Photoontour โฟโต้ออนทัวร์ ข้อมูล ประเทศจีน มณฑลกวางสี ข้อมูลกุ้ยหลิน ข้อมูลชนเผ่าจ้วง
Home : Outbound tour : Guilin : Data               
1
2
3
4
5
6
       
 
กุ้ยหลิน - หยางซั่ว-แม่น้ำลี่เจียง ดินแดนแห่งสายน้ำและภูเขาที่สวยที่สุดของประเทศจีน ชาวจีนเปรียบเทียบดั่งแดนสววรค์ในเทพนิยาย .. ติดตามความหัศจรรย์ของธรรมชาติได้ที่นี่
  Home : Outbound tour : Guilin : Data   ชมภาพการเดินทางในทริป กุ้ยหลิน ล่องแม่น้ำลี่เจียง คลิก  
 
ข้อมูล
ประเทศจีน : มณฑลกวางสี : ชนเผ่าจ้วง
 ขตการปกครองในประเทศจีน
  เขตปกครองตนเอง กว่างซีจ้วง หรือ กวางสีจ้วง
  ข้อมูลกุ้ยหลิน
  การแต่งกายของชนเผ่าจ้วง
  แผนที่ประเทศจีน แผนที่มณฑลกวางสี แผนที่กุ้ยหลิน


ข้อมูลชนเผ่าจ้วง

  ข้อมูลชนเผ่าจ้วง 1
(ที่มาวิกิพีเดีย)
  ข้อมูลชนเผ่าจ้วง 2 (ที่มา : http://www.sac.or.th)
  ข้อมูลชนเผ่าจ้วง 3  (ที่มา : http://th1.chinabroadcast.cn
 
เย่ว์ หมายถึง
  จ้วงกับไทย ชาติพันธ์เดียวกันหรือไม

 
 


เขตการปกครองในประเทศจีน

ที่มา:วิกิพัเดีย



มณฑล : กว่างตง (กวางตุ้ง) • กานสู้ (กานซู) • กุ้ยโจว • จี๋หลิน • เจ้อเจียง • เจียงซี • เจียงซู • ส่านซี • ซานซี • ซานตง • ชิงไห่ • ซื่อชวน (เสฉวน) • ฝูเจี้ยน • หยุนหนาน (ยูนนาน) • หูเป่ย์ • หูหนาน • เหลียวหนิง • เหอเป่ย์ • เหอหนาน • ไห่หนาน (ไหหลำ) • อานฮุย (อันฮุย) • เฮย์หลงเจียง

เขตปกครองตนเอง : กว่างซีจ้วง (กวางสี) • ซินเจียงอุยกูร์ • ทิเบต (ซีจ้าง) • มองโกเลียใน • หนิงเซี่ยหุย

เขตบริหารพิเศษ : มาเก๊า • ฮ่องกง

เทศบาลนคร : ฉงชิ่ง (จุงกิง) • ช่างไห่ (เซี่ยงไฮ้) • เป่ย์จิง (ปักกิ่ง) • เทียนจิน (เทียนสิน)






เขตปกครองตนเอง กว่างซีจ้วง หรือ กวางสีจ้วง
ที่มา:วิกิพัเดีย




(จ้วง: Gvangjsih Bouxcuengh Swcigih จีน:) คือเขตปกครองตนเองระดับจังหวัดตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศจีน

ที่ตั้งและอาณาเขต
เขตปกครองตนเองกวางซีจ้วงมีพื้นที่ติดต่อดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับ มณฑลกุ้ยโจว และมณฑลหูหนาน ประเทศจีน
ทิศใต้ ติดต่อกับ ประเทศเวียดนาม และทะเลจีนใต้
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ มณฑลยูนนาน ประเทศจีน และประเทศเวียดนาม

การแบ่งเขตการปกครอง
เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 14 เมือง หรือจังหวัด
7 เทศมณฑลระดับเมือง 56 เทศมณฑล 34 เขต และ 12 เขตปกครองตนเอง

ชื่อเรียก
ภาษาไทย เขตปกครองตนเองกว่าง ซีจ้วง

ภาษาจ้วง
- อักษรโรมัน Gvangjsih Bouxcuengh Swcigih
- ภาษาอังกฤษ Guangxi Zhuang Autonomous Region

ข้อมูลทั่วไป
ความหมายของชื่อ
กว่าง - ชื่อภูมิภาค
ซี - ตะวันตก
"กว่างตะวันตก"

ประเภทเขตปกครอง
เขตปกครองตนเอง
เมืองเอก หนานหนิง
เมืองสำคัญ กุ้ยหลิน หลิวโจว
พื้นที่ 236,700 ตร.กม. (อันดับที่ 9)

ประชากร (ข้อมูลปี พ.ศ. 2547)
- จำนวน 48,890,000 (อันดับที่ 10)
- ความหนาแน่น 207 คน/ตร.กม. (อันดับที่ 20)

GDP (พ.ศ. 2547)
- 332 พันล้านเหรินหมินปี้ (อันดับที่ 17)
- ต่อหัว 6,790 เหรินหมินปี้ (อันดับที่ 28)

กลุ่มชาติพันธุ์
  - ฮั่น - 62 %
  - จ้วง - 32 %
  - เย้า - 3 %
  - ม้ง - 1 %
  - ต้ง - 0.7 %
  - เกาเหล่า - 0.4 %
  - จำนวนจังหวัด 14
  - จำนวนเมือง/อำเภอ 109
  - จำนวนตำบล 1396

ภูมิประเทศ
กว่างซีมีลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบแอ่งกระทะและเทือกเขาขนาดเล็กที่ยาวคดเคี้ยวติดต่อกันเทือกเขาสำคัญได้แก่ ภูเขาต้าหมิงซันและต้าเหยาซัน เป็นต้น

ภูมิอากาศ
สภาพอากาศแบบเขตร้อน โดยทางเหนือเป็นเขตร้อนแถบเอเชียกลาง ทางใต้เป็นเขตร้อนแถบเอเชียใต้ อุณหภูมิเฉลี่ย 16-23 องศาเซลเซียส มีฝนตกชุก ฤดูร้อนยาวนานกว่าฤดูหนาว อุณหภูมิสูงสุดในเดือนกรกฎาคม ประมาณ 27-29 องศาเซลเซียส และต่ำสุดในเดือนมกราคมประมาณ 5.5-15.2 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,000-2,800มิลลิเมตรต่อปี

ทรัพยากร
กว่างซีเป็นหนึ่งในสิบเขตมณฑลที่ผลิตแร่ที่สำคัญของประเทศที่มีการสำรวจพบปริมาณสะสมมากติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ

เศรษฐกิจ
ปี พ.ศ. 2546 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) มีมูลค่าถึง 273,321 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 10.2%
มูลค่าการเติบโตในภาคเกษตรกรรม 62,818 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 4.0%
ภาคอุตสาหกรรม 100,592 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 14.5%
ภาคบริการ 109,911 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 10.0%
สัดส่วนจีดีพีในการผลิตทั้งสามภาคคิดเป็น 23.0 : 36.8 : 40.2

เกษตรกรรม
ปี พ.ศ. 2546 มูลค่าการผลิตโดยรวมของสินค้าเกษตรกรรม ปศุสัตว์และประมงรวม 96,558 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.0% มีการลดพื้นที่การเพาะปลูกลง 3.6 % ปริมาณการผลิตตลอดปี 14.84 ล้านตัน ลดลง 645,600 ตัน คิดเป็น 4.2 % การใช้พื้นที่สำหรับพืชเศรษฐกิจเ พิ่มขึ้น 2.4 % โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าว เพิ่มขึ้น 70 % น้ำตาลเพิ่มขึ้น 32.8 % ขณะที่มูลค่าการผลิตด้านการปศุสัตว์และประมง มีสัดส่วนเป็น 44.9 % ผลผลิตหลักคือ ข้าวนาน้ำ ข้าวโพด มัน เป็นต้น

อุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า รถยนต์ เครื่องจักรกล การถลุงโลหะ ทำน้ำตาล อาหาร เป็นต้น อุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนพิเศษได้แก่ อุตสาหกรรมอะลูมิเนียม




กุ้ยหลิน
ที่มา:วิกิพัเดีย



กุ้ยหลิน ( Guilin) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใน เขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงกว่างซี ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาว“จ้วง” ซึ่งถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนมากที่สุดของชนกลุ่มน้อยทั้งหมด ชื่อกุ้ยหลินมาจากที่อดีตดินแดนนี้มีป่า(หลิน)ต้น “กุ้ยฮวา” เยอะ (ต้นกุ้ยฮวา ในภาษาจีน แปลเป็นไทยคือ ต้นขี้เหล็ก) คนกุ้ยหลินได้นำดอกของต้นกุ้ยฮวยมาตากแห้งอบพร้อมใบชา กลายเป็น “ชากุ้ยหลิน”

กุ้ยหลินถือเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเป็นสถานที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศจีน คนจีนยกให้เป็นดัง “เมืองสวรรค์บนพิภพ”หรือ“ซื่อไหว้เถาหยวน” มีคำกล่าวว่าจิตรกรใดที่ยังไม่เคยมาเมืองกุ้ยหลิน จะไม่สามารถวาดรูปขุนเขาให้สวยงามได้เลย




การแต่งกายแบบต่างๆของชนเผ่าจ้วง







ข้อมูลเผ่าจ้วง (1)
ที่มา:วิกิพัเดีย


 

จ้วง
จำนวนประชากรทั้งหมด ประมาณ 18 ล้านคน
ดินแดนที่ให้การรับรองชาติพันธุ์ ประเทศจีน ประมาณ 18 ล้านคน

ภาษา
ภาษาจ้วง (ภาษาจ้วงถิ่นเหนือ และภาษาจ้วงถิ่นใต้ ตามลำดับ) และภาษาจีน

ศาสนา
การบูชาบรรพบุรุษ ลัทธิขงจื๊อ ลัทธิเต๋า ศาสนาคริสต์ และศาสนาพุทธ

ชาวจ้วง เป็นกลุ่มชนในกลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะได มีประชากรมากที่สุด ราว 18 ล้านคน แต่พวกเขาเพิ่งยอมรับคำว่า จ้วง เป็นชื่อชนชาติ เมื่อทางการจีนใช้คำเขียนใหม่ที่มีความหมายในทางที่ดีขึ้น เพราะในสมัยราชวงศ์ซ้อง คำว่า จ้วง ) ใช้เรียกทหารที่เป็นจ้วง สมัยราชวงศ์หยวน ใช้ตัวอักษรจีน ที่แปลว่า ปะทะ สมัยราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ชิง จนถึงสมัยก๊กมินตั๋ง เลี่ยนอักษรตัวแรกเป็นความหมายว่า "สัตว์" จนถึง พ.ศ. 2508 จึงเปลี่ยนเป็นตัวที่มีความหมายว่า เติบโต และแข็งแรง

ประวัติ
ชาวจ้วงมีความเป็นมาค่อนข้างชัดเจน นับย้อนไปได้ไม่ต่ำ 5,000 ปี นอกจากในถิ่นที่อยู่จะพบหลักฐานทางโบราณคดีมากมาย เช่น ภาพเขียนโบราณที่ผาลาย กลองสัมฤทธิ์ที่เรียกว่า กลองมโหระทึก ในปี พ.ศ. 2536 ยังขุดพบซากมนุษย์ยุคหินเก่าด้วยที่มีอายุประมาณ 50,000 ปี มีโครงกระดูกคล้ายกับชาวจ้วงในปัจจุบันด้วย ทั้งในบันทึกประวัติศาสตร์จีน ก็มีคนชื่อ ซีโอว และหลั้วเยว่ ถวายเครื่องบรรณาการให้ราชวงศ์โจว (เจา) ตั้งแต่ราว 3,000 ปีก่อน แสดงว่า จ้วงเป็นกลุ่มชนที่มีรัฐ และกษัตริย์แล้ว ก่อนยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ ชื่อคนซีโอว และหลั้วเยว่ ค่อยๆหายไปจากประวัติศาสตร์จีน เพราะจีนเปลี่ยนชื่อเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ไปเรื่อยๆ เมื่อถึงสมัยอู่หู บรรพบุรุษของชาวจ้วงถูกเรียกว่า "หลี่" สมัยสามก๊กก็ถูกเรียกว่า "เหลียว" สมัยราชวงศ์จิ้น ก็เรียกทั้งหลี่ และเหลียว

การแบ่งกลุ่มชาวจ้วง
ปัจจุบันชาวจ้วงจะแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้สองกลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มจ้วงเหนือ และจ้วงใต้
จ้วงเหนืออยู่ที่เหนือของเขตปกครองตนเองกวางสีจ้วง เป็นกลุ่มที่ใหญ่ ส่วนจ้วงใต้อยู่ทางใต้เป็นกลุ่มเล็กกว่า

ชาวจ้วงที่อยู่บนเขาเรียกว่า ชาวจ้วงเสื้อดำ ซึ่งกระจายอยู่ในอำเภอน่าโพ มีประมาณ 6 หมื่นคน ชาวจ้วงเสื้อดำเห็นว่าสีดำเป็นสีที่สวยงาม สีดำจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของชนชาติ

ภาษา
ใน 2 พวกนี้ ยังแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ ที่พูดภาษาถิ่นย่อยต่างๆ ลงไป 10 กว่ากลุ่มด้วยกัน พวกเขามักเรียกตัวเองตามตามชื่อดั้งเดิมของท้องถิ่นว่า ผู้ใหญ่ (ผู้ย้อย) ผู้นุง ผู้โท้ ผู้หล่าว ผู้บ้าน (ผู้ม่าน) ผู้ไร ฯลฯ แต่โดยสรุปแล้ว ชาวจ้วงมีภาษาคล้ายคลึงกับลาว และไทย แต่ภาษาจ้วง จะสะกดด้วยตัวอักษรที่ดัดแปลงมาจากอักษรละติน แต่ปัจจุบันชาวจ้วงก็สามารถใช้ภาษาจีนกลางได้ ภาษาจ้วงนั้นฟังแล้วเหมือนภาษาไทยมาก เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง น้า อา จมูก เรียกว่า ดั้ง ฟัน เรียกว่า เข่ว ส้มโอ เรียก หมากพุก ดวงอาทิตย์ เรียกว่า ตาวัน ดวงจันทร์ เรียกว่า เดือน ไก่ ปา คือ ปลา และสุขา เรียกว่า หลุมขี่ เป็นต้น

วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา
นอกจากจะมีวัฒนธรรมคล้ายลาว และไทยแล้ว ชาวจ้วงจะนับถือกบ บ้านเรือนดั้งเดิมเป็นบ้านยกพื้น โดยใต้ถุนบ้านจะเป็นที่เก็บของ เลี้ยงสัตว์ นิยมมุงหลังคาด้วยไม้ไผ่ ตั้งบ้านเรือนริมแม่น้ำ หรือไหล่เขา ชาวจ้วงจะกินข้าวเจ้าเหมือนชาวไทย ส่วนข้าวเหนียวนิยมกินในช่วงเทศกาล และมักทำเป็นรูปขนมต่างๆ มีความเชื่อเรื่องขวัญ นับถือผีและบรรพบุรุษ ในเวลามีการประกอบพิธีจะปิดเป็นความลับมิให้ใครเห็น นอกจากนี้ ชาวจ้วงยังนับถือพระพุทธศาสนาบ้างเป็นส่วนน้อย และยังมีลัทธิเต๋า ศาสนาคริสต์ และยังนับถือศาสนาอิสลามอีกจำนวนหนึ่งด้วย บ้านชาวจ้วงเกือบทุกหลังจะตั้งสิ่งที่เป็นเครื่องหมายของ เทพบิดร ไว้บูชากัน




ข้อมูลเผ่าจ้วง
(2)
ที่มา : http://www.sac.or.th



ชาวจ้วงในกวางสี มีบรรพชนกินข้าวเหนียว พูด"ภาษาไทย"เก่าแก่ที่สุด ตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้ว
ที่มา : แหล่งข่าวมติชน วันที่ 10 พฤศจิกายน 2549
โดย Suvarnabhumi Museum www.svbhumi.com e-mail : sv@svbhumi.com


สรุปย่อจากหนังสือ คนไทย มาจากไหน? และ "พลังลาว" ชาวอีสาน มาจากไหน?

หนานหนิง เป็นชื่อเมืองหลวงของมณฑลกวางสี ที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเพิ่งเดินทางไปประชุมนานาชาติเมื่อไม่นานมานี้ แล้วมี "สื่อ" จำนวนมากติดตามไปทำข่าว ได้พบชนชาติ "จ้วง" พูดภาษาไทยอยู่ที่นั่น

มณฑลกวางสีทางใต้ของจีน มีพรมแดนติดกับเวียดนาม (ทางเหนือ) หลายปีมาแล้วกองทัพจีนเคยทำ "สงครามสั่งสอน" เวียดนาม บริเวณพรมแดนกวางสีกับเวียดนามตรงนี้ มณฑลกวางสีกับมณฑลกวางตุ้งอยู่ติดกัน เป็นคน "เครือญาติ" พวกเดียวกันมาก่อนยุคสามก๊ก (ราว 2,000 ปีมาแล้ว) ความหมายของชื่อมณฑลก็อย่างเดียวกันคือ กวาง หมายถึงที่ราบหรือที่กว้าง สี หมายถึงทิศตะวันตก ตุ้ง หมายถึงทิศตะวันออก สรุปว่ากวางสีหมายถึงที่ราบทางทิศตะวันตก ส่วนกวางตุ้งหมายถึงที่ราบทางทิศตะวันออก



เย่ว์ร้อยเผ่า บรรพชน "คนไทย"


เย่ว์ (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)
เย่ว์ สามารถหมายถึง มณฑลกวางตุ้ง - มณฑลในประเทศจีน
ภาษาจีนกวางตุ้ง - ภาษาท้องถิ่นของจีนที่พูดในมณฑลกวางตุ้ง กวางสีจ้วง ไหหลำ ฮ่องกง และมาเก๊า
หรืออาจหมายถึง "ยูเอะ" (Yue) ที่สะกดคำในภาษาอังกฤษเหมือนกัน

คนพื้นเมืองดั้งเดิมในกวางสีกับกวางตุ้งมีหลายชาติพันธุ์ จีนโบราณเคยบันทึกเป็นเอกสารว่าเป็นพวกเย่ว์ร้อยเผ่า เรียกเป็นภาษาจีนโบราณว่า ไป่เย่ว์ มีชีวิตอยู่ทางใต้ลุ่มน้ำแยงซี (เกียง) มากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ยุคเดียวกับวัฒนธรรมบ้านเชียง (อุดรธานี) บ้านเก่า (กาญจนบุรี) และบ้านโนนวัด (นครราชสีมา) เย่ว์ร้อยเผ่า เป็นบรรพบุรุษของคนหลายกลุ่ม รวมทั้งเป็นบรรพชนคนพูดภาษาตระกูลไทย-ลาวทุกวันนี้ด้วย มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีจำนวนมาก ชี้ว่าเมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว

มีเย่ว์ร้อยเผ่าเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณสุวรรณภูมิโดยเฉพาะสองฝั่งโขงที่ลาวและอีสาน แล้วผสมกลมกลืนกับชาติพันธุ์พื้นเมืองกลายเป็นบรรพชนคนไทยและคนลาวปัจจุบัน (อ่านรายละเอียดในหนังสือ คนไทยมาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2548 และ "พลังลาว" ชาวอีสาน มาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2549)

เย่ว์ร้อยเผ่ามีกระจัดกระจายอยู่อย่างน้อย 3 มณฑล คือ กวางสี กวางตุ้ง และยูนนาน รวมทั้งที่เมืองกุ้ยหลินอันงดงามมีเสน่ห์ ก็คือพวกเย่ว์ในตระกูลไทย-ลาว หรือจ้วงนั่นแหละ แต่อาจเรียกตัวเองว่า ต้ง แต่เฉพาะในกวางสีถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขอร้องให้ใช้ชื่อรวมๆ เรียกเหมือนๆ กันเมื่อ พ.ศ.2508 ว่า จ้วง

นับแต่นั้นมาพวกตระกูลไทย-ลาวในกวางสีเลยได้ชื่อจ้วง ทุกวันนี้มีราว 13 ล้านคน แต่ในความจำกัดและคลุมเครือนั้น มีหลักฐานทางโบราณคดีและอื่นๆ ยืนยันสอดคล้องกันว่า กลุ่มชาติพันธุ์ในมณฑลกวางสีและกวางตุ้งของจีนตอนใต้ (จำนวนหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่) พูดภาษาตระกูลไทย-ลาว หรือลาว-ไทย แต่สมมุติเรียกให้กระชับและเข้าใจอย่างง่ายๆ ในที่นี้ว่าภาษาไทยสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้ว

ปัจจุบันยังมีบางกลุ่มใช้พูดจาสื่อสารกันเองในชุมชนหมู่บ้านและในครอบครัวที่อยู่ห่างไกลจากเมือง แม้คนในเมืองที่ไม่พูดภาษาไทยแล้ว แต่ยังมีความทรงจำบอกเล่าว่าบรรพชนของตนพูดภาษา "จ้วง" อันเป็นตระกูลเดียวกับภาษาไทย แต่ไม่ใช่คนไทย แล้วเรียกภาษาพูดของตนว่าภาษาจ้วง ที่จับสำเนียงได้ว่าใกล้เคียงตระกูลภาษาไทยสำเนียงลาวสองฝั่งโขงและสำเนียงปักษ์ใต้ เช่น นครศรีธรรมราช

บรรพชนคนจ้วงดั้งเดิมปลูกเรือนเสาสูง กินข้าวเหนียว จึงมีบ๊ะจ่างเหมือนขนมจ้างของไทย-ลาว กับทำขนมเข่งด้วยข้าวเหนียวใช้ไหว้เจ้า (ผี) ตอนตรุษจีน (พวกฮั่น (จีน) อยู่ทางเหนือๆ ขึ้นไป กินข้าวสาลี ทำหมั่นโถวซาลาเปาไหว้เจ้า)


จ้วง เป็นเครือญาติตระกูลไทย

" จ้วง เป็นเครือญาติตระกูลไทยผู้ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด" มีคำอธิบายรายละเอียดพร้อมรูปถ่าย (ที่พิมพ์ประกอบในเรื่องนี้) ไว้ในหนังสือชื่อคนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์ (มหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2537) จะขอสรุปคัดมาลงไว้ดังต่อไปนี้

