Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว      Home > Outbound Tour > Sipsongpanna3  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
Home
เชียงของ
ห้วยทราย
เส้นทาง R3a
เชื่อม 3 ประเทศ
เมืองกาหลั่นป้า
หมู่บ้านไทลื้อ
สวนป่าม่านทิง
วัดพุทธป่าเจ
สวนปาดิบ
สวนป่านกยูง
สวนลิง
อดีตวังเก่า
บ่อหาน
ประตูสู่ลาว-ไทย
บ่อเต็น
ชายแดนลาว

 

ท่องต่างแดน >

 

ย้อนอดีตเมืองล้านนาของไทย Sipsongpanna (Jinghong)
เชียงรุ่ง เชียงรุ้ง (จิ่งหง ในภาษาจีน) หรือสิบสองปันนา อาจกล่าวได้ว่าเป็นเมืองคู่แฝดกับล้านนาของไทยที่มีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง ทุกคนที่ได้ไปเห็นต่างแปลกใจที่ภาษาไทลื้อ ก็คือภาษาคำเมืองที่ใช้กันในอดีต หรือจารึกอยู่ในคัมภีร์ใบลาน หรือแม้ภาษาพูดของชาวไทลื้อในปัจจุบัน ก็ยังพอสื่อสารกันเข้าใจ ชาวไทลื้อที่สิบสองปันนา ถือว่าเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมล้านนา ที่ยังรักษา และไม่ได้สูญหายไปเหมือนกับของไทย บางคนกล่าวว่า หากต้องการเห็นภาพในอดีตทางภาคเหนือของไทย ก็ต้องไปเที่ยวสิบสองปันนา ..ไปพูดคุยกับชาวไทลื้อ ไปทานอาหารเหนือ ไปดูสาวๆกางจ้อง และดูบ้านไม้หลังใหญ่ของชาวไทลื้อที่เห็นอยู่มากมาย

 
           
 
   














 



สิบสองปันนา ตอนที่ 3
(เดินทาง 15 -19 มีนาคม 2551)



อรุณสวัสดิ์ในเช้าวันใหม่ที่เมืองหล้า

วันนี้ผมตื่นแต่เช้ามืด และมืดจริงๆด้วย ตั้งใจจะออกไปเดินเล่นแถวๆหน้าโรงแรมเพื่อดูบรรยากาศของเมืองหล้าว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ที่ดูแปลกๆน่าจะเป็นรถเมล์คันโทรมๆรุ่นโบราณสักหน่อย ต่างกับเมืองอื่นๆของจีนที่ทันสมัยมากกว่านี้มาก

เมืองหล้าเป็นเมืองเล็ก ผู้คนไม่มากนัก ท้องถนนรถราดูจะน้อย เห็นเด็กนักเรียนแต่งชุดพละหรือชุดวอร์มเหมือนๆกันทุกคน เดินบ้าง ขี่จักรยานบ้างไปตามท้องถนน เข้าใจว่าเป็นเครื่องแบบของนักเรียน ที่เหมาะสำหรับประเทศที่มีอากาศหนาวแบบนี้

ที่เห็นแปลกตาอีกอย่างก็คือคนหาบของกับตระกร้าไม้ไผ่สานตาห่างๆ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตแบบดั่งเดิมของคนจีนที่หาดูได้ยากเช่นกัน แม้แต่ในต่างจังหวัดบ้านเราก็คงหาดูยากไม่แพ้กัน ใครอยากเห็นภาพการหาบของด้วยไม้คาน ต้องไปดูที่เวียดนาม และลาว ยังมีให้เห็นอยู่มากมาย

เมืองหล้า (หรือเมืองล้า) เป็นเมืองแวะพักของนักท่องเที่ยวจากไทยก่อนเดินทางสู่เมืองเชียงรุ้ง(สิบสองปันนา) อันเป็นจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชุดใหญ่ หรือชุดเล็ก ก็ต้องมาแวะกันที่นี่ เรียกว่าเป็นไฟท์บังคับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีโรงแรมระดับ 3 ดาว เพียงแห่งเดียวที่รองรับนักท่องเที่ยวได้ มีชื่อภาษาจีนว่า จิ่งซิ่ว (JINXIU HOTEL ) เป็นโรงแรมใหญ่ที่สุดของเมืองนี้ นอกนั้นก็เป็นโรงแรมเล็กๆของท้องถิ่น ที่ชาวจีนทั่วไปใช้บริการ ถ้าให้เดาก็อาจประเภทโรงเตี้ยม หรือโรงน้ำชา

