ปักกิ่ง 2009 : 2552 มหานครปักกิ่ง พระราชวังปักกิ่ง จตุรัสเทียนอันเหมิน หอบูชาเทียนถาน กำแพงเมืองจีน พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา วัดลามะ งานสลักน้ำแข็ง
Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์
  ปักกิ่งตอนที่ 5 : วังฤดูร้อน  อี้เหอหยวน (The Summer Palace or Gardens of Nurtured Harmony) ชมภาพท่องเที่ยวปักกิ่ง ที่นี่  
 
 
ประวัติพระนางซูสีไทเฮา (Chusri Taihao)
หน้า 1   :   หน้า 2   :   หน้า 3


ซูสีไทเฮา

สมเด็จพระจักรพรรดินีเสี้ยวชิงเสี่ยน หรือ สมเด็จพระจักรพรรดินีฉือสี่ พระพันปีหลวง หรือที่รู้จักกันในประเทศไทยว่า "ซูสีไทเฮา" (ประสูติ:29 พฤศจิกายน ค.ศ.1835 (พ.ศ.2377); สวรรคต:15 พฤศจิกายน ค.ศ.1908 (พ.ศ.2450) ทรงเป็นราชนิกุลชาวแมนจูในประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์ชิง) โดยทรงเป็นพระราชวงศ์ผู้ปกครองประเทศจีนโดยพฤตินัยถึงสี่สิบแปดปี และเมื่อสวรรคตแล้วไม่นานราชวงศ์แมนจูและระบอบราชาธิปไตยในจีนก็ถึงกาลสิ้นสุดลง

เรื่องราวของซูสีไทเฮาเกิดขึ้นในช่วงกลางรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาเจษฏาบดินทร์ฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของไทย

พระชนม์ชีพในช่วงต้น

ข้อมูลเกี่ยวกับพระชาติพงศ์และขณะทรงพระเยาว์ของซูสีไทเฮา ถึงแม้จะมีอยู่มากมายแต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด กับทั้งส่วนใหญ่เป็นแต่มุขปาฐะและปรัมปรา หาข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานยืนยันได้น้อยมาก อย่างไรก็ดี ในหนังสือเกี่ยวกับพระราชประวัติส่วนใหญ่มักอ้างว่า ทรงเป็นธิดาในข้าราชการแมนจูระดับล่างชื่อ "หุ้ยเจิง" กับภรรยาเอก ทั้งนี้ สกุลของพระชนกว่า "เย่เฮ่อน่าลา" ของพระชนนีว่า "ฟู่ฉา" นายเอ็ดเวิร์ด แบร์ นักประวัติศาสตร์จีน สันนิษฐานว่า ซูสีไทเฮามีพระประสูติกาลใน ค.ศ. 1835 (พ.ศ. 2377) โดยมีพระนามแต่แรกเกิดว่า "หลันเอ๋อร์" โดยสันนิษฐานจากการที่ผู้สืบสันดานจากพระเชษฐาของซูสีไทเฮา คือ "เกินเจิง"  มีชื่อแต่เด็กว่า "ซิงเอ๋อร์" และพระนามที่ซูสีไทเฮาทรงใช้เมื่อทรงเข้ารับการศึกษาขณะทรงพระเยาว์มีว่า "ซิ่งเจิน"

บรรดามุขปาฐะที่แพร่หลายมากที่สุดว่า ซูสีไทเฮาทรงเป็นชาวแคว้นแยงซีก็มี, ว่าทรงเป็นชาวเมืองชางจื่อ ก็มี, ว่าทรงเป็นชาวมณฑลชานซีก็มี (ฉบับนี้ว่าครอบครัวของซูสีไทเฮาเป็นชาวฮั่นที่เข้ารีตเป็นแมนจูด้วย), ว่าทรงเป็นชาวเมืองฮูฮอตก็มี, ว่าทรงเป็นชาวมองโกเลียในก็มีและว่าทรงเป็นชาวกรุงปักกิ่งก็มี ทั้งนี้ เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าทรงใช้ชีวิตขณะทรงพระเยาว์ที่มณฑลอันฮุย และย้ายรกรากไปกรุงปักกิ่งในระหว่างที่มีพระชนมายุได้สิบสามถึงสิบห้าพรรษาโดยประมาณ