ที่ว่า "จ้วงเป็นเครือญาติตระกูลไทย" ก็เพราะภาษาจ้วงกับภาษาไทยอยู่ในตระกูลเดียวกัน ฉันทลักษณ์ในบทร้อยกรองของจ้วงกับของไทยมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และมีพื้นฐานจากคำคล้องจองเช่นเดียวกัน

นิทานปรัมปราและนิยายศักดิ์สิทธิ์ที่ถ่ายทอด "ปากต่อปาก" ด้วยภาษาจ้วงหรือภาษาตระกูลไทย เช่น เรื่องกำเนิดคน เรื่องการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสัมพันธ์กับน้ำฝน เช่น กบ ฯลฯ ล้วนคล้ายคลึงกับนิทานและนิยายของชนชาติไทยทุกกลุ่มทุกเหล่า รวมทั้งคนไทยในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ชาวจ้วงย่อมพูดว่า "ไทยเป็นเครือญาติตระกูลจ้วง"-ด้วยก็ได้ ที่ว่า-"ผู้ยิ่งใหญ่"-ก็เพราะในมณฑลกวางสีมีชาวจ้วงถึง 12-13 ล้านคน และอยู่ในเขตมณฑลอื่นๆ อีกเกือบ 1 ล้านคน นับเป็นเครือญาติตระกูลไทยที่มีจำนวนมากที่สุดที่อยู่นอกดินแดนประเทศไทยซึ่งนับว่าใหญ่มาก

นอกจากนั้นชาวจ้วงยังมีส่วนเป็นเจ้าของ "วัฒนธรรมฆ้อง" (มโหระทึก) ที่เป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมยุคแรกเริ่มของภูมิภาคอุษาคเนย์ด้วย นี่แหละ "ผู้ยิ่งใหญ่" ที่ว่า-"เก่าแก่ที่สุด"-ก็เพราะมีร่องรอยและหลักฐานว่าจ้วงมีวัฒนธรรมสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หรือประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว โดยดูจากภาพเขียนที่ผาลายกับมโหระทึกและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบความเชื่อ "ผี"

ภาพเขียนมหึมาบนภูผามหัศจรรย์-หรือผาลาย เป็นภาพพิธีกรรมขอฝนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ มีภาพมโหระทึกและกลุ่มคนประโคมตีมโหระทึก มีภาพคนประดับขนนกบนหัวแล้วทำท่ากางขากางแขนคล้ายกบ มโหระทึกเป็นกลองหรือฆ้องทำด้วยสัมฤทธิ์ที่มีตัวตนเป็นวัตถุจริงๆ เป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมของภูมิภาคอุษาคเนย์โดยเฉพาะ และมีพัฒนาการเกือบ 3,000 ปีมาแล้ว

อาจนับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมแรกเริ่มของภูมิภาคอุษาคเนย์ก่อนรับอารยธรรมจากจีนและอินเดีย เฉพาะบริเวณที่เป็นถิ่นฐานของชาวจ้วงในมณฑลกวางสี พบมโหระทึกฝังอยู่ใต้ดินไม่น้อยกว่า 600 ใบ และชาวจ้วงทุกวันนี้ยังมีมโหระทึกประจำตระกูลกับประจำหมู่บ้านใช้งานในพิธีกรรมที่ทำสืบเนื่องมาแต่ดึกดำบรรพ์อีกรวมนับพันๆ ใบ

แสดงว่าชาวจ้วงให้ความสำคัญต่อมโหระทึกมาก จนอาจกล่าวได้ว่าจ้วงเป็นเจ้าของวัฒนธรรมมโหระทึก (แม้ชนชาติอื่นจะมีมโหระทึกด้วย แต่รวมแล้วไม่มากเท่าจ้วง) ทุกวันนี้ชาวจ้วงยังใช้มโหระทึกประโคมตีในพิธีสำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีกรรม "ขอฝน" เพื่อความอุดมสมบูรณ์ ดังพิธีบูชากบประจำปีตามหมู่บ้านต่างๆ มีขบวนมโหระทึกแห่กบ มีการละเล่นแต่งตัวเป็นกบช่วยเหลือมนุษย์ ฯลฯ ล้วนสอดคล้องกับภาพเขียนที่ผาลาย แสดงว่าชาวจ้วงยังสืบทอดประเพณีและพิธีกรรมตั้งแต่ยุคสัมฤทธิ์จนถึงปัจจุบันเป็นเวลานานราว 3,000 ปีมาแล้ว นี่แหละ "จ้วง-เครือญาติตระกูลไทยผู้ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด"

แต่-จ้วงไม่ใช่คนไทย เพราะไม่ได้เป็นประชากรของประเทศไทย และไม่ได้อยู่ในดินแดนประเทศไทย ทุกวันนี้ชาวจ้วงเป็นคนจีน เพราะเป็นประชากรจีน และอยู่ในดินแดนประเทศจีน รวมทั้งวิถีชีวิตที่รับอิทธิพลวัฒนธรรมจีน ไม่ว่าจะเป็นบ้านช่องที่อยู่อาศัย และขนบธรรมเนียมประเพณีหลายๆ อย่าง แม้จ้วงเป็นเครือญาติตระกูลไทยผู้ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเมืองจ้วง มณฑลกวางสี แต่อาจมีชาวจ้วงบางกลุ่มเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานเป็น "เจ๊ก" ในดินแดนประเทศไทยแล้วแต่งงานกับสาวลาวจนกลายเป็น "คนไทย" สมัยโบราณก็ได้ ส่วนชาวจ้วงเกือบทั้งหมดก็อยู่เมืองจ้วงในกวางสีนั่นแหละ




ชนเผ่าจ้วง (3)
ที่มา : http://th1.chinabroadcast.cn



ชนเผ่าจ้วงเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในชนกลุ่มน้อยของจีน จากการทำสถิติสำรวจประชากร
เมื่อ ค.ศ. 1978 ปรากฏว่า ชนเผ่าจ้วงมีทั้งหมดประมาณ 12 ล้าน 9 หมื่นคน ในจำนวนนี้มีจำนวน 10 ล้าน 1 หมื่นคนกว่า ได้อาศัยอยู่ในเขตมณฑลกวางสี และอีกจำนวน 8 แสน 2 หมื่น อาศัยอยู่ในมณฑลยูนนานและจำนวน 3 หมื่น 5 พันคน อาศัยอยู่ในอำเภอเหลียนซาน ของมณฑลกวางตุ้ง นอกจากนี้ยังมีอีกจำนวน 4 หมื่น คนกว่าอาศัยอยู่ในอำเภอเจียวหัว ของมณฑลหูหนัน

ชนเผ่าจ้วงเรียกตัวเองว่า ผู้จ้วง ในสมัยก่อนมีการแปลและเขียนเป็นภาษาจีนหลายอย่าง เมื่อ ค.ศ. 1965 ตามการเสนอของนายกรัฐมนตรี โจวเอินไหล และได้รับการอนุญาตจากการประชุมของคณะรัฐมนตรีว่าชนเผ่าจ้วงเขียนเป็นจ้วง ซึ่งมีความหมายว่า แข็งแรง

ชนเผ่าจ้วงมีประวัติศาสตร์อันยาวนานในสมัยดึกดำบรรพ์ จ้วงกับไทยล้วนนับรวมกับชนเผ่าไป่เวี่ย
ชนเผ่าไป่เวี่ยกระจัดกระจายอยู่แถบมณฑลกวางสี ยูนนาน และอยู่ในแหลมอินโดจีน " นับตั้งแต่เจี้ยวจี้ (เวียดนามปัจจุบัน)
ถึง แควจี (มณฑลเจอเจียงของจีน) มีความยาวทั้งหมดประมาณ 7-8 พันลี้ ล้วนเป็นแถบบริเวณที่พวกไป่เวียอาศัยอยู่"

