Photoontour.Com
โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว   
Home > Outbound Tour > Angkor 7
ค้นหาคำในเว็บ ได้ทั้งภาษาไทย และ อังกฤษ  

 
 
Outbound Gallery : ภาพชุดเที่ยวต่างแดน Click > South Lao : Vietnam : Malaysia : Burma : Angkor
เที่ยวเขมร (ตอนที่ 7) ชมปราสาทนครวัด สิ่งมหัศจรรย์ของโลกสร้างสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 มีปราสาทจำนวน 54 ปรางค์    อ่านต่อ
 Home > Outbound > Angkor 7
ดูภาพชุดอื่นๆ Angkor >        
           
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 ภาพทางอากาศของปราสาทนครวัด
 
 
 
Main Menu


Photo Gallery

Tour & Travel
Ciity tour
Royal Photos
Flowers & Nature
Events
Outbound Tour

Articles
About Tour
Today talk

Free Photos
Wallpapers
View & Landscape
Flowers
King Photo
New Year Card & More

Services
Photo services
Wedding / Events /More

Others
Portrait Photos
Tip & Technic
Good Books


แกลลอรี่ภาพ
ภาพท่องเที่ยว
ภาพในเมือง
ภาพในหลวงและพระราชพิธี
ภาพดอกไม้และธรรมชาติ
ภาพเหตุการณ์
ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน

บทความ
บทความท่องเที่ยว
บทความทั่วไป

ฟรีดาวน์โหลดภาพ
ฟรีภาพวอลเปเปอร์
ภาพวิว ทิวทัศน์
ภาพดอกไม้
ภาพในหลวง

บริการ
บริการถ่ายภาพโดยสมาชิก
ภาพแต่งงาน รับปริญญา

 
 
     
 

กัมพูชาตอนที่ 7
ปราสาทนครวัดตอนที่ 1 ( Angkor Wat )

(บันทึกการเดินทางเดือน กรกฏาคม 2550 )



เที่ยวเขมรตอนที่ 7 ตอนนี้ถือว่าเป็นตอนสำคัญ เพราะจะพาไปชม สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ทางด้านสิ่งปลูกสร้างที่เป็นผลงานของมนุษย์ ซึ่งยูเนสโกประกาศได้ประกาศไว้นานแล้ว ผมก็จำไม่ได้ว่านานแค่ไหน ตอนเด็กก็รู้ๆกันว่านครวัดเป็นหนึ่งเจ็ดของสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ในเอเชียเราขณะนี้ก็มีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ กำแพงเมืองจีน ทัชมาฮาล และปราสาทนครวัด ใครมีโอกาสมาเที่ยวครบทุกแห่งก็ถือว่าเป็นกำไรแก่ชีวิต อาจเริ่มต้นที่ปราสาทนครวัดใกล้ๆบ้านเราก่อนก็ได้ เพราะเดินทางสะดวกและเสียค่าใช้จ่ายน้อย

ปัจจุบัน นครวัด ยังถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอยู่หรือไม่ก็ชักไม่แน่ใจ เพราะระยะหลังๆนี้มีการแบ่งสิ่งปลูกสร้างออกเป็นยุคๆ ได้แก่ยุคโบราณ ยุคกลาง และยุคปัจจุบัน พร้อมกับมีการจัดลำดับกันใหม่ ล่าสุดนี้มีการโหวตผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็ยังสงสัยเหมือนกันว่าปัจจุบันตัดสินกันด้วยวิธีนี้แล้วหรือ ทั้งที่คนโหวตอาจไม่เคยไปเห็นของจริงและไม่รู้ประวัติความเป็นมา ว่ามีความสำคัญอย่างไร

อย่างไรก็ตามก็ยังถือว่าปราสาทนครวัดก็เคยเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกมาก่อน ทุกวันนี้ก็มีนักท่องเที่ยวมาเข้าชมกันเป็นจำนวนมากถึงปีละ 1.2 ล้านคน (พ.ศ. 2550) หรือเฉลี่ยวันละ 3 พันกว่าตน มีรายได้จากค่าผ่านประตูถึง 32 .7 ล้านดอลล่าร์ หรือประมาณ 1500 ล้านบาท ซึ่งไม่น้อยเลยทีเดียว ค่าบัครเข้าชมราคาไม่ถูกนะครับ ราคาคั้งแต่ US$ 20 $40 $60 เป็นราคาเข้าชม 1 วัน 2 วัน และ 7 วัน ส่วนกรู๊ปทัวร์จะคิดคนละ $ 10 หรือประมาณ 350 บาท (ใช้อัตรา 1 : 35 ) จึงไม่แปลกใจว่าทำไมบริษัททัวร์ทุกแห่งจึงจัดโปรแกรมเที่ยวปราสาทต่างๆเพียงแค่วันเดียวเท่านั้นเอง