หุ้ยเจิงนั้นรับราชการเป็นนายทหารประจำกองธงสีฟ้ารักษาชายแดน ณ มณฑลชานซี กองธงสีฟ้าเป็นกองธงหนึ่งในจำนวนแปดกองธง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ด้านการทหาร และต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการมณฑลอันฮุย แต่ถูกปลดจากราชการใน ค.ศ.1853 (พ.ศ.2395) หลังจากที่ซูสีไทเฮาได้ถวายตัวแก่ราชสำนักสองปี เนื่องจากหุ้ยเจิงเพิกเฉยหน้าที่ในการปราบกบฎไทเป ณ มณฑลอันฮุย และหนังสือบางเล่มกล่าวว่าในการนี้ หุ้ยเจิงต้องโทษประหารชีวิตและถูกตัดศีรษะด้วย

เดือนกันยายน ค.ศ.1851 (พ.ศ.2393) ซูสีไทเฮาพร้อมด้วยเด็กสาวชาวแมนจูอีกหกสิบรายได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นพระสนมของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง ซูสีไทเฮาเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนจากจำนวนหกสิบรายนั้นที่ได้รับพระราชทานยศศักดิ์เป็นพระสนมจริงๆ โดยได้รับตำแหน่ง "ซิ่วหฺนวี่" ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า "ท้าวศรีสวัสดิลักษณ์และตำแหน่ง "พระมเหสีชั้น 5" ตามลำดับ

ครั้นวันที่ 27 เมษายน ปีถัดมา ก็ประทานพระประสูติกาลพระโอรสพระนามว่า "ไจ้ฉุน" พระโอรสนี้เป็นพระรัชทายาทเพียงหนึ่งเดียวของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง และต่อมาเสวยราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ รัชกาลถัดมา ครั้งนั้น โปรดให้เลื่อนตำแหน่งซูสีไทเฮาขึ้นเป็น "พระมเหสีชั้น 4" และเมื่อเจ้าฟ้าไจ้ฉุนมีพระชนม์หนึ่งพรรษา ก็โปรดพระราชทานชื่อใหม่ให้แก่ซูสีไทเฮาให้ใช้เป็นชื่อตัวว่า "อี้" กับทั้งให้เลื่อนตำแหน่งซูสีไทเฮาขึ้นเป็น "พระมเหสีชั้น 2" ซึ่งรองจากพระมเหสีชั้น 1 คือ สมเด็จพระอัครมเหสีเจิน ผู้ซึ่งต่อมาคือซูอันไทเฮา

 การสวรรคตของจักรพรรดิเสียนเฟิง

ในเดือนกันยายน ค.ศ.1860 (พ.ศ.2402) กองทหารผสมของสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส โดยการบังคับบัญชาของเอิร์ลเจมส์ บรูซ เข้าโจมตีกรุงปักกิ่ง โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากสงครามฝิ่น และในเดือนถัดมากองผสมก็สามารถยึดกรุงได้และเผาทำลายหมู่พระราชวังฤดูร้อนจนย่อยยับ ทั้งนี้ เพื่อตอบโต้จีนที่ได้สั่งให้จับกุม คุมขัง และทรมานชาวต่างชาติทั้งปวงในจักรวรรดิ นักโทษคนสำคัญคือ แฮร์รี พากส์ ราชทูตอังกฤษ ระหว่างนั้น สมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงได้เสด็จลี้ภัย พร้อมด้วยข้าราชการบริพารทั้งมวลจากกรุงปักกิ่งไปประทับยังพระราชวังที่เมืองเฉิงเต๋อ มณฑลเหอเป่ย์ ฝ่ายสมเด็จพระจักรพรรดิเมื่อทรงรับทราบว่าหมู่พระราชวังอันวิจิตร และเป็นที่ทรงรักยิ่งพินาศลงสิ้น ก็ประชวรพระโรคสมองเสื่อม และภาวะซึมเศร้า มีรับสั่งให้ถวายน้ำจันทน์ และพระโอสถฝิ่นมิได้ขาดสาย ยังผลให้พระพลานามัยเสื่อมทรามลงตามลำดับ

