคาและได้มาอยู่ในตัวเมืองน่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาถึงก็รีบหาร้านอาหาร เพราะล่วงเลยมาราวบ่ายสองแล้ว ขับรถวนอยู่ไม่นานก็มาสะดุดตาเอาร้านอาหารเหนือที่อยู่เยื้องๆกับวัดภูมินทร์ เมนูนี้มี แกงแค หรือแกงผักนานาชนิด ชนิดแกงแบบสดๆ ไม่ได้ตักจากหม้อมาใส่ถ้วยเหมือนตามร้านทั่วไป ส่วนข้าวซอยที่เห็นเขียนป้ายแขวนไว้ ทางร้านบอกหมด ที่หมดก็คงเป็นเพราะล่วงเลยเวลาเที่ยงมามากแล้ว จึงต้องสั่งอาหารเมืองเหนืออย่างอื่น ที่จำได้ก็มีลาบหมู แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม ฯลฯ ขณะนั่งทานมีความรู้สึกว่า ร้านนี้เป็นร้านประจำของนักท่องเที่ยวที่มากับบริษัททัวร์ เท่ากับว่ามีลูกค้าที่แน่นอน หรืออาจเป็นเพราะแถวๆนี้อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวจึงเป็นจุดศุนย์รวมของผู้คน อาหารร้านนี้ใช้ได้เลยทีเดียว ล่อข้าวเหนียวจนแน่นท้อง สมาชิกที่มาด้วยกันบอกว่าไม่ผิดหวัง แต่ร้านนี้อาจสังเกตยากสักหน่อย เพราะด้านหน้าแทบมองไม่ออกว่าเป็นร้านอาหาร ป้ายชื่อร้านรู้สึกว่าเล็ก และไม่โดดเด่น แต่บังเอิญเดินผ่านหน้าร้านพอดี จึงพอมีเวลาสังเกตว่าไช่แน่ร้านอาหาร เมืองน่านเป็นเมืองเล็กๆ และน่าจะเล็กที่สุดของภาคเหนือ ตึกรามบ้านช่องก็มีไม่มากนัก ขับรถวนไปวนมาก็มาอยู่ที่เดิม ใครมาเที่ยวเมืองน่านจึงควรปรับความรู้สึกหรือจูนความคิดกันหน่อยว่าเป็นจังหวัดแบบมินิ หรือแบบกระทัดรัด จะได้ไม่ค้องแปลกใจเมื่อมาถึง ถึงแม้ว่าน่านจะเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย แต่เนื่องจากอยู่ไกลและเป็นเส้นทางตัน หรือมาแล้วก็ต้องกลับทางเดิม โอกาสที่เมืองน่านจะเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วเหมือนเมืองอื่นๆคงเป็นไปได้ยาก เช่นเดียวกับจังหวัดสตูลที่อยู่ทางภาคใต้ สภาพก็ไม่ต่างกับจังหวัดน่านเท่าใดนัก ไปถึงแล้วต้องย้อนกลับทางเดิมเช่นกัน หลายปีก่อนเคยไปเที่ยว หมู่เกาะตะรุเตา ที่อยู่ทางฝั่งอันดามันในเขตจังหวัดสตูล นึกในใจว่าหากไม่มีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่มีชื่อเสียงแบบนี้ สตูลอาจเติบโตช้ากว่านี้มาก เพราะสถานท่องเที่ยวอื่นๆนอกจากตะรุเตาแล้วแทบหาไม่ได้เลย แต่จังหวัดที่ไม่ค่อยเจริญนักอาจกลับมีเสน่ห์ ที่นักท่องเที่ยวมีโอกาสสัมผัสกับผู้คนและวิถีชีวิตแบบดั่งเดิม ซึ่งภาพแบบนี้อาจหายากในจังหวัดใหญ่ๆ เพราะทุกอย่างมันเป็นธุรกิจการค้ากันหมดแล้ว บางแห่งก็เป็นคนจากต่างถิ่นมาลงทุนทำธุรกิจ ทำให้สังคมเดิมๆถูกกลืนหายไปจนหมด หลายคนอาจบอกว่า ก็เป็นธรรมดาของการพัฒนาเมือง แต่ที่ผ่านมาการพัฒนาในบ้านเรามันเป็นแบบทุบของเก่าทิ้งและสร้างใหม่ เสียเป็นส่วนใหญ่ หลายจังหวัดเริ่มสำนึกถึงความเป็นอดีต ที่เป็นจิตวิญญาณของชุมชน และเริ่มปลุกกระแสให้ออกมาช่วยกันอนุรักษ์ เพราะหากไม่ช่วยกันทำ สภาพแวดล้อมก็จะเปลี่ยนแปลง ไม่ต่างกับเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการขยายถนน สร้างสะพานข้ามทางแยก สร้างอุโมงค์ ฯลฯ เมื่อเกิดขึ้นในจังหวัดใด ความเป็นตัวตนของท้องถิ่นก็จะหมดไป ความจริญนั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ แต่ต้องไม่ทำลายของเดิมจนย่อยยับโดยไม่เห็นคุณค่า