Home   :    Photo Gallery   :   Wat Ban Den
 
    Home
 
Wat Ban Den, Mae Taeng Chiangmai วัดบ้านเด่น (ครูบาเทือง) อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
  เดินทาง 4 มค.57
วัดบ้านเด่น (ครูบาเทือง) อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
                     


                     


                     












วัดบ้านเด่น อ.แม่แตง เชียงใหม่
Wat Ban Den, Maetang Chiangmai



ใครมาเห็นวัดบ้านเด่น อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เป็นครั้งแรกก็คงตะลึงงันถึงความใหญ่โต ชนิดที่เรียกว่า “อภิมหาอลังการ “ จนคิดไม่ถึงว่าอำเภอเล็กๆของเชียงใหม่ ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองมาประมาณ 45 กม. จะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้

เมื่อทุกคนมาเห็นก็คงต้องคาดเดาเอาว่า ใช้เงินไปเท่าไหร่ และเงินมาจากไหน

เรื่องเงินสำหรับวัดแล้วอาจดูไม่ใช่เป็นเรื่องแปลก เนื่องจากวัดดังๆส่วนใหญ่ก็มีเงินในบัญชีอยู่ในระดับร้อยล้านพันล้านหรือหมื่นล้านเช่น"วัดธรรมกาย" ที่มีจานบินเป็นสัญญลักษณ์

หรือวัดดังๆเช่น วัดหลวงพ่อโสธร วัดพนัญเชิง วัดบ้านไร่หลวงพ่อคูณ ฯลฯ วัดเหล่านี้มีเงินเกิน 200 ล้านทั้งนั้น

เอาเงินมาจากไหน...

ก็คงมาจากการบริจาคทั้งนั้นแหละครับ ขนาดวัดไหล่หิน อ.เกาะคา ลำปาง ซึ่งเป็นวัดเล็กๆ และไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันนั้น เมื่อวันที่ 1 มกราคม 57 ก็มีคนในบุญซื้อรถเบนซ์คันละ 3- 4 ล้านบริจาคให้กับวัดมาแล้ว

ใครไม่เคยรับรู้ในเรื่องเหล่านี้ก็ขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า วัดในประเทศไทยประเทศล้วนมีเงินบริจาคกันมากมายมหาศาล  ส่วนเงินบริจาคจะเข้าวัดทั้งหมดหรือไม่นั้น..เรื่องนี้ไม่อยากวิจารณ์ เพราะไม่รู้

รู้แต่ว่าบางวัดก็เกิดปัญหาการแย่งผลประโยชน์ หรือมีเรื่องขัดแย้งเกี่ยวกับเงินๆทอง ที่มักเกิดเรื่องการสืบทอดอำนาจเจ้าอาวาสวัดองค์ใหม่ หลังเจ้าอาวาสองค์เดิมมรณะภาพ

เจ้าอาวาสองค์ใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ของจังหวัดหรือจากภาคนั้นๆ ก็ถูกประท้วงจนเป็นเรื่องเป็นราวเช่นวัดหลวงพ่อโสธร วัดดังของ จ.ฉะเชิงเทรา ที่เกิดเรื่องเมื่อราว 3-4 ปี ก่อน

เรื่องวัดในเมืองไทยก็ไม่ต่างกับการเมืองไทย ที่มีการทุจริตคอรัปชั่น คือหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง ใครบอกจะปฏิรูปประเทศอย่างโน้นอย่างนี้ก็อย่าเชื่อขี้ปากให้มากนัก เพราะมันไม่ไช่จะทำกับแบบรีบๆเร่งๆ เหมือนอาหารแดกด่วน ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา ดังนั้นพ่อกำนันสุเทพพูดอะไรก็จงคิดให้ดีๆ สันดานนักการเมืองก็เป็นแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น คือต้องการอำนาจ

วัดไหนที่ว่าแน่คิดว่าไม่มีเรื่องเงินๆทองๆ ที่สุดก็หนีไม่พ้น

ปัญหาหลักๆก็เนื่องจากกฏเกณฑ์เรื่องการรับเงินบริจาค หรือบัญชีการเงินของวัดค่อนข้างหละหลวม เงินส่วนตัว(หลวงพ่อ)กับเงินกองกลางของวัด แยกกันไม่ค่อยออก บางรายก็บอกว่าญาติโยมบริจาคให้กับหลวงพ่อโดยตรง หรือต้องการโอนเข้าบัญชีหลวงพ่อโดยตรง นี่ก็เลี่ยงบาลี และตรวจสอบไม่ค่อยได้ ถึงตรวจสอบได้ก็เอาผิดไม่ได้