วันที่ 22 สิงหาคม ปีถัดมา สมเด็จพระจักรพรรดิก็สวรรคต ณ พระราชวังที่เมืองเฉิงเต๋อ ทั้งนี้ ก่อนจะสวรรคตได้ทรงเรียกประชุมรัฐมนตรีสำคัญจำนวนแปดคน และมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มี ซู่ซุ่น เป็นประธาน ไจ่หยวน และ ตวนหวา เป็นรองประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการอำนวยการและสนับสนุนสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ให้ขึ้นทรงราชย์โดยเรียบร้อย เนื่องจากขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าไจ้ฉุน พระรัชทายาท มีพระชันษาเพียงห้าชันษาเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังโปรดให้สมเด็จพระอัครมเหสีเจินและพระมเหสีชั้น 2 หรือซูสีไทเฮา เฝ้าถึงพระบรรจถรณ์ และพระราชทานตราประทับให้ทั้งสอง เพื่อให้ร่วมมือกันอภิบาลดูแลให้สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์น้อยทรงเจริญพระชันษาขึ้นอย่างทรงมีพระวัยวุฒิและคุณวุฒิ นอกจากนี้ ยังเพื่อเป็นการให้พระมเหสีทั้งสองคอยตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วย

ภายหลังจากที่สมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงสวรรคตแล้ว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระนามาภิไธยสมเด็จพระจักรพรรดิ ได้ประกาศเฉลิมพระนามาภิไธยของพระชายาทั้งสอง โดยสมเด็จพระอัครมเหสีเจินในพระชนมายุยี่สิบห้าพรรษาเป็น "สมเด็จพระจักรพรรดินีฉืออัน พระพันปีหลวง" รู้จักกันในไทยว่า"ซูอันไทเฮา" และ ซูสีไทเฮา ในตำแหน่งพระมเหสีชั้น 2 พระชันษายี่สิบเจ็ดชันษาเป็น"สมเด็จพระจักรพรรดินีฉือสี่ พระพันปีหลวง"คือ"ซูสีไทเฮา"ตามที่รู้จักกันในไทยทั้งนี้คำว่า"ฉืออัน"หมายความว่า "ผู้พร้อมไปด้วยมาตุคุณและความสงบ" ส่วน"ฉือสี่"ว่า "ผู้พร้อมไปด้วยมาตุคุณและโชค" นอกจากนี้ ในประเทศจีนยังนิยมเรียกพระพันปีหลวงทั้งสอง โดยซูอันไทเฮาว่า"สมเด็จพระพันปีหลวงฟากตะวันออก" เนื่องจากมักประทับพระราชวังจงฉุยฟากตะวันออกและซูสีไทเฮาว่า "สมเด็จพระพันปีหลวงฟากตะวันตก" เนื่องจากมักประทับพระราชวังฉือซิ่วฟากตะวันตก



รัฐประหารซินโหย่ว

เหตุการณ์ในเมืองเฉิงเต๋อ ขณะที่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์กำลังเตรียมการเคลื่อนย้ายพระศพกลับกรุงปักกิ่งนั้น ซูสีไทเฮาก็ได้เตรียมการยึดอำนาจเช่นกัน ตำแหน่งสมเด็จพระจักรพรรดินีฯ พระพันปีหลวงนั้นย่อมไม่สะดวก และไม่ชอบด้วยกฎหมายที่จะใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน กับทั้งสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ก็ทรงเล็กนัก ไม่อาจใช้เป็นกลไกในการยึดอำนาจบริหารราชการแผ่นดินได้ ดังนั้น ซูสีไทเฮาจึงเสด็จไปเกลี้ยกล่อมซูอันไทเฮาให้ทรงพระดำริถึงประโยชน์ที่ทั้งสองพร

ในระยะนี้ ความตึงเครียดระหว่างคณะผู้สำเร็จราชแทนพระองค์กับพระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์ทวีขึ้นเรื่อยๆ คณะผู้สำเร็จราชการฯ ไม่ชอบใจในการก้าวก่ายทางการเมืองของซูสีไทเฮา การเผชิญหน้าซึ่งกันบ่อยครั้งขึ้น เป็นเหตุให้ซูสีไทเฮามีพระราชอารมณ์ขึ้งขุ่นในคณะผู้สำเร็จราชการฯ มากขึ้น ครั้งหนึ่งถึงกับไม่ทรงเสด็จออกขุนนาง โดยทรงปล่อยให้ซูอันไทเฮาเสด็จออกเพียงพระองค์เดียว เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง ซูสีไทเฮาทรงรวบรวบไพร่พลเป็นการลับ ซึ่งประกอบด้วยบรรดารัฐมนตรีและข้าราชการพลเรือนที่มากความสามารถ ข้าราชการทหารหลายฝ่าย และบรรดาผู้ไม่พอใจในคณะผู้สำเร็จราชการฯเป็นต้นว่า เจ้าชายกง ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ที่หกในสมเด็จพระจักรพรรดิเต้ากวง มีพระสันดานทะเยอทะยานอย่างยิ่งยวด และทรงถูกคณะผู้สำเร็จราชการฯ กีดกันจากอำนาจบริหาราชการแผ่นดินและ เจ้าชายฉุนพระอนุชาของเจ้าชายกง