เห็นตึกโรงแรมดูใหญ่โต และเป็นอาคารที่สูงที่สุดของเมืองนี้ คิดว่าน่าจะดี แต่ที่ไหนได้คนไทยบ่นกันอุบ เพราะดูจะแย่และเสียความรู้สึกเอามากๆ

แย่แรก ก็คือกลิ่นบุหรี่ในห้องพัก
คนไทย และเมืองไทยเราพัฒนาไปมากกับเรื่องนี้ แต่ที่นี่พอเปิดห้องก็ได้กลิ่นบุหรี่ทันที ตามพื้นพรมก็เป็นรอยด่างไหม้จากก้นบุหรี่ จะเปลี่ยนห้องก็ไม่ได้เพราะไม่มีให้เปลี่ยน ถึงเปลี่ยนก็คงมีสภาพไม่ต่างกัน ไกด์บอกว่าโรงแรมในประเทศจีนส่วนใหญ่บริหารงานโดยรัฐบาล การบริการไม่อาจเทียบเท่าเอกชน และการสูบบุหรี่ในห้องพักโรงแรมหรือในห้องอาหารติดแอร์ก็ไม่มีข้อห้ามเหมือนเมืองไทย แถมในห้องพักก็มีที่เขี่ยบุหรี่ไว้บริการลูกค้าด้วย

พอบอกว่ารัฐบาลเป็นเจ้าของและบริหารเอง ก็พอจะให้อภัยกันได้ ในทางตรงกันข้ามหากบ้านเราให้ข้าราชการมารับผิดชอบงานบริการด้านโรงแรมก็อาจแย่กว่านี้ก็เป็นได้ ทั้งบริการแย่ แถมขาดทุนอีกบักโกรก หรือว่าใครจะเถียง...

สรุปว่าโรงแรมจิ่งซิ่วเค้าคงทำดีที่สุดแล้วล

มานึกอีกสำหรับเรื่องบุหรี่ว่าก่อนนี้บ้านเราก็ไม่มีกฎหมายห้าม ในห้องพักของโรงแรมจะมีที่เขี่ยบุหรี่วางไว้ทุกห้อง กลิ่นบุหรี่ก็ไม่เป็นที่สิ่งที่น่ารังเกียจมากนักในความรู้สึกของคนไทยเมื่อสักราว 25 ปี ก่อน บนรถเมล์ ภัตตาคาร หรือโรงภาพยนต์ ก็สูบบุหรี่กันควันโขมง เราพึ่งมีกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ตอนตื่นตัวเรื่องโรคมะเร็ง เพราะการแพทย์ระบุว่ามีสาเหตุมาจากควันบุหรี่ จากนั้นก็ทะยอยออกกฏหมายห้ามสูบตามสถานที่ต่างๆเรื่อยมา เช่นเดียวกับอารยะประเทศทั้งหลาย จนขณะนี้ควันบุหรี่กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจของสังคมไทยไปแล้ว

ใครยังสูบก็ควรเลิกซะ จะได้เป็นคนที่มีวัฒนธรรมเหมือนอื่นๆเค้า สูบไปก็เชยแหลก ไปที่ไหนก็มีแต่คนรังเกียจและไม่อยากเข้าใกล้ เปลืองเงินก็เปลือง..แน่จริงทิ้งมันไปเล้ย..เชื่อผมเต๊อะ

มาถึงวันนี้อาจพูดได้ว่าไทยเราได้พัฒนาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่และสุขอนามัยล้ำหน้ากว่าประเทศจีนไปมาก จึงทำให้เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

แย่ที่สอง ก็คือเรื่องความสะอาด
เจอกับตัวเองเข้าเต็มๆ ที่เห็นเม็ดข้าวติดอยู่ในซ่อมที่ยังไม่ได้ใช้ ครั้งแรกก็ดูดีว่าช้อนส้อมเก็บไว้ในตู้อบที่ป้องกันฝุ่นและเชื้อโรคจากภายนอก แต่พบหยิบออกมาแล้วพาลจะกินข้าวไม่ลง ทำไมมันจึงซ้กม้กกันขนาดนี้ และไม่ไช่ว่าเจอแจคพอตเพียงอันเดียว ในนั้นยังมีอีกเพียบที่เม็ดข้าวยังติดซ่อม หลายคนก็เจอเหมือนกัน ต่างบอกต่อกันว่าให้ระวัง กลัวอย่างเดียวก็เรื่องท้องใส้ เป็นอะไรไปในระหว่างเดินทางคงหมดสนุกแน่

