Home      Outbound      Luang prabang  Part 2  
   Home
Home  :  Outbound  :  Luang prabang Part 2
 
เที่ยวลาวหลวงพระบางโดยสายการบิน Lao Central Airlines สายการบินแห่งแรกของคนลาว
Laos Tourism : Vientiane, Vang vieng, luang prabang
เที่ยวลาว  :  เวียงจันทน์ วังเวียง หลวงพระบาง มรดกโลก
เดินทาง : ธันวาคม 2555
Part 1
Part 2
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
ทัวร์ลาวตอนที่ 2
วังเวียง แม่น้ำซอง กุ้ยหลินลาว

 
   
 
       เที่ยวลาวตอนที่ 2 เมืองวังเวียงฉายากุ้ยหลินลาว ( 72 ภาพ)
 



เที่ยวลาวตอนที่ 2 จากเวียงจันทน์สู่วังเวียง
(เดินทาง ธันวาคม 2555)




ครั้งก่อนเมื่อเดือน กค.ปี 51 มีโอกาสมาเที่ยวลาวโดยรถตู้ โดยเดินทางจากกรุงเทพตอนกลางคืน ถึงเวียงจันทน์ตอนสายๆ  ทำให้มีเวลาเที่ยววัดสำคัญๆของเวียงจันทน์ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังวังเวียง

วัดสำคัญได้แก่
“วัดสีสะเกด” และ ”หอพระแก้ว“ ซึ่งทั้งสองแห่งเกี่ยวข้องกับเมืองสยามหรือสยามประเทศที่เคยสร้างความบอบช้ำให้กับประเทศลาวมาแล้วในอดีต

กรุงศรีอยุธยาถูกพม่าเผาเมืองเมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2  ส่วนเมืองเวียงจันทน์ของลาวก็ถูกไทยเผาเมืองจนวอดในสมัยรัชกาลที่ 3 หรือในยุคของคุณหญิงโม ใครสนใจให้ไปอ่านประวัติศาสตร์เอาเองจะได้รู้จักบ้านพี่เมืองน้อง และจะได้รู้ว่าผู้เป็นพี่เคยรังแกผู้น้องกันขนาดไหน เรียกว่าไม่เหลือซาก แถมผู้คนก็ต้อนข้ามมาฝั่งไทยจนเวียงจันทน์กลายเป็นเมืองร้าง

สถานที่สำคัญในเมืองเวียงจันทน์ที่นักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่เคยมาเที่ยวได้แก่“หอพระแก้ว“สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ซึ่งพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่1ของลาวได้อัญเชิญ(แอบจิ๊ก)มาจากล้านนาเชียงใหม่

และเมื่อครั้งที่สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ยกทัพมาตีเวียงจันทน์เพื่อปราบหัวเมืองที่กระด้างกระเดื่องในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็อัญเชิญ(แอบจิ๊ก)พระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามเช่นกัน

ประวัติศาสตร์เขียนไว้ว่า"อัญเชิญพระแก้วมรกต"แต่ความจริงแล้วเป็นการโขมยมา ซึ่งเป็นธรรมเนียมของการตีบ้านตีเมืองของข้าศึก หลังตีชนะก็กวาดเอาทรัพย์สิน และช้างม้า วัวควาย รวมทั้งไพร่พลมาเป็นของตน ทั้งพระแก้วมรกตก็เอามาจากลาว หรือแม้แต่หลวงพ่อใส พระคู่บ้านคู่เมืองของคนจังหวัดหนองคายในปัจจุบัน ก็เอามาจากลาวในสมัยปราบกบถเจ้าอนุวงศ์(สมัย ร.3)เช่นกัน

จะว่าไปแล้วตำนานของพระแก้วมรกต หากเป็นยุคปัจจุบันก็ถือว่าตกเป็นเครื่องมือของอำนาจทางการปกครอง และถ้าจะลำดับกันตามเป็นจริง(ตามแนวคิดยุคปัจจุบัน) ต้องถือว่าเจ้าของที่แท้จริง คือล้านนาเชียงใหม่ ต่อมาได้ตกไปอยู่ในมือของลาวชนิดที่เจ้าของไม่ยินยอม จากนั้นก็ตกมาเป็นของสยามประเทศ เรียกว่าเปลี่ยนมือกันเป็นเจ้าของ และสยามประเทศในช่วงเวลานั้นก็คนละประเทศกับล้านนาเชียงใหม่

