| สำหรับทริปนี้ เป็นการเทียวประเทศลาวทางตอนเหนือ หรือเขตหนาวของลาว เป็นหลวงเก่าสมัยอาณาจักรล้านช้าง และเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของลาว
เทียบกับบ้านเราก็ไม่ต่างกับเชียงใหม่ ที่เป็นเมืองวัฒธรรม และเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรล้านนา ก่อนที่จะมาผนวกเข้าเป็นอาณาจักรสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หรือเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง
การเดินทางสู่หลวงพระบางโดยทางรถยนต์ค่อนข้างลำบาก ต้องผ่านภูเขาสูงใหญ่มากมาย แต่ก็เป็นเส้นทางที่มีทิวทัศน์และมีสภาพชนบทที่สวยงาม จนนักเดินทางต่างชาติยกให้ว่าสวยที่สุดในอินโดจีน หากดูระยะทางอาจไม่ไกลนัก แต่ต้องใช้เวลาเดินทางกันนานมากถึงครึ่งวันค่อนวัน บางคนอาจโอ๊กอ้าก หรือนั่งพะอืดพะอมกันตลอดทาง ส่วนผู้ที่คุ้นเคยกับการเดินทางโดยทางรถยนต์ก็ไม่สู้มีปัญหานัก เรียกว่าสบายๆสำหรับผู้สูงวัยที่หัวใจเกินร้อย
ทริปหลวงพระบาง เราออกจากกรุงเทพกันตอนกลางคืนโดยรถตู้ ไปถึงหนองคายกันตอนเช้ามืด ทริปนี้พิเศษหน่อยตรงที่ไปเที่ยวกันในช่วงวันเข้าพรรษา ในเดือน กรกฏาคม 2551 ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูฝน จะโชคดีหรือโชคร้ายก็ต้องติดตามกันต่อไป แต่รับรองว่ามีภาพที่น่าตื่นเต้นหวาดเสียว มาให้ดูกันหลายภาพ เรียกว่าครบเครื่อง ทั้งโหด ทั้งมันส์ และทั้งเสียว
ในคืนวันเดินทางที่ต้องมาถึงจุดนัดพบในเวลานัดหมาย รู้สึกว่าฤกษ์ไม่ค่อยดี ฝนเทลงมาจนรถติดกันทั้งเมือง แต่ก็ลุ้นในใจว่าเมื่อถึงประเทศลาวคงไม่น่ามีปัญหานัก
แต่งานนี้ไม่เป็นอย่างที่คิด ตลอดระยะทางจากกรุงเทพ ถึง หนองคาย ซึ่งเป็นจังหวัดที่ติดชายแดนลาว มีฝนตกตลอดทาง บนถนนสายอีสานสำหรับคืนนี้รถราก็คับคั่งกันทั้งคืน เพราะเป็นคืนแรกของวันหยุดเทศกาลเข้าพรรษาที่หยุดติดต่อกันหลายวัน ตามปั้มน้ำมันรายทางที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักเดินทางจึงคึกคักเป็นพิเศษ รับทรัพย์กันเป็นที่สนุกสนาน
ผมพึ่งรู้ว่าเมืองหลวงพระบาง ไม่อนุญาตให้รถบัสคันใหญ่ๆ จากไทยเข้าไปในเมือง สาเหตุก็เพราะถนนคับแคบ และป้องกันไม่ไห้หลวงพระบางเสียภาพลักษณ์ของคำว่า เมืองมรดกโลกที่มีแต่ความสงบร่มเย็น พวกธุรกิจทัวร์ต่างๆที่พานักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวเวียงจันทน์-หลวงพระบาง จึงต้องใช้บริการรถตู้เป็นหลัก
จากกรุงเทพ ถึงหนองคาย มีระยะทาง 616 กม. ออกจากกรุงเทพราวสองทุ่มกว่าๆ มาถึงหนองคายตอนเช้ามืด เรียกว่าเดินทางกันแบบสบายๆ ไม่รีบไม่เร่ง