มานึกอีกมีว่าคนจีนไม่นิยมใช้ช้อนส้อม เพราะใช้ตะเกียบกันทั้งประเทศ จึงถนัดล้างตะเกียบมากกว่าล้างช้อนส้อม ที่ดูจะวุ่นวายมากเรื่องกว่าการล้างตะเกียบ ที่เพียงแค่หยิบมาแกว่งๆน้ำพอเป็นพิธี เศษอาหารก็จะหลุดออกมาจากตะเกียบจนหมด

เมื่อมาล้างช้อนล้างซ่อมคงจะทำแบบเดียวกันคือจับแกว่งๆในน้ำ ผ้าล้างจานก็คงไม่ใช้ หรืออาจใช้ไม่เป็น เม็ดข้าวมันจึงติดซ่อมมาให้ลูกค้าได้เห็น เป็นการประจานความสกปรก โคตรซกม๊ก (แปลว่าสกปรกโสโครก.. ขออีกที)

ยังไงก็อย่าได้ถือสากันนัก คิดเสียว่าคนจีนไม่ถนัดล้างซ่อม จะได้ไม่หงุดหงิดกันภายหลัง จะไปสอนให้ล้างช้อนล้างซ่อมว่าต้องทำแบบโน้นแบบนี้ ก็อาจโดนเควี้ยงด้วยตะเกียบแบบในหนังจีน และด่ากลับให้อีกว่า...

“ ลิ้อมายุ่งอะไรกะอั๊วะ.. อั๊วะทำแบบนี้มาเป็นสิบๆปีไม่เห็นมีใครมาว่า และไม่เห็นมีใครตาย มีให้กินก็ดีถมไปแล้ว คงไทยมากเรื่องซิกหาย.. “

คนจีนดุนะครับ อย่าทำเล่นไป เรื่องจะมาเข้าอกเข้าใจในการบริการแบบที่คนไทยให้บริการกับลูกค้านั้นนะ บอกว่าแทบไม่มี ถึงมีก็น้อยมาก

คำว่า Service Mind หรือบริการอย่างประทับใจ ด้วยความรู้สึกที่มาจากใจ เหมือนที่คนไทยเข้าใจนั้นนะ ในเมืองจีนนี้หายากนะครับ มาเที่ยวเมืองจีนก็พึงรู้ไว้ด้วย และบอกได้เลยว่าอย่าคาดหวังให้มากนัก บ้านเรากินขาดครับกับเรื่องแบบนี้ คนไทยมีทัศนะและความรู้สึกต่อนักท่องเที่ยวในเชิงบวก ให้ความเป็นมิตร และมีรอยยิ้มอยู่เสมอกับนักท่องเที่ยว สิ่งนี้เป็นคุณสมบัติของคนไทยที่หาไม่ได้ในประเทศอื่น

อาจมีคนสงสัยว่าแล้วเมืองอื่นๆสภาพของโรงแรมเป็นแบบนี้หรือไม่ ก็คงตอบแบบภาพรวมๆว่า หากเป็นเมืองใหญ่ ทุกอย่างก็จะดีขึ้นตามความเจริญของเมืองนั้น ไปเที่ยวปักกิ่ง หรือเซี่ยงไฮ้ ก็ไม่ค่อยมีปัญหาแต่อย่างใด จะมีแต่เรื่องกาแฟที่หากินค่อนข้างยาก ในโรงแรมระดับ 3 ดาว 4 ดาว ถึงมีก็แบบขอไปที ใครอยากทานกาแฟให้อร่อยต้องไปเที่ยวเวียดนามและลาวครับ โดยเฉพาะเวียดนามขึ้นชื่อมาก แถมคนขายก็หน้าหว้านหวาน
และยังอวบอั๋นอีกต่างหาก ( อยากเห็นต้องคอยชมในทริปฮานอย-ฮาลองเบย์ รับรองทานกาแฟอร่อยแน่)

อิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อ
จากเมืองหล้าสู่กาหลั่นป้าในระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร เราไปตามเส้นทางสายเก่า ผ่านไปตามชนบท เห็นไร่นาและแปลงเกษตร บางครั้งก็ขึ้นเขาลงเขาบ้างแต่ไม่สูงมากนัก