ไกด์เขมรบอกว่า คนเขมรที่อยู่ต่างจังหวัดก็ใฝ่ฝันอยากมาชมนครวัดไม่ต่างกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ก็น้อยคนที่จะมีโอกาสเพราะส่วนใหญ่ยังยากจน

การมีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเพิ่มขึ้นมาใหม่นั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ ถึงมีก็ต้องใช้เวลานานมากจนกว่าจะเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ต่างกับมรดกโลกที่มีการขอขึ้นทะเบียนกันเป็นประจำทุกปี เมืองไทยมีมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนไว้หลายแห่ง ทั้งมรดกโลกทางวัฒนธรรม เช่นอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และมรดกโลกทางธรรมชาติ เช่นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และห้วยขาแข้ง

เหตุที่หลายประเทศต่างยื่นขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก จุดประสงค์ก็ก็เพื่อการท่องเที่ยวและเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศของตนเอง เพราะการจะป่าวประกาศหรือโฆษณาให้ชาวโลกเห็นความสำคัญก็คงไม่มีใครสนใจ แต่ถ้ายูเนสโกซึ่งเป็นองค์กรกลางและน่าเชื่อถือ ได้ประกาศให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว ก็คงได้รับความสนใจแน่นอน โดยเจ้าของสถานที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรมากนัก คงได้แต่นั่งรอต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะหลั่งไหลกันมาเที่ยวชม

ด้วยเหตุผลนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหลายๆประเทศถึงต้องพยายามกันอย่างหนักที่จะขอขึ้นทะเบียนให้ได้ แม้จะรอมานานหลายปีแล้วก็ตาม แต่เมื่อได้ขึ้นทะเบียนแล้วก็ต้องดูแลสถานที่ตามที่ยูเนสโกมีกฏกติกา เช่นห้ามต่อเติมเสริมแต่ง ห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆ ในระยะห่างที่กำหนด และอีกหลายๆอย่าง

ประเทศใดที่โบราณสถานได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ต่างก็พยายามรักษาอย่างถึงที่สุด และปฏิบัติตามระเบียบของยูเนสโกอย่างเคร่งครัด อาจจะมี่ประเทศไทยละมั้ง ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าใดนัก

หลายปีก่อนที่หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของประเทศไทย กลับมี สนามกอล์ฟ และโรงแรมที่พักบนอุทยาน แถมยังปล่อยให้มีการลักลอบตัดใม้อย่างโจ๋งครึ่ม จนมีข่าวว่ายูเนสโกอาจถอนออกจากมรดกโลก นั่นแหละเราจึงตื่นตัวไปพักหนึ่ง และทำการรื้อถอนโรงแรมที่พัก บ้านพักคนงาน และปิดสนามกอล์ฟอย่างถาวร รวมทั้งยกเลิกสัญญาที่ ท.ท.ท. เข้ามาจัดการเรื่องที่พักและสนามกอล์ฟ ตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2535 จากนั้นเขาใหญ่ก็กลับสู่ธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง หากครั้งนั้นไม่มีการดำเนินการป่านนี้เขาใหญ่อาจกลายเป็นแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่ เผลอๆอาจมีกาสิโนและสถานบันเทิงเช่นเดียวกับเก็นติ้ง มาเลเซียก็เป็นได้

ไม่นานนี้มีข่าวว่ายูเนสโกอาจพิจารณาถอดถอนอุทยานประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาออกจากมรดกโลก เพราะปล่อยให้ตั้งร้านขายของอยู่รอบลานวัดมงคลบพิตร ซึ่งบริเวณนี้อดีตเป็นสนามรบระหว่างไทยกับพม่า เมื่อ พ.ศ.2310 สมัยพระเจ้าเอกทัศน์ พม่าได้เผาบ้านเผาเมือง และเผาวัดเพื่อลอกเอาทองคำ ครั้งนั้นพระมงคลบพิตรก็ถูกพม่าเผาเอาทองไปด้วย

บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์กรุงศรีอยธยา จึงเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย ให้คนไทยได้รำลึกถึงอดีตสมัยที่กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า แต่อนิจจา คนกรุงเก่าที่บรรพบรุษของตนเองเคยสู้รบกับพม่าตรง ณ บริเวณนี้มาก่อน กลับไม่เห็นคุณค่า และลืมอดีตจนหมดสิ้น

เรื่องนี้พอเป็นข่าวก็หนีไม่พ้นที่ กรมศิลปากร และทางจังหวัดอยุธยา ต้องตกเป็นจำเลย ทั้งๆที่ควรจะจัดการปัญหากันตั้งนานแล้ว ก็ดีอย่างที่ทุกฝ่ายหันมาสนใจและปรับปรุงให้มันเข้ารูปเข้ารอย

งานนี้ต้องโทษหน่วยงานของไทยที่ดูแลเรื่องมรดกโลก (ไม่ทราบว่ามีหรือเปล่า) รวมทั้งกรมศิลปากรด้วย ที่ปล่อยให้เรื่องลุกลามบานปลายปลาย พอเกิดปัญหาก็โทษกันวุ่น ในที่สุดก็มาลงที่ อบต. หรือ อบจ. ของจังหวัดพระนครศรีอุธยา ในการเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ขายของ โดยอ้างว่านำเงินมาบำรุงท้องถิ่น ส่วนจะเป็นประเภทวัดครึ่ง กรรมการครึ่งหรือเปล่า ต้องติดตามกันเอง

นึกถึงปัญหาเรื่องเขาพระวิหารที่ชาวศรีสะเกษเดินทางไปประท้วงให้ชาวกัมพูชาออกไปจากพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งถือเป็นเขตไทย แต่ปล่อยให้เขมรมาปลูกเพิง สร้างร้านขายของ จนกลายเป็นชุมชนขนาดย่อม มีทั้งบ้านและวัด หากเจ้าหน้าที่ไทยได้ดำเนินการแต่แรกก็คงไม่สร้างปัญหา ขณะนี้ก็ทำท่าว่าจะบานปลายใหญ่โต จนอาจเป็นกรณีน้ำผึ่งหยดเดียว จากกลุ่มประท้วงเพียงไม่กี่คนก็กลายเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น ดูแล้วน่าเป็นห่วงว่าเรารักชาติรักแผ่นดินกันเลยเถิด จนลืมนึกถึงความสัมพันธ์อันดีของคนทั้งสองประเทศ

และวันนี้ (5 กค.51) ก็มีกลุ่มพันธมิตรภาคอีสาน และ กลุ่มธรรมยาตรา เปิดไฮปาร์คทวงคืนเขาพระวิหาร ดูยิ่งไปกันใหญ่ ประเภทเข้าป่าเข้ารกสุดกู่ ทำแบบนี้เท่ากับว่ายั่วยุให้คนเขมรลุกฮือประท้วงไทย เพราะศาลโลกได้ตัดสินเรื่องนี้ไปแล้ว จึงไม่ควรเอามาเกี่ยวข้อง สื่อมวลชนที่เสนอข่าวนี้ก็ควรระมัดระวังให้มาก (โดยเฉพาะ ไทยพีบีเอส) เพราะเป็นเรื่องที่เปราะบาง ขณะนี้คนเขมรที่พนมเปญก็พร้อมที่ลุกฮืออยู่แล้ว เพียงแต่รัฐบาลห้ามไว้

จะไปประท้วงคนเขมรคงไม่ไช่เรื่องถูกต้อง ที่ถูกต้องนั้นต้องประท้วงคนของเรา หรือประท้วงรัฐบาลทักษิณ ที่ไม่แก้ปัญหาตามที่ฝ่ายทหารรายงานเรื่องนี้ต่อรัฐบาลเมื่อปี 2548 แต่รัฐบาลกลับยับยั้ง อ้างว่าไม่อยากให้เสียสัมพันธ์ไมตรี ....แล้ววันนี้เป็นอย่างไร ?