ในระหว่างที่ฝ่ายซูสีไทเฮากำลังเตรียมการรัฐประหารกันนี้ ได้มีฎีกามาจากมณฑลชานตงทูลเกล้าฯ ถวายซูสีไทเฮา ขอพระราชทานให้ทรงว่าราชการหลังม่าน ฎีกาฉบับเดียวกันยังขอให้เจ้าชายกงทรงเข้าร่วมบริหารราชการแผ่นดินเฉกเช่นผู้อภิบาลสมเด็จพระจักรพรรดิด้วย

เป็นประเพณีที่สมเด็จพระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์จะต้องเสด็จนิวัตกรุงปักกิ่ง พร้อมข้าราชบริพารก่อนขบวนพระศพ เพื่อไปทรงอำนวยการเตรียมพระราชพิธีต่างๆ ในกรุง และในการเสด็จนิวัตนี้ ไจ่หยวนและตวนหวา ผู้สำเร็จราชการฯ ได้โดยเสด็จด้วย ส่วนซู่ซุ่น และผู้สำเร็จราชการฯ ที่เหลือจะได้กำกับขบวนอัญเชิญพระศพกลับไปทีหลัง ซึ่งเป็นผลดีต่อซูสีไทเฮาเพราะจะได้ทรงใช้เวลาที่เหลือเตรียมการให้รัดกุมยิ่งขึ้น กับทั้งจะได้เป็นที่วางพระราชหฤทัยว่าผู้สำเร็จราชการฯ จะไม่อาจคิดการใดๆ ได้ตลอดรอดฝั่งเพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันครบจำนวน

เมื่อขบวนอัญเชิญพระศพถึงกรุง ผู้สำเร็จราชการฯ ทั้งแปดคนก็ถูกจับกุมโดยพลัน ซูสีไทเฮาโดยการสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าชายกง ออกประกาศว่าด้วยความผิดของบุคคลดังกล่าวแปดข้อหา เป็นต้นว่า คบคิดกับชาวต่างชาติให้เข้าปล้นเมือง จนเป็นเหตุให้สมเด็จพระจักรพรรดิในพระโกศต้องเสด็จลี้ภัย เปลี่ยนแปลงพระราชประสงค์จนส่งผลให้สวรรคต และลักลอบใช้อำนาจในพระนามาภิไธยของสมเด็จพระพันปีหลวงทั้งสองโดยไม่ชอบ จากนั้นได้มีพระราชเสาวนีย์โปรดให้พ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการฯ ทั้งคณะ และพระราชทานโทษประหารชีวิตแก่ซู่ซุ่น ส่วนผู้สำเร็จราชการฯ คนที่เหลือ พระราชทานแพรขาวให้กระทำอัตวินิบาตกรรม ทั้งนี้ ซูสีไทเฮาไม่ทรงเห็นด้วยที่จะให้ประหารชีวิตสมาชิกในครอบครัวของผู้สำเร็จราชการฯ ตามประเพณี "ฆ่าล้างโคตร" ของราชสำนักชิงที่มักกระทำแก่ผู้เป็นกบฏ

สีไทเฮาได้ประกาศสถาปนาพระองค์เอง และซูอันไทเฮาขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยออกว่าราชการอยู่หลังม่าน ซึ่งเป็นการขัดจารีตประเพณีของราชวงศ์ชิงที่ห้ามไม่ให้ราชนารีข้องเกี่ยวกับการเมือง ซูสีไทเฮาจึงทรงเป็นราชนารีพระองค์แรกและพระองค์เดียวในราชวงศ์ชิงที่ออก "ว่าราชการอยู่หลังม่าน" การรัฐประหารของซูสีไทเฮาครั้งนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม "รัฐประหารซินโหย่ว" คำว่า "ซินโหย่ว" เป็นชื่อปีที่รัฐประหารนั้นเกิดขึ้น