สังเกตว่าทางแถบนี้ปลูกยางพาราค่อนข้างมาก ยังแปลกใจว่าประเทศจีนปลูกยางในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น ต่างกับบ้านเราที่ปลูกในเขตฝนตกชุก เห็นสวนยางที่นี่แล้วดูแห้งแล้งไม่ค่อยเจริญหูเจริญตานัก ใบก็ไม่ค่อยจะเขียวสักเท่าใด สู้ต้นยางบ้านเราไม่ได้ ใบเขียวสดดูสมบูรณ์เต็มที่ สวนยางก็ร่มรื่นกว่าที่นี่มาก

ที่ดูคล้ายบ้านเราก็เรื่องการปลูกสัปปะรดภายในสวนยางที่ยังไม่โต หรือพึ่งเริ่มปลูก ไม่ทราบว่านำเอาวิธีการจากเมืองไทยไปใช้หรือไม่ หากเดาก็น่าจะใช่ เพราะเมืองไทยขณะนี้ถือว่าปลูกยางพารามากเป็นอันดับ 1 ของโลกแทนมาเลเซียไปแล้ว ส่วนมาเลเซียก็หันไปปลูกปาล์มน้ำมันจนเป็นประเทศที่ปลูกปาล์มมากเป็นอันดับ 1 ของโลกเช่นกัน

แต่อนาคตไทยก็คงจะคว้าแชมป์มาได้อีกเป็นแน่ เพราะปัญหาแรงงานที่ขาดแคลน ซึ่งเป็นเรื่องหนักอกของคนมาเลเซียมานาน จนคนไทยเชื้อสายมูสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ต้องหันไปรับจ้างกรีดยางในมาเลเซีย และเป็นที่มาของคำว่า ถือบัตรประชาชนสองสัญชาติ

เรื่องยางพาราไทยได้อันดับ 1 ก็เพราะมาเลเซียมีปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงานนี้แหละ ที่ต้องใช้คนงานกรีดยางกันทุกวัน ต่างกับปาล์มน้ำมันที่ไม่ต้องดูแลกันบ่อยนัก นานๆจึงจะกระทุ้งเอาปาล์มส่งขายโรงงานกันสักครั้ง

กล้วยหอมแถวๆเมืองกาหลั่นป้าก็นิยมปลูกกันมาก และปลูกกันเป็นล่ำเป็นสัน เท่าที่เห็นจากสายตา ก็นับร้อยนับพันไร่ ไกด์บอกว่าเป็นผลไม้ที่ส่งไปขายทั่วประเทศจีน เพราะรสชาติที่นี่ดีกว่าที่อื่น

เขียนถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงกล้วยไข่กำแพงเพชรบ้านเรา จะปลูกที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่ากล้วยไข่เมืองกำแพง พูดแล้วก็อยากกินขึ้นมาตะหงิดๆ ได้มาสักหวี กับกระยาสาร์ทสักห่อ.. เอาเค๊กมาแลกก็ไม่ยอม

ในระหว่างนั่งอยู่ในรถ เห็นชาวสวนบางแห่งกำลังตัดกล้วยจากเครือและแพคลงกล่องกระดาษกันบนท้องร่องนั้นเลย เป็นกล่องสีขาวๆที่มีตรามียี่ห้อเรียบร้อบ ไม่ต่างกับกล้องส้ม หรือผลไม้อื่นๆที่ส่งมาขายเมืองไทย พอออกจากสวนก็ขนขึ้นรถส่งไปเมืองต่างๆได้ทันที กล้วยจึงไม่บอบซ้ำ ต่างกับบ้านเราที่เห็นรถบรรทุก 6 ล้อ บรรทุกกล้วยจนเต็มคัน มีใบตองรองไว้นิดหน่อย ขนขึ้นขนลงแต่ละทีก็คงช้ำหมด มาเห็นวิธีการที่ชาวสวนเมืองกาหลั่นป้าในแคว้นสิบสองปันนาเค้าทำแล้ว คิดว่าน่าจะดีกว่าบ้านเรา

น่าเสียดายที่มาถึงสวนแล้วแต่ไม่ได้ทานกล้วยที่มีชื่อของที่นื่ เพราะไกด์บอกว่า ปลูกได้เท่าไหร่ก็ส่งไปขายที่เมืองอื่นๆจนหมด เรียกว่าไม่พอขาย

ไม่แน่นะ.. เจอกล้วยหอมไทยแล้วคนจีนก็คนจีนเถอะ อาจหันมานิยมกล้วยหอมทองบ้านเราก็เป็นได้ เพราะทั้งหวาน และมีกลิ่นหอมในตัว (อยากกินอีกแล้วครับท่าน)