เช้านี้รองท้องเบาๆด้วย กาแฟ ปาท่องโก๋ และข้าวต้มร้อนๆ ที่ร้านอาหารร้านใหญ่ อยู่ใกล้ๆกับแม่น้ำโขง ทานเสร็จจึงเดินไปชะโงกดูแม่น้ำโขงกันหน่อย เห็นประเทศลาวอยู่ฝั่งตรงกันข้าม แต่ก็ดูได้ไม่นานนักเพราะฝนตก ฝั่งไทยเจอฝนมาตลอดคืนจนถึงเช้า ส่วนฝั้งลาวที่มองเห็นอยู่ข้างหน้าจึงคิดว่าไม่ต่างกันนัก เรียกว่าเป็นทริปที่อิ่มบุญและชุ่มฝน
จากนั้นก็เดินทางไปกราบไหว้หลวงพ่อใสที่วัดโพธิ์ชัย ในตัวเมืองหนองคาย วันนี้ตรงกับวันอาสาฬหบูชา 17 กรกฏาคม 2551 หรือวันก่อนวันเข้าพรรษา 1 วัน ทางวัดจึงมีพิธีกรรมทางศาสนากันตั้งแต่เช้า ดูแล้วน่าจะพิเศษกว่าวันอื่นๆ
หลวงพ่อใส พระประธานวัดโพธิ์ชัย แรกเริ่มเดิมทีได้ประดิษฐาน ณ เมืองเวียงจันทน์ ตั้งแต่ พ.ศ 2321 (สมัยกรุงธนบุรี )
มาถึงสมัยรัชกาลที่ 3 หรือสมัยพระบาทสมแด็จพระปกเกล้า แห่งราชวงศ์จักรี เจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทร์เป็นกบฏต่อสยามประเทศ จึงโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพย์ เป็นจอมทัพยกพลมาปราบจนสำเร็จ และได้อัญเชิญ พระสุก พระเสริม และพระใสมาด้วย โดยอัญเชิญมาบนแพไม้ไผ่ ตามแม่น้ำโขง ระหว่างทางเกิดลมพายุ ทำให้เชือกที่ยึดฐานพระทั้ง 3 องค์ขาด ทำให้พระสุกจมอยู่ในน้ำและค้นหาไม่เจอ
พระเสริม ได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดปทุมวนาราม เขตประทุมวัน กรุงเทพฯ ส่วนพระใสนำมาประดิษฐานที่วัดโพธิชัย จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวหนองคายให้ความเลื่อมใสศรัทธามาถึงทุกวันนี้
ออกจากวัดโพธิ์ชัย ก็มุ่งหน้าสู่ด่านชายแดนไทย จังหวัดหนองคาย จากนั้นก็ข้ามสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว เสร็จเรื่องพิธีการที่ด่านลาวอีกราว 1 ชั่วโมงก็มุ่งสู่เมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาวในระยะทางประมาณ 20 กม.
วันนี้ประเทศลาวถือว่าเป็นเทศกาลงานบุญเนืองในวันเข้าพรรษา เช่นเดียวกับไทย แต่ในประเทศลาวดูจะมีบรรยากาศของพุทธศาสนามากกว่าไทย ในระหว่างทางเราจะเห็นแม่ยิงลาว(ผู้หญิง) แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสวยงามด้วยซิ่นพื้นบ้าน หรืออาจเป็นผ้าไหมลาว เฉียงบ่าด้วยสใบ ในมือถือขันเงิน หรือพานที่สานด้วยไม้ใผ่ ข้างในจะบรรจุกระติ๊บข้าวใบเล็กๆ และที่หยาดน้ำ(กรวดน้ำ) ซึ่งเป็นคนโฑขนาดเล็ก ทำจากเงิน หรือทองเหลือง
สำหรับโปรแกรมในเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาว คงหนีไม่พ้นที่ต้องไปชมวัดสำคัญๆ โดยเฉพาะวัดพระธาตุหลวง วัดคูบ้านคู่เมืองของลาว แต่ก่อนที่จะไปวัดพระธาตุหลวง ขอนั่งรถชมเมืองเวียงจันทน์กันก่อน จะได้เห็นว่ามีความเจริญขนาดไหน