เขาพระวิหารขณะนี้กำลังกลายเป็นเรื่องร้อนแรงทางการเมือง ปลุกกระแสให้คนไทยและคนกัมพูชาตื่นตัว จนเป็นที่มาของการรวมตัวประท้วงของคนทั้งสองประเทศ ปัญหานี้มาจาก นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการการะทรวงการต่างประเทศ สมัยที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ไปลงนามรับรองข้อตกลงสนับสนุนให้พระวิหารเป็นมรดกโลกตามข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีก็มีมติสนับสนุน โดยที่รัฐมนตรีบางคนก็ยังไม่ทราบรายละเอียด เหมือนกับว่าลักไก่ให้คณะรัฐมนตรีรีบอนุมัติ

จะป็นเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แกล้งโง่ หรือกำลังทำตามแผนของนายใหญ่ที่กุมบังเหียนอยู่ข้างหลังหรือเปล่า ก็ไม่ทราบได้ เพราะสังคมคลางแคลงใจมาตั้งแต่แรกแล้วว่า น่าสงสัย รีบร้อน รีบเร่ง มีพิรุธ ข่าวที่ออกมาตอนแรกๆก็มีแต่ปิดบังซ่อนเร้น และไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะ ในที่สุดความจริงก็ค่อยๆปรากฏออกมา จนถึงวันนี้ก็ต้องบอกว่า้เละเทะไม่มีชิ้นดี ล่าสุดก็เริ่มเบี่ยงเบนประเด็น โยนบาปให้กับอดีตนายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ว่าสนับสนุนให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสมัยนั้นก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่จริง เป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ครบถ้อยกระทงความ

ความผิดหลายกระทงเลยครับ ทั้งผิดกฏหมายด้วย เผลอๆรัฐบาลทั้งคณะอาจต้องลาออก

เรื่องนี้เป็นหนังยาวที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดชนิดที่ห้ามกระพริบตา คนที่บอกว่าตัวเองน่าจะได้รับคำชม ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ และน่าจะเป็นพระเอกของเรื่อง ดูซิว่าตอนจบจะเป็นพระเอกหรือเป็นผู้ร้าย ส่วนที่คาดว่าจะเป็นตัวประกอบยอดเยี่ยมอาจได้แก่กรมแผนที่ทหาร ที่ออกมาเดินสายรับประกันว่าไทยไม่เสียดินแดน

วานนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ (ผบ.สส.) ให้สัมภาษณ์ว่า " หากมีข้อผิดผลาดในแถลงการณ์ร่วม ผู้นำต้องผู้รับผิดชอบ "

ก็ต้องบอกว่า ความรับผิดชอบน่าจะมีคนอื่นที่ร่วมขบวนการด้วย ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศ กรมแผนที่ทหาร รวมถึงผู้บัญชาการทหารบก ที่ออกมายืนยันและอยู่เคียงข้างรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศมาตั้งแต่แรก ทำไปทำมาจะกลายว่าฝ่ายทหารถูกฝ่ายการเมืองหลอกใช้ และอาจโยนปัญหานี้มาให้ในภายหลัง

ต้องขอบคุณ และให้เครดิตฝ่ายค้าน ที่ออกมาแฉะพฤติกรรมอันไม่ชอบมาพากลของรัฐบาล เพราะหากไม่เปิดให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ป่านนี้ประชาชนก็คงจะโง่ และไม่รู้เรื่องไรเลย ในที่สุดก็เสร็จเรียบร้อยโรงเรียนฺฮุนเซ็น ที่กำลังจะเอาเรื่องนี้ไปหาเสียงเพื่อเป็นผลงานของตนเองที่จะมีเลือกตั้งใหญ่ในปลายเดือนกรกฏาคมนี้ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็อ้างว่าทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อผลประโยชน์ของชาติ ต้องถามว่าผลประโยชน์ของชาติไหนกันแน่ และลึกๆแล้วเป็นผลประโยชน์ของใคร หรือเพื่อแลกกับผลประโยชน์อะไร

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ไทยอาจเสียอธิปไตยบนพื้นที่ทับซ้อน หากยูเนสโกประกาศให้พระวิหารเป็นมรดกโลก ถึงขั้นนี้เมื่อไหร่ประชาชนต้องออกมาตะโกนด่าว่า “ ไอ้พวกขายชาติ ขายแผ่นดิน “

งานนี้ยังไม่จบนะครับ ตอนนี้ทุกคนก็ก็ต้องติดตามข่าวกันอย่างใกล้ชิด และไม่ไช่เกมการเมืองของฝ่ายค้านตามที่นายสมัครไปพูดให้นักศึกษาไทยในประเทศจีนฟัง แต่เป็นเรืองของอธิปไตยของชาติที่คนไทยทุกคนต้องสนใจ ไม่เช่นนั้น อนาคตฝ่ายการเมืองอาจมีพฤติกรรมเช่นนี้อีก โดยอ้างว่าเป็นตัวแทนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ และคิดจะทำอะไรก็ได้โดยไม่สนใจว่าจะผิดถูกอย่างไร