เราเดินทางจากเมืองหล้ามาตามถนนสายเก่าที่ดูจะคับแคบ จนรู้สึกเสียวใส้เวลาสวนกับรถคันใหญ่ๆ แต่คนขับรถเค้าชำนาญทาง หลบหลีกกันได้อย่างคล่องแคล่ว กะระยะกันได้อย่างแม่นยำ แต่คนไทยเคยเจอแต่ถนนกว้างๆ มาเห็นถนนแบบนี้ก็นั่งเสียวใส้ไปตลอดทาง

ที่น่าแปลกสำหรับการสร้างถนนที่นี่ ก็คือไม่มีใหล่ทางให้หลบหลีก ตกไหล่ทางก็เป็นเรื่องแน่นอน วิธีการสร้างถนนก็แปลกพิสดาร คือเค้าจะก่อปูนทำขอบถนนทั้งสองข้างก่อน แล้วจึงค่อยเทปูนหรือราดยางตรงกลาง ใครขับพ้นขอบถนนนี้ไปนิดเดียวก็ตัวใครตัวมัน อาจสงสัยว่ามีอุบัติเหตุหรือไม่ ตอบว่ามีครับ ตอนขากลับจะเอาภาพมาให้ดู(หากไม่ลืม) ล่อกันบนเขาในทางแคบช่วงหัวโค้งบนเขานี้แหละ ได้ยินว่ารถติดราว 4 ชั่วโมง เพราะมีคันหนึ่งตกลงไปข้างทางที่เป็นเหว โชคดีที่ต้นไม้ใหญ่ช่วยยันไว้ได้

ไกด์บอกว่าอีก 2 วัน ถนนมอเตอร์เวย์ R3a จะเปิดใช้แล้ว การเดินทางของนักท่องเที่ยวจากไทยก็ต้องใช้ถนนสายใหม่แทน ส่วนถนนสายเก่านี้จะเป็นการสัญจรของคนท้องถิ่น ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมทางด่วนเหมือนรถที่ต้องการวิ่งระยะไกลๆ

ถนนสายใหม่ หรือ R3a ในส่วนของประเทศจีนมีระยะทางราว 800 กม. จากชายแดนเมืองบ่อหาญ ไปสิ้นสุดที่คุณหมิง เป็นถนนสายใหม่ที่ตัดผ่านป่าเขาไปแบบไม่มีอุปสรรคขวางกั้น เจอเขาก็เจาะเขาให้เป็นถ้ำ เจอเหวก็สร้างสะพานเชื่อม ดูแล้วง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก จีนซะอย่างอะไรๆก็ทำได้ทั้งนั้น เพราะมีเงินเหลือเฟือ

โครงการถนน R3a ในจีน ช่วงที่ทำการสำรวจครั้งแรกที่คาดว่าไม่มีการเจาะเขา ตามข่าวบอกว่ามีระยะทางประมาณ 1000 -1200 กม. แต่เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วกลับหดเหลือประมาณ 800 กม. เป็นการร่นระยะทางที่ดูเกินคาดทีเดียว อาจเป็นไปได้ว่าขณะเริ่มก่อสร้างจีนเริ่มมีงบประมาณเหลือเฟือ จึงปรับแผนการก่อสร้างเสียใหม่

เส้นทางสายเก่าที่เรากำลังนั่งรถผ่านอยู่นี้ อนาคตนักท่องเที่ยวจากไทยคงไม่มีโอกาสได้เห็น เพราะต้องไปใช้ถนนมอเตอร์เวย์แทน โชคดีของพวกเราที่คิดว่าเป็นนักเดินทางรุ่นสุดท้ายที่มีโอกาสสัมผัสหมู่บ้านชนบทของชาวไทลื้ออย่างใกล้ชิด และอย่างจุใจ ตามถนนที่ผ่านไปในแต่ละหมู่บ้าน ได้เห็นการดำเนินชีวิตแบบดั่งเดิมที่ไม่ได้เปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์กันมากนัก