ที่บอกว่าพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่1 จากลาวอัญเชิญพระแก้วมรกตมาจากเมืองเชียงใหม่ หากเป็นสมัยปัจจุบันต้องถือว่าแอบจิ๊กมากันแบบตรงๆโดยอาศัยอำนาจของผู้เป็นเจ้าเมือง เพราะสมัยนั้นเมืองเชียงใหม่ว่างเว้นจากษัตริย์ และทางฝั่งลาวล้านช้างมีพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช(ที่1) ซึ่งเป็นลูกที่เกิดจากพระญาติแห่งเมืองล้านนา เรียกว่าทั้งล้านนาและล้านช้างมีความเกี่ยวดองกันทางสายเลือด จะได้มีความสนิทชิดเชื้อ และมีความเป็นมิตรที่ดีต่อกัน รวมทั้งเพื่อผลประโยชน์ในอนาคต

ตัวอย่างที่เห็นๆในปัจจุบันก็เช่นลูกชายของอดีตนายกฯสมชาย วงสวัสดิ์ แต่งงานกับลูกสาวนักการเมืองของกัมพูชา ซึ่งเป็นญาติสนิทกับนายกฯฮุนเซ็น

" แหมสาวเจียงใหม่งามๆมีจ๊าดนัก แต่ดันไปปิ้งสาวเขมรเชื้อสายเวียดนาม..แปลกจริงแฮะ "

ความเกี่ยวดองหนองหอยทำนองนี้เป็นเรื่องปกติและมีมานานแล้ว สมัยที่เจ้าเมืองล้านนาเชียงใหม่ยกลูกสาวที่มีชื่อว่า" เจ้าดารารัศมี" ให้เป็นสนมของในหลวงรัชกาลที่ 5 จากเมืองสยาม ก็ด้วยเหตผลทำนองเดียวกัน

กลับมาต่อเรื่องล้านนาว่างเว้นจากษัตริย์
เมื่อทางล้านนาเห็นว่ามีเชื้อสายของเจ้าเมืองเชียงใหม่อยู่ที่ล้านช้าง จึงทูลขอจากพระญาติซึ่งเป็นเจ้าเมืองล้านช้างให้ส่งเจ้าชายมาเป็นกษัตริย์ล้านนาต่อจาก "พระนางจิรประภา" ซึ่งขณะนั้นพระเจ้าไชยเชษฐาฯยังมีสถานภาพเป็นเจ้าชายหรือลูกชายของพระเจ้าโพธิสาร กษัตริย์ลาวล้านช้างหรือลาวหลวงพระบาง

พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชปกครองล้านนามาได้ 1 ปี ก็ต้องกลับไปบ้านเกิดเนืองจากบิดาเสด็จสวรรคต ขณะเดียวกันในอาณาจักรล้านช้างเกิดการแย่งชิงอำนาจ แต่ตอนเสด็จกลับพระเจ้าไชยเชษฐาฯได้นำพระแก้วมรกตและพระพุทธสิหิงค์กลับไปด้วย คนเชียงใหม่จึงทวงคืนแต่ก็ได้คืนพระพุทธสิหิงค์เพียงองค์เดียว

สำหรับการท่องเที่ยวคราวนี้หอพระแก้วไม่ได้อยู่ในโปรแกรมเที่ยวเนื่องจากไม่มีเวลา อีกอย่างก็เพราะมาโดยเครื่องบิน ถึงเวียงจันทน์เอาตอนเที่ยงวันพอดี  ทำให้โปรแกรมเที่ยวเวียงจันทน์โดยเครื่องบินต่างกับการมาเที่ยวโดยรถยนต์

หลังทานอาหารมื้อกลางวันเสร็จก็ไปเที่ยว “วัดพระธาตุหลวง“ ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองลาว จากนั้นก็ไปยังประตูชัยอันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเวียงจันทน์  เสร็จแล้วก็เดินทางต่อไปยังเมืองวังเวียงที่อยู่ห่างออกไปทางตอนเหนืออีกราว 150 กม.

เมื่อปี 51 ได้มาเที่ยวหลวงพระบางโดยรถตู้ที่ขับมาจากเมืองไทย ซึ่งเป็นรถรุ่นใหม่ทำให้มีความคล่องตัว และทำเวลา(ขับเร็ว)ได้ดีกว่าการเดินทางด้วยรถบัสท่องเที่ยวของลาว