ต้องคิดหาวิธีว่าทำอย่างไรจะอยู่ร่วมกันได้ เมื่อไม่นานนี้มีข่าวว่า ชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ออกมาต่อต้านการขยายถนนสายเก่าสายหนึ่ง โดยทางการไม่ได้ทำประชามติ ตามขบวนการของกฏหมาย ซึ่งย่านนี้มีบ้านเก่าแบบโบราณหลายหลัง หากมีการขยายถนนเพื่อรองรับความเจริญ สภาพเดิมๆก็จะหมดไป ชุมชนก็แตกสลาย จังหวัดไหนที่คิดว่ายังไม่เจริญก็อย่าได้น้อยใจว่าเราเป็นลูกเมียน้อย ทางการไม่เหลียวแล แต่ในทางตรงกันข้าม ขอให้เข้าใจด้วยว่า สภาพและวิถีชีวิตแบบพื้นเมืองเดิมๆ เช่นนี้แหละเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวโหยหา และหลายสิ่งหลายอย่างที่คนท้องถิ่นอาจมองข้ามหรือเห็นเป็นของธรรมดา แต่กลับเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ หลายประเทศเริ่มสำนึกและหันมาพัฒนาชุมชนหมู่บ้านเก่าแก่ที่มีอยู่มากมายให้ฟื้นขึ้นมา เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ ประเทศจีนที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ได้ลงทุนด้วยเงินมหาศาลเพื่อฟิ้นฟูเมืองเก่า ให้กลับมาชีวิตชีวา ถึงขนาดว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญและบริษัทรับเหมาที่ชำนาญในเรื่องการฟื้นฟูจากฮ่องกงเป็นเงินหลายพันล้านบาท การอนุรักษ์ชุมชนเก่า ในต่างประเทศนั้นเขามีธุรกิจประเภทนี้กันแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าในทีมงานจะต้องมีผู้รู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งวัฒนธรรมของคนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี เมื่อพัฒนาพื้นที่ใดแล้วก็สร้างความตื่นตาให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอันมาก มาเที่ยวจังหวัดเล็กที่ยังใกล้ชิดกับธรรมชาติและความเป็นชนบทแล้วรู้สึกว่ามีความสุขทางใจ ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวก็น้อยหรือถูกกว่าที่อื่นๆ ทั้งอาหารการกินหรือค่าที่พัก เมืองน่านมีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งก็คือจะไม่ค่อยมีตึกสูงๆมากนัก วัดสำคัญที่เห็นภายในตัวเมืองก็มีรูปทรงเตี้ยๆ โบสถ์วิหารก็หลังเล็กๆ บริเวณวัดก็ไม่กว้างขวางมากนัก ทำให้คิดไปถึงสมัยเมื่อหลายร้อยปี เมืองน่านคงเป็นชุมชน หรือหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่กระจัดกระจายกันตามพื้นราบและตามภูเขา น่านเป็นจังหวัดที่อยู่ตอนเหนือด้านทิศตะวันออกของแผนที่ประเทศไทย มีชายแดนติดต่อกับประเทศลาว หรือ สปป.ลาว จากชายแดนจังหวัดน่านบริเวณด่านหัวโก๋นไปยังหลวงพระบางของลาว มีระยะทาง 160 กม. หากเส้นทางนี้มีการพัฒนาก็คงเป็นถนนสายท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกเส้นหนึ่ง เพราะในท้องถิ่นชนบทของลาวยังมีความเป็นธรรมชาติอีกมาก และน่าสนใจกว่าเส้นทางในประเทศไทย คลิกที่ภาพ หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องวิกฤติการณ์ รศ.112 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ไทยต้องเสียประเทศราชของไทย ซึ่งก็คือแคว้นลาว(ประเทศลาว) ให้กับฝรั่งเศส เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2442 หรือเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ต่อมาไทยต้องเสียดินแดนทางแถบนี้อีกครั้งหนึ่งให้กับฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ.2446 หรือหลังจากเหตุการณ์ครั้งแรกผ่านไปเพียง 4 ปี ครั้งก่อนเราเสียประเทศราชไป แต่คราวนี้เราเสียดินแดนของจังหวัดน่านและจังหวัดใกล้เคียงให้กับฝรั่งเศสคิดเป็นพื้นที่ถึง 25,500 ตรกม. เดิมจังหวัดน่านมีพื้นที่กว้างไกลไปจนเกือบจะเมืองหลวงพระบาง (เข้าใจว่าใช้แม่น้ำโขงเป็นแนวกั้น) แต่หลังเหตุการณ์ รศ.112 แนวเขตแดนของเมืองน่านต้องร่นมาอยู่ที่บ้านหัวโก๋น ปัจจุบันน่านมีพื้นที่ 11,472 ตรกม. จากเดิมที่เคยมีถึง 39,672 ตรกม. (หากนับรวมพื้นที่ที่เสียไปนี้ว่าเป็นของเมืองน่าน) หรือคิดเป็นพื้นที่ที่สูญเสียให้ฝรั่งเศสไปราว 2 ใน 3 เที่ยวเมืองน่านตอนขากลับนี้คงไม่ได้ไปไหนไกลนัก เพราะต้องเผื่อเวลาที่จะไปต่ออีกไกล ป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆวัดภูมินทร์แล้วก็กลับ แต่ก่อนกลับก็เห็นเด็กนักเรียนผู้หญิงนุ่งผ้าซื่น คล้ายเด็กลาว แต่ที่นี่สีสันฉุดฉาดมากกว่า เป็นภาพที่ดูแปลกดี จึงลงจากรถที่จอดอยู่หน้าโรงเรียนแล้วเข้าไปข้างใน ปรากฏว่าแดงทั้งโรงเรียนทั้งหญิงและชาย มาถึงบางอ้อเมื่อคุณครู(สาว) บอกว่าเป็นวันอนุรักษ์วัฒนธรรมล้านนา จะแต่งแบบนี้อาทิตย์ละครั้ง โรงเรียนนี้มีชื่อว่า โรงเรียนจุมปีวนิดาภรณ์ ชื่อเดิมว่าโรงเรียนเทศบาลบ้านภูมินทร์ ชื่อก็บอกยี่ห้ออยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนของรัฐบาล และเข้าใจว่า การแต่งกายแบบนี้คงมีเฉพาะโรงเรียนของรัฐเท่านั้น ขอขัดจังหวะมาเหลือบดูผลการนับคะแนนเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฏาคม 54 กันหน่อย ปรากฏว่านายกฯอภิสิทธิ์ ยอมรับความพ่ายแพ้พรรคเพื่อไทย (หรือพรรคเผาไทย) ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆที่ยังนับคะแนนไม่ครบทั่วทั้งประเทศ พร้อมกับบอกว่า นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย มาถึงตรงนี้แล้ว ผมก็ขอแสดงความยินดีกับนางยิ่งลักษณ์กับเค้าด้วยคน อย่างน้อยๆก็ดีใจที่เมืองไทยจะมีนายกฯหญิงที่หน้าใหญ่เท่ากระด้ง ดีใจด้วยจริงๆ พี่ชายหน้าเหลี่ยม ก็ได้เป็นนายกฯมาแล้ว ถัดจากนั้นมาไม่กี่ปี น้องสาวหน้ากระด้ง ก็ได้เป็นนายกฯกับเค้าด้วย คราวหน้า น่าจะถึงคราวของน้อง อุ๋งอิ้ง บ้างละ จะได้เป็นนายกฯกันทั้งโคตร สมใจนึก นึกถึงคำพูดของหมอประเวส วสี เคยกล่าวว่า ทักษิณ ไม่ไช่เป็นแค่โคตรโกงเหมือนกับที่หลายคนเข้าใจ แต่โกงทั้งโคตร บ้านเรานี้ก้าวหน้าไปไกลกว่าประเทศอื่นชนิดห่างชั้น เรามีตระกูลที่สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งสมัยนี้แทบหาทำยายาก ดีใจด้วยครับ นายกฯหญิงหน้ากระด้ง หายากจริงๆ ยังไงก็ขอฝากความรักและคิดถึง เอ้ย..ขอฝากคำพูดว่า ขอให้คุณยิ่งรัก บริหารบ้านเมืองให้ดีๆก็แล้วกัน เพราะพี่ชายหน้าปี๊บ เอ้ย หน้าเหลี่ยม แกบริหารงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนสื่อต่างชาติยกย่องให้ เป็นนายกรัฐมนตรีที่เลวที่สุดในโลก คนไทยได้ยินข่าวนี้เป็นปลึ้มกันทั่งทั้งประเทศ ด้วยความภาคภูมิใจ ไม่แน่ใจว่า ยิ่งรัก จะทำได้เหมือนพี่ชายหรือไม่ ถ้าทำได้ละก้อ ผมจะรักจริงๆ ให้ดิ้นตาย โฟโต้ออนทัวร์ 3 กรกฏาคม 2554