พนมบาเค็ง ปราสาทพนมบาเค็ง เมืองเสียมเรียบ กัมพูชา Phnom Bakheng Phanon Bakheng panom Bakeng Siem reab , รวมภาพพนมบาเค็ง ชมพระอาทิตย์ตกที่พนมบาเค็ง พนมบาเค็งมีอายุพันกว่าปี สร้างในสมัยพระเจ้ายโสวรมัน (พ.ศ. 1432 - 1453) รวมภาพโตนเลสาบตอนที่ 2 หมู่บ้านชาวประมงเมืองเขมร อยู่ห่างจากเมืองเสียมเรียบประมาณ 14 กม. โตนเล เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์

Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Koh Ker > Tonele 2 , Phnom Bakheng    
ทริปเกาะแกร์ เบ็งมาเลีย ปราสาทธม ปิรามิด ยุคขอมโบราณ (Koh Ker Pre Angkor)
1 ปอยเป็ต
2 สู่เสียมเรียบ
3 โตนเล
4 โตนเล 2
5 ปราสาทพราห์ม
6 ปิรามิดขอม
7 ปราสาทชลับ
8 ปราสาทอังคณา
9 ตลาดซาจั๊ก
10 ชีวิตคนเขมร
11 การแสดง
12 วัดพนมกุเลน
13 กบาลสะเปียน
14 เบ็งเมเลีย
15 ขากลับ
ตอนที่ 4 โตนเล ทะเลสาบเขมร ชุด 2 และ ชมพระอาทิตย์ตกที่พนมบาเค็ง

Phnom Bakheng at Angkor, Cambodia, is a Hindu temple in the form of a temple mountain. Dedicated to Shiva, it was built at the end of the 9th century, during the reign of King Yasovarman (889-910 A.D.). Located atop a hill, it is nowadays a popular tourist spot for sunset views of the much bigger temple Angkor Wat, which lies amid the jungle about 1.5 km to the southeast. The large number of visitors makes Phnom Bakheng one of the most threatened monuments of Angkor. Constructed more than two centuries before Angkor Wat, Phnom Bakheng was in its day the principal temple of the Angkor region, historians believe. It was the architectural centerpiece of a new capital, Yasodharapura, that Yasovarman built when he moved the court from the capital Hariharalaya in the Roluos area located to the southeast.

(ตอนที่ 4) การเดินทางสู่ เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย นครที่ถูกลืม หรืออาณาจักรนอกคอก ชมปิรามิดแห่งขอม ณ กลางป่าเมืองเขมร ทริปนี้เดินทาง เมื่อเดือน พฤษภาคม 2551
 
 

สนใจทริปไหน  
คลิกเลย >  

 

     
 

ทริปเกาะแกร์ ปราสาทธม ปิรามิดแห่งขอม ตอนที่ 4
ตอน โตนเลสาบ2 ละชมพระอาทิตย์ตกที่พนมบาเค็ง




                                            เที่ยวทะเลสาบโตนเลในวันนี้มีแดดผลุบโผล่ๆ ซีกหนึ่งของท้องฟ้ากลายเป็นสีน้ำเงินเข้มจากเมฆฝนที่ตกในระยะไกลๆ แต่อีกซีกหนึ่งกลับเห็นแสงแดดที่ร้อนแรงในช่วงบ่ายๆ เรียกว่ามีสองบรรยากาศในที่แห่งเดียวกัน ภาพที่ปรากฏหากเกิดบนบกคงดูเป็นเรื่องปกติ เพราะเห็นกันบ่อย โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน แต่เมื่อมาเห็นกันกลางทะเลสาบที่มีแต่น้ำกับฟ้า บรรยากาศจึงดูแปลกๆ และยิ่งน้ำทะเลสาบแห่งนี้เป็นสีขุ่นเข้มคล้ายสีอิฐหรือสีน้ำตาลแดง แสงสีของน้ำจึงตัดกับท้องฟ้าในลักษณะสีตรงกันข้าม