สำหรับวัดบ้านเด่น มีเจ้าอาวาสชื่อ “ครูบาเทือง” หรือ ครูบาเจ้าเทือง นาถสีโล เกิด พ.ศ.2508  ปัจจุบันอายุ 49 ปี

เมื่อปี 2547 หรือ 10 ปีมาแล้วเคยมาเที่ยววัดนี้ ขณะนั้นครูบาเทืองมีอายุ 39 ปี เรียกว่าเป็นพระหนุ่ม แต่คนทั่วไปก็ใช้คำว่า “ครูบา” ยังแปลกใจเหมือนกันว่า ครูบานี้คงไม่ได้แปลว่า “พระอาวุโส” หรือพระที่มีพรรษามากๆเหมือนที่เข้าใจ

ความหมายของครูบาตามที่เคยสนทนากับหลวงพ่อมนตรีจากวัดพระธาตุสุโทน อ.เด่นชัย จ.แพร่ ท่านได้อธิบายว่า

ปัจจุบันพระทางภาคเหนือใช้คำว่า “ครูบา” หรือเรียกครูบากับแบบผิดๆ

ความหมายที่แท้จริงก็คือ คำว่าครูบาจะต้องได้รับการยอมรับจากชาวบ้านหรือได้รับการเคารพศรัทธาจากชาวบ้านหรือจากชุมชน และยังต้องได้รับการยอมรับและแต่งตั้งจากคณะสงฆ์อย่างเป็นทางการ

เรียกว่าต้องมีทั้งสองสิ่งนี้ประกอบกัน จึงจะใช้คำว่า ”ครูบา” ได้

หลวงพ่อมนตรีบอกว่าปัจจุบันการแต่งตั้งครูบาทางล้านนาของไทยไม่มีแล้ว แต่ทางเชียงตุงในแคว้นรัฐฉานของพม่ายังมีประเพณีนี้อยู่ และหลวงพ่อมนตรีก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นครูบาจากจากคณะสงฆ์ของเมืองเชียงตุง พม่า เมื่อปี 41

ลองไปค้นหาข้อมูลเก่าที่เคยเขียนลงไว้ในเรื่องราวของวัดพระธาตุสุโทนเมื่อปี 2548 ดังนี้

“หลวงพ่อมนตรี”

ได้เข้าพิธีกรรมยกยอ-สถาปนาเถราภิเษก แต่งตั้งให้เป็นครูบาเมื่อปี 2541 ณ เมืองเชียงตุง ประเทศพม่า ตามราชประเพณีที่สืบทอดมาจากเมืองศรีลังกา

คำว่าครูบานี้ ผมเคยได้รับการอธิบายจากหลวงพ่อมนตรีเมื่อครั้งได้มาถ่ายภาพวัดพระธาตุสุโทนเมื่อปี 2544 ท่านบอกว่าคำว่า จริงๆแล้ว ครูบา ไม่ใช่นึกอยากเรียกหรือจะขนานนามกันได้ง่ายๆเหมือนที่ใช้เรียกกันอยู่ในปัจจุบัน "ครูบา" ไม่ได้หมายความว่า เป็นพระอาวุโส หรือเกจิอาจารย์อย่างที่เข้าใจ

คำว่า ครูบา ตามจารีตประเพณีของล้านนาแล้วจะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยจะมีพระเถระเป็นกรรมการ พิจารณาความเหมาะสม ว่าสมควรได้รับสมณะครูบา นั่นก็คือจะต้องได้รับการยอมรับและผ่านความเห็นชอบจากคณะสงฆ์ว่า “ได้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม”

นอกจากจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสงฆ์แล้ว ยังต้องได้รับการยอมรับ เห็นพ้องจากสังคม ชาวบ้าน ด้วย