มาถึงถิ่นไทลื้อในแคว้นสิบสองปันนา ก็ต้องยอมรับว่า ชาวไทลื้อที่นี่เป็นชนชาติพื้นเมืองที่มีประชากรหลายแสนคน โดยเฉพาะในถิ่นชนบทแบบนี้มีแต่หมู่บ้านไทลื้อเกือบทั้งนั้น หากเปรียบเทียบกับภาคเหนือของไทยก็ไม่ต่างกับกำลังเดินทางย้อนยุคไปสักราว 40 – 50 ปี สมัยที่บ้านเรือนยังใช้แผ่นกระเบื้องดินเผามุงหลังคา หรืออาจเป็นยุคสาวเครือฟ้า สาวเชียงใหม่ ที่เกิดหลงรักกับร้อยตรีพร้อม นายทหารซึ่งถูกย้ายราชการจากเมืองกรุงมาประจำที่เชียงใหม่ ในนวนิยายรักปรำปราเคล้าน้ำตาที่เคยโด่งดังในอดีต จนมีผู้นำไปสร้างเป็นภาพยนต์อยู่หลายครั้ง และมีผู้นำตำนานรักของสาวเหนือนี้ถ่ายทอดออกมาเป็นเพลง สาวเครือฟ้า ทั้งเพลงลูกกรุง และเพลงท้องถิ่นคำเมือง ของจรัล มโนเพชร ร้องโดย สุนทรี เวชานนท์

เห็นหมู่บ้านชาวไทลื้อแล้วบอกได้ว่าบ้านทุกหลังใช้กระเบื้องดินเผากันเกือบหมด แสดงว่าปลูกกันมานาน
ส่วนบ้านหลังใหม่มีน้อยมาก ถึงปลูกใหม่ก็ยังมีรูปทรงแบบดั่งเดิม เป็นการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมได้อย่างน่าชมเชยมาก

ไทลื้อที่นี่ก็เป็นแบบที่เห็น ยังมีบรรยากาศแบบเดิมๆเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่บ้านที่อยู่อาศัย การแต่งกาย ภาษาเขียน รวมไปถึงอาหารการกิน มาเห็นกับตาแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่าพวกเค้ายังสืบทอดวัฒนธรรมมาได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และคงเส้นคงวา

นี่แหละต้นตำรับล้านนาตัวจริงเสียงจริง เพียงแค่เห็นผ่านตาก็น่าชื่นชมกันขนาดนี้ และหากได้มีโอกาสใกล้ชิดกว่านี้แล้วจะขนาดไหน

จากที่เข้าใจแต่แรกว่ามีชาวไทลื้อเฉพาะบริเวณที่รัฐบาลจีนอนุรักษ์ไว้แต่เพียงหมู่บ้านเดียว แต่เมื่อมาเห็นของจริงแล้วปรากฏว่า คนที่เมืองนี้เป็นชาวไทลื้อเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ จะมีชาวจีนฮั่นก็เฉพาะแต่ในเมืองที่เป็นย่านการค้าเท่านั้น

หมู่บ้านไทลื้อที่ทางการจีนอนุรักษ์ และกำหนดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อว่าหมู่บ้าน อนุรักษ์วัฒนธรรมไทลื้อ ภายในหมู่บ้านมี วัดมหาราชฐานสุทธาวาส หรือ วัดสวนม่อน เป็นวัดทางพุทธศาสนา ดูคล้ายกับวัดเก่าแก่ทางภาคเหนือของไทย เรียกว่ามีศิลปะที่คล้ายๆกัน

เมื่อปี พ.ศ. 2540 รัฐบาลไทยสมัย นายชวน หลีกภัย และรัฐสภาไทยในสมัยนั้น ได้ร่วมบริจาคบูรณะซ่อมแซมวัดสวนม่อน เป็นเงินประมาณ 2 ล้านบาท เข้าใจว่าเป็นช่วงที่จีนกำลังเปิดประเทศ และมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวในมณฑลที่อยู่ทางตอนใต้ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศทางแถบอินโดจีนที่มีเชื้อสายเดียวกัน

การเปิดตัวแตว้นสิบสองปันนา ทำให้คนไทยไม่น้อยรู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าถิ่นฐานเดิมนั้นมาจากประเทศจีนเมื่อเกือบพันปีก่อน ส่วนหนึ่งอพยพลงมาจากอาณาจักรน่านเจ้าในยุคตอนปลาย หลังถูกตีแตกจากกองทัพมองโกล ในสมัยพระเจ้ากุบไลข่าน จากนั้นได้อพยพลงมาทางแคว้นสามเทศ หรือสยามเทศ สมัยต่อมาได้กลายเป็นแคว้นสุโขทัย

อีกส่วนหนึ่งอพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนา แล้วไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่แถบเมืองเชียงรายบริเวณริมฝั่งโขง(สมัยนั้นเรียกว่าเชียงแสน) ก่อนที่จะอพยพลงมาอยู่ที่ลุ่มน้ำปิง หรือล้านนา-เชียงใหม่ ในปัจจุบัน