ออกจากโตนเลก็กลับเข้าสู่เมืองเสียมเรียบตามเส้นทางเดิมที่มีระยะทาง 14 กม. จากนั้นก็ตรงไปยังทางอุทยานปราสาทขอม เพื่อขึ้นไปบนเขาพนมบาเค็ง และรอชมพระอาทิตย์ตก ซึ่งถือว่า เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในเมืองเสียมเรียบ ช่วงเย็นๆจึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่นี่กันมาก

ก่อนเข้าอุทยานก็ต้องเสียเวลาถ่ายภาพลงในตั๋วหรือบัตรผ่านประตู ซึ่งถือว่าเป็นตั๋วที่ทันสมัยมาก ตั๋วมีขนาดพอๆกับฝ่ามือ แต่มีภาพของเราอยู่ในบัตรนั้นด้วย กลายเป็นของแปลกใหม่ที่คนไทยต้องเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพื่อเป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งได้เคยมาเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ของขอมเรียบร้อยแล้ว

ค่าบัตรเข้าอุทยานฯที่นี่ถือว่าไม่ถูก เที่ยว 1 วันคิดเป็นเงินไทย 700 บาท หรือ 20 ดอลล่าร์ (ราคาเพิ่มจากปีก่อนๆเท่าตัว) เที่ยว 3 วันคิด 40 ดอลล่าร์หรือ 1400 บาท และเที่ยว 7 วันคิด 60 ดอลล่าร์ หรือ 2100 บาท คนไทยได้ยินก็สะดุ้งโหย๋ง เพราะไม่คิดว่าจะแพงขนาดนี้ แต่ราคาค่าตั๋วได้รวมอยู่ในราคาค่าทัวร์ทั้งหมดแล้ว จึงไม่ต้องจ่ายเพิ่มแต่อย่างใด

ใครทำบัตรหาย หรือ ชำรุดจน(เจ้าหน้าที่) จำหน้าไม่ได้ และดูไม่ออกว่าเป็นใคร ต้องเสียค่าปรับเป็นเงินเท่ากับค่าทำบัตรใหม่ หรือใครมาเที่ยวตอนเช้า และให้คนอื่นนำกลับมาใช้ตอนบ่ายก็ทำไม่ได้ เพราะรูปในบัตรไม่ตรงกัน

คนไทยส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวปราสาทขอม อย่างมากแค่วันเดียว เที่ยวตอนเช้าเสร็จก็กลับมาทานข้าวเที่ยงที่ในเมือง พอบ่ายก็เข้าไปเที่ยวกันต่อในสภาพที่ง่วงนอน (เพราะทานมาก) เรียกว่าเที่ยวชมปราสาทขอมกันทั้งวัน

ส่วนฝรั่งต่างชาติส่วนใหญ่จะไม่เที่ยวกันแบบคนไทย เพราะไหนๆก็บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแดนไกล จึงขอเที่ยวให้จุใจหน่อย 3 วันบ้าง 7 วันบ้าง บางคนก็หอบลูกจุงหลานกันมาทั้งครอบครัว เดินตากแดดหัวแดงกันทุกคน ดูน่าแปลกที่คนเมืองหนาวไม่กลัวร้อน แต่คนเมืองร้อนเช่นคนไทยกลับกลัวแดด

ต้องบอกว่าการท่องเที่ยวของชาติตะวันตกเป็นการเที่ยวแบบซึมซับ ไม่ได้เที่ยวฉาบฉวยเหมือนคนเอเชียหรือคนไทย ที่ดูๆกันแค่พอเป็นพิธี ไกด์พาไปที่โน่นที่นี่ อธิบายเรื่องราวต่างๆมากมาย พอออกจากปราสาทก็ลืมกันหมด เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้ศึกษา หรือมีพื้นฐานความเข้าใจในสถานที่นั้นๆมาก่อน ต่างกับชาติตะวันตกที่บางคนศึกษาหาข้อมูลมาล่วงหน้าแล้ว หรือบางคนเมื่อมาถึงเสียมเรียบก็หาซื้อหนังสือที่เป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของขอมมาอ่านกันก่อน