พวกไป่เวียนี้แบ่งเป็นหลายพวก ชาวเวี่ยในมณฑลฮกเกี้ยน เรียกว่า หมิ่นเวี่ย ในกวางตุ้งเรียกว่า หนานเวี่ย ในยูนนาน เรียกว่า เตียนเวี่ย ในกวางสีเรียกว่า ซีโอว หรือ หลอเยีย หนังสือชื่อ เทียนเซี้ย จินกว๋อลี้ปี้ซู ( ว่าด้วยผลได้ผลเสียของประเทศ) ซึ่งเขียนโดย กู้เยียนอู่ ในสมัยราชวงศ์หมิง ได้กล่าวไว้ว่า "เมืองโยงโจวปัจจุบันติดต่อกับนายอำเภอผิงเฉียง ของจังหวัดซือหมิง
ตลอดขนถึงเขตทะเลเจียวจิ ล้วนเป็นเขตที่ชาวหลอเยียอาศัยอยู่" ซึ่งหมายความว่า กวางตุ้ง กวางสี และแถวเวียดนามปัจจุบัน ล้วนเป็นเขตที่พวกหลอเยียอาศัยอยู่

ชนเผ่าจ้วงกับชนเผ่าไทยล้วนมีบรรพบุรุษที่มาจากเชื้อสายเดียวกันซึ่งจะเห็นได้จากหลักฐานทางด้านภาษา และวัฒนธรรมอันคล้ายคลึงกัน ดูในแง่ภูมิศาสตร์ ภาษาจ้วงกับภาษาไทยล้วนอยู่ในตระกูล ภาษาจีน-ธิเบต สาขาภาษาจ้วง -ไต

กล่าวโดยทั่วไป ภาษาที่อยู่ในตระกูลจีน -ธิเบต ล้วนเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ มีพยัญชนะที่ค่อนข้างง่าย ส่วนสระ ค่อนข้างจะสับสน คำนามที่เป็นนามธรรมจะมีบทบาทมากในทางไวยากรณ์

ส่วนมากการเรียงเข้าเป็นประโยคจะมีประธาน กริยา และกรรม เคยมีนักภาษาศาสตร์ได้นำเอาภาษาไต ภาษาไทย และภาษาจ้วงมาเปรียบเทียบกัน ได้นำเอาศัพท์ที่ใช้บ่อย ๆ ทั้งหมด 2 พันคำ มาทำการวิจัยเปรียบเทียบ ปรากฏว่าในภาษาทั้งสามมีคำศัพท์ 500 คำ ที่เหมือนกัน แต่ภาษาไต กับ ภาษาไทยมีคำศัพท์ที่เหมือนกันถึง 1500 คำ ในจำนวนศัพท์ 500 คำ ที่เหมือนกันในทั้ง 3 ภาษา ส่วนมากเป็นคำพยางค์เดียว

แสดงให้เห็นว่า ภาษาทั้งสามนี้คงจะมาจากภาษาแม่เดียวกัน แต่เดิมในทั้งสามภาษานี้จะไม่มี คำว่า หิมะ น้ำแข็ง ใช้ในชีวิตประจำวันจึงเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาอื่น หรือเป็นคำที่มีขึ้นใช้ในภายหลัง แต่จะมีคำว่า เรือ นา กล้วย หญ้า ข้าว เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษของคนไตในสิบสองพันนา

คนไทยในประเทศไทย และคนเผ่าจ้วงในมณฑลกวางสี มิได้เป็น ชนชาติ ที่มีถิ่นกำเนิดในทางเหนือที่มีอากาศหนาวจัดที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและหิมะ แต่เป็นชนชาติที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางใต้ มีอากาศอบอุ่นและอยู่ใกล้แถบบริเวณแม่น้ำ และมีความเจริญทางด้านเกษตรกรรมมาช้านานแล้ว

นอกจากนี้ เราจะเห็น ได้จากการเปรียบเทียบของคำศัพท์เหล่านี้ได้ว่า ภาษาจ้วงได้รับอิทธิพลของภาษาจีนมาใช้ ส่วนภาษาไตกับภาษาไทยยังคง
รักษาเอกลักษณ์ของภาษาของตนเอง แต่ได้รับอิทธิพลของภาษาบาลีบ้าง นี้แสดงให้เห็นว่า พวกชนเผ่าจ้วงได้แยกตัว ออกจากพวกชนเผ่าไตกับไทยมาเป็นเวลาช้านานแล้ว ส่วนชนเผ่าไตกับไทยนั้นมาแยกตัวออกจากกันทีหลัง ชนเผ่าจ้วง กับชนเผ่าไต และไทย นอกจากจะมีความคล้ายคลึงกันทางด้านภาษาแล้ว ยังมีวัฒนธรรม ี่มีลักษณะคล้ายคลึงกันหลายอย่างซึ่งได้แก่

1. พวกจ้วง กับพวกไต และไทยนิยมสักลายตามตัว

โดยใช้เข็มสักเป็นลายแล้วทาด้วยน้ำของพืชชนิดหนึ่ง เมื่อแผลหายแล้วก็จะปรากฏเป็นลายต่าง ๆ ที่สักอยู่ตามตัว ประเพณีการสักตามตัวนี้เริ่มมีตั้งแต่สมัยพวกไป่เอี่ย พวกนี้อยู่ตามริมน้ำ พวกนี้สักลายไว้เพื่อเมื่อเวลาลงน้ำทำให้พวกงูหรือสัตว์น้ำเห็นว่าเป็นพวกเดียวกัน และไม่ทำร้ายกัน ต่อมาภายหลังการสักลายก็ได้กลายเป็นการสักลายเพื่อการตกแต่ง

คนที่สักลายที่หน้าผากเรียกว่า เตียวถี ถ้าสักที่ใบหน้า เรียกว่า ซิ่วเมี้ยนหมาน (ฝึกใบหน้า) คนที่สักตามขาเรียกว่า ซิ่วเจี่ยวหมาน (พวกปีกขา) พวกที่สักตามท้องเรียกว่า ฮั่วตู้ฟาน (พวกท้องมีลาย) ในทรรศนะของพวกนี้ ผู้ที่สักตามตัวจะได้ชื่อว่าผู้กล้า ถ้าไม่สักลายตามตัวก็จะได้รับการถูกว่า เป็นพวกผู้หญิง

พวกจ้วงในมณฑลกวางสีได้มีอีกชื่อหนึ่งว่า จ้ง เจีย ซึ่งในหนังสือ ฟังอี่เซิ่งหลั่ง (หนังสือเกี่ยวกับภูมิประเทศ) ที่เขียนในสมัยราชวงศ์เหวียนกล่าวไว้ว่า "พวกจ้ง เจียก็คือ พวกที่สักใบหน้านั่นเอง"

2. พวกจ้วง กับไทยและไต นิยมอาศัยอยู่ในบ้านเรือนแบบยกพื้น บ้านเรือนแบบยกพื้นกับแบบไม่ยกพื้น