มาเที่ยวนครวัดกันกันต่อดีกว่า เขียนไปเขียนมาเดี๋ยวหลงทางกลายเป็นเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร

นครวัด สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งครองราชย์อยู่ในช่วง พ.ศ. 1650-1693 สร้างที่หลังปราสาทบันทายศรี ที่พาไปเที่ยวในตอนต้นๆ

หากเรียงลำดับปราสาทต่างๆที่ได้พาไปเที่ยวก็พอจะลำดับได้ตามนี้ ทั้งก็เพื่อสะดวกในการทำความเข้าใจ
  - ปราสาทบันทายศรี สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 พ.ศ. 1487 – 1511 (อายุปราสาทถึงปัจจุบันประมาณ 1041 ปี)
  - ปราสาทนครวัด สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 พ.ศ. 1650-1693 (อายุปราสาทถึงปัจจุบันประมาณ 858 ปี)
  - ปราสาทตาพรหม สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พ.ศ. 1729 (อายุปราสาทถึงปัจจุบันประมาณ 822 ปี)
  - ปราสาทบายน สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พ.ศ. 1763 (อายุปราสาทถึงปัจจุบันประมาณ 788 ปี)


ปราสาทนครวัด เป็นปราสาทที่โดดเด่นและสมบูรณ์แบบที่สุดในบรรดาปราสาทของขอม แม้จะมีอายุถึงแปดร้อยกว่าปี แต่ได้รับการบูรณะจนเห็นปราสาทเป็นรูปเป็นร่างได้ชัดเจน ต่างกับปราสาทอื่นๆที่พังทะลาย กลายเป็นกองอิฐ

มาทำความเข้าใจกับปราสาทเขาพระวิหาร โดยหยิบมาจาก เว็บวิกิพีเดีย ซึ่งเป็นเว็บข้อมูลสาธารณะ

นครวัด

นครวัด ตั้งอยู่ที่เมืองเสียมราฐ (เสียมเรียบ) ในประเทศกัมพูชา สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในพุทธศตวรรษที่ 16-17 เพื่อเป็นศาสนสถานประจำนครของพระองค์ เมื่อสมัยแรกนั้น นครวัดได้ถูกสร้างเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย แต่ต่อมาในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้เปลี่ยนให้เป็นวัดในศาสนาพุทธนิกายมหายาน ในปัจจุบันปราสาทนครวัดนับเป็นสิ่งก่อสร้างสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา และได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ เมืองพระนคร

ประวัติ
ปราสาทนครวัดได้เริ่มสร้างในกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อบูชาแด่ พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ ในปี พ.ศ. 1720 ชาวจามได้บุกรุกขอม ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองนครหลวง หรือ เสียมราฐ ในปัจจุบัน หลังจากนั้น พระองค์จึงสร้างเมืองนครธม และ ปราสาทบายน ห่างจากปราสาทนครวัดไปทางเหนือ เพื่อเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของชาวขอม

ในปี ค.ศ. 1586 (พ.ศ. 2129) ได้มีนักบวชจากโปรตุเกส นามว่า อันโตนิโอ ดา มักดาเลนา ( Antonio da Magdalena) เป็นชาวตะวันตกคนแรกที่ได้ไปเยือนปราสาทนครวัด แต่ที่จะถือว่าเป็นการเปิดประตูให้แก่ปราสาทนครวัดนั้น คือการค้นพบของ อองรี มูโอต์ ( Henri Mouhot) นักสะสมแมลงและนักสำรวจชาวฝรั่งเศส เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้วมา

ปราสาทนครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างในยุคสิ้นสุดของราชอาณาจักรขะแมร์ โดยมีหินทรายเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก

รูปสลักและงานประติมากรรม
ภาพสลักนูนสูงรูปนางอัปสรฟ้อนรำทางด้านกำแพงชั้นนอกรอบปราสาทนั้น มีความยาวกว่า 800 เมตร มีงานแกะสลักเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และเรื่องราวจากวรรณคดีเรื่อง รามายณะ รูปแกะสลักที่มีชื่อที่สุดก็คือรูปที่เทวดากับอสูรกวนเกษียรสมุทรด้วยเขาพระสุเมรุ และยังมีรูปแกะสลักนางอัปสรอีกถึง 1,635 นาง ที่ทั้งหมดแต่งกายและทรงผมไม่ซ้ำกันเลย