การว่าราชการหลังม่าน

รัชศกใหม่

ไม่กี่วันหลังจากเหตุการณ์รัฐประหารซินโหย่ว ซูสีไทเฮาได้มีพระราชเสาวนีย์โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เจ้าชายกงทรงเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอำนวยการและกระทรวงกลาโหม โดยให้ทรงได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นสองเท่าจากปรกติ กับทั้งโปรดเกล้าฯ สถาปนาธิดาของเจ้าชายกงขึ้นเป็นเจ้าฟ้าหญิงตำแหน่ง "กู้หรุน" อันเป็นตำแหน่งที่สงวนไว้พระราชทานแก่พระราชธิดาพระองค์แรกของสมเด็จพระจักรพรรดินีเท่านั้นถึงแม้เจ้าชายกงจะทรงได้รับตำแหน่งสูงและมากเพียงไร ซูสีไทเฮาก็ทรงพยายามเลี่ยงที่จะให้เจ้าชายกงมีพระอำนาจทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ

 ในการออกว่าราชการหลังม่านครั้งแรกของพระพันปีหลวงทั้งสองพระองค์ซึ่งประทับคู่กัน ณ พระราชบัลลังก์หลังม่าน โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ซึ่งยังทรงพระเยาว์อยู่ประทับพระราชอาสน์อยู่หน้าม่านนั้น ซูสีไทเฮาในพระนามาภิไธยสมเด็จพระจักรพรรดิได้ตราพระราชกฤษฎีกาสำคัญสองฉบับ ฉบับแรกให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองทรงมีพระราชอำนาจในการตัดสินพระทัยเกี่ยวกับราชการบ้านเมืองได้โดยเบ็ดเสร็จ ผู้ใดจะแทรกแซงมิได้ และฉบับที่สองให้เปลี่ยนชื่อรัชกาลปัจจุบันจาก "ฉีเสียง" เป็น "ถงจื่อ" เนื่องจากซูสีไทเฮาทรงพอพระราชหฤทัยในความหมายของชื่อ "ถงจื่อ" ที่แปลว่า การปกครองแผ่นดินด้วยกันระหว่างซูสีไทเฮาและซูอันไทเฮา

 การกวาดล้างระบอบข้าราชการประจำ และกบฏไท่ผิงฯ

ซูสีไทเฮาเถลิงอำนาจในยามที่การเมืองของประเทศยังไม่นิ่ง อันเป็นผลมาจากการที่ข้าราชการเอาแต่ฉ้อราษฎร์บังหลวง การแทรกแซงจากต่างชาติ และสงครามฝิ่นที่ยังไม่ระงับไปเสียทีเดียวเนื่องจากกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว ยังคงลุกลามครอบคลุมภาคใต้ของจีนอยู่ทั่วไปโดยยังคอยแบ่งแยกดินแดนทีละน้อย ๆ ซูสีไทเฮาจึงทรงจัดให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติราชการ โดยให้ข้าราชการระดับสูงตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นไปมีหน้าที่เฝ้าทูลละอองพระบาทครั้งละรายเพื่อทรงสอบด้วยพระองค์เอง ซึ่งซูสีไทเฮาก็ได้ทรง "เชือดไก่ให้ลิงดู" ด้วยการสั่งประหารชีวิตข้าราชการสองรายทันทีเมื่อทรงตรวจพบพฤติการณ์ทุจริต คือ ชิงอิ๋งผู้พยายามติดสินบนเพื่อตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้น และ เหอกุ้ยชิงผู้สำเร็จราชการมณฑลแยงซีที่เอาตัวรอดหนีไปยังอำเภอฉางโจวในขณะที่กบฏไท่ผิงฯ เข้าโจมตีมณฑลของตน