รถบัสท่องเที่ยวของลาวดูจากภายนอกมีสภาพค่อนข้างใหม่แต่คนขับบอกว่าเป็นรถมือสอง  หรือเป็นรถเก่ายี่ห้อแดวูจากเกาหลี เครื่องยนต์จึงเก่า และวิ่งช้า จะเร่งแซงรถชาวบ้านก็ต้องลุ้นว่าจะพ้นหรือไม่  ที่น่าเสียวใส้ก็ตรงที่ดอกยางรถแทบหาไม่เจอ  ล้อยางกลมเกลี้ยง  นั่งไปก็กลัวจะเอาไม่อยู่เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน  ยิ่งเส้นทางไปหลวงพระบางมีแต่เขาล้วนๆและเป็นเขาสูงกว่าเมืองไทยมาก  แต่ทุกอย่างก็รอดพ้นมาได้

ใครมาเที่ยวลาวแล้วหากใช้บริการรถตู้หรือรถบัสของลาวแล้ว ลองชำเลืองดูยางรถด้วยว่าหาดอกยางเจอหรือไม่ หากเจอก็ถือว่าปลอดภัยระดับหนึ่ง

สำหรับยางรถยนต์ที่ปลดระวางไปจากเมืองไทยหรือเปลี่ยนไปตามอายุ เช่นอาจเป็น 2 ปี หรือยางรถเริ่มแข็งกระด้าง ก็เชื่อว่ายางเก่าเหล่านั้นบางส่วนน่าจะส่งไปขายยังสปป.ลาว เพราะยางรถที่นั่นไม่มีคำว่าหมดอายุ  ว่ากันจนเห็นผ้าใบโผล่ออกมาจึงได้เวลาเปลี่ยน

เรื่องนี้ไม่ได้พูดเล่นๆนะครับ เคยนั่งรถจากลาวแล้วข้ามไปเวียดนาม โดยออกไปทางด่าน จ.นครพนม เส้นทางสายนี้มีแต่ขึ้นเขาลงห้วย แต่รถคันที่นั่งแทบไม่เห็นดอกยาง แต่จะว่าไปแล้วถือเป็นเรื่องปกติสำหรับลาว เปลี่ยนยาง 4 เส้นในราคาหมื่นกว่าถึงสองหมื่นกว่า  เป็นเรื่องที่คนลาวต้องคิดหนัก


เดินทางสู่วังเวียงกันต่อ

วันนั้นได้เวลาออกจากเวียงจันทน์ราว 4 โมง หรือเวลา 16.02 น.(ดูจากวันที่ในไฟล์ภาพ) ขณะนั้นเป็นเวลาเลิกเรียน จึงเห็นเด็กนักเรียนกำลังเดินทางกลับบ้านด้วยเท้า น้อยคนที่จะเห็นขี่จักรยาน

ระหว่างทางได้แวะเข้าห้องน้ำที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งที่พึ่งสร้างเสร็จได้ไม่นาน แต่ก็ดูทันสมัย  ความทันสมัยที่มองเห็นได้แก่เช่นพื้นที่ในปั้มเป็นลานซีเมนต์(เช่นเดียวกับบ้านเรา) หัวปั้มหรือที่เติมน้ำมันก็ดูใหม่  ส่วนห้องน้ำก็ต้องบอกว่าตื่นตาชนิด Amazzing  จนไม่อยากจะเชื่อว่าในชนบทของลาวจะมีปั้มน้ำมันที่สะอาดและได้มาตรฐาน

ใกล้ๆกับห้องน้ำเห็นมีห้องอาหารขนาดจุผู้คนได้ราว 50-60 คน คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเป็นที่แวะทานข้าวของนักท่องเที่ยวที่มาเป็นกรุ๊ปทัวร์

เมื่อปี 51 เคยผ่านมาถนนเส้นนี้เวลานั้นยังดูเป็นชนบทอยู่มาก  จุดแวะเข้าห้องน้ำก็ดูธรรมดาๆ แต่มาคราวนี้ผิดคาด  และในปั้มน้ำมันที่ว่านี้ยังมีซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดย่อมๆ  มีตู้แช่เหมือนปั้มในบ้านเรา  และมีน้ำอ้อยคั้นแบบสดๆ  จากสาวลาวผิวขาวหน้าตาดี  ดูสารรูปแล้วคงไม่ใช่คนลาวในพื้นที่แน่นอน

แต่เนื่องจากต้องรีบไปจึงไม่มีเวลาพูดคุย พอจะถ่ายภาพแกก็อมยิ้มและพยายามหลบหน้าหลบตา  จึงไม่อยากรบกวนป่วนหัวใจ

ก่อนขึ้นรถได้เหลียวมองไปทางปั้ม เห็นชื่อปั้มน้ำมันเป็นตัวหนังสือภาษาจีนขนาดใหญ่  รู้ทันทีว่าเปั้มนี้ป็นของนักธุรกิจจากประเทศจีน