ปัจจุบันการแต่งตั้งครูบาในเมืองไทยไม่มีแล้ว แต่ที่เชียงตุงยังสืบสานประเพณีโบราณนี้อยู่ และในปีนั้น(41)ก็มีพระจากภาคเหนือและประเทศทางแถบ ล้านนาได้รับเลื่อนสมณะศักดิ์เป็นครูบาจำนวน 5 รูป

สรุปว่า ครูบาตามที่เรียกกันทางภาคเหนือในปัจจุบันก็น่าจะแปลความหมายว่า “พระที่ชาวบ้านนับถือ“ ก็น่าจะได้ ส่วนพระองค์ไหนได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการจากประเทศเพื่อนบ้านก็ลองสอบถามกันเอาเอง แต่ตอนนี้ใครจะเรียกว่าหลวงพ่อ หรือครูบา ก็คงว่าตามตามที่ชาวบ้านเค้าเรียกกัน

วัดบ้านเด่นในปัจจุบันกลายเป็นวัดที่อยู่ในโปรแกรมการท่องเที่ยวทางเส้นทางสายสะเมิงไปเรียบร้อยแล้ว หากใครผ่านมาก็น่าจะลองแวะ เพื่อให้เห็นความใหญ่โต และความศรัทธาจากชาวบ้านและนักธุรกิจใหญ่ๆโตๆว่า มีความศรัทธากันแค่ไหน  หากสังเกตก็อาจเห็นชื่อของผู้เป็นสปอนเซอร์หรือผู้ออกค่าใช้จ่ายปรากฏอยู่ตามวิหารต่างๆภายในวัด

เช่นวิหารไม้หลังงามมีชื่อ “ คุณชยุตม์ - คุณษณอนงค์(อาจารย์แอน)วันเกิดคุณปิยพัฒน์-คุณอภิรดี เต็มเจริญ และคณะศิษย์ “

เมื่อปี 2547 มาเที่ยววัดบ้านเด่นเป็นครั้งแรก เห็นกำลังก่อสร้างวิหารต่างๆมากมาย มาครั้งนี้(ป57)หรือ10 ปีต่อมาก็ยังเห็นกำลังก่อสร้างชนิดที่ยังไม่เสร็จง่าย หรือมีสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ

แสดงว่าเงินบริจาคน่าจะหลั่งไหลกันมาชนิดไม่ขาดสาย

แต่แปลกที่นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่น่าจะเป็นคนเชียงใหม่ได้พาครอบครัวมาเที่ยวบอกว่า ชาวบ้านละแวกนี้ไม่ค่อยศรัทธาวัดนี้เท่าใดนัก และก็ยังแปลกใจไม่น้อยว่าเอาเงินมาจากไหนกันตั้งมากมายเพียงนี้

จริงหรือไม่ก็ต้องไปหาคำตอบกันเอาเองครับ จำได้ว่าครั้งก่อนหรือเมื่อปี 2547 ก็ได้ยินเรื่องราวทำนองนี้กับญาติที่ทำงานในเชียงใหม่  มาคราวนี้ได้ยินจากปากของคนที่พาครอบครัวมาเที่ยววัด

คิดแล้วก็น่าแปลกใจว่า ทำไม.....

จากนั้นแกก็ชี้ให้ดูวิหารหลังหนึ่งมีหลังคาเป็นสีน้ำเงิน มีรั้วรอบขอบชิด ด้านหน้ามีป้าย “ห้ามเข้าโดยเด็ดขาด” บอกว่าหลังนี้เป็นกุฏิเจ้าอาวาส

หา.....ผมอุทาน นี่เป็นกุฏิครูบาเทืองนะ

หลังนี้น่าจะมีมูลค่าเป็นสิบๆล้านนะ แถมแกยังกระซิบบอกว่า กุฎิท่านสังราชยังไม่ใหญ่โตเท่านี้เลย

อยากพิสูจน์ความจริงก็ต้องไปชมกันเอาเองแล้วละครับ

ไปเห็นแล้วก็คงตื่นตาตื่นใจ ขณะเดียวกันก็อาจมีข้องสงสัยมากมาย

พูดถึงเรื่องสิ่งปลูกสร้างราคาแพงๆ ลงทุนกันเป็นจำนวนมาก สังคมปัจจุบันอาจคิดต่างกันว่า น่าจะประหยัดบ้าง ทำเว่อร์ไปบ้าง หรือตำน้ำพริกละลายแม่น้ำบ้าง แต่โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกเฉยๆ เนื่องจากทั่วโลกก็เป็นมาแบบนี้และเป็นมาแต่โบราณกาลแล้ว เช่นการก่อสร้างปราสาทขอม นครวัด-นครธม เจดีย์ชเวดากองในพม่า กำแพงเมืองจีน พระราชวังกู้กง ฯลฯ

ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของผู้ปกครองในสมัยนั้นๆ ซึ่งไม่ต่างกับความคิดของคนในปัจจุบันที่ต้องการสร้างบ้านหลังใหญ่ๆโตๆ

หากไปอ่านประวัติแล้วก็จะเห็นว่าสิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกนั้นจะใช้แรงงานทาสเป็นหมื่นเป็นแสนคน รวมทั้งใช้สัตว์ใหญ่เช่นช้างม้าวัวควายเพื่อทำงานหลายหมื่นตัว หรือบางแห่งเช่นมหาเจดีย์ชเวดากอง ก็ใช้ทองคำมากมายมหาศาลห่อหุ้มพระธาตุมานานนับเป็นเวลาถึง 2600 ปี

แต่สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในสังคมยุคปัจจุบัน เป็นแหล่งเรียนรู้และทรงคุณค่ารู้ทางประวัติศาสตร์ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นำเงินเข้าประเทศอย่างมหาศาล

ย้อนกลับมาในยุคปัจจุบันที่เห็นการสร้างวัดใหญ่ๆโตๆมากมาย ซึ่งคนยุคปัจจุบันยังถกเถียงกันว่า สร้างไปทำไป ทำไมไม่ใช้แนวนโยบายแบบพอเพียง

เรื่องนี้ถือว่า "นานาจิตตัง" หากไม่สร้าง อนาคตอีก 100 ปี 1000 ปี เรา(ประเทศไทย)คงไม่มีสิ่งปลูกสร้างที่แสดงถึงประวัติศาสต์ในยุคนี้ ดังนั้นการสร้างวัดสร้างเจดีย์นั้น บรรพชนชาวพุทธได้สืบสานกันมาหลายพันปีแล้ว สะท้อนถึงความศรัทธาต่อศาสนาของคนในยุคนั้นๆได้เป็นอย่างดี

แถมอีกนิด...พระที่นั่งอนันตสมาคม สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่เสร็จในรัชกาลที่6 เป็นอาคารที่สร้างด้วยหินอ่อนจากอิตาลี ได้ใช้เงินจากท้องพระคลังไปเป็นจำนวนมาก จนทำให้เศรษฐกิจของประเทศทรุดหนัก ข้าราชการในยุคนั้นต่างสาปแช่งโปรเจคนี้(ถามเจ้าหน้าที่ดูก็ได้)

แต่ปัจจุบันกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าและเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาของประเทศ ไม่ต่างกับการก่อสร้างพระบรมมหาราชวังรวมทั้งวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่คนไทยยุคนั้นยังนอนแพ พายเรือสัญจร แต่เราก็มีพระมหาราชวังอันใหญ่โตงดงาม ที่ใช้แรงงานทาสหลายพันคน และใช้เงินเพื่อซื้อของประดับประดามากมาย

เรียกว่าต่างยุคต่างสมัยกัน เราจึงไม่ควรเอาความรู้สึกในปัจจุบันไปตัดสินเรื่องราวในอดีต เช่นเดียวกับการสร้างวัดวาและใช้เงินมากมายมหาศาลในขณะนี้ หากมองให้ดีๆ คิดให้เข้าใจ ก็ไม่ต่างกับอดีตที่ลงทุนมาก ใช้แรงงานมาก ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นสิ่งปลูกสร้างเพื่อลูกหลาน เพื่ออนาคตของประเทศทั้งนั้น

ดังนั้นจึงไม่ควรวิจารณ์ในเชิงลบแบบสุดโต่ง หรือมองโลกในด้านเดียว เพราะสิ่งเหล่าถือว่ามันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง



โฟโต้ออนทัวร์
6 กุมภาพันธ์ 2557








คลิกชมภาพวัดบ้านเด่นเมื่อปี 2547 (10 ปีที่แล้ว)
(ถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์)





 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