มีภาพจำหลักหินด้านหนึ่งเป็นภาพกองทัพสยาม ที่ส่งไปช่วยรบกับพวกจาม มีอักษรจารึกไว้ว่า “ สยำ กุก ” ปัจจุบันถูกเอาออกไปแล้วน่าจะหมายถึงกองทัพสยามจากลุ่มแม่น้ำกก คือกำลังที่มาจากเมืองเชียงราย เมืองเชียงแสนหรือจากสุพรรณบุรี และคำว่า “ โลว ” สันนิษฐานว่าเป็นกองทัพจากเมืองละโว้

ตามที่แนะนำไว้แต่แรกว่า หากมาเที่ยวปราสาทขอม ก็ควรศึกษาข้อมูลมาบ้าง จะได้เข้าใจและได้อรรถรสในการชม ไม่เช่นนั้นก็คิดแต่เพียงว่าเป็นแค่กองอิฐ กองหิน ที่มีอายุหลายร้อยปี ก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร โดยเฉพาะอาณาจักรขอมนี้ในอดีตถือว่ายิ่งใหญ่เกรียงไกร และเป็นอาณาจักรที่เกิดก่อนอาณาจักรสุโขทัยของไทยเรา

ปราสาทนครวัด หากใครได้มาเห็นละเปรียบเทียบกับปราสาทอื่นๆแล้วจะเห็นวี่พื้นที่ใหญ่โตกว้างขวางมาก ปราสาทตั้งอยู่กลาง มีน้ำล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมทั้ง 4 ด้าน ความกว้างของคูน้ำประมาณ 200 เมตร ด้านกว้างของคูน้ำล้อมปราสาทประมาณ 1300 เมตร ยาวประมาณ 1500 เมตร ความหมายก็คือเป็นปราสาทราชวังของพระวิษณ เทพในศาสนาฮินดุ และพระวิษณุในความหมายนี้ก็คือพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ที่จะเสด็จมาประทับหลังเสด็จสวรรคต เปรียบได้กับเป็นสรวงสวรรค์ของพระองค์ที่ตั้งกลางมหาสมุทร

ปราสาทนครวัด ที่เห็นจากสายตาขณะที่เดินชม อาจเห็นความยิ่งใหญ่ไม่เท่ากับภาพถ่ายทางอากาศ ที่เห็นพื้นที่โดยรอบอย่างชัดเจน และเป็นที่ยอมรับของนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ทั่วโลกว่า เป็นปราสาทที่ใหญ่โตสวยงามที่สุดของโลก

นครวัดในชุดแรกนี้ ถือว่าพามาเที่ยวครึ่งทาง ยังมีต่อภาค 2 ในอีกไม่นานนี้ ภาพมันเยอะและน่าสนใจจึงต้องแบ่งออกเป็น 2 ภาค จบภาค 2 ก็จะพาไปเที่ยวโตนเลสาบ ทะเลสาบ(น้ำจืด)ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ใหญ่แค่ไหนก็ลองนึกภาพกันเอาเองก็ได้ว่า หากถึงฤดูน้ำหลากแล้ว ทะเลสาบแห่งนี้ก็จะมีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตประมาณ 10 เท่าของพื้นที่กรุงเทพมหานคร รายละเอียดค่อยมาว่ากันภายหลังนะครับ




เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
5 กรกฏาคม 2551



ภาพถ่ายทางอากาศ แสดงอาณาบริเวณของปราสาทนครวัด

................................................................................................................................................................................

ติดตามเรื่องราวนครวัด นครธม ก่อนหน้านี้ได้ที่นี่
นครวัดตอนที่ 1 (จุดเริ่มต้นการเดินทางจากตลาดโรงเกลือ/ปอยเป็ต)
นครวัดตอนที่ 2 (เส้นทางสายฝุ่น ปอยเป็ต - เสียมเรียบ)
นครวัดตอนที่ 3 (พักเอาแรง ก่อนออกลุยนครวัด นครธม)
นครวัดตอนที่ 4 (ปราสาทบันทายศรี สร้างด้วยหินทรายสีชมภู )
นครวัดตอนที่ 5 (ปราสาทตาพรหม สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 )
นครวัดตอนที่ 6 (ปราสาทบายน สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 )


 
 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์