|
เมื่อเดินเข้ามาในเขตวัดพระธาตุหลวงโดยผ่านซุ้มประตูสีขาวที่โดดเด่น จะเห็นลานวัดกว้างขวางมาก กว่าจะเดินไปถึงเจดีย์พระธาตุหลวงก็ไกลพอสมควร แต่ก่อนที่จะเข้าไปพื้นที่ภายในพระธาตุหลวง ที่มีกำแพงล้อมรอบ เห็นอนุสาวรีย์อดีตกษัตริย์นักรบลาวประทับนั่งเป็นสง่าอยู่หน้าพระธาตุเจดีย์ก่อนจะเข้าไปด้านใน กษัตริย์องค์นี้พระนามว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ทรงเป็นกษัตริย์ล้านช้าง (นครเชียงทอง) องค์ที่ 45
พระองค์โปรดให้สร้างวัดพระธาตุหลวง ไว้เป็นวัดคู่เมืองเวียงจันทน์ ในปี พ.ศ. 2109 หลังย้ายราชธานีจากหลวงพระบาง มาอยู่ที่เวียงจันทน์ พร้อมกับตั้งชื่อราชธานีแห่งใหม่นี้ว่า กรุงศรีสัตนาคนหุต หรือล้านช้างเวียงจันทน์
พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ชาวลาวให้การเคารพยกย่องว่าเป็นทั้งกษัตริย์นักรบ มีพระปรีชาสามารถทั้งในด้านอาณาจักรและพุทธจักร พระพุทธรุปองค์สำคัญๆได้สร้างขึ้นในสมัยของพระองค์เป็นจำนวนมาก เช่น พระเสริม ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ และ พระใส ประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เป็นต้น
ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกตามรอยพระบิดา(พระเจ้าโพธิสารราช) ซึ่งพระเจ้าโพธิสารราช กษัตริย์ล้านช้างลำดับที่ 43 ได้อภิเษกกับเจ้าหญิงยอดคำทิพย์ ธิดาของพญาเกศเชษฐราช (พระเมืองเกษเกล้า) กษัตริย์ล้านนาในราชวงศ์มังรายลำดับที่ 12 โดยมีพระนางจิรประภาเป็นมเหสี ถือว่าพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชมีเลือดเนิ้อเชื้อไขของกษัตริย์ล้านช้าง(ลาว) และกษัตริย์ล้านนา(เชียงใหม่)
หากพิจารณาถึงตรงนี้น่าจะกล่าวได้ว่า อาณาจักรล้านช้าง และอาณาจักรล้านนา มีความใกล้ชิดกัน พูดตามภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชมีพระบิดาเป็นคนลาว(ล้านช้าง) มีพระมารดาเป็นคนเชียงใหม่(ล้านนา)
และสายสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรล้านช้าง และอาณาจักรล้านนา กระชับแน่นขึ้นไปกว่านั้นอีก เมื่อราชวงศ์มังรายของอาณาจักรล้านนาว่างเว้นจากกษัตริย์ เมื่อ พ.ศ.2089
พระนางจิรประภา มเหสีของพญาเกศเชษฐราช (พระเมืองเกษเกล้า) ขณะนั้นพระองค์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนได้ประมาณ 1 ปี และไม่มีโอรสเพื่อสืบสันตติวงต์ จึงทูลขอเจ้าชายน้อยแห่งอาณาจักรล้านช้างวัย 12 ชันษา เปรียบเสมือนเป็นหลานแท้ๆของพระองค์ มาครองเมืองเชียงใหม่(ล้านนา) และต่อมาได้รับถวายพระนามว่า เจ้าเชษฐาวงศ์ ขึ้นเป็นเป็นกษัตริย์ล้านนาในราชวงค์มังรายลำดับที่ 15