ระหว่างเดินทางสู่วังเวียงเห็นการซ่อมถนนเป็นระยะๆ  คงจะผุพังเนื่องจากปัจจุบันมีรถราคับคั่งมาก รถบรรทุกสินค้าจากจีนและเวียดนามวิ่งผ่านไปมาหลายครั้ง โดยเฉพาะรถบรรทุก 6 ล้อคันใหม่เอี่ยมที่วิ่งมาจากเวียดนามเพื่อนำมาขายในเวียงจันทน์ประเทศลาว

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจของลาวก็มีการเติบโต  นักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะจีนและเวียดนามรวมทั้งไทยด้วย  ได้เข้ามาลงทุนทำธุรกิจด้านต่างๆ ทำให้ถนนสายหลักที่มุ่งสู่ชายแดนมีความคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ

หลายคนอาจไม่ทราบว่าจากเวียงจันทน์สามารถเดินทางไปเมืองคุนหมิงประเทศจีนได้โดยทางรถยนต์หรือรถทัวร์  ใครเดินทางก็ต้องทนนั่งรถกันนานๆ  แต่ก็คงไม่ลำบากมากนักเพราะรถที่ให้บริการเป็นรถบัส วี ไอ พี สองชั้น  มีเตียงนอนบน-ล่าง คล้ายกับรถไฟตู้นอนในบ้านเรา  ใครสนใจทริปนี้ก็น่าจะลองดู  ได้ยินว่าใช้เวลาเดินทางราว 2 วัน  มีโอกาสชมวิวทิวทัศน์กันแบบเต็มอิ่ม  แรกๆได้ยินว่าถนนยังไม่เรียบร้อยช่วงหน้าฝนลุยดินลุยโคลนกันเละ แต่ปัจจุบันน่าจะดีขึ้นเนื่องจากเปิดเดินรถมาได้ราว 5-6 ปีแล้ว

รถบัส วี ไอ พี ลาว-คุนหมิง ใช้เส้นทางจากเวียงจันทน์  ผ่านวังเวียง แล้วแยกออกเชียงขวางที่สามแยกพูคูณ จากเชียงขวางสามารถออกสู่ชายแดนสู่ประเทศจีนได้ จากนั้นก็จะเป็นทางด่วนมุ่งสู่เมืองคุนหมิง

สมัยที่ลาวเป็นประเทศคอมมิวนิสต์(หรือลาวแดง)พื้นที่บนภูเขาเป็นจุดล่อแหลม  และเป็นเส้นทางอันตราย  โชคดีก็รอดตัวและผ่านไปได้  โชคไม่ดีอาจถูกลอบโจมตีจากฝ่ายลาวแดง เปรียบเทียบกับบ้านเราก็พอๆกับเส้นทางจากเพชรบูรณ์ไปยังพิษณุโลก

ในยุคที่ป๋าเปรมฯเป็นนายกฯ หรือยุคคอมมิวนิสต์  เส้นทางจากเพชรบูรณ์สู่พิษณุโลก  ตรงพื้นที่บ้านเขกน้อย อ.นครไทย จ.พิษณุโลก หรือรอยต่อของสองจังหวัดระหว่างพิษณุโลกกับเพชรบูรณ์  ช่วงกลางคืนถือว่าไม่ปลอดภัยเนื่องจากคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในป่ามักลอบมาวางระเบิดสะพานเข็กน้อยและลอบโจมตีเจ้าหน้าที่ ใครผ่านไปตอนกลางคืนอาจถูกลูกหลงได้  ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าเดินทางในตอนกลางคืน แม้แต่รถประจำทางก็ยังต้องปรับเปลี่ยนเวลา 

หลังจากเหตุการณ์สงบพื้นที่บริเวณนั้นเช่นตำบลเขาค้อ ตำบลแค้มป์สน(ไร่บีเอ็น)  รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียง ทางการได้นำพื้นที่เขาหัวโล้นซึ่งเป็นพื้นที่ี่สมรภูมิ มาจัดสรรให้ผู้ที่กลับตัวกลับใจและพวกอาสาสมัครของฝ่ายรัฐบาลได้ทีมีทำกิน  ซึ่งแรกๆก็คงจะปลูกถั่วปลูกถั่วปลูกข้าวโพดไปสักระยะ จากนั้นก็ขายที่ขายทางให้นายทุนและนักเก็งกำไร กระทั่งกลายเป็นรีสอร์ทหรูตามที่เราเห็นๆกันอยู่ทุกวันนี้