ร้านหนังสือต่างประเทศในเมืองเขมรจึงมีแต่ลูกค้าชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ เวลาไปเที่ยวก็พกหนังสือติดตัวไปด้วย ไม่ต่างกับเดินตามลายแทง จุดสำคัญๆจึงไม่มีทางรอดหูรอดตาไปได้ แถมยังได้รับข้อมูลได้อย่างถูกต้อง โดยไม่จำเป็นต้องพึ้งพาไกด์

เรื่องการท่องเที่ยวระหว่างคนเอเชียกับฝรั่งชาติตะวันตกจึงค่อนข้างจะแตกต่างกันกัน จะมีแต่ชาวญี่ปุ่นบ้างเท่านั้นที่สังเกตเห็นว่ามีแนวทางในการท่องเที่ยวแบบตะวันตก ประเภทเที่ยวกันเป็นแรมอาทิตย์หรือแรมเดือน นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นบางคน มาเมืองไทยครั้งหนึ่งก็เทีั่ยวกันจากภาคเหนือยันภาคใต้ และรู้ทะลุปรุโปร่ง ยังแปลกใจว่ามีเงินมีทองกันหรืออย่างไร จึงเที่ยวกันชนิดลืมบ้านลืมเมือง ลืมลูกลืมเมีย

นักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่จะเที่ยวแบบรวบรัดตามโปรแกรม หรือตามเวลา จะอยู่นานก็คงไม่ได้เพราะเวลามีจำกัด แต่จุดสำคัญๆไกด์คงพาไปให้เห็นอย่างครบถ้วน

จะให้เที่ยวปราสาทขอมกันแบบชาติตะวันตกคงไม่ไหวแน่ แค่วันเดียวก็ปวดเมื่อยและเพลีย ชนิดหมดแรงข้าวต้ม ทั้งเดินระยะไกลๆ ในสภาพแดดเผากลางวัน โดยเฉพาะปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก กว่าจะไปถึงตัวปราสาทก็ต้องเดินบนก้อนหินที่ปูเป็นทางเดิน คิดเป็นระยะทางก็นับกิโลๆ ทั้งร้อน ทั้งเหงื่อ แต่ก็ต้องทนเดิน

สิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลก จึงดูไม่ค่อยจะสำคัญในเวลาขณะนั้น

แต่รู้สึกกับตัวเองว่าการเดินฝ่าเปลวแดดร้อนๆนี้ มันน่าอัศจรรย์กว่าเป็นไหนๆ

ก็ขอบอกกล่าวกันล่วงหน้าว่าหากมาเที่ยวชมปราสาทขอมควรพกร่มมาด้วย ไม่ว่าหญิงหรือชาย จะได้ไม่ท้อแท้กับการท่องเที่ยวในท่ามกลางเปลวแดดที่แผดเผา บางคนบอกว่ามาเที่ยวหน้าหนาวยังพอจะทนได้ แต่ถ้ามาหน้าร้อนแล้วมันเหลือทนจริงๆ ถึงเป็นไกด์เถอะ บ่นกันอุบ บอกไม่อยากมาเลย เพราะมันร้อนสุดๆ

พูดถึงอุทยานปราสาทของขอม หลายคนอาจนึกถึงอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย หรืออุทยานประวัติศาตร์กรุงศรีอยุธยา และอาจคิดเลยไปว่าน่าจะมีพื้นที่หรืออาณาเขตพอๆกัน หากใครคิดแบบนี้ถือว่าผิดถนัด เพราะอาณาจักรของขอมที่รู้จักกันนี้ เป็นเขตป่ามีพิ้นที่กว้างขวางใหญ่โตนับเป็นพันๆตารางกิโลเมตร (ไม่ไช่นับพันไร่)

เมื่อเข้ามาในอุทยาน หรืออาณาจักรขอม จึงไม่ต่างกับเดินทางเข้ามาในป่าที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่เต็มไปหมด ภายในจึงดูร่มรื่นตลอดเส้นทาง