เป็นลักษณะของวัฒนธรรมสองลักษณะของชนชาติทางเหนือและทางใต้พวกหนานเวี่ย (พวกเวี่ยทางใต้) ชนพวกนี้สร้างบ้าน อยู่บนต้นไม้ แต่ชนพวกทางเหนืออาศัยอยู่ในถ้ำ เพื่อป้องกันความร้อนและหนาว ชนชาติทางใต้ได้พัฒนา จากการที่อยู่บนต้นไม้ แต่ชนพวกทางเหนืออาศัยอยู่ในถ้ำ เพื่อป้องกันความร้อนและหนาว ชนชาติทางใต้ได้พัฒนา จากการที่อยู่บนต้นไม้มาเป็นการปลูกเรือนแบบยกพื้น เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพของอากาศร้อนและชื้นแฉะของทางใต้ ส่วนพวกทางเหนือได้พัฒนาจากการอยู่ในถ้ำ มาเป็นการปลูกบ้านเรือนอยู่บนดินเพื่อกันแดดกันหนาว

จากเอกสารโบราณ ของจีนเราสามารถพบหลักฐานจากการจดบันทึกได้อย่างมากมายว่า แต่เดิมพวกจ้วงอาศัยอยู่ในมณฑลกวางสี และปลูกบ้านเรือนแบบยกพื้นและปลูกอยู่บนดิน หนังสือ กุยไห่อี้ เหินจื้อ (ตำรากวางสี) มีการจดบันทึกว่า "พวกจ้วง อาศัยอยู่บนบ้านเรือน 2 ชั้น มุงด้วยหญ้า" และหนังสือ เยียนเจียวจี้ เหวิน (เรื่องในเขตร้อน) มีการบันทึกไว้ว่า "บ้านเรือน ของพวกจ้วงมุงด้วยหญ้า และไม่ทาสี ปูพื้นด้วยไม้ ชั้นบนเป็นที่อยู่ของพวกคน ส่วนล่างใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์"

แต่น่าเสียดาย ลักษณะเรือนแบบนี้ปัจจุบันหาดูได้ยาก ในมณฑลกวางสี เพราะว่าพวกจ้วงได้ผสมผสานกับพวกฮั่น (ชาวจีน) มากกว่า ชนพวกไท ฉะนั้น ในปัจจุบันลักษณะบ้านเรือนของพวกจ้วงจึงไม่มีความแตกต่างไปจากบ้านเรือนของพวกฮั่น (ชาวจีน) ในแถบนั้นเลย

3. พวกจ้วง กับ เผ่าไต เป็นชนเผ่าหนึ่งที่คิดประดิษฐ์และใช้กลองมโหระทึกเป็นครั้งแรก ประดิษฐ์มโหระทึก

มีประวัติศาสตร์ 2000 กว่าปี มาแล้ว เฉพาะมโหระทึกที่ขุดค้นพบและเก็บไว้มีประมาณ 500 กว่าชิ้นที่ใหญ่ที่สุดมีเส้นผ่า ศูนย์กลางยาว 3 เมตร ทำด้วยทองเหลือง ด้านข้างมีการแกะสลักเป็นรูปหนอน รูปปลา รูปดอกไม้ และพวกต้นหญ้าต่าง ๆ ทำด้วยฝีมืออันละเอียดประณีตสวยงามซึ่งหาดูได้ยาก

กลองมโหระทึกที่พบในมณฑกวางสีมีลักษณะคล้ายกันมากกับ ที่พบในสิบสองพันนา ทั้งทางรูปลักษณะและการแกะลวดลายของด้านบนเป็นรูปดวงอาทิตย์และมีรัศมีออกมารอบด้าน ตรงขอบด้านบนมีการทำลวดลายเป็นรูปตัวกบมีตั้งแต่ 4 ตัว 6 ตัว ถึง 8 ตัว และด้านบนของตัวมโหระทึกจะมีลวดลาย เป็นรูปสัตว์ เช่น กนก และมีรูปเมฆ ท้องฟ้า และลายฟ้าแลบ ลายรูปเสือ เป็นต้น การใช้มโหระทึกมีวิธีการใช้หลายอย่าง เช่น ใช้เป็นเครื่องดนตรีในทางทหาร ใช้ในพิธีไหว้เทพยดา และใช้เป็นเครื่องแสดงถึงอำนาจ และความร่ำรวย 4. พวกจ้วง กับพวกไต มีการแต่งกายคล้ายกันคือ

ลักษณะของเสื้อผ้าตัดแบบใช้สวมศรีษะ ไม่มีกระดุม ในหนังสือ ไถ ฮั้ว หู่ จื้อ (ตำราจังหวัดไคฮั้ว) ได้พูดถึงสาขาหนึ่งของพวกจ้วงว่า "อาศัยอยู่แถบบริเวณหุบเขา ใช้ควายไถนา พวกผู้ชายสวมเสื้อแบบแขนใหญ่ ๆ ไว้ผมยาวและเกล้าผมเป็นมวย ส่วนผู้หญิง เอาเส้นด้าย 5 สีมาทอเป็นเสื้อใส่แบบสวมหัว" ฝีมือการทอผ้าห้าสีนี้ปัจจุบันเป็นฝีมือการทอผ้าซึ่งเป็นลักษณะของผู้หญิงจ้วง

ส่วนเสื้อผ้าของผู้หญิงจ้วงในปัจจุบันไม่มีสาบคอ ซึ่งยังคงมีลักษณะเป็นแบบโบราณเป็นที่ยอมรับและเชื่อกันว่า พวกจ้วง กับชนเผ่าไต ชนชาติที่มีบรรพบุรุษที่มาจากเชื้อสายเดียวกันในสมัยก่อน แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายพันปี จึงมีการแยกออกเป็นชนเผ่าต่างๆ และมีลักษณะเฉพาะของชนเผ่าต่าง ๆ แม้กระทั่ง ต้นไม้ แม่น้ำ ดิน หรือ หลุมฝังศพ ก็ยังเชื่อว่ามีเทวดาสถิตอยู่และกราบไหว้ทั้งสิ้น หลังจากสมัยราชวงศ์ถังก็ได้มีการเผยแพร่

ลัทธิเต๋ามายังพวกจ้วงในยุคใกล้ ๆ นั้นก็มีพวกฝรั่งมาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ เกี่ยวกับประเพณีด้านการฉลองเทศกาล

คนไตในสิบสองพันนา มีการฉลองวันตรุษสงกรานต์ วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา

ประเพณีเหล่านี้ได้เผยแพร่เข้ามา พร้อมกับพุทธศาสนิกชนนิกายหินยาน ฉะนั้นจึงมีความคล้ายคลึงกับของไทยมาก แต่พวกจ้วงในมณฑลกวางสีไม่มี เทศกาลเหล่านี้ เทศกาลของพวกจ้วงส่วนมากเหมือนของพวกเผ่าฮั่น เทศกาลที่เป็นของพวกจ้วงเองนั้นมีแต่เทศกาล ไหว้ผีซึ่งตรงกับวันที่ 15 เดือนที่ 7 วันนั้นแต่ละครอบครัวก็จะฆ่าไก่เลี้ยงไหว้ผี นอกจากนี้ยังมีเทศกาลเรียกขวัญควาย เทศกาลนี้จะทำหลังจากที่ได้เริ่มต้นไถนาชาวบ้านจะเอาข้าวเหนียว 5 สีหนึ่งกระติ๊บ และหญ้าสด 1 กำ ไปที่คอกควาย เพื่อเป็นการเรียกขวัญควายให้กลับคืนมาด้วยการเอาข้าวเหนียวและหญ้าสดให้ควายกิน

พิธีแต่งงานและพิธีศพของพวกจ้วงก็แตกต่างจากของพวกไต คือ เมื่อพวกจ้วงแต่งงาน เจ้าสาวจะไม่ไป