เราออกเดินทางจากประตูชัยเมืองเวียงจันทน์ราว 16.00 น.  มาถึงวังเวียงในเวลา 18.45 น. รวมแล้วใช้เวลาเดินทางราว 2.45 ชั่วโมง ในระยะทาง 152 กม. เห็นระยะทางกับเวลาอาจไม่ค่อยสมดุลกันนัก หรือเฉลี่ยราว 35 กม.ต่อชั่วโมง  เวลาเช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติในลาว  เพราะถนนหนทางที่คับแคบและคดเคี้ยวมาก แถมรถก็เก่า  คนขับก็แก่ จะเร่งจะแซงก็อืดเป็นเรือเกลือ  เป็นเหตุการณ์ปกติครับท่าน

วังเวียง

ใครมาถึงวังเวียงแล้วมี 2 สิ่งที่ต้องทำ ไม่เช่นนั้นยังถือว่ามาไม่ถึงวังเวียง
เรื่องแรกได้แก่ เดินเล่นในตัวเมืองวังเวียงหรือเช่าจักรยานขี่ในยามค่ำคืน


วังเวียงเป็นเมืองเล็กๆ  เดินไปได้ไม่ไกลก็หมดแล้ว  แต่นั่นแหละเป็นการสัมผัสบรรยากาศแบบชิวๆ  ในยามค่ำคืนที่กำลังสบายๆ หากมีเวลาก็หาโอกาสพูดคุยกับคนลาว เดินดูบ้านดูเมือง  ดูร้านค้าร้านอาหารที่ตกแต่งแบบง่ายๆเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว  โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากชาติยุโรปและอเมริกาที่รู้จักวังเวียงมาตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนามหรือเมื่อ 30 กว่าปีก่อน

สหรัฐอเมริกามาตั้งคลังสำรองยุทธปัจจัยและเสบียงอาหารเพื่อส่งไปสนับสนุนทหารและพลเรือนของอเมริกาในเวียดนาม  วังเวียงจึงมีสนามบินเพื่อให้เครื่องบินลำเลียงหรือเฮลิคอปเตอร์ได้ ขึ้น-ลง

สนามบินที่นี่ไม่ได้เป็นพื้นซีเมนต์  แต่บดอัดด้วยกรวดให้แน่น  ส่วนเครื่องบินรบและเครื่องบินทิ้งระเบิดไม่สามารถขึ้น-ลงได้ 

ที่ขาดไม่ได้อีกอย่างสำหรับการมาเที่ยววังเวียงได้แก่การเดินข้าม “สะพานไม้ข้ามแม่น้ำซอง “

นี่ก็ขาดไม่ได้เช่นกัน  สะพานไม้ที่ว่านี้จะสวยงามและดูเป็นชนบทแค่ไหน หรือพอจะเทียบกับกุ้ยหลินได้หรือไม่  คำตอบก็น่าจะอยู่ในภาพชุดนี้

ภาพแม่น้ำซองในชุดนี้ความจริงเป็นช่วงเวลาที่ยังไม่ถือว่าดีนัก  เอากันจริงๆต้องตอนเย็นๆใกล้พระอาทิตย์ตก  จึงจะได้บรรยากาศสุดสวยอย่างแท้จริง

สะพานไม้ข้ามแม่น้ำซองที่เห็นนั้นเป็นการสร้างแบบลวกๆ  พอให้คนและมอเตอร์ไซด์ข้ามผ่านไปได้  ช่วงน้ำหลากชาวบ้านก็จะรื้อออกเพื่อหลีกทางให้กับกระแสน้ำ  พอน้ำแห้งหรือเข้าหน้าแล้งก็จะช่วยสร้างสะพานขึ้นมาใหม่ วนเวียนเช่นนี้ทุกๆปี 

การสร้างสะพานแบบนี้ในชนบทบ้านเราสมัยก่อนๆก็เคยทำกัน แต่พอบ้านเมืองเจริญขึ้นก็มีสะพานแบบถาวรเข้ามาแทน  สะพานไม้ชั่วคราวแบบเมื่อก่อนจึงไม่มีความจำเป็น

เที่ยวลาวหลวงพระบางตอนต่อไปจะพาไปเที่ยวถ้ำจัง จากนั้นก็เดินทางสู่หลวงพระบาง อันเป็นจุดหมายปลายทาง ในระหว่างเดินทางจากวังเวียงสู่หลวงพระบางมีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง  คงต้องรอชมภาพในตอนต่อไป รับประกันว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ


โฟโต้ออนทัวร์
18 พฤษภาคม 2556

     
 
 
    Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)

ต้องการ save ภาพ
Contact Us : photo482@gmail.com

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls     World Photos     Site Update    Contac Us