อาณาจักรขอมนับว่าเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ เก่าแก่และมีอายุนับพันๆปี

ยุคขอมหรือยุค Angkor ถือว่าเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุด ดินแดนของขอมสมัยนั้น หากหยิบแผนที่ประเทศไทยในปัจจุบันมาดูแล้ว ก็จะเห็นว่าอาณาจักรขอมในอดีตนั้นครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด ภาคกลาง(บางส่วน) ภาคใต้(บางส่วน) และทิศตะวันตก ทั้งหมดจนติดชายแดนพม่าในปัจจุบัน เรียกว่าลากยาวจากเขมรผ่านไทย(ปัจจุบัน) ไปจนถึงแดนพม่า แถวๆจังหวัดกาญจนบุรี

ถามว่าแล้วประเทศไทยในอดีต หรือในยุคที่ขอมรุ่งเรืองนั้นมีพื้นที่แค่ไหน และสภาพเป็นอย่างไร

หากเอาตามตำราประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยก็ต้องบอกว่า ยังเป็นชาวไตที่อยู่ทางเทือกเขาในตอนใต้ของมณฑลเสฉวน หรือตอนเหนือในมณฑลยูนนานของจีนในปัจจุบัน ตอนนั้นชนชาติไท หรือไต สร้างอาณาจักรอยู่ตรงบริเวณนั้น มีชื่อว่าอาณาจักรน่านเจ้า

เมื่อถูกชนชาติมองโกล สมัยจักรพรรดิ กุบไลข่านรุกราน ส่วนหนึ่งก็อพยพถอยร่นลงมาตอนล่าง จนมาอยู่ในดินแดนสุโขทัยในปัจจุบัน

พูดกันเล่นๆก็อาจบอกว่า สมัยที่ขอมรุ่งเรือง ชนชาติไทในขณะนั้นยังเป็นวุ้นอยู่ ยังไม่เกิดในดินแดนสุวรรณภูมิ หรือยังมาไม่ถึง แต่อาศัยอยู่ในดินแดนที่หนาวเหน็บของประเทศจีน เพราะทั้งเสฉวนและยูนนาน ก็อยู่ไม่ห่างจากเทือกเขาหิมาลัยมากนัก

คงจำชื่อ ตาลีฟู (หรือหนองแส) กันได้ นะครับ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ของพม่า ลาวล้านช้าง ล้านนา ไทย หรือ จีนสิบสองปันนา ต่างก็พูดถึงเมืองตาลีฟู ที่อยู่ทางตอนเหนือของมณฑลยูนนานด้วยกันทั้งนั้น เพราะถือว่าเป็นต้นตระกูลของชนชาติตนเอง

ตาลีฟู ที่เคยอ่านจากตำราเรียนสมัยเด็กๆนั้น ก็คือเมืองต้าลี้ หรือต้าลี่ ในปัจจุบัน เป็นดินแดนที่อยู่ติดกับธิเบต

และกว่าชาวไต หรือ ไท จะอพยพลงมาตอนล่าง อาณาจักรขอมก็ถึงยุคเสื่อมแล้ว พูดตรงๆก็คือถอยร่นลงมาอาศัยอยู่ในดินแดนขอมเก่า หรือบ้านร้างของขอม
ดูภาพเปรียบเทียบ
(อาณาจักรขอม พ.ศ.1100-1870 มีอายุ 770 ปี , อาณาจักรสุโขทัย พศ.1700 - 2017 อายุ 317 ปี )

ต่อมาเมื่ออาณาจักรสุโขทัยเข้มแข็ง จึงค่อยๆขับไล่พวกขอมออกจากดินแดนที่เคยยึดครองทั้งหมด คงเหลือเพียงพื้นที่ของประเทศกัมพูชาในปัจจุบันที่ยังรักษาชาติพันธ์ดั่งเดิมไว้ได้