อยู่บ้านของสามี วันแต่งงานจะมีหญิงสาวสิบกว่าคนนำเจ้าสาวมาที่บ้านเจ้าบ่าว เจ้าสาวจะอยู่บ้านเจ้าบ่าวเพียงคืนเดียว หลังจากนั้นก็จะกลับไปอยู่บ้านของตัวเอง เมื่อวันเทศกาลหรือวันตรุษและเมื่อถึงฤดูหน้างาน เจ้าสาวก็จะกลับบ้านสามี เป็นบางครั้งเพื่อช่วยทำงาน กล่าวโดยทั่วไปเจ้าสาวจะต้องอยู่ที่บ้านของพ่อแม่ตัวเองถึง 2-3 ปี ถึงจะย้ายไปอยู่ที่บ้าน ของสามี ประเพณีแบบนี้ได้ผลเสียระหว่างด้านความรู้สึกของสามีภรรยา

ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงบ้างแล้ว ในสมัยก่อน พวกจ้วงยังมีประเพณีให้สามีไปพักผ่อนเมื่อภรรยาคลอดบุตรแล้ว หลังจากนั้นสามีจะเป็นผู้เลี้ยงลูกแทนภรรยา และภรรยา ก็จะไปทำงานแทนสามี ประเพณีแบบนี้สืบเนื่องมาจากสังคมที่ผู้หญิงมีอำนาจไปสู่สังคมที่ผู้ชายมีอำนาจ โดยที่ผู้ชายเป็น ผู้เลี้ยงลูก ปกครองลูก ฉะนั้น ผู้ชายจึงมีอำนาจในครอบครัว

สำหรับพิธีทำศพในหนังสือ กุ้นไห่อี๋เหินจื้อ (ตำรามณฑลกวางสี) กล่าวไว้ว่า "เมื่อพวกจ้วงมีญาติที่ต้องตายไปจะเอาขวดไปที่ริมแม่น้ำแล้วร้องไห้และเอาน้ำกลับมารดน้ำศพ การทำแบบนี้ เรียกว่าซื้อน้ำ ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็เรียกว่าไม่เคารพนบนอบต่อผู้ตาย"

ความแตกต่างระหว่างชนเผ่าจ้วงกับชนเผ่าไตอยู่ที่ชนเผ่าจ้วงมีการผสมกับชนเผ่าฮั่นมาช้านานกว่าพวกชนเผ่าไตกับพวกชนเผ่าฮั่น ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 2 กษัตริย์สมัยราชวงศ์ฉิน ที่ทรงพระนามว่า ฉินสื่อหวงตี้ ได้รวมประเทศจีนเข้า เป็นปึกแผ่นแล้ว ได้สั่งให้นายพลที่ชื่อว่า ถูจุย นำกองทหารประมาณห้าแสนคนเข้าไปปราบแถบหลิงหนาน (มณฑลกวางสี กวางตุ้ง ในปัจจุบัน)

ก่อน ค.ศ. 219 ทหารของกษัตริย์ราชวงศ์ฉินได้ปราบปรามพวกซีโอว ซึ่งเป็นบรรพบุรุษ ของพวกเผ่าจ้วงได้สำเร็จ และได้จัดตั้งจังหวัด กุ้ยหลิน หนานไห่ เซี้ย สามจังหวัดนี้ซึ่งเป็นแถบที่อยู่ของพวกจ้วง จึงต้องตกอยู่ภายใต้ การปกครองของราชวงศ์ฉินตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และกษัตริย์ฉินสื่อหวงตี้ได้ให้ขุดคลองหลิงฉี ที่มณฑลกวางสี ซึ่งทำให้แม่น้ำเซียงเจียงกับหลีเจียงเชื่อมต่อกันเพื่อสะดวกต่อการคมนาคมและการทำการเกษตร ในขณะเดียวกันกษัตริย์ฉินสื่อหวงตี้ก็ได้อพยพชาวจีนแถบภาคกลางมาอยู่ที่ของพวกจ้วงและได้มีการส่งเสริม ให้ชนเผ่าจ้วงมีการประสมกับพวกชนเผ่าฮั่น จึงทำให้มีการแลกเปลี่ยนทางด้านเศรษฐกิจระหว่างชนบทแถบ ภาคใต้กับภาคเหนือของจีน

ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (ก่อน ค.ศ. 206- ค.ศ.24) แถบบริเวณที่พวกจ้วงอาศัยอยู่นั้นเรียกว่า หนานเวี้ย จากการจดบันทึกของ ฮั่นซู (พระราชพงศาวดารสมัยราชวงศ์ฮั่น) ได้กล่าวว่า "แถบบริเวณหนานเวี้ยนี้มีสัตว์จำนวนมาก ช้าง เต่า และหอยมุก และมีแร่ธาตุจำพวกเงิน ทองเหลือง มีผลไม้และผ้ามากมาย" ฉะนั้นจึงทำให้พ่อค้าทางภาคเหนือ ลงมาทำการค้ากับคนบริเวณนี้ ส่วนเครื่องมือที่ทำจากเหล็กและสัตว์จำพวกวัวควายที่ไว้ใช้งานก็ได้นำจากทางภาคกลาง ของจีนลงมาสู่ทางใต้บริเวณที่เรียกว่าหนานเวี้ย จึงทำให้เกิดผลดีต่อก้านการเกษตรของแถบบริเวณนี้

หลังจากกษัตริย์ หนานเวี้ยที่มีพระนามว่า เจ้าซิน ได้ขึ้นครองราชย์แล้ว ได้มีหนังสือกราบทูลถึงกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น โดยตามความเห็น ของพระมารดาซึ่งเป็นชาวฮั่นว่า จะให้ดินแดนแถวหนานเวี้ยมีฐานะเหมือนกับเมืองอื่นของราชวงศ์ฮั่น ซึ่งเจ้าเมือง จะได้ไปเฝ้ากษัตริย์ 3 ปีต่อครั้ง และให้ยกเลิกด่านที่ชายแดนและไม่มีการเก็บภาษีการค้า แต่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีชื่อว่า หลุ่ยเจีย ไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นนี้ ซึ่งอยากจะให้พวกจ้วงมีการปกครองเป็นของตนเอง จึงได้ฆ่ากษัตริย์เจ้าซินเลีย และได้แต่งตั้งพระโอรสชื่อ เจ้าเจี้ยนเต๋อ ซึ่งมีพระมารดาเป็นชาวจ้วงขึ้นเป็นกษัตริย์ ก่อน ค.ศ. 112 กษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น ก็ได้ส่งกองทัพมาปราบพวกหนานเวี้ย และได้จับขุนนางผู้ใหญ่ (หลุยเจียว และกษัตริย์องค์ใหญ่ เจ้าเจี้ยนเต๋อ) ไปเป็นเชลย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาบริเวณแถบพวกจ้วงอยู่นี้ก็ได้ถูกรวมเป็นดินแดนของกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่นเหมือนเดิม และได้จัดตั้งบริเวณแถบนี้ขึ้นเป็นจังหวัดจังเออ ดังเช่น จังหวัดจูหยา หนานไห่ซังอู วี่หลิน เหอผู่ เป็นต้น ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกจนถึงราชวงศ์สุย (ค.ศ.25 - ถึง ค.ศ.618) พวกจ้วงได้มีการผสมเข้ากับพวกฮั่น โดยเรียกตัวเองเป็นอีกชื่อหนึ่งว่า พวกหลี และพวกเหลียว ซึ่งได้อพยพจากหุบเขามาอาศัยอยู่ในบริเวณแถบที่ราบ