ปัญหาสำคัญอีกประหารหนึ่งที่ซูสีไทเฮาทรงเผชิญคือ ความเสื่อมลงของระบบราชการ เนื่องจากแต่ก่อนตำแหน่งหน้าที่ราชการมักสงวนไว้แก่ชาวแมนจูซึ่งเข้าปกครองประเทศจีนเท่านั้น ส่วนชาวฮั่นซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ถึงแม้จะมีความสามารถแต่ก็ไม่อาจรับราชการในตำแหน่งสูงได้ ซูสีไทเฮาทรงเล็งเห็นข้อนี้ และทรงพบว่ายังมีข้าราชการทหารชาวฮั่นนายหนึ่งชื่อว่า เจิงกั๋วฝัน มีความสามารถทางการทหารเป็นล้นพ้น จึงทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีภารกิจแรกคือการปราบปรามกบฏไท่ผิงฯ โดยเร็วและอีกสองถึงสามปีถัดมา ซูสีไทเฮายังได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งชาวฮั่นผู้มีความสามารถสูงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดทางภาคใต้ทุกจังหวัด ซึ่งฝ่ายชาวแมนจูเองเห็นเป็นการลดทอนอำนาจตนลงไปถนัดตา

เจิงกั๋วฝันและกองทัพสามารถปราบปรามกบฏไท่ผิงฯ ได้อย่างราบคาบในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1864 (พ.ศ. 2406) ที่เมืองหนานจิง เจิงกั๋วฝันจึงได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานศักดินาระดับ "เจ้าพระยา" ของไทย ซึ่งในภาษาอังกฤษเขียนว่า "พลเอก" กับทั้งวงศาคณาญาติของเจิงกั๋วฝันและข้าราชการทหารชาวฮั่นระดับนายพลที่ร่วมป้องกันประเทศครั้งนี้ก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และยศถาบรรดาศักดิ์โดยถ้วนหน้า

เนื่องเพราะกบฏไท่ผิงฯ มีสาเหตุมาจากการเอาใจออกห่างรัฐบาล ซูสีไทเฮาจึงทรงพระปริวิตกเกี่ยวกับภัยคุกคามภายในต่อพระราชอำนาจของพระองค์ โดยเฉพาะเจ้าชายกงซึ่งทรงมีคนจงรักภักดีเกือบครึ่งประเทศ ทำให้ต้องทรงเฝ้าระวังเจ้าชายกงเป็นพิเศษและด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าเจ้าชายกงจะได้ทรงปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณเป็นที่น่าพอใจถึงขนาดที่ได้รับพระราชทานบำเหน็จตอบแทน และประโยชน์อื่นมากมาย แต่เมื่อขุนนางไช่เช่าฉี ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอให้ทรงปลดเจ้าชายกงออกจากตำแหน่งทั้งปวงทางราชการเสีย ก็ทรงพระกรุณาให้รับเรื่องไว้พิจารณาทันที

ฝ่ายเจ้าชายกงไม่ทรงเห็นว่าฎีกาดังกล่าวสลักสำคัญอย่างไร เพราะมีพระดำริว่าทรงมีพรรคพวกและผู้สนับสนุนพอสมควรแล้ว ครั้นเดือนเมษายน ค.ศ. 1865 (พ.ศ. 2407) ซูสีไทเฮาประกาศความผิดของเจ้าชายกง ข้อหนึ่งในรายการอันยาวเหยียดนั้นว่า เพราะเจ้าชายกงทรงประพฤติไม่บังควรหน้าที่นั่งหลายครั้งหลายครา สุดที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองจะทรงอดกลั้นไว้ได้อีก แล้วจึงมีพระราชเสาวนีย์ให้เจ้าชายกงพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ทางราชการทั้งปวง แต่ให้ทรงดำรงพระยศเจ้าชายต่อไปได้

ารปลดเจ้าชายกงยังให้เกิดความสนเท่ห์ในหมู่ข้าราชการยิ่งนัก และโดยการนำของ เจ้าชายอี้ชง และ เจ้าชายฉุน สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ที่ห้าและที่เจ็ดในสมเด็จพระจักรพรรดิเต้ากวง ได้มีการเข้าชื่อกันทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานให้ทรงคืนตำแหน่งหน้าที่แก่เจ้าชายกงดังเดิม ซึ่งซูสีไทเอาได้ทรงคืนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศคืนให้แก่เจ้าชายกงเพียงตำแหน่งเดียว และนับแต่นั้นมา เจ้าชายกงก็ไม่ได้ทรงมีบทบาททางการเมืองอีกเลย ....อ่านต่อ

 
หน้า 1   :   หน้า 2   :   หน้า 3
     
       
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