จึงสรุปได้ว่า อาณาจักรขอม กับอาณาจักรสุโขทัยนั้นอยู่คนละยุคกัน แม้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาจะมีชนชาติขอม แต่ก็เป็นช่วงปลายๆยุค หรือที่เรียกว่าเป็นยุคล่มสลายของอาณาจักรขอม


พนมบาเค็ง

ก่อนหน้าสักปีสองปีคนไทยอาจไม่ค่อยคุ้นหูกับชื่อพนมบาเค็ง เพราะความสำคัญนั้นเป็นรองจากปราสาทสำคัญๆ ได้แก่ นครวัด นครธม ตาพรหม บันทายศรี ทั้ง 4 แห่งนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์ที่คนทั่วโลกรู้จักกัน และโปรแกรมท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะพาเที่ยวชมเฉพาะปราสาททั้ง 4 แห่งนี้เท่านั้น ซึ่งพอเหมาะพอดีกับการจัดโปรแกรมทัวร์ นครวัด-นครธม

และในช่วงสองปีที่ผ่านมา ถนนจากปอยเปตมาสู่เสียมเรียบดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จากที่เคยนั่งรถกันทั้งวัน และมาถึงเสียมเรียบเอาตอนเย็น เมื่อถนนดีขึ้นก็มาถึงเสียมเรียบตอนเที่ยงๆ จึงทำให้มีเวลาไปเที่ยวปราสาทอื่นๆได้เพิ่มขึ้น

พนมบาเค็ง เป็นเทวาลัยปราสาทที่สร้างอยู่บนเนินเขา และเมื่อปีนขึ้นไปบนปราสาทแล้วก็จะมองเห็นได้รอบทิศ นักท่องเที่ยวจึงนิยมไปเที่ยวในช่วงเย็นเพื่อรอชมพระอาทิตย์ตกเหนือทะเลสาบ หรือบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่พวกขอมในอดีตเป็นผู้ขุดขึ้นมา

ทุกเย็นจะเห็นนักท่องเที่ยวมาชุมนุมที่นี่กันหลายร้อยคน วันไหนท้องฟ้าแจ่มใสก็ถือว่าโชคดี และมีโอกาสเห็นพระอาทิตย์ตกสวยงาม แต่วันไหนมีเมฆมาก(เหมือนเช่นวันนี้) ก็จะเห็นไม่ค่อยชัดเจนนัก

พนมบาเค็งเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่บูชาพระศิวะ หรือศิวลึงค์ เรียกว่าเทวลัยสถาน มีรูปร่างคล้ายกับปิรามิด มีบันใดขึ้นทั้งสี่ด้าน รูปแบบการก่อสร้างจึงต่างกับปราสาททั่วๆไป และพนมบาเค็งเปรียบเสมือนเ็ป็นเสาหลักเมือง หรือศูนย์กลางของอาณาจักรขอมในสมัยของพระเจ้ายโสวรมันที่ 1

หากใครเคยไปเที่ยวปราสาทเขาพนมรุ้ง ที่จังหวัดบุรีรัมย ก็ต้องบอกว่ามีส่วนคล้ายกับพนมบาเค็ง ที่เป็นเทวาลัยสถานเช่นเดียวกัน ต่างกันตรงที่ทางเดินขึ้นเขาพนมรุ้งเพื่อไปสู่ชั้นบนหรือตัวปราสาทนั้น จะมีทางขึ้นเพียงด้านเดียว และมีระยะทางค่อนข้างไกล แต่พนมบาเค็ง มีบันใดทางขึ้นถึง 4 ด้าน และสร้างคล้ายรูปปิรามิด (ดูภาพประกอบ)

เมื่อขึ้นไปถึงชั้นบนของเทวาลัยสถาน ซึ่งมีความสูง 76 เมตร ก็จะเห็นเป็นลานโล่งๆ มีปราสาทขนาดเล็กๆตั้งอยู่ตรงกลาง มีศิวลึงค์ ตั้งโดดเดี่ยว อยู่บนฐานโยนี ท้าแดดท้าลมมานับพันๆปี โดยรอบฐานหรือลานกว้างจะไม่มีกำแพงกั้น แต่จะมีปรางค์ปราสาทขนาดเล็กตั้งอยู่เป็นระยะ และไล่ระดับเป็นชั้นๆ รวมทั้งหมดมี 109 องค์