เนื่องด้วยมีการพัฒนาทางด้านการเกษตรกรรมจึงทำให้มีการพัฒนาทางด้านสังคมควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกัน จึงทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจนด้วย พวกจ้วงที่ร่ำรวยบางคนก็มีนาถึงหลายพันลี้ มีคนใช้หมื่นคน เช่นพวก แซ่หวง แซ่หนง เป็นต้น แต่พวกจ้วงส่วนมากจะตกเป็นทาสอยู่หลายสมัย ในสมัยราชวงศ์ถังถึงราชวงศ์ซ้อง ( ค.ศ.618-1271)

ตอนนี้เศรษฐกิจพวกจ้วงได้มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น โดมีการใช้วัวควายมาไถกันอย่างแพร่กลาย และยังรู้จักการไถพรวนให้ลึกมากขึ้น นอกจากนี้ ยังรู้จักการทดน้ำมาใช้ในนาทำให้แถบนี้สามารถเก็บเกี่ยวปีละ 2 ครั้ง จึงทำให้มีผลผลิตเหลือกินเหลือใช้ ส่วนทางด้านอุตสาหกรรมมีการพัฒนาทางด้านการถลุงเหล็ก สามารถทำอาวุธจำพวก ดาบ หอก ธนูเหล็ก เป็นต้น

สำหรับด้านการทอผ้า มีผ้าชนิดที่บาง ๆ สีขาว ซึ่งมีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น แต่กล่าวโดยทั่วไป แล้วเศรษฐกิจของ บริเวณแถบนี้ยังสู้เศรษฐกิจแถบภาคกลางไม่ได้ เนื่องจากบริเวณที่พวกจ้วงอาศัยอยู่นี้มีอากาศร้อนจัด แห้งแล้ง และมีโรคระบาด ฉะนั้นกษัตริย์จึงได้ส่งขุนนางที่มีความผิด หรือขุนนางที่ไม่เป็นที่พอใจของกษัตริย์ให้มาทำงาน แถบบริเวณนี้

ดังเช่น หลิวจงเหวียน นักวรรณคดีที่มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์ถังได้ถูกลดตำแหน่งและให้มาเป็น ข้าราชการประจำอยู่ที่เมืองหลิ่วโจว ต่อมานักวรรณคดีผู้นี้ได้ตั้งโรงเรียนขึ้นสอนและได้เผยแพร่วัฒนธรรมจีน แถบบริเวณนี้ด้วย เนื่องด้วยพวกจ้วงแถบบริเวณมณฑลกวางสีได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมของพวกฮั่นมาก จึงมีความคิดว่าตนเองก็เป็นชนชาติหนึ่งที่เหมือนพวกฮั่นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชนชาติจีน ฉะนั้น เมื่อจีนถูกรุกราน จากวัฒนธรรมของพวกฮั่นมาก จึงมีความคิดว่าตนเองก็เป็นชาติหนึ่งที่เหมือนพวกฮั่นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชนชาติจีน

ฉะนั้น เมื่อจีนถูกรุกรานจากประเทศอื่น พวกจ้วงก็จะเข้าร่วมทำการต่อสู้กับศัตรูด้วย ดังเช่นในปี ค.ศ. 1071 สมัย ราชวงศ์ซ้อง เวียดนามได้นำกองทัพมารุกรานแถวมณฑลกวางสี และตีไปจนถึงเมืองยงโจว (เหมืองหนานหนิงในปัจจุบัน) พวกจ้วงก็ได้ลุกขึ้นต่อสู้ และได้ตัดเส้นทางขนส่งเสบียงอาหารทหารเวียดนาม และได้ร่วมมือกับทหารของกษัตริย์ ราชวงศ์ซ้องต่อสู้กับพวกเวียดนามจนได้ชัยชนะ ดังอีกตัวอย่างหนึ่งในสมัยบีเจี้ยจี้นของราชวงศ์หมิง ค.ศ. 1522-1566 พวกโจรญี่ปุ่นได้เข้ามาบุกรุกทาง ชาวทะเลด้านตะวันออกเฉียงใต้ของจีน

การต่อสู้ครั้งนี้มีผู้นำกองทัพเป็นผู้หญิงเผ่าจ้วงได้นำทหารเผ่าจ้วงออกไป ต่อสู้กับพวกโจรญี่ปุ่น และในปี ค.ศ. 1555 กองทหารของพวกจ้วงนี้ก็ได้ต่อสู้เอาชนะศัตรูในอำเภอเจียซิน มณฑลเจ๋อเจียน และได้ฆ่าศัตรูตายประมาณ 3,000 คน แม่ทัพผู้นี้จึงได้รับการยกย่องให้เป็นวีรสตรีของชนเผ่าจ้วง นอกจากการต่อสู้ กับผู้ที่มาบุกรุกแล้ว พวกจ้วงก็ยังได้มีการกบฏขึ้นเพื่อคัดค้านกดขี่ข่มเหงจากผู้ปกครองของตนเองอีกด้วย เช่น ในปี

ค.ศ. 1052 หลงจือเกา ซึ่งเป็นผู้นำของพวกจ้วง ก็ได้มีการต่อต้านราชวงศ์ซ้อง ได้ยึดครองดินแดนส่วนใหญ่ของ มณฑลกวางสี และยังได้บุกรุกเข้าไปถึงแถบบริเวณเมืองกวางโจว แต่ในที่สุดก็พ่ายแพ้ทหารของราชวงศ์ซ้องซึ่งมี แม่ทัพที่ชื่อว่าตี๋ซิง ซึ่งมีการสู้รบเป็นเวลา 1 ปี มีบางคนกล่าวว่า การก่อกบฏของหลงจื้เกานี้ เป็นการกบฏที่พวกจ้วง ต่อต้านพวกฮั่น ซึ่งเป็นการขัดแย้งระหว่างสองเผ่านี้ คำกล่าวนี้ไม่ถูกต้อง เพราะว่าในกองทหารของหลงจื้อเกานี้ นอกจากจะมีชนเผ่าจ้วงแล้วยังมีชนเผ่าฮั่นเข้าร่วมอยู่ด้วย ดังเช่น ที่ปรึกษาของหลงจื้อเกาก็เป็นชนเผ่าฮั่นด้วย

จุดมุ่งหมายของการก่อกบฏของหลงจื้อเกานี้ ก็เพื่อจะตั้งตนเป็นกษัตริย์โดยอาศัยกำลังของชาวนา ฉะนั้น จะกล่าวว่า เป็นสงครามระหว่างชนเผ่าจ้วงกับเผาฮั่นไม่ได้ แต่จัดเป็นการปฏิวัติของพวกชาวนาครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ซึ่งมีชาวนาเผ่าจ้วงเป็นส่วนมาก พวกชนเผ่าจ้วงมีความภูมิใจกับการที่ตนเองมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีคนเคยถามพวกจ้วงว่า พวกตนเป็นชนชาติไตหรือไม่ แต่จะได้รับการปฏิเสธเช่นเดียวกันกับที่มีคนถามพวกชนเผ่าไตว่า เป็นพวกชนเผ่าจ้วง หรือไม่ ก็จะได้รับคำปฏิเสธเช่นเดียวกัน เหตุผลง่ายมาก คือ แม้ว่าพวกชนเผ่าจ้วงกับไตจะมีความสัมพันธ์กัน ทางเชื้อสายใน สมัยโบราณแต่ในปัจจุบันก็กลายเป็นสองเผ่าไปแล้ว



แผนที่ (คลิกที่ภาพ)

แผนที่ประเทศจีน แผนที่เขตปกครองตนเองกวางสี


 


   
Outbound Click >
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malaysia
Guilin
 
 

      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