วัดมหาราชฐานสุทธาวาส หรือ วัดสวนม่อน ถือเป็นศูนย์รวมชาวไทลื้อ และเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองกาหลั่นป้ามานับหลายร้อยปี (บางแห่งบอกพันปี)

ก่อนวัดนี้จะมีการบูรณะซ่อมแซมเมื่อปี พ.ศ. 2540 ได้ถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานับสิบๆปี จากการปฏิวัติทางวัฒนธรรม หรือสมัยที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ในยุคเมาเซตุง วัดวาอารามต่างๆในสมัยนั้นถูกปิดตาย บางแห่งถูกเผาทำลาย จนศาสนาพุทธเกือบจะสูญหายไปจากสิบสองปันนา ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่ข่มขื่นที่สุดของคนจีน จนบางคนบอกว่าไม่อยากนึกถึงมันอีก

การรื้อฟื้นพุทธศาสนาของชาวไทลื้อ ในแคว้นสิบสองปันนา ได้รับความร่วมมือจากชาวพุทธในเมืองไทย ร่วมกับพระสงฆ์ไทยทั้งภาคเหนือและภาคกลาง เป็นการสานต่อพุทธศาสนาให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่งในดินแดนที่เรียกว่า ต้นตระกูลของล้านนาไทย

จากนี้ไปก็คิดว่าสายสัมพันธ์ของคนไทย หรือคนไต ทั้งสองประเทศ คงจะกลับมาแน่นแฟ้นเสมือนเป็นบ้านพี่เมืองน้อง หรือเสมือนเครือญาติ คงจะมีการไปมาหาสู่กัน และมีการร่วมมือกันในทางพุทธศาสนาเช่นเดียวกับในอดีต

การที่คนไทย หรือคนภาคเหนือของไทยมีโอกาสไปเที่ยวสิบสองปันนา ก็คงเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าต้นตระกูลของล้านนาไทยในปัจุบันนั้นเป็นอย่างไร ยังรักษาขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมต่างๆกันเหมือนภาคเหนือของไทยหรือไม่ มีอะไรที่เหมือน หรือแตกต่างกัน

สิบสองปันนาในตอนที่ 3 ขอจบลงที่หมู่บ้านวัฒนธรรมไทลื้อ ส่วนตอนที่ 4 ก็จะเป็นการเดินทางเข้าสู่เมืองสิบสองปันนา หรือเมืองเชียงรุ้ง เมืองหลวงของชาวไทลื้อ




เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
9 มิถุนายน 2552


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                      แผนที่ถนน R3a การเดินทางจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ผ่านลาว สู่ บ่อเต็น ชายแดนลาว
(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย)





สิบสองปันนา มีชื่อเรียกหลายชื่อ
- สิบสองพันนา
- นครเมิงไต
- นครเมืองไทย (เรียกในสำเนียงไทยภาคกลางว่า )
- เชียงรุ้ง

สิบสองปันนา เป็นชื่อที่แบ่งตามเขตการปกครอง โดยยึดถือไร่นาจำนวน 12,000ไร่ ตรงกับสำเนียงไทยที่เรียกว่า สิบสองพันนา

คำว่า เชียงรุ่ง สันนิษฐานว่ามาจาก
มีตำนานเล่าว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมารุ่งเช้าที่นี้พอดี จึงเป็นที่มาของคำว่า เชียงรุ่ง แต่คนไทยออกเสียงเป็น เชียงรุ้ง

เชียงรุ้ง อาจหมายถึง เมืองของท้องฟ้าสีรุ้ง ก็ได้ ตามสำเนียงเรียกของคนไทยทั่วไป แต่คนที่นี่ยืนยันว่า ชื่อที่ถูกต้องแท้จริงคือ เชียงรุ่ง แปลว่า เมืองแห่งฟ้ารุ่งอรุณ ชาวไตลื้อเองออกเสียงว่า เจงฮุ่ง คนจีนหรือภาษาราชการเรียกว่า จิ่งหง (Jinghong)

สิบสองปันนา (Sipsongpanna) คนจีนออกเสียงว่า ซีสวงปันนา (Xishuangpanna)