ปัจจุบันพนมบาเค็งมีอายุราว 1000 ปี สร้างในสมัยของพระเจ้ายโสวรมัน ที่ 1 กษัตริย์ขอมองค์ที่ 3 ในยุคพระนคร ( Angkor) ระหว่างพ.ศ. 1432- 1453 ( คศ.800-910)

(พระเจ้ายโสวรมันที่ 1 ( 889 - 910 ) ศิลปะ พระโค ทรงสร้าง Eastern Baray กว้างยาวด้านละ 7 กม เพื่อเก็บน้ำที่ทดมาจากแม่น้ำเสียมราฐ และสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ ซึ่งถือว่า เป็นเมืองหลวงแห่งแรกในกลุ่มมนครหลวงคือยโสธราปุระ โอบล้อมเนินเขาที่ชื่อพนมบาเค็ง ( Phnom Bakheng ) มีเนื้อที่ประมาณ 16 ตร.ไมล์ คูเมืองกว้าง 200 ม. มีบ่อน้ำที่ขุดด้วยมือมนุษย์กว่า 800 บ่อ มีการสร้างวิหารบนยอดเขาต่างๆ มากมายรวมทั้งเขาพระวิหาร )

เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ทุกคนก็ต้องรีบกลับเพราะต้องเดินลงเขาไปอีกประมาณ 1.5 กม. หากเดินช้าหรือมัวแต่ชื่นชมธรรมชาติ กว่าจะไปถึงจุดจอดรถก็มืดพอดี บางคนพอรู้ว่าวันนี้เมฆมาก และคงไม่เห็นพระอาทิตย์เป็นแน่ จึงเดินลงและกลับไปก่อนคนอื่น

พนมบาเค็งหากมาเที่ยวเพื่อชมพระอาทิตย์ตกในช่วงเย็นๆ อาจเห็นบรรยากาศโดยรอบไม่ค่อยทั่วถึงนัก เพราะเมื่อมาถึงก็ตั้งหน้าตั้งตาขึ้นบันใดสู่ข้างบนทันที เพราะกลัวจะไม่ทันเห็นพระอาทิตย์ตก แต่หากมีเวลาก็อาจเดินรอบฐานของปราสาทที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมคล้ายปิรามิด ซึ่งจะเห็นความใหญ่โตของพนมบาเค็งได้ชัดเจนมากขึ้น

ทริปเกาะแกร์เมืองเขมร ตอนต่อไป คงได้เวลาออกเดินทางเที่ยวเมืองเก่า หรืออาณาจักรขอมโบราณ ที่ดูจะโบราณกว่าที่เห็นในเขตพระนคร เพราะถือว่าเป็นคนละช่วงเวลา และเป็นคนละอาณาจักรกัน เทียบกับของไทยก็คล้ายกับว่า ยุคอาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา

ยุคขอมเก่า ( Pre Angkor) ที่มีชื่อเรียกกันว่า นครที่ถูกลืม หรือ อาณาจักรนอกคอก ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมกุเลน ซึ่งเป็นแหล่งหินที่นำมาสร้างปราสาทขอมในเขตพระนคร ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้




โฟโต้ออนทัวร์
3 สิงหาคม 2551




ดูภาพชุดโตนเลสาบจากการเดินทางครั้งก่อน



...............................................................................................................................................................................................................................................








...............................................................................................................................................................................................................................................


ภาพ 3 มิติ รูปจำลองพนมบาเค็ง






...............................................................................................................................................................................................................................................


แผนที่ ประเทศกัมพูชา เส้นทางปอบเปต - เสียมเรียบ ระยะทาง 159 กม.
คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย







เปรียบเทียบยุคสมัยของอาณาจักรต่างๆ



 
 
 
   copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