เจ้าเชษฐาวงศ์ครองราชย์อยู่เมืองเชียงใหม่ได้ประมาณ 1-2 ปี พ.ศ.2089 - 2090 ก็ต้องเสด็จกลับล้านช้าง เนื่องจากพระบิดา(พระเจ้าโพธิสารราช) สิ้นพระชนม์ พร้อมกับอัญเชิญ พระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่เมืองเชียงใหม่ไปประดิษฐานไว้ที่หลวงพระบาง ราชธานีของอาณาจักรล้านช้าง เป็นเวลา 12 ปี
ีต่อมา พ.ศ. 2107 ทรงย้ายราชธานีจากหลวงพระบางมาตั้งราชธานีใหม่ที่เมืองเวียงจันทน์ พร้อมกับอัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานไว้ที่หอพระแก้ว เมืองเวียงจันทน์อีกเป็นเวลา 214 ปี รวมระยะเวลาที่พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ในอาณาจักรล้านช้างเป็นเวลา 226 ปี ก่อนที่จะอัญเชิญไปที่สยามประเทศในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อครั้งที่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกนำทัพมาปราบกบถในลาว
วัดพระธาตุหลวงถือว่ามีสำคัญต่อชาวลาวเป็นอย่างยิ่ง เป็นสัญญลักษณ์ของการสร้างบ้านแปงเมือง หลังย้ายราชธานีมาจากหลวงพระบาง เมืองที่อยู่ทางภาคเหนือของลาว การสร้างพระธาตุหลวงเปรียบเสมือนการสร้างหลักเมืองไว้ให้มั่นคง เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวลาว หรือชาวล้านช้างที่เรียกกันในสมัยนั้น
พระธาตุหลวงเป็นพระธาตุที่สวยงามที่สุดของลาว สร้างตามแบบศิลปะล้านช้าง องค์พระธาตุสูง 45 เมตร กว้าง 49 เมตร ล้อมรอบด้วยพระธาตุน้อยจำนวน 30 องค์
คล้ายกับเจดีย์ชเวดากองของพม่า พระธาตุหลวงที่เห็นนี้สร้างครอบพระธาตุเดิมองค์น้อยทีมีรูปทรงปิรามิด สันนิษฐานว่าอาจสร้างขึ้นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 6 - 7
สมัย "อาณาจักรเจนละ"
ตามศิลาจารึกของพระเจ้าไชยะเชษฐาธิราชเขียนไว้ว่า พระองค์ได้ก่อสร้างพระธาตุหลวงครอบพระธาตุน้อยองค์หนึ่งที่มีมาแต่ก่อนแล้ว พระธาตุนี้ให้ชื่อว่า"เจดีย์โลกะจุฬามณี"
แต่คนส่วนใหญ่เรียกว่า"พระธาตุหลวง" เป็นธาตุใหญ่ที่มีศิลปะแบบลาวล้านช้างแท้ๆ
ในวันสำคัญทางศาสนา ชาวลาวจากทั่วสารทิศจะเดินทางมาทำบุญกันอย่างเนืองแน่น โดยเฉพาะวันเพ็ญเดิอนสิบสอง วันลอยกระทาง หรือวันยี่เป็ง ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี
วัดพระธาตุหลวงในวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวันเขาพรรษา ชาวลาวเป็นจำนวนมากเดินทางมาทำบุญตักบาตรข้าวเหนียวกัน ส่วนใหญ่แต่งกายตามประเพณี ผู้หญิงนุ่งซิ่น มีสะใบพาดบ่า ผู้มีฐานะจะแต่งด้วยชุดผ้าไหม ส่วนผู้ชายส่วนใหญ่มีผ้าผาดบ่าเช่นเดียวกับผู้หญิง บางคนก็ใช้ผ้าขาวม้า อาจเป็นภาพที่แปลกตาสำหรับนักท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ที่เห็นวัฒนธรรมการแต่งกายเข้าวัดของชาวลาวเป็นไปอย่างสวยงาม สะท้อนถึงความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา
เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
30 ธันวาคม 2551 |