วันนี้ในเมืองไทยเป็นวันหยุดราชการ หรือวันหยุดสำคัญทางพุทธศาสนา และหยุดต่อเนื่องไปจนถึงเสาร์-อาทิตย์ แต่ในประเทศลาวกลับถือเป็นวันทำงานตามปกติ จะบอกว่าประเทศลาวไม่มีวันหยุดในวันสำคัญทางศาสนาก็ไม่แน่ใจนัก แต่วันนี้ได้สอบถามคนลาว (สาวลาว) แล้วบอกว่า คนลาวจะไปตักบาตรข้าวเหนียวกันที่วัดในตอนเช้าๆ ซึ่งปกติก็ทำกันตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง จะไปเวลาไหนก็ได้ ทำบุญเสร็จก็จะมาทำงานต่อ ไม่มีวันหยุดเหมือนประเทศไทย ส่วนวันเสาร์ราชการลาวจะเปิดทำการครึ่งวัน สรุปว่าราชการลาว รวมถึงบริษัทเอกชนจะทำงานมากกว่าคนไทย
ครั้นจะถามต่อเรื่องวันหยุดตามกฏหมายแรงงานก็เกรงใจ เพราะเธอกำลังจะทานข้าวเที่ยงอยู่พอดี จึงได้แต่ฝากบอกเธอ(ไว้ในใจ) ว่าหากมีโอกาสได้มาเที่ยวเวียงจันทน์อีกครั้งก็จะมาหาเธออีก เพื่อถามต่อในปัญหาที่ค้างคา(หัว)ใจ...
่รถได้พาวนไปวนรอบๆเวียงจันทน์ เมืองหลวงของล่าวแบบพอเป็นพิธี เพื่อไม่ให้เสียเวลามากนัก ก็ขอสรุปเท่าที่เห็นว่า เวียงจันทน์เป็นเมืองเล็กๆ เทียบกับไทยก็ไม่ต่างกับจังหวัดทางภาคอีสานจังหวัดหนึ่ง แต่ยวดยานบนถนนรู้สึกว่าจะน้อยมากทั้งที่เป็นวันทำงานตามปกติ ตามสี่แยกก็มีโอกาสเห็นไฟอำนาจ และ ไฟเสรี กันแบบเต็มตา ใครมาเที่ยวลาวเมื่อเห็นแล้วก็พยายามเบิ่งตาดูกันชัดๆว่า ไฟแดง และ ไฟเขียว ที่คนลาวเรียกว่าไฟอำนาจ และ ไฟเสรี นั้นจะต่างกับบ้านเราขนาดไหน ถึงอย่างไรก็คงต่างกันมาก เพราะไฟอำนาจในบ้านเราดูจะไม่มีอำนาจมากเหมือนในลาว โดยเฉพาะกับบรรดาแมงกะไซด์ที่มักชอบฝ่าไฟอำนาจเป็นประจำ
จุดสำคัญที่อยู่ใจกลางเมืองเรียกว่า อนุสาวรีย์ประตูชัย ที่ดูคล้ายกับประตูชัยในประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆแล้วจะรู้สึกว่าใหญ่โตมากที่เดียว ใครอยากเห็นวิวเมืองเวียงจันทน์ให้ทั่วถึงก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมขึ้นไปชมชั้นบน คนลาวแถวนั้นบอกว่ามองจากข้างบนจะเห็นถนนทุกสายที่มุ่งมายังอนุสาวรีย์ แต่วันนี้ไม่มีเวลามากจึงได้แต่เดินชมบริเวณลานโล่ง มีบ่อน้ำพุขนาดใหญ่ มีไม้ดอกไม้ประดับตกแต่ง เรียกว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใจกลางเมืองหลวง
เรื่องราวของทริปนี้ เอาแค่ออร์เดิ๊บ เบาๆ เรียกน้ำย่อยพอเป็นพิธี สำหรับตอนต่อไปก็จะไปเที่ยวสถานที่สำคัญ และเส้นทางธรรมชาติที่สวยสุดๆของลาว ชนิดที่ใครมาเห็นแล้วก็ลืมไม่ลง
เว็บมาสเตอร์โฟโต้ออนทัวร์
27 พฤศจิกายน 2551
|