นครเมิงไตของชาวไตลื้อและชนกลุ่มน้อย ตั้งอยู่ในภาคใต้สุดของมณฑลยูนนาน ในอดีตแบ่งเขตการปกครองเป็น 12 หัวเมืองใหญ่ โดยจัดแบ่งหัวเมืองใหญ่ 28 เมืองเป็น 12 เขตปกครอง จึงเรียกว่า สิบสองปันนา หรือ สิบสองพันนา

ตามเอกสารบันทึกใน พ.ศ. 2113 จัดแบ่งไว้ ดังนี้
1. เมืองเชียงรุ่ง เมืองยาง เมืองฮำ รวมเป็น 1 พันนา
2. เมืองแจ เมืองมาง (ฟากตะวันตก) เมืองเชียงลู เมืองออง เป็น 1 พันนา
3. เมืองลวง เป็น 1 พันนา
4. เมืองหน เมืองพาน เชียงลอ เป็น 1 พันนา
5. เมืองฮาย เชียงเจือง เป็น 1 พันนา
6. เมืองงาด เมืองขาง เมืองวัง เป็น 1 พันนา
7. เมืองหล้า เมืองบาน เป็น 1 พันนา
8. เมืองฮิง เมืองปาง เป็น 1 พันนา
9. เชียงเหนือ เมืองลา เป็น 1 พันนา
10. เมืองพง เมืองมาง (ฟากตะวันออก) เมืองหย่วน เป็น 1 พันนา
11. เมืองอูเหนือ เมืองอูใต้ เป็น 1 พันนา
12. เมืองเชียงทอง อีงู อีปาง เป็น 1 พันนา

ตามข้อมูลสำรวจประชากรเมื่อปี 2543
แคว้นสิบสองปันนามีประชากรทั้งสิ้น 993,397คน แต่เป็นชาวไตลื้อถึง 296,930 คน หรือหนึ่งในสาม นั่นคือ เป็นชาวไตลื้อส่วนหนึ่ง จีนฮั่นส่วนหนึ่ง และชนกลุ่มน้อยอื่นๆอีกส่วนหนึ่ง

บรรพบุรุษของไตลื้อสืบทอดมาตั้งแต่ยุคขุนเจือง
วีรบุรุษสองฝั่งโขง จวบจนถึงยุคปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีน มีกษัตริย์ปกครองรวมกัน 44 พระองค์ องค์สุดท้ายชื่อ เจ้าหม่อมคำลือ พระราชวังตั้งอยู่ที่เวียงผาคราง บนที่เนินเขาบริเวณริมฝั่งแม่น้ำล้านช้าง ซึ่งมีวัดวาอารามมากมาย ปัจจุบันถูกทุบทำลายเกือบหมด ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยมีภูเขาลิงเป็นเครื่องหมาย

แคว้นสิบสองปันนาเป็นเขตปกครองตนเองของชนชาติไต ( Xishuangbanna Dai Autonomous Prefecture) มีฐานะเทียบเท่าจังหวัดหนึ่งทางตอนใต้ของมณฑลยูนนาน ซึ่งมีเมืองคุนหมิงเป็นเมืองหลวง ได้รับสิทธิพิเศษให้เป็นเขตที่มีการปกครองตนเองของชนเผ่าไต โดยมีข้อบังคับว่า ผู้ว่าการ และรองผู้ว่าต้องเป็นชาวไตลื้อ

หัวเมืองต่างๆ แห่งแคว้นสิบสองปันนามีถึง 28 หัวเมืองใหญ่ และ 40 กว่าหัวเมืองย่อย สถานภาพในปัจจุบันจัดลดลงเป็นแค่ตำบลและหมู่บ้าน แคว้นสิบสองปันนาประกอบไปด้วยหนึ่งนครหลวงและสองอำเภอที่ว่าการ คือ นครหลวงเชียงรุ้ง ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการปกครองของสิบสองปันนา เขตอำเภอเมืองฮาย (Meng Hai) มีเมืองเชี่ยนชานเป็นที่ว่าการ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกติดกับประเทศพม่า และเขตอำเภอเมืองล่า (Meng La) ซึ่งมีเมืองล่าเป็นที่ว่าการ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดต่อกับเขตแดนประเทศลาว

แคว้นสิบสองปันนาเป็นดินแดนแห่งนกยูง ชาวไตลื้อถือว่านกยูงเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความสุขความเจริญ ฉะนั้น จึงเป็นเมืองแห่งแม่น้ำป่าเขาลำเนาไพร โดยมีนกยูงเป็นสัญลักษณ์ ชาวไตลื้อนับถือพระพุทธศาสนาร้อยละ 90







 
 
   
   
          copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